LNCrawler

บทที่ 317 พบเจอกันอีกครั้ง (อ่านฟรี 18 ม.ค. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 317 พบเจอกันอีกครั้ง (อ่านฟรี 18 ม.ค. 69)

บทที่ 317 พบเจอกันอีกครั้ง

 

​ซิ่วอิงถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อนึกถึงประสบการณ์ที่เธอได้เห็นผ่านต่อตัวเองมาก่อนหน้านี้ จากคนที่คิดว่ามีชีวิตอยู่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ เวลานี้กลับไม่คิดเช่นนั้นอีกแล้ว เธอได้เห็นคนที่พยายามจะรอดชีวิตแม้ไม่มีสารอาหารดีๆกินด้วยซ้ำ ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่เท่านั้น ขนาดเด็กเล็กก็ยังอยากจะมีชีวิตต่อ ที่ทำให้เธอตกใจมากไปกว่านั้นก็คือ...เธอยังสามารถเห็นรอยยิ้มจากผู้คนที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเหล่านั้นได้ด้วย

 

​หญิงสาวที่เพิ่งได้มีโอกาสมองเห็นโลกกว้างตามคำแนะนำของเด็กหนุ่มหลิ่วโป เวลานี้กลับกลายเป็นว่าความสงสารทั้งหมดของตนเองถูกใช้ไปแล้ว ดังนั้นต่อให้เซิ่นเจ๋อจะแสดงตัวว่าน่าสงสารแค่ไหน เธอกลับไม่มองเห็นมันเลย กลับกัน...การแสดงออกของเซิ่นเจ๋อครั้งนี้กลับกระตุ้นความรู้สึกก่อนหน้านี้ของเธอกลับคืนมาด้วย

 

​อันที่จริง ถ้าไม่ใช่เพราะหลิ่วโปพยายามเล่นบทน่าสงสารเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้น บางทีซิ่วอิงก็อาจจะหลงกลเขาไปแล้ว ด้วยพื้นฐานขี้สงสารแต่เดิมของเธอ พูดเล็กๆน้อยๆก็พร้อมที่จะโยนเงินออกมาเพื่อช่วยเหลือ ทว่า...เงินของเธอหลังจากนี้ ต่อให้มีมากแค่ไหนก็รู้จักวิธีการใช้มากขึ้น

 

​ดังนั้นเธอจึงมองเซิ่นเจ๋อที่ยังสวมใส่เสื้อผ้าสะอาด แถมยังสามารถมีร่างกายที่แข็งแรงกำยำเช่นนี้ไม่เหมือนกับเหล่าผู้หิวโหยที่เขตชั้นนอก เธอจึงส่ายหน้าเบาๆ

 

“คุณชายเซิ่น เรื่องความยากลำบากนี้...บางทีอาจจะเป็นการปรุงแต่งมันขึ้นมาเอง ฉันคิดว่าคุณอาจจะยังไม่เคยไปที่เขตชั้นนอกมาก่อนจึงไม่เข้าใจว่าความยากลำบากที่แท้จริงคืออะไร แน่นอนว่าฉันไม่ปฏิเสธเรื่องตระกูลเซิ่นและตัวคุณที่จะต้องเจอกับงานหนักกว่าเดิมมากเพื่อฟื้นฟูความเสียหาย แต่...ก็เหมือนกับฉัน ในความจริงแล้ว นอกจากพวกเราที่ยากลำบาก...กลับมีคนที่ยากลำบากยิ่งกว่า และพวกเขาก็ยังต้องการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อใช้ชีวิตเหมือนกัน”

 

​เซิ่นเจ๋อที่ยังตีหน้าเศร้าได้ยินคำพูดนั้นก็ชะงักไป ไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กสาวที่ทำตัวซังกะตายจะกล้ามาสั่งสอนตนเอง อีกอย่าง...เธอเป็นอะไร? จู่ๆยกเรื่องพวกชั้นต่ำมาพูดทำไม

 

​ความยากลำบากของคนระดับล่างก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ? พวกมันยากลำบากกว่าก็เพราะพวกมันเกิดมาผิดที่ผิดทาง อีกทั้งยังเป็นขยะของสังคม ให้รัฐบาลกลางรีดเงินจากพวกชนชั้นสูงอย่างพวกเขาแล้วเอาไปช่วยเหลือพวกมันอยู่เรื่อยๆสำหรับเขาแล้ว...คนพวกนั้นก็คือคนที่ควรหายไปจากโลกนี้ต่างหาก ไม่ใช่คนที่น่าสงสารแต่อย่างใด

 

​ด้วยความคิดนี้ ก็ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะถูกเชิญให้เข้าร่วมกลุ่มดวงตามาร ถึงก่อนหน้านี้เขาจะไม่ยอมรับสิ่งที่ตัวเองเป็น ทว่าเมื่อถึงเวลาจนตรอก กลับยังหาใบติดต่อกลุ่มดวงตามารเอาไว้ได้ แสดงว่าตัวเขาฝักใฝ่อยู่กับกลุ่มดวงตามารอยู่แล้ว...

 

​แน่นอนว่าต่อให้คิดเลวร้ายขนาดนั้น เซิ่นเจ๋อก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ควรพูดออกไป เขายิ้มแห้งๆแล้วพยักหน้ารับ

 

“เรื่องนั้นก็จริงอย่างที่คุณหนูรองเหลียนกล่าว ความยากลำบากที่ตระกูลเซิ่นต้องพบเจอก็ยังไม่เท่ากับครอบครัวจากเขตชั้นนอก อ่า...เอาอย่างนี้เป็นไร ในเมื่อคุณหนูรองเหลียนเองก็คิดว่าคนจากเขตชั้นนอกนั้นน่าสงสาร ทำไมพวกเราไม่มาหาทางช่วยพวกเขาไปด้วยกันล่ะ”

 

​เซิ่นเจ๋อเป็นพวกพลิกแพลงเร็ว เล่นบทจู่โจมไม่ได้ก็เปลี่ยนเป็นบทโศก เวลานี้ยังเปลี่ยนบทเป็นหนุ่มกระตือรือร้นที่จิตใจกว้างขวางดั่งมหาสมุทรแทน ทำเอาเหลียนซิ่วอิงถึงกับตามไม่ทัน

 

“หาทางช่วยพวกเขา?”

 

“ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีแนวคิดเรื่องการจ้างคนมาช่วยงานที่แปลงเพาะปลูกไม่ใช่หรือ? ดังนั้นพวกเรา...”

 

“อ่า! ถูกต้อง ฉันลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร ปรากฏว่าฉันสามารถช่วยจ้างงานให้พวกเขาได้ หลังจากนั้นพวกเขาก็จะไม่ต้องไปเสี่ยงตายอีกแล้ว แถมยังไม่ส่งผลกระทบอะไรรุนแรงด้วย ไม่ใช่ว่ามีเกษตรกรอันที่ศึกษาแนวทางนี้นำหน้าไปแล้วหรือ? ไม่เพียงแค่ผลผลิตไม่มีปัญหาเท่านั้น กลับยังเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว!”

 

​เหลียนซิ่วอิงกระตือรือร้นมากหลังจากที่คิดได้เช่นนั้น เนื่องจากประสบการณ์ที่เขตชั้นนอกทำให้หญิงสาวไม่สามารถกินดื่มได้อีกต่อไป ทุกครั้งที่กินก็จะนึกถึงผู้คนที่อดยาก ลองคิดว่าถ้าเป็นตัวเองจะทนได้แค่ไหน กลายเป็นมันใกล้จะทำลายสุขภาพกายของเธอแทน

 

​ทว่า...เมื่อเซิ่นเจ๋อพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ซิ่วอิงก็นึกเรื่องที่เคยได้ยินผ่านๆมาได้ เพราะเกษตรกรอันเป็นคนของตระกูลจาง และครอบครัวเหลียนต้องการให้เธอเชื่อมความสัมพันธ์กับประธานจาง ดังนั้นย่อมสรรหาข้อมูลที่เกี่ยวกับประธานจางมาเล่าให้ฟังอย่างต่อเนื่อง แม้แต่เรื่องนักเรียนทุนคนที่สองของเขาก็เช่นกัน

 

​ก่อนหน้านี้ซิ่วอิงไม่ได้ให้ความสนใจนัก ไม่แปลกที่เธอจะไม่ทันได้คิดถึงเรื่องนี้ .... หญิงสาวยิ้มขอบคุณเซิ่นเจ๋อจากใจจริง แต่กลับไม่ได้เห็นสีหน้าอึมครึมของเขาเลย

 

​จริงอยู่ที่เซิ่นเจ๋อต้องการชวนให้ซิ่วอิงไปวางแผนช่วยเหลือเกษตรกรด้วยกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องการผลลัพธ์เช่นนี้ สาเหตุที่เขาเสนอขึ้นมาก็เพื่อที่จะได้มีข้ออ้างในการติดต่อกับหญิงสาวต่อไปในอนาคต ยิ่งมีเป้าหมายร่วมกัน พวกเขาจะสามารถสนิทสนมกันง่ายขึ้น

 

​แล้วที่สำคัญที่สุด...เขาต้องการวางโครงการใหญ่กับเธอ

 

​ไม่ใช่ว่าเหลียนซิ่วอิงเป็นพวกขี้สงสารแต่เงินเยอะหรือ? ถ้าอย่างนั้น...ทำไมไม่เสนอโครงการใหญ่ๆเพื่อช่วยเหลือพวกชั้นต่ำที่เขตชั้นนอกไปเลยล่ะ แล้วตัวเองก็กลายเป็นผู้ควบคุมค่าใช้จ่าย เขาวางแผนกระทั่งจะใช้ช่องโหว่ไหนในการโกงเงินของซิ่วอิงในการทำโครงการนี้แล้วด้วยซ้ำ แต่หญิงสาวยังไม่ทันฟังคำของเขากลับตื่นเต้นดีใจราวกับคิดออกแล้วเสียอย่างนั้น

 

​ที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เซิ่นเจ๋อเจ็บใจมากกว่าก็คือ...เหลียนซิ่วอิงกลับพูดถึงนังเด็กสารเลวนั่นด้วย! ตัวเขาไม่ใช่จับไก่ก็ไม่ได้ แล้วยังต้องเสียข้าวสารไปด้วยหรอกใช่ไหม? นี่เป็นการทำความดีเพื่อให้หน้าคนอื่นหรือเปล่า...

 

“คุณชายเซิ่น ฉันเสร็จธุระที่นี่แล้ว ดังนั้นขอตัวก่อนค่ะ” เหลียนซิ่วอิงไม่เปิดโอกาสให้ชายหนุ่มได้พูดอะไรต่อเลยสักคำเดียว เธอรีบส่งสัญญาณให้เดินทาง เป้าหมายก็คือแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรอัน นี่ก็เพื่อขอคำปรึกษาจากหญิงสาวในการให้ความช่วยเหลือผู้ยากลำบากนั่นเอง

 

​หลิ่วโปไม่ได้รู้ตัวว่าวันนี้คำแนะนำของเขาได้ทำลายเจตนาของผู้อื่นไปแล้ว ทั้งยังเปลี่ยนคุณหนูตระกูลใหญ่ผู้หนึ่งให้กลายเป็นคนใช้ชีวิตอย่างดีขึ้น

 

​เรื่องบังเอิญเช่นนี้กลับทำให้พวกเขาพบเจอกันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้...หลิ่วโปกลับไม่ได้เห็นดวงตาหม่นหมองของอีกฝ่ายแล้ว

 

“เป็นเธอนั่นเอง!!” เหลียนซิ่วอิงตกใจเล็กน้อยเมื่อได้เห็นเด็กหนุ่มในแปลงเพาะปลูกนี้ ซึ่งหลิ่วโปก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน หญิงสาวที่มีฐานะสูงส่งแต่มีแววตาน่าอดสู วันนี้ยังสามารถกลับมาเจอเขาอีกครั้งได้ มันทำให้ประหลาดใจจริงๆ

 

​บทจะได้เจอก็จะได้เจอกันบ่อยๆ ก่อนหน้านี้ไม่เจอก็ไม่เคยพบกันเลย ชะตาชีวิตมนุษย์ช่างน่าขำจริงๆ

 

“คุณหนูท่านนี้...วันนี้มาหาเจ้านายของผมหรือครับ” หลิ่วโปตอบกลับอย่างสุภาพ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมาที่นี่ด้วยเหตุผลอะไร ช่วงนี้เจ้านายของเขามีคนเข้ามาหาเยอะแยะ หลายคนทำท่าทีว่าอยากจะมาพูดคุยด้วย แต่ความจริงแล้วก็แค่อยากจะเห็นด้วยตาตัวเองเท่านั้นว่าแปลงเพาะปลูกของเจ้านายฟื้นฟูกลับมาแล้วได้จริง

 

​บางคนหน้าหนากว่านั้น ถึงกับเอ่ยปากของวิธีการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกกันโต้งๆตัวเองไม่คิดอะไร ไม่ลงทุนอะไร กลับอยากได้ประโยชน์ ไม่กี่วันมานี้...เขาช่วยเจ้านายขับไล่ผู้คนไปไม่น้อยแล้ว ดังนั้น...ต่อให้จะเป็นหญิงสาวที่ไร้จิตวิญญาณจากครั้งก่อนมาที่นี่ ท่าทางของเขาก็ยังมีความเหินห่างมาก ไม่เหมือนเด็กหนุ่มที่กล่าวสั่งสอนคนด้วยความหวังดีก่อนหน้านี้เลย

 

​เหลียนซิ่วอิงไม่คิดเช่นกันว่าจะถูกมองด้วยสายตาแบบนี้ เธอถือว่าเด็กหนุ่มหลิ่วโปคือผู้มีพระคุณ เป็นดั่งอาจารย์ที่ได้มอบแนวคิดการใช้ชีวิตใหม่ๆให้ ดังนั้นตอนที่เจอเขาจึงยินดีไม่น้อย ทว่า...สายตาของเขากลับเหินห่างเหลือเกิน

 

“ใช่ ฉันมาหาเกษตรกรอัน”

 

“โอ้ ไม่ทราบว่าคุณหนูมาพบเจ้านายด้วยเหตุผลอะไรครับ ถ้าเรื่องวิธีการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกล่ะก็...ขอบอกไว้เลยว่าเจ้านายไม่ต้องการเผยแพร่ออกไปครับ”

 

“วิธีการฟื้นฟูอะไร? ฉันไม่ได้มาด้วยเรื่องแบบนั้น ฉันมาที่นี่ก็เพื่อชวนให้เกษตรกรอันมาร่วมมือกัน หรือถ้าเธอไม่ต้องการร่วมมือ ก็ขอแค่คำชี้แนะก็พอ”

 

“ร่วมมือ? คำชี้แนะ?” หลิ่วโปชะงักไป อีกฝ่ายดูจะไม่เข้าใจเรื่องที่เขาพูดจริงๆ ดังนั้นเขาย่อมไม่ขัดขวางไว้อีก

 

​สำหรับเรื่องอื่นๆ เจ้านายจะเป็นผู้ตัดสินใจเอง มีแค่เรื่องวิธีการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกเท่านั้นที่จะเก็บไว้เป็นความลับต่อรองตำแหน่ง

 

“ถ้าไม่เกี่ยวกับวิธีการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูก อย่างนั้นก็เชิญด้านนี้เถอะครับคุณหนู”

 

“อืม” แม้ซิ่วอิงจะไม่พอใจกับคำว่า “คุณหนู” ที่หลิ่วโปเรียก แต่ก็ไม่รู้เช่นกันว่าควรจะบอกให้เขาเรียกตนเองว่าอย่างไร สุดท้ายแล้วเธอก็เป็นคุณหนูตระกูลเหลียนจริงๆ จะให้คนอื่นมาเรียก “ซิ่วอิง” หรือ “อิงอิง” ง่ายๆได้อย่างไร

 

​คนเดินตามกันเข้ามาในพื้นที่แปลงเพาะปลูก ช่วงนี้ซูหยวนยุ่งกับแปลงเพาะปลูกเหล่านี้ของตนเองทั้งนั้น เพื่อทำให้มั่นใจว่าวัชพืชเหล่านี้จะเติบโตได้ดีในแปลงเพาะปลูกที่เพิ่งฟื้นฟู ซูหยวนจึงจดรายละเอียดการเติบโตระยะแรกของพวกมันอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ก็ยังช่วยคนงานดูแลการเพาะปลูกรอบใหม่ด้วย

 

​ครั้งนี้แปลงเพาะปลูกที่เพิ่มจำนวนเข้ามามาก ทำให้ซูหยวนขอให้มารดาออกมาจากงานประจำที่โรงผลิตอาหารสังเคราะห์สกุลเจียง แล้วมาช่วยพ่อจัดการแปลงเพาะปลูกเหล่านี้แทน

 

​ก็เหมือนแผนแรกที่ซูหยวนวางเอาไว้ การเพาะปลูกเหล่านี้จะเป็นสมบัติสืบทอดของครอบครัว ช่วงนี้เธอยังอยู่ก็จะช่วยจัดการไปก่อน รอจนกว่าพ่อแม่ของเธอจะพร้อมสำหรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ซูหยวนจึงจะให้พวกเขาช่วยบริหารจัดการแทน

 

​เนื่องจากมารดาของเธอกลายเป็นผู้พิการเพราะอุบัติเหตุครั้งก่อนแล้ว ดังนั้นจึงให้ทำงานเอกสารเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการจดบันทึก หรือการดูแลการจ่ายเงินให้คนงาน เธอจึงจะได้ค่อยๆรับการถ่ายทอดองค์ความรู้มา อีกทั้งยังมีหลิ่วโปอยู่ข้างกายด้วย เด็กหนุ่มเป็นคนฉลาดและใฝ่เรียนรู้ ตอนนี้เขายังไม่ได้เข้าเรียนในสถาบันเต็มตัวก็ยังมาคอยช่วยจัดการได้อยู่ รอจนกว่าหลิ่วโปจะสามารถเข้าสถาบันได้ เวลานั้นก็ปล่อยให้เขาไป แล้วมารดาของเธอน่าจะจัดการได้ด้วยตัวเองแล้วเช่นกัน

 

“หลิ่วโป พาใครมาน่ะ” อันเหลียงเห็นก่อน เธอรีบเอ่ยหยุดหลิ่วโปไว้ เข้าใจว่าคนพวกนี้กำลังจะมาสร้างปัญหาให้ลูกสาวอีกหรือไม่ แม้จะมาช่วยซูหยวนของเธอได้ 2 วันเท่านั้น แต่ช่วง 2 วันนี้ก็วุ่นวายเกินไป ขนาดเธอก็ยังรู้สึกรำคาญแทนลูกสาวเลย เช่นนั้นจะต้องหยุดไม่ให้คนเข้าไปก่อกวนตอนลูกสาวกำลังศึกษาการเพาะปลูกดีกว่า

 

“คุณอันครับ เนื่องจากคุณหนูผู้นี้ต้องการร่วมมือบางอย่างกับเจ้านาย ดังนั้นก็เลยขอให้พามาพบเจ้านายครับ”

 

“ไม่ใช่ว่าซูหยวนบอกแล้วหรอว่าไม่รับแขกน่ะ”

 

“เรื่องนั้นผมได้ยืนยันกับคุณหนูท่านนี้แล้ว เธอบอกว่าไม่ได้มาที่นี่เพราะเรื่องการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกครับ”

 

“จะใช่แบบนั้นหรือ? หลายวันมานี้ซูหยวนและพ่อบ่นให้ฟังตลอด ผู้คนมากมายมีวิธีการมากดดันให้ลูกสาวยอมเปิดเผย คุณหนูท่านนี้อายุอานามก็ไม่มากเท่าไร จะมาพูดคุยความร่วมมืออื่นได้จริงหรือ? ไม่ใช่ว่าถูกคนของครอบครัวจัดแจงมาใช่ไหม...”

 

​เหลียนซิ่วอิงได้ยินบทสนทนาทั้งหมด เดิมทีไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรกับเกษตรกรอันกันแน่ เหตุใดจะต้องมีขั้นตอนมากมายกว่าจะได้พบตัวสักที ทว่าตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว

 

​ได้ยินจากคนในตระกูลที่ถกเถียงกันว่าจะยอมยกมือให้เกษตรกรอันผู้นี้ผ่านเป็นเกษตรกรผู้ชำนาญหรือไม่ ฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วยเพราะอายุของเกษตรกรอัน รวมทั้งไม่มั่นใจว่าเธอจะเป็นเกษตรกรตำแหน่งอาวุโสได้ดี แต่อีกฝั่งหนึ่งกลับมีความพยายามจะให้ยกมือให้เธอ

 

​ไม่ใช่เพราะเธอเป็นคนของประธานจางที่พวกเขาอยากเอาอกเอาใจเท่านั้น ทว่า...ยังมีเรื่องการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกจากแมลงกัดกินนี้ด้วยสินะ

 

“ฉันเหลียนซิ่วอิงต้องการมาพูดคุยความร่วมมือในการช่วยเหลือผู้อาศัยเขตชั้นนอกค่ะ ฉันจะไม่เข้าไปรบกวนเวลาทำงานของเกษตรกรอัน แต่ช่วยไปบอกเธอเกี่ยวกับหัวข้อที่ฉันต้องการพูดคุยด้วย ถ้าเธอมีเวลาว่างเมื่อไรก็ให้กลับมาบอกฉันอีกที หรือถ้าไม่เห็นด้วยก็ไม่จำเป็นต้องพูดคุยกันก็ได้ค่ะ”

 

​ซิ่วอิงเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อพูดถึงประโยคสุดท้าย เธอมาที่นี่เพราะอยากให้เกษตรกรอันร่วมมือกับตนเอง แต่เธอทำได้แค่พูด ในขณะที่เกษตรกรอันลงมือไปแล้ว

 

​ดูรอบๆแปลงเพาะปลูกของเธอสิ ไม่เห็นหรือว่ามีคนจากเขตชั้นนอกมาทำงานมากมายขนาดไหน พวกเขาไม่ดูเหมือนขยะหรือผู้ปล่อยสารพิษตามคำพูดของพวกผู้อาวุโสในตระกูลเลย สุดท้าย...การให้พวกเขามาช่วยงานเกษตร อาจจะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วย

 

​ดูสิว่าพวกเขามีความพยายามขนาดไหน หนึ่งคนดูแลเพียงไม่กี่แปลงเท่านั้น ประสิทธิภาพในการจัดการและการตรวจสอบเพื่อรักษาโรคพืชก่อนจะทำลายไปนั้นก็ต้องดีกว่าทำงานคนเดียวหมดทุกแปลงอยู่แล้ว

 

“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญท่านนั่งรอด้านนี้ก่อนครับ ผมจะไปแจ้งเจ้านายตามคำพูดของคุณ”

 

“ดี ฉันจะรอที่นี่ แล้วก็...คาดหวังว่าจะได้รับการตอบกลับที่ดี ตัวฉันไม่ได้มีความคิดอื่นนอกจากอยากให้คนจากเขตชั้นนอกมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นี่เป็นความคิดของฉัน....ตั้งแต่ที่ได้รับคำแนะนำของเธอ”

 

​เหลียนซิ่วอิงไม่คิดปิดบังเรื่องนี้ เธอพูดไปในขณะที่จ้องตากับหลิ่วโปไปด้วย เด็กหนุ่มชะงักเล็กน้อย...ทัศนคติด้านลบของเขาถูกโยนทิ้งไปตั้งแต่ที่รู้ว่าหญิงสาวไม่ได้มาที่นี่เพื่อขอวิธีการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกแล้ว แต่หัวใจของเขากลับเต้นรัวเมื่อได้ยินประโยคนี้

 

“ผมจะพูดถึงความจริงใจของคุณแน่นอนครับ”

 

“อืม ไปเถอะ” สองคนสบตากัน เหมือนมีความเข้าใจบางอย่างที่สื่อถึงกันได้อย่างประหลาด กระทั่งทำให้บรรยากาศรอบๆพวกเขาทั้งสองคนเปลี่ยนไปเล็กน้อยด้วย

 

​น่าเสียดายที่ทั้งคู่ยังเด็ก ไม่เข้าใจว่าความรู้สึกนี้คืออะไร แต่ความประทับใจเช่นนี้ยังอยู่ในหัวใจของพวกเขา ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งทำให้มันชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ.....

 

................................

สถานการณ์วันนี้หดหู่มากเลย ทำงานไปหดหู่ใจไป ขอให้ประเทศไทยปลอดภัย ขอให้ประชาชนและทหารผู้กล้าปลอดภัยนะคะ