LNCrawler

บทที่ 299 จุดเคลื่อนย้าย (อ่านฟรี 31 ธ.ค. 68)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 299 จุดเคลื่อนย้าย (อ่านฟรี 31 ธ.ค. 68)

บทที่ 299 จุดเคลื่อนย้าย

 

สัญลักษณ์รูปประตูสีฟ้าที่คุ้นเคยนี้ทำให้ซูหยวนต้องขมวดคิ้ว ประตูเชื่อมมิตินี้เป็นประตูที่ปรากฏในเกมของเธอ ตอนที่ซูหยวนอยากเปลี่ยนแนวไปเล่นโหมดตื่นเต้นหรือเสริมพลังเล็กๆน้อยๆให้กับอุปกรณ์ในการทำฟาร์ม เธอยังสามารถไปที่มิติอื่นๆได้ 

            

ตามปกติแล้วมันจะเป็นพื้นที่แบบสุ่ม แต่เมื่อสามารถพิชิตบอสได้ก็จะกลายเป็นพื้นที่ถาวรให้เล่น ซึ่งซูหยวนพิชิตบอสได้เพียงตัวเดียวก็คือบอสซอมบี้ ดังนั้นเธอจึงมีพื้นที่ล่าแบบถาวรเป็นรังซอมบี้เท่านั้น

            

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพราะเธอไม่ใช่ผู้เล่นสายบู๊ ในบรรดาผู้เล่นเกม ที่เธอพิชิตบอสได้แค่ตัวเดียวนี้ถือว่าเป็นความสำเร็จที่น้อยๆมากๆ ตอนที่อ่านกระดานสนทนา เธอพบว่าผู้เล่นที่อยู่เลเวลเพียง 20 ก็ยังพิชิตบอสได้มากกว่า 5 ตัว พวกเขาพูดคุยกันว่าถ้าขยันสุ่มเข้าไปก็จะได้เจอพวกศัตรูที่หลากหลายมากขึ้น บางตัวอ่อนแอ บางตัวแข็งแกร่ง สุดแล้วแต่โชคของตัวเองว่าจะดีหรือร้าย

            

นี่ก็เป็นอีกสีสันที่ทำให้เกมนี้กลายเป็นที่สนใจ แต่ซูหยวนไม่ได้ชอบเล่นแนวนั้น เธอแค่ชอบผ่อนคลายอยู่กับการเพาะปลูก มองดูผลผลิตที่เติบโต แล้วก็ส่งเข้าไปผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูป นานๆทีจึงจะสุ่มเข้าไปเพื่ออัพเดตอุปกรณ์ตามข้อบังคับพื้นฐานในการเพาะปลูกเท่านั้น

            

เช่น ถ้าการเพาะปลูกสตอเบอร์รี่ระดับสูงจะต้องใช้จอบระดับ 3 ขึ้นไป ซูหยวนก็จึงจะเข้าไปในประตูเชื่อมมิติหนึ่งครั้ง เก็บอุปกรณ์ทั้งหมดแล้วก็กลับออกมาเพื่ออัพเกรด จากนั้นก็ไม่สนใจอีก

            

ความประทับใจของเธอต่อประตูเชื่อมมิติไม่ได้ดีแต่ก็ไม่ได้แย่ ทว่าปัญหาก็คือ...ทำไมพื้นที่ล่าเขต J จึงมีมันปรากฏอยู่ด้วย!

            

ตอนนี้ซูหยวนเข้าใจคร่าวๆแล้วว่าทำไมผู้คนมากมายตามหาก็ไม่เจอ หรือบางครั้งก็มีคนหลงเข้าไปได้ ถ้ามันเป็นอย่างที่เธอคิดจริงๆ พวกเขาอาจจะหลงอยู่ในประตูเชื่อมมิติเหล่านั้นนี่แหละ

 

วิธีการเข้าหรือออกนั้นอาศัยโชคสำหรับคนที่ไม่รู้ แต่สำหรับผู้เล่นเกมอย่างซูหยวน เธอย่อมต้องรู้วิธีการใช้ประตูนั้นอยู่แล้ว ขอแค่หยุดอยู่ที่ทางเข้าประตูเกิน 5 วินาที ประตูก็จะถูกใช้งานอัตโนมัติ มันจะพาคนเข้าหรือออกผ่านทางเชื่อมทันที คนไม่รู้แล้วดันหยุดอยู่กับที่จะถูกดึงเข้าไปก็ไม่แปลก ยิ่งไม่แปลกเข้าไปใหญ่ที่หลังจากเข้าไปแล้วก็หาทางออกไม่เจอ 

            

แน่นอนว่าซูหยวนรู้จักประตูเชื่อมมิตินั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอมั่นใจเกี่ยวกับมัน ไม่รู้ว่าประตูนี้มีไว้สำหรับผู้เล่นอย่างเธอเพียงคนเดียว หรือมันทำให้คนอื่นๆผ่านเข้าไปได้ด้วยกันแน่ เรื่องนี้ยังต้องพิสูจน์อยู่ และซูหยวนก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะเปิดเผยความลับนี้แต่อย่างใด 

            

เพื่อไม่ให้ทุกคนสงสัยว่าเธอรู้เกี่ยวกับสิ่งนี้ทันทีที่มาถึง ในขณะที่คนอื่นๆก็ยังไม่สามารถตรวจสอบเจอ อีกอย่าง...ของสิ่งนี้มันมีแค่ในเกมฟาร์มที่เธอเล่นเท่านั้น จู่ๆมันก็ปรากฏขึ้นที่แผนที่เขต J ที่ซูหยวนไม่เคยผ่านมาก่อน ไม่แน่ว่าที่โลกนี้...อาจจะไม่ได้มีแค่เธอเท่านั้นก็ได้

            

เพราะเป็นคนที่ไม่เชื่อในเรื่องมิตรภาพ ซูหยวนจึงไม่วางใจใครให้รู้ความลับนี้ ต่อให้เป็นประธานจาง พ่อแม่ของเธอหรือเพื่อนคนอื่นๆ ดังนั้นย่อมระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าอาจมีคนมาจากโลกเดียวกับเธอแล้วเล่นเกมนี้เหมือนกันมากกว่า

            

หากบอกว่าเธอมีระบบเกมเป็นไพ่ลับที่ทำให้มั่นใจว่าจะรอดชีวิตได้ แล้วถ้าคนอื่นรู้เข้า...มันจะยังเป็นไพ่ลับอยู่หรือ? 

 

“พลทหารพิเศษรุ่ย เป็นคุณอีกแล้ว?” 

 

เสียงทักทายของคนที่เพิ่งปรากฏตัวเรียกความสนใจของกลุ่มภารกิจทั้งหมด อีกฝ่ายอยู่ในชุดทหารเต็มยศ มีกระทั่งเหรียญประจำยศประดับที่หน้าอกและบ่าด้วย การแต่งชุดเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้อยู่ในการปฏิบัติภารกิจ แต่อยู่ในระหว่างการตรวจสอบเอกสารหรืออื่นๆ อย่างไรก็ตาม...ดูจากกล้ามเนื้อที่แขนและขาของเขาแล้ว ก็พบว่าคนผู้นี้ไม่ได้ธรรมดาสามัญเลย

 

“ผู้นำประจำเขต J” พลทหารพิเศษรุ่ยพยักหน้าให้อีกฝ่าย

            

ถ้าเป็นคนอื่นแสดงท่าทางเช่นนี้คงทำให้ท่านผู้นำประจำเขตไม่พอใจแน่ แต่เพราะพลทหารพิเศษรุ่ยเป็นพลทหารพิเศษ สิทธิของเขาย่อมต้องพิเศษเหนือผู้ใด ชนิดที่ว่าผู้นำประจำเขตก็ยังต้องเกรงใจเขา

 

“นี่นับเป็นครั้งที่เท่าไรแล้ว ฉันนับถือใจคุณจริงๆ แม้แต่เวลานี้ก็ยังไม่ยอมแพ้อีก”

 

“ยอมแพ้? นั่นจะเป็นไปได้ยังไง พวกเขามีกำลังมากพอที่จะเอาตัวรอดได้จนถึงตอนนี้ ฉันเชื่ออย่างนั้น” พลทหารพิเศษรุ่ยขมวดคิ้ว คำที่เขาไม่ชอบที่สุดก็คือการบอกให้เขายอมแพ้นี่แหละ เพราะมันหมายถึงการที่บอกให้เขาควรปล่อยให้เพื่อนตายๆไปเสียอย่างไรล่ะ

 

“โอ้ ฉันไม่ได้พูดโดยตั้งใจจะให้ความหมายเป็นแบบนั้น ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้เข้าใจผิดเ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้นำประจำเขตก็รีบส่ายหน้า ท่าทางกังวลของเขาไม่ได้ทำให้พลทหารพิเศษรุ่ยอ่อนลงเลยแม้แต่น้อย กลับกัน...คิ้วของเขากลับขมวดแน่นขึ้นไปกว่าเดิมอีก

            

เห็นท่าทางเช่นนี้แล้ว นักล่าของสกุลจางก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น 

            

อย่างที่รู้ๆว่าพลทหารพิเศษรุ่ยเป็นผู้ที่มีการรับรู้ที่ดี โดยเฉพาะรู้ว่าใครมองตัวเองเป็นมิตรหรือศัตรู การที่เขาไม่พอใจอีกฝ่ายแม้จะได้ยินคำขอโทษ เช่นนี้ย่อมแปลว่าการขอโทษนี้ไม่จริงใจเอาเสียเลย

 

“เอาล่ะ พวกเราต้องรีบไปก่อนแล้ว ยังควรตั้งกระโจมที่พักให้เสร็จก่อนมืดค่ำด้วย” 

 

เพราะหม่าหวนหลงทำภารกิจกับพลทหารพิเศษรุ่ยมาหลายครั้งแล้ว จึงรู้ว่าพวกเขาจะไม่พักแรมในค่ายทหารนี้ให้ลำบากใจ แม้ว่าการพักในค่ายทหารจะทำให้มั่นใจในความปลอดภัย ทว่า...พลทหารพิเศษรุ่ยไม่ค่อยมีพันธมิตรเป็นทหารด้วยกันมากนัก

            

ความเที่ยงตรงของเขาทำให้ผู้คนมากมายไม่ชอบใจเอาเสียเลย โดยเฉพาะกับทหารที่มาจากตระกูลชั้นสูงทั้งหลาย ส่วนใหญ่เมื่อพวกเขาทำผิดแล้วต้องการหลบซ่อน พอเจอกับพลทหารพิเศษที่รับทำคดีเหล่านั้น ล้วนแต่ทำให้ตระกูลใหญ่รับโทษรุนแรงทั้งนั้น

            

การกระทำของเขาถูกมองว่าไม่ไว้หน้า ไม่ให้เกียรติตระกูลใหญ่ ทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองกระทำความผิดแต่ก็ไม่โทษตัวเอง เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยมา ดังนั้นถ้าเลี่ยงได้...ก็ควรจะต้องเลี่ยงไม่ให้พลทหารพิเศษอยู่กับทหารทั่วไปนัก

 

“ดีๆ ทำถูกต้องแล้ว ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะมาอยู่กี่คืน แต่ก็นั่นแหละ...หวังว่าจะไม่หายตัวไปอีกคนนะ การเสียทหารพิเศษไปถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ของมนุษย์ชาติแล้ว ยิ่งถ้าเป็นพลทหารพิเศษรุ่ยยิ่งเสียไปไม่ได้ คุณจะต้องดูแลตัวเองให้ดีๆ” 

            

คำพูดที่ดูเหมือนจะห่วงใย แต่ล้วนพูดเป็นลางร้ายทั้งนั้นย่อมทำให้ผู้ฟังไม่ได้รู้สึกดี ซูหยวนขมวดคิ้วไม่พอใจ พลทหารพิเศษรุ่ยเป็นผู้มีพระคุณของเธอ ตัวเขาไม่ใช่คนพูดเก่ง แล้วเธอล่ะ...ใช่! ต่อให้ไม่ชอบพูด ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอพูดไม่เป็น!

 

“ท่านผู้นำประจำเขตไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ความแข็งแกร่งของพลทหารพิเศษรุ่ยนั้นไม่ใช่ธรรมดา ด้วยความพิเศษของเขาก็เลยทำให้สามารถเข้าออกพื้นที่เขต J นี้เป็นสิบๆรอบได้อย่างปลอดภัย ไม่แน่ว่าครั้งนี้พลทหารพิเศษรุ่ยอาจจะไขความกระจ่างเกี่ยวกับความพิศวงของเขต J ก็ได้นะคะ”

 

“ถือว่าได้ช่วยเพื่อนๆ แล้วก็ทำภารกิจที่รับมาครั้งก่อนให้เสร็จด้วยในคราวเดียวเลย ดีไม่ดี...อาจจะพาทหารคนอื่นๆที่หายตัวไปกลับมาด้วยก็ได้ ถ้าสำเร็จจริงๆ จะถือว่าเป็นการประสบความสำเร็จครั้งใหญ่เลย”

            

ซูหยวนแสร้งทำเป็นมองพลทหารพิเศษรุ่ยอย่างกระตือรือร้น ท่าทางเต็มไปด้วยความชื่นชมของเธอนั้นทำให้ผู้นำประจำเขตขมวดคิ้วเล็กน้อย

            

ตอนแรกเขาแทบจะไม่ได้สังเกตเห็นเด็กสาวด้วยซ้ำ พอได้เห็นก็ยังประหลาดใจว่าพลทหารพิเศษรุ่ยพาเด็กน้อยที่ไร้เดียงสาคนนี้เข้ามาพื้นที่ล่าด้วยหรือ? แถมยังเป็นพื้นที่ล่าเขต J อีก เขาคิดอะไรอยู่กันแน่...ต่อให้เป็นพื้นที่ล่าเขต C ก็ยังน่าแปลกเลย แต่นี่....ไม่ใช่ว่าเขาจะประมาทเกินไปหน่อยหรือ?

            

ไม่สิ! เด็กคนนี้อาจจะเป็นลูกหลานของเพื่อนที่หายตัวไปหรือเปล่า แล้วนี่ต้องการทำอะไร? อยากจะพาเด็กไปเจอพ่อแม่ที่หายไปอยู่ปรโลก?

 

“ถ้าทำภารกิจเสร็จก็ต้องดีอยู่แล้ว ฉันก็เอาใจช่วยนะ”

 

“ใช่ค่ะ พวกเราทำได้แค่เอาใจช่วยเท่านั้น เพราะสุดท้ายแล้วพวกเราก็ทำสิ่งนั้นไม่ได้ด้วยตัวเองอยู่ดี” เมื่อซูหยวนได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย เธอก็รีบยิงคำนั้นกลับไปทันที 

            

ความหมายที่ซูหยวนต้องการพูดหรือเกริ่นมาทั้งหมดก็เพราะต้องการเตือนให้ผู้นำประจำเขตรู้ว่าสาเหตุที่พลทหารพิเศษรุ่ยต้องมาที่นี่บ่อยๆก็เพื่อตามหาเพื่อนที่หายไประหว่างทำภารกิจตรวจสอบสถานการณ์ในเขต J ของพวกเขาไม่ใช่หรือไง

            

คนประจำการไม่มีความสามารถในการตรวจสอบความผิดปกติที่เกิดขึ้น ส่งเรื่องคำขอไปที่กองกำลังพิเศษจนส่งพลทหารพิเศษรุ่ยและเพื่อนมา ตอนนี้แทนที่จะกระตือรือร้นในการสนับสนุนการค้นหา กลับมาพูดจาส่งเดชอยู่ได้ ช่างเป็นพวกที่ไม่รู้จักบุญคุณจริงๆ!!

            

ราวกับเข้าใจความหมายแฝงที่อันซูหยวนต้องการสื่อ คิ้วของผู้นำประจำเขตกระตุกเล็กน้อย เด็กอวดดีคนนี้เป็นใครกันแน่? เขาควรจะต้องสืบสถานภาพของเธอให้ดี ถ้าหากเป็นแค่เด็กไม่รู้ความ โทษฐานที่กล้าพูดติเขาต่อหน้าจะต้องรับผิดชอบอย่างหนัก

            

นักล่าของสกุลจางลอบยิ้มให้กัน พวกเขาถูกใจคำพูดนี้ของเด็กสาวมากๆ นี่เป็นเรื่องจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้น คนอื่นทำอะไรไม่ได้เลย แต่แทนที่จะให้กำลังใจก็ยังไม่ทำอีก แบบนี้สมควรที่จะมาช่วยพวกเขาในการดูแลจัดการเขต J หรอ? ช่างเป็นพวกไม่รู้จักบุญคุณจริงๆ!!

 

“อย่าเสียเวลาอีกเลย รีบไปกันเถอะ” พลทหารพิเศษรุ่ยโบกมือ แม้เขาจะขอบคุณอันซูหยวนที่ช่วยสู้แทนตน แต่เรื่องนี้ไม่จำเป็นเลย เขาไม่สนใจคนที่จิตใจมืดบอดเช่นนี้หรอก อยากพูดอะไรก็พูดไปเถอะ ขอเพียงเขาพาเพื่อนๆกลับมาอย่างปลอดภัยได้ก็พอแล้ว

            

อันซูหยวนและคนอื่นๆตามเขาไป ปล่อยให้ผู้นำเขต J กำหมัดแน่นอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งคนของเขาเข้ามากระซิบ รายงานสถานการณ์ของอันซูหยวนให้รับรู้ เขาถึงกับเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

 

“เด็กนั่นเป็นนักเรียนสายตรงของพันเอกเติ้งเชียว?”

 

“ใช่ครับ แล้วก็ยังเป็นพลทหารพิเศษด้วย ฐานะของเธอไม่ต่ำเลย นอกจากนี้ที่ผู้คนพูดถึงมากที่สุด น่าจะเป็นเรื่องที่เธอก็คือนักเรียนทุนคนที่สองที่ประธานจางเลือกด้วยตัวเองครับ”

 

“อืม เข้าใจแล้ว...เด็กนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ” ถึงจะประหลาดใจแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้มากมายขนาดที่รับมือกับความรู้สึกไม่ได้ ต้องบอกว่าเขาคาดเดาได้แล้วตั้งแต่ได้ยินคำยอกย้อนของเธอก่อนหน้านี้ว่าเด็กสาวไม่ใช่คนธรรมดา หากเป็นคนธรรมดาเจอพลังงานที่เอ่อล้นของเขาเข้าไปย่อมต้องมีเข่าอ่อน ทว่าเธอกลับยืนนิ่งไม่ไหวเอน ดังนั้นค่าพลังงานในตัวย่อมไม่ต่ำ

            

ทั้งๆที่อายุเท่านี้ กลับแข็งแกร่งมากแล้ว ช่างเป็นเด็กที่ไม่ถูกชะตาเอาเสียเลย

 

“หัวหน้าครับ แล้วเราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้หรอครับ ถ้าพวกเขาเจอจุดเคลื่อนย้ายนั้นขึ้นมาจริงๆ...”

 

“ไร้สาระ! ต่อไปอย่าพูดเรื่องนี้อีก!”

 

“ขะ เข้าใจแล้วครับ” คนสนิทที่รายงานมือสั่นเทาด้วยความตกใจ ตัวเขาแค่กลัวว่าตำแหน่งเคลื่อนย้ายซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญของพวกเขาจะถูกค้นพบแล้วกองทัพก็ยึดมันไปเสียก่อนจึงพูดออกมา ไม่คิดเลยว่าท่านผู้นำประจำเขตจะโมโหขนาดนี้

           

 โดยไม่รู้ตัว คำพูดของทั้งสองคนเข้าหูอันซูหยวนแล้วเช่นกัน การระมัดระวังของผู้นำประจำเขตถูกต้อง ทว่า...มันไม่ทันเสียแล้ว

            

ปรากฏว่าเรื่องประตูเชื่อมมิติมีคนค้นพบแล้ว หากแต่จงใจที่จะซ่อนมันเอาไว้จากสายตาของกองทัพต่างหาก ถึงอย่างนั้นเรื่องนี้ก็ยังแปลกอยู่ดี

            

พวกเขารู้ตอนไหนว่ามีประตูเชื่อมมิติอยู่? ถ้ารู้แล้ว ทำไมยังต้องส่งคำขอให้มาตรวจสอบอีก หรือว่า...มีอะไรที่ซ่อนอยู่มากกว่านั้นกันล่ะ!

            

ลำพังประตูเชื่อมมิติ ซูหยวนก็ไม่ได้กังวลอะไรมาก ข้างในยังมีสัตว์ร้ายหรือสิ่งต่างๆที่สุ่มเจอได้ ซึ่งอาจจะมีอาหารหรืออุปกรณ์ดำรงชีวิตให้คนรอดพ้นจากความตายได้แม้จะอยู่เป็นเวลานาน แต่...ถ้ามีอะไรมากกว่าสัตว์ร้ายในประตูเชื่อมมิติ ไม่ใช่ว่านี่จะกลายเป็นปัญหาแทนหรือ?

 

“หยวน.....พลทหารพิเศษอันซูหยวน!” 

            

เสียงแว่วๆของพลทหารพิเศษรุ่ยดึงความสนใจของซูหยวนกลับมา เพราะเธอกังวลเกี่ยวกับ “ประตูเชื่อมมิติ” ที่จู่ๆก็ปรากฏขึ้นมา ดังนั้นจึงไม่ได้ยินเสียงของอีกฝ่ายไปชั่วขณะ เมื่อรู้สึกตัวแล้วจึงให้ความสนใจกับเขาทันที

 

“ท่าทางของคุณที่มาถึงพื้นที่นี้ค่อนข้างแปลก หรือว่ามีอะไรที่คุณพอจะรู้แล้วหรือเปล่า” พลทหารพิเศษรุ่ยขมวดคิ้วมุ่น ท่าทางที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเขาทำให้อันซูหยวนต้องพิจารณาอีกครั้ง

            

เดิมทีเธอไม่คิดจะพูดถึงประตูเชื่อมมิติโดยตรง เพราะกลัวว่าจะถูกถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่...ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นที่รู้ถึงการคงอยู่ของมัน แม้แต่พวกผู้นำประจำเขตก็ยังรู้ ดังนั้น...เรื่องนี้อาจจะพูดถึงได้

 

“ใช่ ฉันรู้อะไรบางอย่างแล้วจริงๆ อีกอย่าง...เมื่อครู่ก่อนออกมา ด้วยการรับรู้ที่ดีของฉัน ฉันได้ยินพวกเขาพูดถึงจุดเคลื่อนย้ายด้วย” ซูหยวนอ้างคำพูดของทั้งสองขึ้นมา พลทหารพิเศษรุ่ยตรวจสอบอยู่ก่อนแล้ว และเขาก็พบว่าอันซูหยวนพูดความจริง

            

ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด

 

“หมายความว่ายังไง จุดเคลื่อนย้ายคืออะไร แล้วทำไมพวกเขาจงใจซ่อนมันไว้ในรายงานข้อมูลเขตพื้นที่ J” พลทหารพิเศษก็ยังคงสมกับที่เป็นพลทหารพิเศษ ความเร็วในการคิดคำนวณยอดเยี่ยมมาก ไม่นานก็เชื่อมโยงสถานการณ์ได้คร่าวๆแล้ว ตอนนี้เขาจึงได้รู้สึกว่าเรื่องนี้มีบางอย่างไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการกระทำของพวกผู้นำประจำเขต!

 

………………………………