บทที่ 316 เข้าหาคุณหนูเหลียน (อ่านฟรี 17 มี.ค. 69)
บทที่ 316 เข้าหาคุณหนูเหลียน (อ่านฟรี 17 มี.ค. 69)
บทที่ 316 เข้าหาคุณหนูเหลียน
เนื่องจากคำสั่งของประธานฯ เหล่าเกษตรกรระดับชำนาญขึ้นไปจึงมารวมตัวกันอยู่ที่องค์กรนี้ พวกเขาอยู่ในองค์กรนานกว่า 7 วันเพื่อคิดหาวิธีการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกที่ถูกแมลงกัดกิน เดิมทีคิดว่าน่าจะใช้เวลาแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้นก็รู้ผล ทว่า...ในความเป็นจริงแล้ว ถึงจะผ่านมา 7 วัน พวกเขาก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเลย
“ก่อนหน้านี้เหมือนจะไปได้ถูกทางแล้ว แต่พอคำนวณจริงๆกลับไม่สำเร็จเสียอย่างนั้น แท้จริงแล้วมันติดปัญหาเพราะอะไรกันแน่!”
“เฮ้อ ของตระกูลเซิ่นเลวร้ายกว่านั้น การวางแนวคิดถูกต้องตั้งแต่แรกจนสุดท้าย ทว่า...มันกลับต้องใช้เวลากว่า 20 ปี ในขณะที่ใช้ทรัพยากรมากกว่าเดิมถึงสองเท่า เช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการล้มเหลวเลย”
“พวกเราหลังจากนี้ควรจะต้องร่วมมือกันให้มากขึ้นแล้ว เอาข้อมูลที่ทุกคนได้มารวมกัน ไม่อย่างนั้น...พวกเราอาจจะต้องอยู่ที่นี่ตลอดทั้งปีก็ได้ ฉันยังมีงานมากมายที่ต้องออกไปจัดการ การถูกขังอยู่ที่นี่มีแต่จะทำให้เสียหายเท่านั้น”
“ก็แค่เรื่องการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกไม่ใช่หรือ? เรื่องเล็กๆเหล่านี้ ทำไมพวกเราจึงบังคับให้เกษตรกรตัวเล็กๆบอกวิธีออกมาไม่ได้กัน จำเป็นต้องมาทำร้ายพวกเราแบบนี้ด้วยหรือ? ฉันคิดว่าเกษตรกรอันผู้นั้น...แท้จริงอาจจะเป็นลูกหลานของพวกเขานั่นแหละ”
เหล่าผู้มากความสามารถพากันบ่นระงม บางคนถึงกับคิดวิธีการไปบังคับให้เกษตรกรอันเปิดเผยวิธีการฟื้นฟูด้วยตัวเองแล้ว แน่นอนว่าส่วนใหญ่ยังไม่มีความคิดจะมอบโอกาสการเลื่อนตำแหน่งให้แก่เธอ ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามหาทางออกอื่นร่วมกัน
ด้านในกำลังเคร่งเครียด ด้านนอกก็มีสถานการณ์ไม่ต่างกันมากนัก เพราะเกษตรกรตำแหน่งสูงใหญ่ของตระกูลพวกเขาถูกจองจำอยู่ที่นี่เป็นเวลา 7 วันแล้ว ดังนั้นงานค้างคาจึงรอให้พวกเขาจัดการอยู่ บางเรื่องถ้าไม่เร่งลงมือเวลานี้จะทำให้ผลผลิตเสียหายแล้ว ไม่น่าแปลกใจเลยที่หน้าองค์กรเกษตรกรในเวลานี้จะมีผู้คนมากมายยืนออกันอยู่
“คุณหนูเหลียนคะ สิ่งนี้ก็คือสิ่งที่คุณชายขอให้คุณหนูนำมามอบให้ผู้อาวุโสค่ะ”
“อืม เข้าใจแล้ว”
เหลียนซิ่วอิงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เธอรู้ว่าจุดประสงค์จริงๆของพี่ชายต่างมารดาก็คือเรื่องอื่น เขาพูดเกี่ยวกับการขายเธอออกไปเป็นเวลานานแล้ว กระทั่งตอนที่บอกให้เธอมาที่นี่...เขาก็ควรจะสืบได้แล้วว่าประธานจางอาจจะมาด้วย นี่ก็คือวิธีการเปิดโอกาสของเขานั่นเอง
เพียงแต่...เธอไม่ได้มีความหวังต่อประธานจางเลยสักนิด ทั้งยังไม่คิดว่าคนที่แตกต่างกันสองขั้วอย่างตนและประธานจางจะคู่ควรกัน ดังนั้นซิ่วอิงไม่เคยคาดหวังตำแหน่งภรรยาประธานจางอยู่แล้ว เธอขอแค่ไม่ให้เขาดูแคลนเธอไปมากกว่านี้ก็พอ ถึงอย่างนั้น...ครอบครัวของเธอกลับไม่เข้าใจ ไม่เพียงแค่พยายามยัดเยียดเธอให้เขา ก็ยังทำตัวหน้าด้าน พูดกับคนอื่นไปทั่วว่าคนของตระกูลเหลียนจะได้เกี่ยวดองกับตระกูลจางเสียด้วย ช่าง...ทำให้เธออับอายจริงๆ
ซึ่งความคิดของเหลียนซิ่วอิงไม่ผิดเลย หลังจากที่เธอมาถึงองค์กรได้เพียง 3-4 นาที คนของตระกูลจางก็ปรากฏตัวขึ้นแล้ว นั่นเป็นมือขวาของประธาน ได้ยินว่าตัวเขาก็คือคนที่ประธานจางสนับสนุนทุนการศึกษาเป็นคนแรก ทั้งมีความสามารถมาก และเจ้าเล่ห์พอๆกับคนเป็นประธานด้วย ไม่น่าแปลกใจเลยที่มือขวาคนนี้ของประธานจะไม่มีใครอยากเข้าใกล้
“คุณหนู นั่นก็คือประธานจาง...”
“อืม”
“คุณหนูควรจะเข้าไป...” ผู้ช่วยของซิ่วอิงซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่พี่ชายร่วมบิดาแต่ต่างมารดาส่งมาควบคุมเธอ พยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันเธอออกไปข้างหน้า ให้สามารถพูดคุยกับประธานจางได้
แน่นอนว่าเสียงของพวกเธอไม่ได้ดังแต่ก็ไม่ได้เบา มันเพียงพอที่จะให้ประธานจางผู้เพิ่งเดินผ่านมาได้ยินเท่านั้น เขาปรายตามองหญิงสาวชั่วครู่ แต่สายตานั้นกลับเป็นสายตาเย็นชาเสียเหลือเกิน ทำเอาเหลียนซิ่วอิงชะงักไป รู้สึกอับอายแม้ว่าตัวเองจะยังไม่ได้ทำอะไรเลยก็เถอะ
“คุณหนูคะ พวกเราจะต้อง...”
“พวกเราควรจะรออยู่ที่นี่เงียบๆ และอย่าสร้างปัญหาให้ผู้อื่นมาตำหนิเอาได้” เหลียนซิ่วอิงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขนาดเธอยังสัมผัสได้ถึงความเหินห่างของอีกฝ่าย แล้วคนของพี่ชายจะไม่รู้เชียวหรือ? หรือต่อให้รู้...ก็ยังต้องการผลักเธอออกไปรับดาบนี้? แทนที่จะทำให้คนสนใจ ซิ่วอิงกลับคิดว่ามันจะทำให้คนรังเกียจมากกว่าเดิมต่างหาก!
จางอู่หยางไม่ได้สนใจหญิงสาวอยู่แล้ว ในใจของเขามีแค่เด็กสาวตัวเล็กเท่านั้นที่น่าสนใจ และที่เขามาวันนี้ก็เพื่อเธอ
ไม่ใช่ว่าองค์กรเกษตรกรไม่ต้องการเลื่อนตำแหน่งให้เธองั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้น...พวกเขาก็ต้องได้รับบทเรียนที่เหมาะสม ควรรู้ว่าการไม่ให้เกียรติผู้หญิงของเขาแล้วจะต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง ซึ่งตัวเขาไม่ได้มีอะไรมากมายเลยนอกจาก “เงิน” เท่านั้น
พูดให้ถูกก็คือ วันนี้จางอู่หยางมาที่นี่ก็เพื่อถอนตัวออกจากการสนับสนุนเงินการทดลองและวิจัยทั้งหมดขององค์กรเกษตร โดยไม่สนใจหรอกว่าผลตอบแทนในอนาคตจะเสียไปหรือไม่ ตัวเขาเป็นพวกที่ชอบคำนวณต้นทุนค่าเสียโอกาสเทียบกับผลกำไรทางบัญชีก็จริง ทว่า...ปัจจุบันนี้ สิ่งที่มีค่ามากกว่าเครดิตในสายตาของเขาก็คือ “อันซูหยวน”
เครดิตจะหาเมื่อไรก็หาได้ทั้งนั้น แต่ความสุขของอันซูหยวน มีแค่ไม่กี่ครั้งหรอกที่เขาจะทำเพื่อเธอได้
เขารู้ว่าตระกูลจางอยากจะให้เขาได้แต่งงานกันกับคุณหนูของตระกูลเหลียน ทว่า...เรื่องนี้มันชัดเจนตั้งแต่ต้น เขาไม่คิดจะถนอมน้ำใจคนอีกหลังจากพูดมาแล้วสองสามรอบ หากยังมีคนคิดจะวุ่นวายกับชีวิตของเขา ก็ต้องดูว่ามีความสามารถมากพอให้ทำเช่นนั้นหรือไม่
จางอู่หยางเดินผ่านพวกเขาไปโดยไม่สนใจอีก แต่ยังปล่อยออร่ากดดันทิ้งไว้ ถ้ามีใครคิดจะล้ำเส้นเข้ามา คนๆนั้นก็จะไม่ได้รับความเมตตาจากเขาอีก
ด้วยพลังที่อัดแน่น ไม่มีใครสามารถต้านทานได้อยู่แล้ว ทุกคนนิ่งเงียบราวกับเป็นใบ้ แม้แต่คนของคุณชายตระกูลเหลียนก็ยังไม่กล้าพูดอะไรออกมา
ทว่าหลังเงาของประธานจางจากไป กลุ่มของเหลียนซิ่วอิงที่เตรียมจะเดินทางกลับเช่นกันก็ถูกเรียกเอาไว้ก่อน เป็นคนจากตระกูลเซิ่นที่เรียกเขา ทั้งยังส่งสายตาวาววับมาให้ด้วย
คุณชายเซิ่นสังเกตสถานการณ์ของเหลียนซิ่วอิงมาตลอด แล้วก็เป็นอย่างที่ได้ข้อมูลมาจริงๆ ปรากฏว่าเธอเป็นเด็กสาวรอรักผู้หนึ่ง ครอบครัวต้องการยกเธอให้ตระกูลจาง แถมตัวเธอก็ไม่ได้มีทางเลือกอื่นด้วย ดังนั้น...จึงสามารถทำตามคำของผู้นำตระกูลโดยไม่อิดออด แต่ถ้าสังเกตดีๆ...นี่เป็นการกระทำที่เลื่อนลอยมาก
เหลียนซิ่วอิงมีแต่ออร่าของความเศร้าหมอง ขนาดเซิ่นเจ๋อที่เข้ามาใกล้แล้วก็ยังสงสัยเลยว่าเด็กสาวผู้นี้กับเด็กสาวในวันงานประมูลนั้นเป็นคนเดียวกันจริงหรือไม่ อย่าลืมว่าเด็กสาวในงานประมูลนั้นเก่งกาจขนาดไหน กล้ากระทั่งต่อปากต่อฟันกับเขาเสียด้วยซ้ำ จู่ๆจะกลายมาเป็นคุณหนูเหลียนซิ่วอิงได้อย่างไร
ทว่า....เรื่องนี้ต่อให้ไม่ใช่เธอ เขาก็ต้องลุยต่อเท่านั้น ด้วยสถานการณ์ครอบครัวเซิ่น เขาถือว่าตัวเองไม่ได้มีทางเลือกมากมายอะไรอีกแล้ว...
“อะ แอ่ม เธอก็คือ....คุณหนูเหลียนใช่หรือไม่?” เหลียนซิ่วอิงที่กำลังหดหู่กับสถานะของตนเองในสายตาคุณชายจาง จู่ๆถูกเรียกเช่นนี้ก็สะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อย มองดูผู้มาใหม่ด้วยสายตาประหลาดใจ
เธอไม่เคยรู้จักบุรุษผู้นี้มาก่อน แต่เขากลับเรียกชื่อเธอเต็มๆเช่นนี้ คงจะมีเรื่องอะไรแน่
ซิ่วอิงไม่ใช่คนมั่นใจในตัวเอง เธอไม่คิดอยู่แล้วว่าคุณชายตรงหน้าเข้ามาทักทายเพราะหลงรักเธอตั้งแต่แรกพบ หรืออาจจะแอบชอบเธอมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ที่เธอคิดได้ก็คือ...บางทีเหลียนซิ่วอิงคนนี้อาจจะก่อเรื่องเอาไว้ให้พวกเขาก็ได้
“สวัสดีค่ะ ฉันคือเหลียนซิ่วอิง บุตรีคนรองของผู้นำตระกูลเหลียน...” ซิ่วอิงตอบกลับอย่างมีมารยาท แต่ไม่ได้แสดงความใกล้ชิดเกินไป
“สวัสดีคุณหนูเหลียน ฉันชื่อว่าเซิ่นเจ๋อ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเจอคุณหนูเหลียนแบบนี้”
“อ้อ....” เหลียนซิ่วอิงไม่รู้จักเซิ่นเจ๋อเป็นการส่วนตัว แต่ชื่อ “เซิ่นเจ๋อ” ในองค์กรเกษตรกรก็ไม่ได้แย่ เคยได้ยินผ่านๆมาบ้างเกี่ยวกับว่าเขาประสบความสำเร็จในการศึกษาเรื่องน่าสนใจ แล้วทำให้ตัวเขาสามารถเลื่อนตำแหน่งเป็นเกษตรกรระดับสูงได้ ดังนั้นหลังจากได้รู้ชื่อของอีกฝ่าย ซิ่วอิงก็พยักหน้าให้เกียรติเขา
“คุณหนูเหลียน พวกเรา...เคยเจอกันมาก่อนหรือไม่?”
“คะ? ไม่ค่ะ ไม่เคยเจอ” เหลียนซิ่วอิงตอบกลับอย่างมั่นใจ ซึ่งเธอก็สับสนเล็กน้อยว่าทำไมคนจะต้องพูดเช่นนี้ด้วย
เซิ่นเจ๋อพยักหน้ารับ เขารู้แล้วว่าดวงตาคู่นี้ของเหลียนซิ่วอิงไม่เหมือนกับคุณหนูผู้เย่อหยิ่งในงานประมูลวันนั้น ทว่า...ในเมื่อเขาคิดจะใช้ประโยชน์จากซิ่วอิงได้แล้ว จำเป็นต้องปล่อยปลาตัวใหญ่นี้ไปด้วยหรือ?
“อืม คงเป็นเพราะคุณงดงามเกินไป ฉันก็เลยคิดว่าเคยเห็นในฝันของฉันมาก่อน”
“................” เหลียนซิ่วอิงชะงักไปเมื่อได้ยินคำนี้ของเขา คำพูดหวานเลี่ยนจากคนที่ไม่เคยเจอมาก่อน เป็นเช่นนี้ไม่ใช่ว่าทำให้รู้สึกอบอุ่นใจแต่อย่างใด สำหรับเธอ...มันดูน่ากลัวมากกว่าด้วยซ้ำ
อีกอย่าง คนผู้นี้ไม่ใช่รู้อยู่แล้วว่าเธอเป็นคนที่พยายามแต่งให้ตระกูลจางงั้นหรือ? เขาเป็นคนตระกูลเซิ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลที่อาศัยในเขตชั้นใน ดังนั้น...ทำไมเขาจึงแตกต่างจากคนอื่นที่พยายามหลบเลี่ยง เธอไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะไม่กลัวประธานจางคนนั้น เพราะไม่อย่างนั้นทำไมไม่ออกมาพูดคุยกับเธอตั้งแต่แรก หากแต่รอให้ประธานจางจากไปก่อนกันล่ะ
แม้เหลียนซิ่วอิงจะไม่มีประสบการณ์กับผู้ชายมากนัก ทว่า...เธอก็ไม่ใช่คนโง่
“คุณหนูเหลียน อ่า...แบบนี้ค่อนข้างเหินห่างเกินไป มันจะเป็นไปได้ไหมถ้าฉันขอเรียกคุณว่า อิงอิง น่ะ” เซิ่นเจ๋อยกยิ้ม ยังไม่ทันที่เหลียนซิ่วอิงจะได้ตอบกลับอะไร เขากลับพยายามยกระดับความสนิทสนมของตนเองด้วยการเรียกชื่อเล่นของกันและกันเสียแล้ว
หญิงสาวคลี่ยิ้มบางเบาเพื่อรักษามารยาท แม้ในใจจะไม่ค่อยพอใจนักก็ตาม
“ขออภัยค่ะ ช่วยเรียกฉันว่าคุณหนูรองเหลียนนะคะ สำหรับชื่อเล่นเช่นนั้น...ฉันใช้เรียกมันกับคนสนิทไม่กี่คนเท่านั้นค่ะ” การปฏิเสธที่ชัดเจนนี้ทำให้เซิ่นเจ๋อชะงักไป
เดิมทีเขาเข้าใจว่าหญิงสาวที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์พูดคุยกับบุรุษมากนักคนนี้สมควรจะเขินอายหากถูกรุกอย่างหนัก แต่...ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่เช่นนั้นเสียแล้ว
เซิ่นเจ๋อถอยห่างออกมาเล็กน้อย การเข้าหาเหลียนซิ่วอิงด้วยวิธีก่อนหน้านี้ไม่ถูกต้อง เขาจำเป็นต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ เรื่องเช่นนี้...เขาไม่เชื่อหรอกว่าตัวเองจะทำไม่สำเร็จ ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมา...เขาก็ทำให้หญิงสาวมากมายต้องเทใจมาให้หรอกหรือ?
“อ่า ต้องขออภัยด้วยที่ทำให้คุณหนูรองเหลียนไม่พอใจ เพราะอยู่ใกล้คุณแล้วรู้สึกอบอุ่นใจจึงอยากจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันให้เร็วๆ แต่...ถ้าคุณหนูรองเหลียนไม่สะดวกก็คงต้องตามนั้น”
เขาพูดเช่นนี้ ท่าทางยังแสดงออกว่าเศร้าใจไม่น้อย ดังนั้นเหลียนซิ่วอิงที่ตั้งใจจะปฏิเสธอย่างเด็ดขาดกลับกลายเป็นรู้สึกผิดขึ้นมาแทน เธอลังเลเล็กน้อยก่อนจะรีบอธิบาย
“ไม่เป็นไร ฉันแค่ไม่ชินเท่านั้น”
“ครับ ถ้าอย่างนั้นก็ตามนั้นก็แล้วกัน ว่าแต่...คุณหนูเหลียนมาที่นี่ก็เพราะอยากติดต่อผู้อาวุโสของตระกูลเหมือนกันใช่ไหม แล้วตอนนี้ประสบความสำเร็จหรือยัง ฉันเองก็กำลังรอผู้อาวุโสของตระกูลเซิ่นอยู่ เนื่องจากคำสั่งเร่งด่วนที่เหมือนการจำคุกเหล่าผู้อาวุโส ทำเอาตระกูลเซิ่นที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูได้รับความเสียหายไม่น้อยเลย เฮ้อ ไม่รู้เหมือนกันว่าคำสั่งนี้จะยุติเมื่อไร ไม่อย่างนั้นตระกูลเซิ่นคงลำบากแน่”
เซิ่นเจ๋อรู้แล้วว่าก่อนหน้านี้ตัวเองเข้าหาผิดวิธี เขาจึงปรับเปลี่ยนการเข้าหาสาวงามด้วยการสร้างสถานการณ์ร่วมแทน ก่อนหน้านี้เขาทดสอบเธอแล้ว พบว่าเหลียนซิ่วอิงเป็นผู้หญิงที่ขี้สงสารคนหนึ่ง เพราะฉะนั้น...หากใช้ความใจอ่อนของเธอได้มากขึ้น ความสัมพันธ์ของพวกเขาย่อมดีขึ้นแน่
เหลียนซิ่วอิงก็เป็นอย่างที่เซิ่นเจ๋อคิดจริงๆ อย่างไรก็ตาม...เมื่อได้ยินว่าเซิ่นเจ๋อกำลังพูดถึงสถานการณ์ยากลำบากของตนเอง เธอรู้ว่าแปลงเพาะปลูกของพวกเขาถูกทำลายโดยแมลงกัดกินแล้ว ทว่า...พวกเขาก็ยังมีเงินมากพอในการเช่าแปลงเพาะปลูกใหม่ แล้วตอนนี้ก็ยังอยู่ดีกินดีอยู่ไม่ใช่หรือ?
แน่นอนว่าความคิดเช่นนี้...หากเป็นเมื่อก่อนก็คงจะเต็มไปด้วยความสงสารเขา ไม่แน่ว่าอาจจะอยากยื่นมือเข้าช่วยเหลือก็เป็นได้ ถึงเธอจะเป็นแค่คุณหนูรองของตระกูล แต่ก็ยังเป็นลูกสาวสายตรงของผู้นำตระกูลอยู่ เงินเล็กๆน้อยๆหรือความร่วมมือใดๆ เธอยังสามารถพูดถึงมันได้
ทว่า...หลังจากวันนั้นที่เธอไปดูให้เห็นด้วยตาของตนเอง เธอก็พบว่าชีวิตที่ยากลำบากของตน แท้จริงแล้วไม่นับเป็นอะไรเลยเมื่อเทียบกับผู้คนจากเขตชั้นนอก
……………………………………