LNCrawler

บทที่ 319 ขับไล่ไสส่ง (อ่านฟรี 20 ม.ค.69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 319 ขับไล่ไสส่ง (อ่านฟรี 20 ม.ค.69)

บทที่ 319 ขับไล่ไสส่ง

 

“ซูหยวน เมื่อครู่ที่ลูกคุยกับเด็กสาวคนนั้น...จะร่วมมือกันได้จริงๆหรือ?” 

 

ถึงแม้ว่าแม่อันจะรู้ว่าลูกสาวของเธอมีความแข็งแกร่งมาก ไม่อย่างนั้นคงจะเลี้ยงพ่อแม่ให้อยู่ดีมีสุขเช่นนี้ไม่ได้ ทว่า...นี่เป็นเพียงไม่กี่วันที่เธอได้เข้ามาทำงานกับลูกสาว ก่อนหน้านี้รู้ว่าแข็งแกร่ง แต่ก็ยังไม่ได้เชื่อใจว่าลูกสาวของตนเองจะฉลาดหลักแหลมขนาดจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ดังนั้นในฐานะแม่...เธอรู้สึกว่าตัวเองมีหน้าที่ช่วยลูกสาวคิดเช่นกัน

            

เพราะอันซูหยวนไม่ได้ปิดบังบทสนทนาระหว่างตนเองและเหลียนซิ่วอิง ดังนั้นอันเหลียงจึงได้ยินเนื้อหาทั้งหมด เกี่ยวกับเรื่องที่อีกฝ่ายต้องการร่วมมือด้วย ถึงจะบอกว่าเป็นการร่วมมือเพื่อทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม แต่ในโลกความจริงมันไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น

            

ซูหยวนอยากช่วยคนนั้นไม่ยาก ที่ผ่านมาเธอก็ทำได้ดีมากๆแล้ว ในฐานะแม่...อันเหลียงภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มาก ทว่า...ในฐานะแม่อีกนั่นแหละ เธอกลัวว่าซูหยวนจะเป็นเหยื่อของคนอื่น ยิ่งตอนนี้มีวิธีการดีๆมากมายที่ผู้คนอยากจะได้รับมันไป หากเด็กสาวคนนั้นมาเพื่อหลอกลวงลูกสาวของเธอ ไม่ใช่จะกลายเป็นแย่หรือ?

 

“นั่นยังไม่แน่นอนค่ะ ต้องดูว่าคุณหนูผู้นั้นมีคุณสมบัติไหม”

 

“แต่ว่า...ที่หนูพูดกับเจ้าตัวไป...”

 

“ใช่ค่ะ หนูบอกว่าจะพิจารณาฟังความร่วมมือที่ทางนั้นจะเสนอ แต่ไม่ได้ตกลงไปนี่คะ อีกอย่าง...เรื่องนี้ไม่ใช่ไม่มีเวลา กว่าจะถึงตอนนั้น หนูก็จะสามารถยืนยันสถานการณ์ของคุณหนูรองเหลียนได้”

 

“อืม แม่ก็แค่เป็นห่วงเท่านั้น ถ้าลูกมีแผนการของตัวเองแล้ว แม่ก็สบายใจ...” ถึงจะไม่รู้ว่าลูกสาวมีวิธีการยืนยันสถานการณ์อย่างไร แต่ลูกสาวที่ผ่านปัญหามากมายมาได้สมควรจะมีวิธีดีๆอยู่แล้ว เธอก็แค่ต้องการเตือนไม่ให้ลืมประเด็นสำคัญเท่านั้น

            

เห็นแม่ของเธอยอมรับง่ายๆ ซูหยวนก็คลี่ยิ้มบางๆ ครอบครัวของอันซูหยวนคนนี้ดีมากจริงๆ ทุกคนเป็นห่วงลูกสาวคนนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะก่อนหน้านี้ที่ยากลำบาก หรือตอนที่มีความสุขร่วมกัน ถึงอย่างนั้น...สิ่งที่ทำให้คนอื่นต้องอิจฉาก็คือ ครอบครัวนี้มีความเชื่อใจในตัวลูกสาวสูงมาก ไม่สิ! จะบอกว่าเชื่อใจทั้งหมดก็ไม่ได้ แต่มันต้องเรียกว่า “ให้เกียรติ” ลูกสาวของตนเองมากกว่า

           

 หลายคนในโลกเดิมของเธอไม่เชื่อคำพูดของคนที่อายุน้อยกว่าเพราะคิดว่าเป็นความคิดของผู้ไม่มีประสบการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้นจริง เพราะคนอายุน้อยกว่า...ประสบการณ์ถ้าเทียบเป็นจำนวน case ก็ถือว่าน้อยกว่าจริง กระนั้น...การเทียบเช่นนี้ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป

            

การเทียบแบบนับจำนวน ไม่ได้เป็นการเปรียบเทียบในเรื่องเดียวกัน คนอายุมากกว่ามีประสบการณ์มากกว่า แต่ในบรรดาประสบการณ์ที่มากกว่า เป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นกับโลกปัจจุบันได้เล็กน้อย หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลย ในขณะที่สถานการณ์ใหม่ๆของคนอายุน้อยกว่ากลับมีน้อยเพราะเงื่อนไขด้านอายุก็จริง ทว่า...มันกลับเป็นประสบการณ์ที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

            

ไม่ใช่พูดถึงว่าเรื่องการเรียนรู้จากประสบการณ์ไม่ดี เพราะประสบการณ์เหล่านั้นทำให้เกิดการพัฒนาไปได้ ปิดจุดอ่อนที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งหมด ต่อให้มีโอกาสเพียง 10 ส่วนจาก 100 ส่วน ถ้าแก้ไขไว้ก่อนก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ? แต่การปิดจุดอ่อนไม่ใช่การปิดความคิดของผู้คน

            

อันซูหยวนพาครอบครัวไปข้างหน้าเช่นนี้ แม้ว่าสถานการณ์ของโลกไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก ทว่า...ชีวิตของพ่อแม่เธอตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นเป็นผู้เก็บขยะ ประสบการณ์ในการเป็นผู้เก็บขยะมีมากมาย กระทั่งความหวาดกลัวต่อการออกไปนอกเขตพื้นที่ล่าก็ยังอยู่

            

ถ้าหากพวกเขายึดมั่นแค่ประสบการณ์ของตนเอง เช่นนั้นวันนี้ซูหยวนก็ไม่สามารถเป็นนักล่าได้ ตัวพ่อแม่เองก็คงจะกลายเป็นเกษตรกรในเขตชั้นในไม่ได้ เพราะพวกเขาเคยมีความคิดเสมอว่าตัวเองเป็นพวกชนชั้นต่ำ แค่เห็นคนจากเขตชั้นในอยู่ในระยะ 100 เมตรก็ควรจะต้องก้มหน้าแล้ว ฐานะของพวกเขาไม่ควรมีโอกาสได้สบตากับคนชนชั้นสูงตรงๆ

            

ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะได้เห็นครอบครัวผู้เก็บขยะบางคนได้ส่งต่อกระบวนความคิดเช่นนี้ไปยังรุ่นลูกหลานด้วย สุดท้ายการที่พวกเขาอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ ก็เป็นหนึ่งในการตัดโอกาสของตนเองเช่นกัน

            

พูดมาถึงขนาดนี้ก็เพื่อยกย่องความใจกว้างและเปิดใจยอมรับฟังความคิดของคนเป็นลูกที่พ่ออันแม่อันมีเท่านั้น พวกเขาเป็นห่วงและกังวลว่าจะเกิดปัญหา แต่ความเป็นห่วงนั้นมาในรูปแบบการช่วยคิด ช่วยปิดจุดอ่อน เป็นแบบอย่างที่ซูหยวนชื่นชมเสมอมา

            

แน่นอนว่าในขณะที่ครอบครัวอันซึ่งเป็นครอบครัวที่เพิ่งได้ลืมตาอ้าปากเมื่อไม่นานมานี้มีพ่อแม่ใจกว้าง กลับกัน...ที่ตระกูลเหลียนผู้ยิ่งใหญ่ ทันทีที่เหลียนซิ่วอิงกลับมา คนงานของตระกูลเหลียนซึ่งรับคำสั่งของผู้นำตระกูลโดยตรงได้ขวางเธอเอาไว้แล้ว ไม่ปล่อยให้คุณหนูรองของครอบครัวเข้าไปข้างในได้!!

 

“เธอ!! กล้าขวางคุณหนูจริงๆงั้นหรอ! ไม่กลัวจะถูกลงโทษรึไง” ผู้คุ้มกันตวาดเสียงแหลม อีกฝ่ายไม่ใช่จะดูถูกกันเกินไปหรือ? สถานะของตนเองเป็นอย่างไร แล้วคุณหนูเป็นอย่างไร ทำไมจึงกล้ามาขวางทางคนเป็นนายได้!

 

“ถูกลงโทษ? ฮ่าๆ ถ้าฉันปล่อยให้คุณหนูรองเข้าไปต่างหากจึงจะทำให้ถูกลงโทษ นี่เป็นคำสั่งของผู้นำตระกูลเองเลย เนื่องจากคุณหนูรองอยากจะเกลือกกลั้วกับพวกชั้นต่ำ อย่างนั้น...ก็ให้คุณหนูรองได้ใช้ชีวิตเหมือนพวกระดับต่ำอย่างที่ต้องการเสียเลย หลังจากนี้อีก 3 เดือน ถ้าไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดก็ไม่ต้องกลับมา!!”

            

คนงานหญิงยิ้มเยาะ คุณหนูรองเหลียนผู้นี้ช่างโง่เขลาจริงๆ ตระกูลอยากผลักดันให้เธอมีชีวิตที่ดี มีครอบครัวใหญ่โต กระทั่งเลือกให้เธอได้เคียงคู่กับประธานจางผู้ยิ่งใหญ่คนนั้น เธอกลับไม่มีความพยายามเข้าหาอีกฝ่ายเลย ทั้งยังทำให้ทางนั้นเบื่อหน่ายจนต้องประกาศออกมาว่าถ้าตระกูลเหลียนให้คุณหนูรองไปรบกวนเขาอีก จะจัดการตระกูลเหลียนให้รู้สำนึก!

            

กับเด็กสาวผู้โง่งมคนนี้ ผู้นำตระกูลสั่งลงโทษไม่ใช่เรื่องแปลกเลย! ถ้าเธอทำตัวดีๆเหมือนคุณหนูใหญ่ ตอนนี้ก็คงจะมีชีวิตที่สงบสุขไปแล้ว

 

“นี่! หมายความว่ายังไง! ให้ทดลองใช้ชีวิตเหมือนพวกระดับต่ำ 3 เดือน? นี่...ความคิดนี้ไม่ใช่ของผู้นำตระกูลแน่ๆ จะต้องมีการเข้าใจผิดแน่นอน อีกอย่าง...คุณหนูวันนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยด้วยซ้ำ ทำไมจะต้อง...”

 

“ฮ่าๆ ไม่ได้ทำอะไรผิดงั้นหรอ? ก็เพราะเป็นแบบนี้ไง จึงต้องถูกลงโทษ 3 เดือนน่ะ! เฮ้อ จะบอกให้ก็ได้นะ เผื่อว่าตอนยากลำบากจะได้รู้ว่าตัวเองได้ทำอะไรลงไป อย่าคิดว่าที่แอบทำลับๆนั้นจะไม่มีคนเห็นนะ กระทั่งแอบนัดพบกับคนของเขตชั้นนอกเพื่อพูดคุยกันตามลำพัง ฮึ่ม! แม้แต่ในเขตสกปรกเช่นนั้นก็ยังทำได้ คุณหนูรองท่านคงจะมีรสนิยมที่แปลกประหลาดแล้ว...”

            

ยิ่งพูด เธอก็ยิ่งแสดงความเกลียดชังเยาะเย้ยออกมา หากเป็นตามปกติ...ไม่ควรจะมีใครกล้าพูดกับเจ้านายหรือคุณหนูตนเองเช่นนี้ แต่...เหลียนซิ่วอิงเป็นคนที่ผู้นำตระกูลผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก เขาสั่งอย่างไร...คุณหนูรองก็ทำอีกอย่างหนึ่งราวกับต้องการทรมานคน ไม่น่าแปลกใจเลยที่วันนี้จะต้องได้รับโทษหนัก!

 

“ซิ่วอิง กลับมาแล้วหรอ” น้ำเสียงหวานใสราวระฆังแก้วดังขึ้นมา ดึงความสนใจของซิ่วอิงไปได้ทันที และก็ใช่! เธอรู้เช่นกันว่าเรื่องราวใหญ่โตวันนี้ สมควรมีจุดเริ่มต้นมาจากพี่สาวต่างแม่ตรงหน้า!

            

แม่ของเหลียนซิ่วอิงเป็นคนรักเก่าแก่ของผู้นำตระกูล แต่เพราะฐานะของตระกูลไม่สมกัน ดังนั้นจึงต้องแต่งกับนายหญิงคนปัจจุบัน หรือก็คือแม่ของพี่สาวต่างมารดาคนนี้

            

แต่งงานตามธรรมเนียมบ้านแล้ว ก็แต่งภรรยารองเข้ามาในบ้านหลังจากนั้นไม่กี่วัน ในยุควันสิ้นโลกแบบนี้...ไม่มีกฎหมายห้ามชัดเจนว่าต้องแต่งงานเพียงคนเดียว จำนวนประชากรมนุษย์ลดลงเรื่อยๆ ดังนั้นย่อมต้องมีกฎหมายใหม่ออกมารองรับ

            

คนยากไร้ยังควรมีภรรยาหรือสามีคนเดียว ถ้ามีมากกว่านั้นจะต้องลงทะเบียนและรับการตรวจสอบอยู่เสมอ พวกเขาไม่ต้องการให้ผู้ยากไร้มีลูกมากเกินไป

            

ในขณะเดียวกัน...หากแต่งกับคนมีอันจะกิน ใช้ชีวิตไม่ยากลำบาก รัฐบาลจะส่งเสริมให้มีลูกมากๆหน่อย ยิ่งมากยิ่งดี นั่นหมายความว่า...พวกเขาก็สามารถมีภรรยาได้มากกว่า 1 คนแล้วนั่นเอง

            

ฐานะผู้นำตระกูลเหลียนจะมีภรรยาสัก 5 คนก็ไม่แปลกอะไร แต่เขายังมีความเป็นบุรุษที่ดี รักเดียวใจเดียวกับมารดาของเหลียนซิ่วอิง สุดท้ายความรักนั้นก็ได้เผื่อแผ่มาถึงหญิงสาวด้วย และนั่นก็คือต้นเหตุที่สองพี่น้องต่างมารดาไม่ถูกกัน

            

ก่อนหน้านี้ซิ่วอิงเป็นที่รักใคร่ อยากได้อะไรก็ได้ตามใจ ต่อให้ไม่ร้องขอก็ยังได้เงินก้อนโตมาไว้ใช้ กระทั่งคู่ครองที่ผู้นำตระกูลหามาให้ก็ยังเป็น “ประธานจาง” ที่ใครๆก็อยากใกล้ชิด สิ่งนี้กลายเป็นข้ามหน้าข้ามตาลูกสาวของภรรยาหลวงมาก แต่โชคดีที่ตระกูล “โอวหยาง” และตระกูล “เหลียน” เคยมีพันธะสัญญาหมั้นหมายไว้ก่อน

            

สิ่งนี้ได้ผูกมัด “เหลียนเหมยเม่ย” กับคุณชายบ้านโอวหยางเอาไว้แล้ว เงื่อนไขของทั้งสองคือส่งลูกๆคนแรกของพวกเขามาแต่งงานกัน หากมีเพศสภาพที่ต่างกัน

            

สุดท้ายเหลียนเหมยเม่ยทำได้แค่จำยอม และสถานการณ์ทางบ้านโอวหยางไม่ได้แย่เลย เมื่อเทียบกับประธานจางที่เย็นชาและไม่เห็นหัวใคร แต่งให้บ้านโอวหยางกลับจะทำให้มีความสุขมากกว่า ดูเอาเถอะ...แม้แต่ช่วงนี้ คุณชายโอหยางก็ยังเข้าออกบ้านเหลียนเพื่อมอบของขวัญในทุกๆวัน ช่างเป็นตระกูลที่ใจกว้างเสียจริง

            

แม้จะรู้เช่นนี้แล้ว ต่อให้เข้าใจว่าซิ่วอิงกำลังลำบากขนาดไหน พวกเธอกลับไม่คิดว่ามันสาสมกับความแค้นของตนเองเมื่อก่อนนี้ การยุยงให้คนเป็นพ่อฆ่าคนรักของลูก ทำให้ซิ่วอิงเจ็บปวดมากจนเหมือนเป็นคนเสียสติ ต่อให้คนเป็นพ่ออ้างว่าหวังดีกับลูกสาว แต่เขาไม่ได้สนใจจริงๆเลยว่าลูกสาวของเขายังอยู่ดีหรือไม่

            

แล้วตอนนี้...แค่เหมยเม่ยพูดอะไรเล็กๆน้อยๆ ก็ทำให้คนเป็นพ่อโกรธจัด!

            

แทนที่ลูกสาวกลับมาแล้วจะเรียกมาพูดคุย ปรากฏว่ามีคำสั่งลงโทษมาเสียอย่างนั้น ไม่เห็นต้องการข้อเท็จจริงใดๆจากเหลียนซิ่วอิงเลยด้วยซ้ำ การกระทำเหล่านี้ช่างเป็นความลำเอียงจริงๆ

            

เพราะเขามีอคติต่อเธอแล้ว เมื่อพี่สาวใหญ่นำข้อความให้โยงไปถึงว่าเหลียนซิ่วอิงแอบนัดพบบุรุษคนใหม่ อายุน้อยกว่า ทั้งยังดูดีกว่าคนรักเก่า ไปเจอกันที่เขตชั้นนอก จากนั้นก็หายเข้าไปในห้องพักเกือบครึ่งชั่วโมง ตอนออกมาก็มีสีหน้าแช่มชื้นกว่าปกติด้วย

            

ใจความทั้งหมดนี้พยายามกระตุ้นให้บิดาเชื่อมโยงไปถึงเหตุการณ์ในอดีต ลูกสาวมีความรัก...และเขาก็ต้องทำลายความรักนั้นทิ้งอีก! นั่นไม่ควรจะเป็นเช่นนั้นอีก ไม่อย่างนั้น...เหลียนซิ่วอิงคงไม่มีทางคิดอยากมีชีวิตต่อไปอีกแล้ว

 

“ซิ่วอิง เราจะดื้อเกินไปแล้วนะ พ่อรู้แล้วว่าน้องสาวนัดเจอผู้ชายที่เขตชั้นนอก ครั้งก่อนก็เขตชั้นกลาง ครานี้เปลี่ยนเป็นเขตชั้นนอกแล้ว จะทำให้พ่ออกแตกตายเพราะความผิดหวังหรือ? แล้วอย่าลืมนะว่าตระกูลจางมีเส้นสายหาข่าวมากมายขนาดไหน ถ้าเขารู้เข้า...อาจจะโกรธแค้นตระกูลของพวกเราที่สวมหมวกเขียวให้ก็ได้”

            

เหมยเม่ยจีบปากจีบคอพูด ข้อความฟังผิวเผินแล้วเหมือนห่วงใย แต่ในความเป็นจริงแล้ว...ความหมายกลับมีแต่การถากถางทั้งนั้น

            

ทั้งๆที่รู้ว่าเธอเจ็บปวดจากเรื่องราวของคนรัก เหมยเม่ยก็เอามาพูด หากเป็นตอนที่ซิ่วอิงฟื้นคืนสติไม่ได้ ตอนนี้น่าจะจมดิ่งไปมากกว่าเดิมแล้ว

            

นอกจากนี้...คำพูดของเหมยเม่ยนั้นไม่เบาเลย เธอกล้าที่จะพูดมันออกมาแม้อยู่นอกเขตตระกูลเหลียนด้วยซ้ำ กลัวว่าคนภายนอกจะไม่ได้ยินเรื่องนี้หรือ? ช่างน่าขำจริงๆ

            

ซิ่วอิงไม่ใช่คนโง่ ถ้าก่อนหน้านี้เธอไม่ได้เจ็บปวดในหัวใจมากเกินไป ย่อมไม่ยอมให้ถูกรังแกมากมายเช่นนี้แน่

            

เนื่องจากการเลี้ยงอย่างตามใจของคนเป็นพ่อที่บอกว่าหาสิ่งดีๆมาให้ตนเองทั้งหมด เวลานี้กลับเปิดเผยแล้วว่าตัวเขาก็รักแค่ตนเองและตระกูลเท่านั้น ต่อให้เธอร้องไห้จะเป็นจะตาย...คนก็ไม่ได้คิดสนใจเลย ดังนั้น...สิ่งที่ทำให้ซิ่วอิงอกหักเป็นอย่างแรกก็คือพ่อของเธอนั่นแหละ

            

จากนั้นต่อมาก็ได้รับการกระทบกระเทือนเรื่อยๆจนสุดท้ายก็กู้ไม่กลับอีกต่อไปแล้ว เธอมีความคิดแค่อยากจะตายๆไปจากโลกอันเน่าเฟะนี้ก็เท่านั้น หากไม่ใช่เพราะคำแนะนำของหลิ่วโป ซิ่วอิงไม่มีทางกลับมาได้แน่นอน

            

หญิงสาวฟังคำของคนเป็นพี่ก็ส่ายหน้าเบาๆ

 

“ตระกูลจางไม่โกรธแค้นหรอกค่ะ ถ้ารู้ว่าฉันไม่คิดตามไล่ประธานจางของเขา เพราะประธานจางเป็นคนพูดเองว่าถ้าฉันยังวุ่นวายอีก เขาจะทำลายตระกูลเหลียนของเรา อีกอย่าง...ฉันไม่ได้ไปทำเรื่องเหลวไหลอย่างการนัดเจอบุรุษตามลำพัง แต่ที่นั่นเป็นสถานที่ที่พวกเด็กๆ...”

 

“พอเถอะน้องสาว เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว...ต่อให้โต้แย้งอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี ดังนั้น...แค่เข้าไปขอโทษก็จบแล้ว พี่สาวหวังดีต่อเธอนะ มาเถอะ ตามพี่มา...”

           

หากซิ่วอิงยอมตามเข้าไปเพื่อขอโทษให้จบเรื่อง ก็เท่ากับว่าข้อความที่ทุกคนได้ยินข้างนอกนี้เป็นความจริงทั้งหมด ความบริสุทธิ์ของเหลียนซิ่วอิงจะถูกทำลายทันที ครั้งนี้...ต่อให้ไม่ใช่คนของตระกูลจาง ก็ไม่มีใครอยากได้หญิงสาวสกปรกเช่นนี้อีกแล้ว

 

“ขอบคุณมากค่ะ แต่ว่า...น้องสาวไม่กล้าขัดคำสั่งพ่อหรอกค่ะ จนกว่าพ่อจะใช้เวลานี้เพื่อตรวจสอบความจริง ฉันจะทำตามคำสั่งลงโทษให้อยู่ด้านนอกค่ะ”

 

“นี่เธอ...”

 

“ไปกันเถอะ พวกเราไปที่เขตชั้นกลางกัน” เพราะเธอได้ยินเรื่องราวจากหลิ่วโปแล้ว หากทำงานให้เจ้านายอัน พวกเธอจะได้รับสิทธิประโยคอย่าง “บ้านพัก” ให้ด้วย

           

เหลียนซิ่วอิงไม่คิดว่าตัวเองไร้ค่าขนาดมาสมัครงานแล้วจะไม่ถูกจ้าง เธออยากออกมาอยู่ข้างนอกด้วยตัวเองนานแล้ว ไม่คิดเลยว่าจู่ๆก็มีโอกาสเช่นนี้

            

ในขณะที่ซิ่วอิงกำลังจากไปอย่างมีความสุข เหมยเม่ยกลับอ้าปากค้าง...เดิมทีอยากจะพูดให้ความเสียๆหายๆกับอีกฝ่าย แล้วรอหัวเราะเยาะในภายหลัง สุดท้ายตัวเองยังไม่ทันพูดทุกอย่างจบก็พากันจากไปแล้ว

            

ไหนล่ะที่คิดว่าจะร้องขอความเมตตา? ไหนล่ะที่จะยอมคุกเข่าไม่ไปไหนจากหน้าประตูสักสองสามชั่วโมง? นี่...คิดจะจากไปก็จากไปเช่นนี้เลยหรอ? ทำไมไม่เห็นเหมือนแผนที่คิดเอาไว้เลย!

 

…………………………………..