บทที่ 312 ฟื้นฟูแปลงเพาะปลูก (อ่านฟรี 13 ม.ค. 69)
บทที่ 312 ฟื้นฟูแปลงเพาะปลูก (อ่านฟรี 13 ม.ค. 69)
บทที่ 312 ฟื้นฟูแปลงเพาะปลูก
“ท่านรองฯ ครั้งนี้เกษตรกรอันทำอะไรอีกหรือ?”
“นั่นน่ะสิ ครั้งนี้เกษตรกรอันประสบความสำเร็จในการทำอะไรอีกหรือไม่? เธอต้องการจะเปิดเผยวิธีการให้พวกเรารู้อีกใช่ไหม?” เสียงของเหล่าผู้อาวุโสในองค์กรดังขึ้น ความกระตือรือร้นเช่นนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่รู้จักเกี่ยวกับเกษตรกรอันซูหยวนมากพอประหลาดใจไปตามๆกัน
สรุปว่าเกษตรกรอันผู้นั้นเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงได้รับความคาดหวังมากมายเช่นนั้นจากพวกผู้นำขององค์กรกัน? ดูสิว่าพวกผู้อาวุโสขององค์กรเหล่านี้เป็นใคร? ปกติไม่ใช่พวกดื้อแพ่งที่ต้องไปตามสามสี่รอบกว่าจะยอมทิ้งงานมาเข้าร่วมประชุมงั้นหรือ? เหตุดวันนี้ ภายในเวลาไม่กี่นาที แถมยังเป็นการเรียกตัวด่วน พวกเขาจึงพากันวิ่งมาที่นี่ได้เล่า
รองประธานฯไม่ได้พูดอะไร เขาแค่ยกยิ้มเล็กน้อยแล้วโบกมือ
“ไม่ได้มีอะไรแบบนั้นหรอก ฉันแค่ว่างๆก็เลยอยากจะไปเดินเที่ยวเท่านั้น” คนที่ได้ยินคำพูดของรองประธานฯกลับชะงักไป เจ้าหน้าที่อ้าปากค้าง แต่พวกผู้อาวุโสที่รู้นิสัยของรองประธานฯดี กลับลอบเบ้ปากกันเป็นแถว
“ดีเลย ถ้าอย่างนั้นวันนี้ผู้อาวุโสก็ว่างเหมือนกัน ขอไปเดินเที่ยวกับรองประธานฯด้วยก็แล้วกัน”
“ใช่ๆ ฉันก็ว่างมาก ว่างชนิดที่ว่าไม่มีงานอะไรต้องทำในวันนี้เลย ถ้าอย่างนั้นก็ไปด้วยกันนี่แหละ”
“อืม ไปด้วยกันหมดนี่เลย” ต่างคนต่างก็รีบพูดถึงความว่างงานของตนเอง ทั้งๆที่ในมือก็ยังถือเอกสารที่เหล่าผู้ช่วยยกมาให้อนุมัติอยู่เลย ช่างเป็นคนแก่ที่ว่างงานเหลือเกินเลยนะ...
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะใช้คำพูดไร้ยางอายมากมายแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายแล้วรองประธานฯก็อนุญาตให้ติดตามไปแค่ 10 คนจริงๆ ไม่อย่างนั้นมันคงจะเอิกเกริกเกินไป เกษตรกรอันอาจจะไม่พอใจเอาก็ได้
คนที่ไม่ถูกเลือกหน้ามืดครึ้มไปตามกัน แสดงความไม่พอใจออกมาชัดเจน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ พวกเขาทำได้แค่กลับไปทำงานที่ยังค้างคาอยู่เท่านั้น
หลังจากรวบรวมคนได้แล้ว รองประธานฯกับผู้อาวุโสที่ถูกเลือกก็ออกจากองค์กร พยายามไม่แสดงตัวตนของตนเองมากนัก แต่แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวของพวกเขาจะกลายเป็นเรื่องเล็กๆได้อย่างไร
ข่าวลือเกี่ยวกับการค้นพบเรื่องใหญ่ก็แพร่สะพัดไปทั่ว คนขององค์กรที่เพิ่งได้ยินข่าวว่าพวกรองประธานฯจะไปพบเกษตรกรอันก็ลงโทษลูกน้องของตัวเองที่มาแจ้งข่าวช้าเกินไปกันยกใหญ่ เพราะ 20 คนก่อนหน้านี้ แท้จริงแล้วไม่ใช่จำนวนทั้งหมดที่อยากจะไปพบเกษตรกรอัน
แน่นอนว่าเวลานี้พวกเขาคงทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากรอฟังข่าวที่องค์กรเท่านั้น ซึ่งนอกจากผู้อาวุโสในองค์กรจะกระตือรือร้นแล้ว ยังมีคนอื่นๆอีกมากที่รอฟังผลลัพธ์ของการเคลื่อนไหวนี้ โดยเฉพาะผู้คนตระกูลเซิ่น
“หมายความว่ายังไง? หลังจากที่รองประธานฯไปตรวจสอบเกี่ยวกับพื้นที่ที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างกะทันหัน เขาก็พาคนออกไปพบเกษตรกรอันงั้นหรือ?”
“ใช่แล้วครับ ถึงจะไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องอะไรกับเกษตรกรอัน แต่ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารองประธานฯตื่นเต้นมาก น่าจะเป็นเรื่องใหญ่จริงๆครับ”
“เกษตรกรอัน เกษตรกรอันงั้นหรือ? ชื่อนี้คล้ายกับชื่อของคนที่เด็กสารเลวเซิ่นหนิงใช้แมลงกัดกินเพื่อทำลายแปลงเพาะปลูกใช่หรือไม่” หัวหน้าครอบครัวของเซิ่นเจ๋อเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง
เป็นเพราะครั้งก่อนที่เซิ่นเจ๋อลงมือ พวกเขาจึงได้รับความเดือดร้อนกันไปหมด สอบสวนไปมา...สุดท้ายก็โยนเรื่องนี้ให้เซิ่นหนิงรับผิดไป ทั้งยังชดใช้เงินไป 6 ล้านเครดิตด้วย ดังนั้นชื่อ “เกษตรกรอัน” จึงเป็นชื่อที่พวกเขาเกลียดชังมากที่สุด
“ใช่ครับ เป็นเกษตรกรอันผู้นั้น...”
“โอ้ ถ้าอย่างนั้น...เรื่องจำนวนพื้นที่ที่จู่ๆก็เพิ่มขึ้นมา ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเธอที่ทำมัน” เมื่อรวมข้อมูลเข้ากันทั้งหมดแล้ว การจะคาดเดาเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่...เด็กนั่นทำแบบนั้นได้อย่างไร?
เรื่องการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกที่ถูกแมลงกัดกินทำลายนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ต่อให้พยายามใส่สารบำรุงดินไปเยอะๆ ก็จะต้องใช้เวลาเป็นสิบปี แต่พื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรอันผู้นั้นเพิ่งผ่านไปไม่กี่เดือน จะบอกว่าเธอสามารถฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของแปลงเพาะปลูกจนกลับมาทำการเพาะปลูกได้อีกครั้งจริงๆหรือ?
สมแล้วที่กลายเป็นเรื่องใหญ่สำหรับองค์กรเกษตรกร ถ้ามีวิธีการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกพวกนั้น แปลงเพาะปลูกจำนวนมากที่กลายเป็นไร้ประโยชน์ก็จะมีโอกาสเอากลับมาใช้ได้อีก เช่นนี้แล้วพวกเขาจะรีบร้อนไปพบเธอก็ไม่ใช่เรื่องแปลก อย่างไรก็ตาม...ตอนนี้ตระกูลเซิ่นได้ละทิ้งพื้นที่ที่ถูกทำลายไปแล้ว คืนพวกมันให้องค์กรเพราะสุดท้ายพวกเขาก็รู้ดีว่าไม่สามารถทำอะไรกับพื้นที่นั้นได้ แทนที่จะเสียเวลาและทรัพยากรไปกับการฟื้นฟู สู้ลงทะเบียนใหม่ เช่าพื้นที่แปลงเพาะปลูกใหม่ย่อมดีกว่า
เงิน 50 ล้านเครดิตที่ได้จากการขายลูกสาวไปครั้งนั้น ยังสามารถเช่าพื้นที่เพาะปลูกได้อีกมาก ขอแค่พยายามเก็บเกี่ยวให้สำเร็จประมาณ 4-5 ปีติดต่อกัน ความร่ำรวยของพวกเขาก็น่าจะได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาเป็นเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรก็ตาม...เมื่อคิดถึงความเสียหายที่ต้องเสียไป ถ้าจู่ๆมีคนคิดวิธีการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกที่ถูกแมลงกัดกินทำลายไปได้ พวกเขาจะไม่อิจฉาได้หรือ?
“ส่งคนไปตรวจสอบ สืบให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากเป็นอย่างที่ฉันคาดเดาไว้จริงๆ ก็ดูว่าเกษตรกรอันผู้นั้นใช้วิธีใดในการจัดการ ตรวจสอบให้รู้ว่าทรัพยากรอะไรบ้างที่ต้องใช้ พวกเราจะอาศัยโอกาสนี้เพื่อขึ้นราคาสินค้านั้นๆอีกครั้ง”
“แต่ท่านเซิ่น เรื่องนี้...จากการขึ้นราคาทรัพยากรครั้งก่อนก็ทำให้ยอดขายลดลงไปมากแล้ว ถ้าหากครั้งนี้ยังขึ้นราคาอีก...พวกที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับพวกเราจะต้องไม่พอใจแน่ครับ”
“ไม่ต้องสนใจ พวกเราจะใช้โอกาสนี้เพื่อทำเงินคืนให้ได้ ถ้าพวกองค์กรมีวิธีการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกแล้ว จะต้องมีนโยบายออกมาแน่ พวกเราก็แค่ต้องรอให้องค์กรมาซื้อทรัพยากรเหล่านั้นจากพวกเรา”
“.....เข้าใจแล้วครับ จะรีบให้คนตรวจสอบทันทีครับ” แม้จะไม่เห็นด้วย แต่นี่ก็เป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขาแล้ว
เนื่องจากความเสียหายของแปลงเพาะปลูกครั้งก่อนๆ ทั้งยังมีปัญหาต่อเนื่องมาจากการขึ้นราคาสินค้าสำหรับบำรุงดิน ทำให้ยอดขายของร้านค้าพันธมิตรลดลงไปมาก ดังนั้นยอดเงินส่วนแบ่งที่ตระกูลเซิ่นจะได้ก็ลดลง ผลที่ออกมาก็ยิ่งซ้ำเติมกันไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ใช่เพราะยังมีเงินสินสอด 50 ล้านเครดิตจากการขายเซิ่นหนิงออกไป ตระกูลเซิ่นเวลานี้ก็ไม่ต่างอะไรกับยาจกเลย
การคาดหวังจะเพิ่มราคาขายและทำกำไรจากองค์กรจึงเป็นทางออกไม่กี่ทางที่พวกเขาคิดเอาไว้ตั้งแต่ต้น ทว่า...ก่อนที่จะทำเช่นนั้นได้ พวกเขาต้องรู้ก่อนว่าเกษตรกรอันนั้นใช้ทรัพยากรอะไรในการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกเหล่านั้น
หลังจากที่ผู้ช่วยรับคำสั่งออกไป เซิ่นเจ๋อที่ได้ยินข่าวก็เดินสวนเข้ามา สีหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความไม่พอใจจนถึงขีดสุด ก่อนหน้านี้ตัวเขายังคาดหวังให้เด็กสารเลวอันคนนั้นล่มจมเพราะโลภมากเกินไปอยู่เลย แล้วทำไม...ผ่านไปไม่นาน มันไม่เพียงแค่ไม่ได้รับความเสียหายเท่านั้น ยังกลับมาฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกได้อีกหรือ?
แล้วถ้ามันทำแบบนั้นได้จริงๆ นี่ไม่เท่ากับว่าแปลงเพาะปลูกกว่า 100 แห่งกลายเป็นของมันคนเดียวไปแล้วหรอกใช่ไหม? ถ้าเป็นคนอื่นที่ทำได้ก็คงจะไม่เป็นปัญหาอะไร แต่นี่...เด็กนั่นก็คือคนที่ทำให้พวกเขาต้องเจอปัญหาเช่นนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะมีความแค้นต่อกัน เขาจำเป็นต้องซื้อแมลงกัดกินมาด้วยหรอ? แล้วจะกลายเป็นช่องโหว่ให้ถูกข่มขู่จนต้องเสียเงินไป 6 ล้านเครดิตให้เด็กสารเลวนั่นด้วยหรือไง
“พ่อ! พวกเราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้จริงๆหรอ” เมื่อเข้ามา เซิ่นเจ๋อไม่ได้เกริ่นนำใดๆ ตะโกนออกมาด้วยท่าทางโกรธจัด
คนที่เพิ่งคิดเกี่ยวกับสถานการณ์ของอันซูหยวนขมวดคิ้ว มองดูลูกชายที่สร้างปัญหาให้ไม่หยุด ถ้าไม่ใช่เพราะครั้งก่อนมันเอาเงินมากมายของครอบครัวไปใช้ประมูล เวลานี้พวกเขาก็ควรจะมีเงินเก็บอยู่หลายสิบล้านแล้ว ไม่ต้องมาใช้จ่ายอย่างประหยัดเช่นนี้หรอก!
กับเรื่องนี้เขายังไม่ได้สั่งลงโทษมันเลย แต่มันกล้าดีจริงๆ ถึงกับมาขึ้นเสียงใส่เขาเช่นนี้!
เพี๊ยะ!!
คนถึงกับลุกขึ้นมาตบหน้าลูกชายสารเลวของตนเอง ทำเอาเซิ่นเจ๋อที่เต็มไปด้วยอารมณ์ในครั้งแรกชะงักไป
“พ่อ ทำไมถึง...”
“ไม่ใช่เพราะแกหรือไงที่สร้างปัญหาจนถึงตอนนี้ เงิน 40 ล้านเครดิตใช้ไปกับเรื่องไร้สาระ! ถึงจะบอกว่าเป็นเงินที่แกหามาได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าแกยังมีเงินก้อนใหญ่นั้น เวลานี้ครอบครัวของพวกเราก็สามารถใช้โอกาสที่ทุกคนลำบาก คว้ากำไรก้อนใหญ่มาได้แล้ว ตอนนั้น...ตำแหน่งผู้นำตระกูลก็คงไม่แคล้วจะเป็นฉันหรอก แต่เพราะแก!! ฮึ่ม! แกในเวลานี้กลับยังไม่รู้ตัว คอยแต่จะสร้างปัญหา ที่แกมานี้คงไม่แคล้วอยากจะให้ฉันจัดการกับเกษตรกรอันคนนั้นอีกใช่ไหม”
“................” เซิ่นเจ๋อชะงักไป ไม่คิดว่าพ่อของตัวเองจะระเบิดอารมณ์มากมายขนาดนี้ แล้วก็เป็นอย่างที่พ่อพูด เขามาที่นี่เพื่อขอให้พ่อจัดการอันซูหยวนจริงๆ
“ไสหัวไป ฉันไม่อยากจะเจอแกในตอนนี้อีก”
“แต่พ่อ! พ่อจะปล่อยให้นังสารเลวนั้นประสบความสำเร็จจริงๆหรอ? ถ้ามันสามารถฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกได้จริงๆ เท่ากับว่ามันก็ครอบครองพื้นที่แปลงเพาะปลูกจำนวนมาก ไม่นานคงจะกลายเป็นเกษตรกรระดับสูง เทียบเท่ากับฉันแล้ว!!”
“เหอะ! ไม่ต้องพูดถึงว่าเกษตรกรอันจะใช้แปลงเพาะปลูกมากมายเพื่อเพิ่มผลผลิตหรอก ลำพังแค่ความสำเร็จนี้...เธอก็จะกลายเป็นเกษตรกรระดับสูงไปโดยปริยายแล้ว”
“นั่น นั่นไม่ได้นะ! ถ้าเด็กนั่นกลายเป็นเกษตรกรระดับสูงจริงๆ พวกเราที่พยายามมานานไม่ถูกหัวเราะเยาะหรือ?” เซิ่นเจ๋อไม่สามารถยอมรับได้ เด็กสารเลวที่อายุน้อย แถมยังเป็นนักล่าที่พวกเขารังเกียจ จู่ๆจะได้รับเกียรติถึงขนาดกลายเป็นเกษตรกรระดับสูงเลยหรือ?
ต้องบอกว่าการสอบเป็นเกษตรกรขั้นเริ่มต้นนั้นว่ายากแล้ว ผู้ผ่านการทดสอบก็มีไม่มากนัก ดังนั้นสถานะเกษตรกรจึงค่อนข้างสูงในสายตาของทุกคน ทว่า...เมื่อพูดถึงเกษตรกรระดับสูง ตำแหน่งนี้ไม่ใช่ว่าทำให้คนลอยขึ้นฟ้าได้หรอกหรือ?
เซิ่นเจ๋อใช้สถานะของตัวเองในการเป็นเกษตรกรระดับสูงสร้างผลประโยชน์และกำไรมากมาย ตัวเขามีความกล้าลงทุนในแมลงกัดกิน 40 ล้านเครดิตก่อนหน้านี้ก็เพราะมองหาวิธีทำเงินได้ แต่ตอนนี้...ความมั่นใจทั้งหมดของเขากำลังถูกทำลายแล้ว!
“หัวเราะเยาะ? แกยังคิดว่าตัวเองจะไม่ถูกหัวเราะเยาะได้อยู่หรือ? ตระกูลเซิ่นทั้งตระกูลเวลานี้ถูกผู้คนหัวเราะเยาะตั้งนานแล้ว เวลานี้ที่ต้องรีบทำก็คือฟื้นคืนความร่ำรวยกลับมาให้ได้ก่อน ถ้าคิดจะลงมือกับใครก็ต้องรอจนกว่าแกจะมีเงินถึง 100 ล้านให้ได้ ไม่อย่างนั้น...ไม่ใช่แค่เด็กอันซูหยวนนั่นหรอก แค่ตระกูลเกษตรกรคนอื่นๆก็หัวเราะเยาะแกทั้งนั้น”
“แกยังไม่เข้าใจ ลูกสาวครอบครัวเซียวที่เคยชอบแกมากๆเมื่อก่อนนี้ ตอนนี้ก็ยังตกลงแต่งงานกับคนอื่น นี่เป็นเพราะอะไร? นั่นเพราะแกและตระกูลเซิ่นไม่มีค่าในสายตาของพวกเขาอีกแล้วอย่างไรล่ะ!”
“พ่อ! เรื่องนั้น....” แม้เซิ่นเจ๋ออยากจะโต้เถียง แต่เขาก็ทำไม่ได้ มีเพียงกำหมัดแน่นด้วยความแค้นใจเท่านั้น
ตัวเขาไม่เคยสนใจผู้หญิงจากตระกูลเซียว ทว่า...ไม่ได้หมายความว่าเธอจะเมินเฉยต่อเขาแล้วไปแต่งให้คนอื่นได้ คนที่ควรจะไล่ตามเขาก็ควรจะไล่ตามต่อไป คนที่เคยมองเขาสูงส่งก็ต้องมองเขาเช่นนั้นต่อไป! ดังนั้น...เขาจะไม่ยอมแพ้เช่นนี้หรอก ก็แค่เงินไม่กี่ล้านไม่ใช่หรือ? คิดว่าเขาจะทำไม่ได้หรือไง
เซิ่นเจ๋อไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงหันหลังเดินกลับไปที่ห้องของตนเอง คนค้นของในลิ้นชักเล็กน้อยก่อนจะเห็นจดหมายเล็กที่ตัวเองไม่สนใจมาก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้ต่างออกไป...
“กลุ่มดวงตามารงั้นหรอ? ในเมื่อพวกแกคิดจะหลอกใช้งานฉัน ถ้าอย่างนั้น...ฉันก็จะหลอกใช้งานพวกแกเหมือนกัน!!”
เซิ่นเจ๋อแสยะยิ้ม เขาไม่ได้มีทัศนคติในการทำลายล้างโลกเหมือนกับพวกกลุ่มดวงตามาร แต่คนพวกนี้สามารถมอบสิ่งที่เขาต้องการเวลานี้ได้ ดังนั้น...เขาก็จะกอบโกยผลประโยชน์จากพวกมันให้ได้ก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยหักหลังพวกมัน ทำให้พวกมันกลายเป็นทาสรับใช้ที่ซื่อสัตย์แทน!
เขาติดต่อไปตามเครือข่ายที่พวกมันให้มา คนที่รับหน้าเป็นแค่เด็กหนุ่มหน้าตาใสซื่อคนหนึ่ง หากมองเช่นนี้แล้วย่อมไม่มีทางเชื่อเลยว่าเด็กคนนี้ แท้จริงแล้วก็คือตัวแทนในการติดต่อกับกลุ่มดวงตามารนั่น
การพูดคุยของพวกเขาไม่ได้กินเวลานานนัก มีเพียงเงื่อนไขที่กลุ่มดวงตามารต้องการ ในขณะที่ผลตอบแทนก็คือ “เงินจำนวนมาก” ที่เซิ่นเจ๋อเรียกร้อง
ก็แค่งานเล็กๆน้อยๆอย่างการเป็นสายสืบให้พวกมันในองค์กรเกษตรกร เขาไม่ได้คิดว่ามันยากเย็นอะไร ตราบเท่าที่เขาสามารถค้นหาเอกสารชุดหนึ่งให้พวกมันได้ แค่นั้นก็จะได้รับเงิน 10 ล้านเครดิตแล้ว ทำงานให้พวกมันไม่นานก็น่าจะมีเงินเป็นร้อยล้าน แบบนี้แล้วยังจะต้องกลัวอะไรอีก!
ถ้าหาเงินได้ ก็เพิ่มการเช่าพื้นที่แปลงเพาะปลูกส่วนตัวได้ เช่นนั้นตัวเขาก็จะกลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิม ผู้คนจะต้องก้มหัวเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา!!
“คุณชายเซิ่นครับ!” ในขณะที่เซิ่นเจ๋อกำลังคิดวางแผนเพื่อหากำไรกับกลุ่มดวงตามารอยู่นั้น คนของเขาก็วิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น ทำเอาเซิ่นเจ๋อประหลาดใจ
“มีอะไร”
“มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้นแล้วครับ”
“ผู้หญิงคนนั้น?”
“ใช่ครับ ผู้หญิงที่งานประมูลคนนั้น ที่คุณชายให้ตามหา...”
“อ้อ คุณหนู 40 ล้าน....” เซิ่นเจ๋อนึกออกทันที ตัวเขาให้ตามหาข้อมูลเกี่ยวกับคุณหนูผู้ร่ำรวยคนนั้นอยู่ตลอด แต่ที่ผ่านมาเหมือนเธอหายไปในอากาศ ไม่มีคนที่เกิดวันใกล้เคียงนั้นที่เหมือนเด็กสาวที่เคยพบในงานประมูล ทำเอาเซิ่นเจ๋อที่วางแผนปอกลอกหงุดหงิดไปหลายวัน
ที่จริง...แมลงกัดกินราคา 40 ล้านเครดิตก็เป็นเพราะเธอไม่ใช่หรือ? ไม่อย่างนั้น...เขาแค่ใช้เงินไม่กี่ล้านเครดิตก็จะได้รับมันมาครอบครองแล้ว ในที่สุด...เขาก็สามารถเจอตัวเสียที
…………………………………….