LNCrawler

บทที่ 318 พร่ามัว (อ่านฟรี 19 ม.ค. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 318 พร่ามัว (อ่านฟรี 19 ม.ค. 69)

บทที่ 318 พร่ามัว

            

เหมือนกับที่หลิ่วโปเห็นความตั้งใจของเหลียนซิ่วอิง ซูหยวนฟังจากอีกฝ่ายก็พอจะคาดเดาความต้องการได้บ้าง เพียงแต่เรื่องนี้ยังต้องมาดูให้เห็นกับตาว่าหญิงสาวผู้นี้เพียงต้องการทำเพื่อเอาหน้า อยากจะกลายเป็นแสงจันทร์ขาวบริสุทธิ์ของใครหรือว่ามีความตั้งใจอย่างแท้จริง 

            

ในชีวิตก่อน มีคนมากมายอยากจะเสียสละ ทำตัวเป็นคนดีมีคุณธรรม แต่ความจริงแล้วล้วนเป็นการสร้างภาพให้ตัวเองโดยการใช้งานผู้อื่นทั้งนั้น ซูหยวนไม่ได้ว่าอะไรพวกเขาถ้าอยากจะทำเรื่องเช่นนั้น เธอติดแค่ว่าถ้ามารบกวนการทำงานของเธอ ก็แค่ไม่ร่วมมือด้วยก็เท่านั้นเอง

            

เรื่องช่วยเหลือผู้คนไม่มีผิดหรือถูก ทว่าเรื่องรบกวนเธอนั้นผิดแน่นอน!

 

“เกษตรกรอัน...” เห็นคนเดินมา เหลียนซิ่วอิงก็ยืนขึ้นรอรับเธอ 

            

ในฐานะคุณหนูตระกูลเหลียน ซิ่วอิงไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม...การแสดงออกเช่นนี้ของอีกฝ่ายกลับทำให้ซูหยวนพยักหน้ารับ เด็กสาวคนนี้ดูแล้วไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนัก ดังนั้นการเสียเวลามาฟังเธอ น่าจะไม่ใช่การตัดสินใจผิดๆ

 

“ได้ยินจากหลิ่วโปแล้วว่าคุณหนูรองเหลียนมีเรื่องจะคุยเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้คนที่เขตชั้นนอก ไม่ทราบว่าคุณหนูเหลียนมีแผนว่าอย่างไร แล้วอยากให้ฉันช่วยอะไรหรอคะ”

 

“ไม่ใช่เรื่องวุ่นวายอะไร ฉันแค่อยากจะจ้างงานคนจากเขตชั้นนอกให้มาช่วยทำการเพาะปลูกเท่านั้น แต่เพราะกลัวว่าสารพิษที่อยู่ในตัวของผู้คนจากเขตชั้นนอกจะทำให้พืชผักในแปลงได้รับความเสียหาย ดังนั้นจึงอยากรู้ว่ามีวิธีการป้องกันดีๆหรือไม่” เหลียนซิ่วอิงพูดความต้องการของตนเองทันที

            

เธอเห็นแล้วว่าแปลงเพาะปลูกเหล่านี้เพิ่งเริ่มต้น และช่วงเวลานี้แหละที่สำคัญที่สุดสำหรับเกษตรกรแล้ว เธอไม่อาจทำให้เกษตรกรอันเสียเวลาไปกับตนเองได้ จำเป็นต้องรีบพูดรีบจบแล้วก็รีบไป

 

“อืม ถ้าต้องการจ้างมาที่แปลงเพาะปลูกก็ถือว่าเสี่ยงจริงๆ” 

 

“เสี่ยงงั้นหรอ? แต่ว่าเกษตรกรอันก็ยังทำแบบนั้นได้ แล้วทำไมคนอื่นๆถึงทำไม่ได้กันล่ะ”

 

“นี่น่ะหรอ? เป็นวิธีลับน่ะ” ซูหยวนยกยิ้มเล็กน้อย ต่อให้เธออยากเปิดเผยเพื่อที่จะได้ช่วยให้คนของเขตชั้นนอกมีงานทำมากขึ้น ทว่า...ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะต้องเอาน้ำบริสุทธิ์ไปไล่แจกพวกเขาเสียหน่อย

 

“เป็นความลับงั้นหรือ?”

 

“ใช่ เป็นความลับ เพราะมันก็คือเรื่องเดียวกับการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกที่ถูกทำลายนั่นแหละ”

 

“..........!!................” ซิ่วอิงชะงักไป เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อขอวิธีลับของเกษตรกรอัน แต่กลับกลายเป็นเรื่องเดียวกันเสียอีก เช่นนั้น...แผนความร่วมมือของเธอก็คงจะไปต่อไม่ได้แล้ว แน่นอนว่าซิ่วอิงไม่ได้เสียใจที่ไม่ได้ร่วมมือกับอันซูหยวน ที่เธอเสียใจก็เพราะว่าไม่มีวิธีอื่นที่จะช่วยพวกผู้คนจากเขตชั้นนอกได้เลย

 

“แต่ว่า...ความร่วมมือนี้ ถ้าตั้งใจจะร่วมมือจริงๆก็ยังมีโอกาสอยู่นะ”

 

“หืม? แต่ว่า...ฉันไม่ต้องการวิธีลับของเกษตรกรอันหรอกนะ ต่อให้อยากช่วยเหลือคนอื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะอยากเอาเปรียบเกษตรกรอันไปด้วย”

 

“โอ้ นั่นถูกต้องแล้ว อีกอย่าง...ฉันก็ไม่คิดจะยอมให้ใครเอาเปรียบอยู่แล้ว”

 

“ถ้าอย่างนั้น...”

 

“ความร่วมมือที่ฉันหมายถึงไม่ใช่ตอนนี้ แต่เป็นความร่วมมือในอนาคตต่างหาก”

 

“ความร่วมมือในอนาคตหรอคะ”

 

“ใช่ เธอคิดว่าวิธีการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกที่ถูกทำลายของฉันจะถูกปิดบังไปตลอดจริงๆหรือ?” ซูหยวนเลิกคิ้วขึ้น มองดูเด็กสาวท่าทางงุ่มง่ามคนนี้แล้วก็อดเอ็นดูไม่ได้ ความจริงใจของเธอทำให้ซูหยวนพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอีกเล็กน้อย

 

“ฉันให้เงื่อนไขกับองค์กรเกษตรกรไปว่าถ้ายอมให้ฉันกลายเป็นเกษตรกรระดับผู้ชำนาญ ฉันถึงจะยอมบอกวิธีการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกที่ถูกแมลงกัดกินทำลาย ดังนั้น...จึงเป็นที่มาที่ทำให้ประธานองค์กรออกภารกิจสำคัญนี้ให้ผู้อาวุโสขององค์กรทั้งหมด ฉันคิดว่าเธอก็น่าจะคาดเดาได้เกี่ยวกับเป้าหมายของเขา”

 

“นั่น....ค่ะ ฉันเข้าใจ”

 

“อืม นั่นหมายความว่าอีกไม่นานก็จะมีคนทนไม่ไหวแล้วยอมรับฉันเลื่อนตำแหน่งขึ้น หรือไม่...หากพวกผู้อาวุโสเหล่านั้นมีวิธีการดีๆในการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกได้สำเร็จ เช่นนั้นก็ลองใช้วิธีของพวกเขาจัดการก็ได้”

 

“.........เข้าใจแล้ว เอาเป็นว่า...หลังจากที่เรื่องนี้จบลงแล้ว ฉันจะมาพบกับเกษตรกรอันที่นี่อีกครั้งเพื่อพูดถึงความร่วมมือระหว่างเรานะคะ” เหลียนซิ่วอิงไม่ต้องคิดนานเกินไป อันซูหยวนแทบจะบอกข้อสรุปให้เธอแล้ว ดังนั้นตอนนี้มีแค่กลับไปรอเท่านั้น

            

หลิ่วโปได้รับคำสั่งจากเจ้านายให้ส่งคุณหนูตัวเล็กออกไป แม้ว่าตอนนี้ทั้งสองจะมีขนาดความสูงเท่ากันอยู่ แต่หลิ่วโปเพิ่งได้กินอาหารครบทุกมื้อ เพิ่งได้มีโอกาสออกกำลังกาย ความเร็วในการเจริญเติบโตของเขาก็กำลังสูงมาก เชื่อว่

“คุณหลิ่ว ฉัน...ไปที่เขตชั้นนอกมาแล้วนะคะ” ระหว่างทาง ซิ่วอิงกลับพูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ หลิ่วโปพยักหน้ารับ ถ้าเธอไม่ได้เห็นที่นั่นแล้ว ก็คงจะไม่มาที่นี่เพื่อขอให้เจ้านายร่วมมือกันช่วยเหลือผู้ใช้ชีวิตในเขตชั้นนอกเช่นนี้หรอก

 

“ต้องขอบคุณคุณหลิ่วที่ช่วยแนะนำจริงๆ ไม่อย่างนั้นฉันก็คงจะยังใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข คิดว่าตัวเองเกิดมาเพื่อทรมานอยู่คนเดียวทั้งโลก แต่ความจริงแล้ว...คนที่ทรมานกว่าฉันยังมีอีกมาก แถมพวกเขาก็ไร้วิธีรับมือกับความทรมานเหล่านั้นด้วย ต่างจากฉันที่หลุดพ้นจากความทรมานเช่นนั้นได้ไม่ยากนัก”

 

“โอ้ นี่เป็นเรื่องดีที่คุณหนูคิดได้ อีกอย่าง...ไม่ต้องขอบคุณผมหรอก เพราะที่ผมแนะนำไปก็เป็นประโยชน์กับตัวเองด้วย แท้จริงแล้วผมก็คือคนจากเขตชั้นนอกผู้หนึ่งเหมือนกัน ได้รับการช่วยเหลือโดยเจ้านายจึงมีชีวิตที่ดีเช่นนี้ได้ ครอบครัวของผมตายหมดแล้วเพราะต้องพยายามรวบรวมซากขยะกลายพันธุ์เอาไปขายเพื่อแลกอาหารสังเคราะห์ระดับต่ำให้ผมกิน ตอนที่แนะนำไป...แค่หวังว่าคุณได้เห็นความน่าสมเพชของพวกเขาแล้วจะอยากยื่นมือเข้าไปช่วยก็เท่านั้น”

 

“คุณหลิ่ว...คุณ....”

 

“ไม่จำเป็นต้องเศร้าไปกับผม เพราะแม้แต่ผมในเวลานี้ก็ยังไม่เศร้าเลย กลับกัน...ตอนนี้ผมมีความสุขขึ้นมากแล้ว นอกจากจะดูแลตัวเองให้รอดตายได้ตามความต้องการของพ่อแม่ที่ล่วงลับ ก็ยังช่วยเหลือคนอื่นได้ด้วย”

 

“ช่วยเหลือคนอื่น?”

 

“ใช่ ถึงจะไม่ใช่โครงการใหญ่โตเหมือนที่คุณต้องการทำกับเจ้านาย แต่ผมก็ยังสามารถหยิบยื่นชีวิตให้ใครบางคนได้ แม้จะแค่วันสองวันก็เถอะ อ่า....อยากจะลองไปที่หนึ่งกับผมไหม”

 

“คุณหนู....” เห็นหลิ่วโปกล้าเชิญคุณหนูของตนเองแบบนั้น ผู้ปกป้องที่ถือหอกมาก็รีบร้องท้วง เธอไม่ต้องการให้คุณหนูสนิทสนมกับคนชั้นล่างอย่างหลิ่วโปมากเกินไป แม้อีกฝ่ายจะเป็นคนช่วยพูดกระตุ้นให้คุณหนูมีสติกลับมาก็เถอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยังคู่ควรกับคุณหนูของเธออยู่ดี

            

นอกจากนี้...คุณหนูของเธอก็เป็นถึงว่าที่ภรรยาของประธานจางซึ่งตระกูลเหลียนวางแผนเอาไว้มาเนิ่นนานแล้ว พวกเขาไม่มีทางยอมให้คุณหนูได้กลายเป็นภรรยาของผู้อื่นแน่

 

“คุณหนูควรจะรอเกษตรกรอันก่อนแล้วจึงดำเนินการดีกว่านะคะ ถ้าไปกับเด็กหนุ่มหลิ่วโปตามลำพังเช่นนี้ ฉันคิดว่ามันดูไม่ค่อยดีนัก...” 

 

ครั้งก่อนคุณหนูก็หลงรักคนจากเขตชั้นกลางจนทำให้ผู้นำตระกูลโกรธจัด สุดท้ายวางแผนทำให้คนต้องตายไป คุณหนูเศร้าใจหลายวันไม่ยอมกินอาหารเลย ถ้าไม่ใช่เพราะป่วยหนักแล้วแพทย์ต้องมาบังคับให้กลืนอาหารทุกวันตลอด 1 เดือน จนคุณหนูรำคาญ ตอนนี้ก็คงจะนอนตายตามคนรักผู้นั้นไปแล้ว

            

ครั้งนี้...เธอไม่รู้หรอกว่าคุณหนูจะเผลอใจไปชอบเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่าตรงหน้าหรือไม่ แต่ถ้าเธอชอบอีกฝ่ายขึ้นมาจริงๆแล้วถูกผู้นำตระกูลรู้ คุณหนูจะต้องวนกลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมอีกหรือไม่? เธอเชื่อว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีกครั้ง คุณหนูของเธอไม่น่าจะรับมือกับความเสียใจได้อีกแล้ว

            

เพื่อไม่ให้หัวใจที่บอบบางของคุณหนูถูกทำลาย เชื้อไฟใดๆ เธออยากจะเป็นคนดับมันก่อนเริ่มก่อตัวขึ้น!

            

เหลียนซิ่วอิงไม่ได้ตามความคิดของผู้ช่วยทัน หรือต่อให้เข้าใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ เธอก็ไม่น่าจะเปลี่ยนใจง่ายๆเช่นนั้น นี่เป็นความสุขของเธอ หลิ่วโปก็คือคนที่นำความสุขมาให้ เธอย่อมให้เกียรติเขามากกว่าคนอื่นอยู่แล้ว

 

“มีเธอไปด้วยก็ไม่เป็นไรแล้ว นำทางเถอะ” หลิ่วโปที่รออยู่ก่อนแล้วพยักหน้ารับ เขาไม่ได้สนใจว่าหลังจากนั้นทั้งสองจะเดินตามมาหรือไม่ เพราะต่อให้ทั้งสองไม่ไป ตัวเขาเองก็มีเรื่องให้ไปทำที่เขตชั้นนอกอยู่ดี

            

ทันทีที่ทั้งสามออกมาจากเขตชั้นกลาง สารพิษที่หนาแน่นกว่าก็ทำให้คุณหนูรองเหลียนไอออกมาเล็กน้อย แต่หลิ่วโปที่อยู่ในเขตชั้นนอกมากกว่าเขตชั้นกลางย่อมไม่รู้สึกอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะมีประสบการณ์ในการพาคนจากเขตชั้นในออกมาก่อนแล้ว เขาก็คงจะตื่นตระหนกแน่

            

หลิ่วโปเพียงยืนนิ่ง รอให้หญิงสาวสองคนผู้ไม่ค่อยคุ้นเคยกับเขตชั้นนอกได้ปรับตัว หลังเห็นว่าทั้งสองดีขึ้นแล้ว หลิ่วโปก็เดินนำไปอีก

            

ครั้งก่อนซิ่วอิงให้คนนำทางมาเขตชั้นนอกก็จริง แต่พวกเธออยู่ในเขตชั้นนอกรอบๆนอกเท่านั้น ไม่ได้เข้ามาตามตรอกซอกซอยเช่นนี้ ทำเอาสีหน้าของหญิงสาวที่ได้เห็นสถานการณ์อันน่าอดสูค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีซีด

            

ถ้าบอกว่าชีวิตยากลำบากของผู้คนก่อนหน้านี้ได้ผลักดันให้ซิ่วอิงอยากมีชีวิตต่อ สภาพที่เห็นวันนี้กลับเป็นภาพที่ทำให้เธออยากทิ้งตัวลงแล้วหายไปจากโลก นี่เป็นความรู้สึกผิด! รู้สึกผิดที่ตัวเองได้กินได้ใช้ของหรูหรา จ่ายเงินหลายสิบล้านเครดิตโดยไม่กระพริบตาเพียงเพราะอยากใช้เงิน ทว่า...คนที่เขตชั้นนอกนี้ พวกเขาแค่ 1 เครดิตก็แทบจะก้มลงไปกราบที่เท้าเพื่อมันแล้ว ชีวิตที่ต่างกันสุดขั้วทำให้เหลียนซิ่วอิงไม่กล้าสบตาใครเลย

 

“เอาล่ะ ถึงแล้ว” หลิ่วโปมองดูห้องรูปทรงกระบอกเล็กๆห้องหนึ่ง แม้ว่ามันจะมีขนาดเล็กมาก ทว่าก็ยังดูสะอาดกว่าที่อื่นๆ 

            

เหลียนซิ่วอิงเม้มริมฝีปาก ความรู้สึกอยากอาเจียนของตนเองจะต้องพยายามฝืนเก็บไว้ ไม่อย่างนั้นอาจจะรักษาภาพลักษณ์ของคุณหนูไม่ได้อีกต่อไป

 

“พี่หลิ่วโป!!”

 

“พี่หลิ่วมาแล้ว”

 

“เย่ๆ พี่หลิ่วมาแล้ว พวกเรามาต่อแถวรับสารอาหารเร็วเข้า!!” เสียงเจียวจาวข้างในทำให้เหลียนซิ่วอิงยังทำใจเข้าไปข้างในไม่ได้ชะงักไป เธอชะโงกหน้าออกไปก่อนจะได้เห็นภาพที่ทำให้หัวใจห่อเหี่ยวก่อนหน้านี้ฟูฟ่อง

            

ดวงตาของเด็กๆกระจ่างใสเหลือเกิน พวกเขามีขนาดไม่ถึงครึ่งตัวของเธอด้วยซ้ำ ช่างเป็นมนุษย์ตัวเล็กตัวน้อยที่น่ารักเสียจริง ถึงแม้ชุดที่สวมใส่จะเก่าและขาดวิ่น แม้ร่างกายจะซูบผอมและดูสกปรก ทว่า...พวกเขากลับสดใสมาก

 

“ช่างเปล่งประกาย....” ซิ่วอิงพึมพำขึ้นมา ไม่รู้ว่าหลิ่วโปได้ยินหรือไม่ คนหันหน้ามายิ้มให้ก่อนจะกลับไปเล่นกับเด็กๆอีกครั้ง

            

หญิงสาวได้เห็นภาพนี้ครั้งแรก หลิ่วโปเข้ากันได้ดีกับพวกเด็กๆมาก มันกลายเป็นภาพที่งดงามที่สุดในชีวิตของเธอเลย เหลียนซิ่วอิงฟังเสียงใสของเด็กๆหัวเราะร่า ทั้งพยายามแย่งกันเข้ามาเล่าความเป็นอยู่ของตัวเองให้หลิ่วโปฟัง พวกเขาช่างรู้ความและน่ารักเสียจริง...

 

“ทุกคนกินอาหารกันครบแล้ว ถ้าอย่างนั้นมาเข้าแถวตรงหน่อย ฉันมีคนจะแนะนำให้รู้จัก”

 

“ผมรู้ ผมรู้! พี่หลิ่วต้องการแนะนำพี่สาวคนงามคนนี้ใช่ไหม” เด็กร่างผอมคนหนึ่งอยากได้รับคำชม รีบยกมือขึ้นพูดทันที ทำเอาหลิ่วโปบีบหูของเขาไปหนึ่งครั้ง สร้างเสียงหัวเราะให้พวกเด็กคนอื่นได้อีก

 

“ไปต่อแถวให้เรียบร้อยก่อน อย่าบังคนอื่น”

 

“เข้าใจแล้วครับ” เด็กน้อยหน้ามุ่ย รู้สึกเขินอายที่พี่ใหญ่หลิ่วแกล้งเขาต่อหน้าหญิงงาม แต่หลิ่วโปไม่ได้สนใจอีก เพียงผายมือมาที่เหลียนซิ่วอิงแล้วพูด

 

“ทักทายพี่เหลียนซิ่วอิงเร็ว วันนี้พี่สาวมาเล่นกับพวกเราด้วย พี่สาวเป็นคนฉลาด อยากรู้อะไรก็ให้ถามพี่สาวได้นะ อ้อ...เรื่องตัวหนังสือ ใครอยากเรียนก็มาฟังได้” หลิ่วโปหาแนวทางพูดคุยกับเด็กๆให้ซิ่วอิง หญิงสาวฟังก็พยักหน้ารับ เด็กๆเหล่านี้ถึงวัยที่เรียนตัวอักษรได้แล้ว ทั้งนี่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรสำหรับเธอ ดังนั้นเหลียนซิ่วอิงจึงรับบทเป็นอาจารย์สอนภาษาของเด็กๆในวันนี้

            

หลิ่วโปปล่อยให้เด็กๆได้เล่นสนุกสนานตามต้องการ ในขณะที่เขาเตรียมอุปกรณ์ออกมาเช็ดทำความสะอาด แม้ว่าที่นี่จะเป็นห้องกระป๋องที่ทำให้เด็ก 6 คนใช้ชีวิตอย่างแออัด แต่ถ้าทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอก็จะไม่ทำให้พวกเขาลำบากมากนักทั้งยังถูกสุขอนามัยด้วย

            

ผู้ติดตามของซิ่วอิงเดิมทีไม่อยากเข้ามายุ่ง ทว่า...รอยยิ้มของเด็กๆไม่มีใครต้านทานได้ สุดท้ายก็เข้ามาช่วยด้วยอีกแรง กลายเป็นเสียงให้ห้องกระป๋องขนาดเล็กนี้เต็มไปด้วยชีวิตชีวาที่มากกว่าเดิม

            

เกือบ 2 ชั่วโมงที่พวกเขาอยู่ที่นี่ หากไม่ใช่เพราะหลิ่วโปมีงานต้องไปทำ พวกคุณหนูเหลียนก็อาจจะเล่นสนุกจนลืมเวลากลับบ้านไปแล้ว 

            

ตอนลากับพวกเด็กๆ ซิ่วอิงก็ยังเศร้าสร้อยไปด้วย เธอพบว่าการสอนภาษาให้กับพวกเขาก็เป็นเรื่องที่สนุกไม่น้อย ความสุขที่เธอตามหา...แท้จริงแล้วพบได้ง่ายๆเช่นนี้เชียวหรือ?

 

“หลิ่วโป ครั้งหน้า...ถ้าครั้งหน้ามาอีก...”

 

“อืม ผมมาที่นี่ทุกๆ 2 วันอยู่แล้ว ถ้าวันไหนคุณมีเวลาก็ไปรอที่แปลงเพาะปลูกของเจ้านายได้ เวลาเลิกงานก็ประมาณนี้ของทุกวันนั่นแหละ”

 

“เข้าใจแล้ว ฉันจะมาอีกแน่นอน!” เหลียนซิ่วอิงโชว์ยิ้มเจิดจ้าของตน ในขณะเดียวกัน...หลิ่วโปกลับรู้สึกว่าดวงตาของเขากำลังมีปัญหา เพราะมันพร่ามัวไปหมดแล้ว... 

 

……………………………….