LNCrawler

บทที่ 320 พึ่งพา

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 320 พึ่งพา

บทที่ 320 พึ่งพา

 

นอกจากเหลียนเหมยเม่ยจะไม่คาดคิดแล้ว ซูหยวนเองก็ไม่คาดคิดเช่นกัน เธอจะรู้ได้ยังไงว่าการพบเจอกับคุณหนูเหลียนก่อนหน้านี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของวัน ยังไม่ทันที่จะได้กลับออกจากแปลงเพาะปลูก หญิงสาวจากตระกูลใหญ่ก็มาปรากฏตัวอีกแล้ว...

 

“เกษตรกรอัน ฉันมีเรื่องที่อยากจะรบกวนคุณจริงๆค่ะ” เหลียนซิ่วอิงกล่าวกับเธออย่างจริงใจ ซูหยวนไม่ต้องถามใดๆ อีกฝ่ายก็พร้อมจะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว

 

“คุณอาจจะเคยได้ยินสถานการณ์ของฉันมาอยู่บ้าง ยิ่งคุณเป็นคนของตระกูลจางก็น่าจะรู้ ที่จริง...ตระกูลเหลียนมีความพยายามจะเข้ากับสกุลจาง ไม่สิ! ประธานจางของคุณ และตระกูลจางที่ไม่ได้เกี่ยวกับประธานจางเองก็คิดอยากรวมอำนาจกับตระกูลเหลียน สองฝ่ายมีความคิดเห็นตรงกันเช่นนี้ จึงได้มีความพยายามหมั้นหมายคนของตระกูลเหลียนซึ่งก็คือฉัน และประธานจาง”

 

“แต่ประธานจางของคุณเป็นอย่างไรคุณก็คงรู้ ยิ่งไปบังคับหรือก่อกวนเขามากเข้า รังแต่จะกลายเป็นปัญหาแทน ดังนั้น...ฉันจึงไม่คิดจะพยายามไล่ตามเขา ในความคิดของฉัน...การได้เป็นพันธมิตรกับตระกูลจางหรือประธานจางก็ดีพอแล้ว ไม่มีเหตุจำเป็นต้องไปฝืนบังคับเขาให้ตกลง แน่นอนว่าต่อให้อยากบังคับก็ทำไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ”

 

“ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ฉันจึงพยายามจะหาเส้นทางชีวิตของตนเอง กลายเป็นนักทำยาระดับเริ่มต้น และได้มีความรักของตนเอง สุดท้าย...พ่อของฉันและผู้คนในตระกูลเหลียนยอมรับไม่ได้ พวกเขาจึงวางแผนกำจัดคนรักของฉันไป ตัวฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกแล้ว เพียงแค่อยู่ไปวันๆเพื่อชดเชยการเลี้ยงดูที่พวกเขาเฝ้าเรียกร้อง”

 

“จนกระทั่งฉันได้เจอกับคนของคุณ เด็กที่ชื่อหลิ่วโปได้ชี้ให้ฉันได้เห็นความหวังที่จะใช้ชีวิตอีกครั้ง ฉันรู้ว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้มีความสุขหรือคุณค่าใดๆอีกแล้ว ทว่า...ถ้าการที่ฉันอยู่จะช่วยให้ฉันสามารถช่วยเหลือคนจากเขตชั้นนอกที่ประสบปัญหามากมายได้ ฉันก็ยังอยากจะอยู่ต่อไป”

 

“น่าเสียดายที่เหตุการณ์เดิมๆเกิดขึ้นอีกครั้ง ครานี้พ่อขู่จะไล่ฉันออกจากตระกูล ขับไล่ฉันและไม่สนับสนุนฉันอีก ดังนั้น...ฉันจึงเข้าใจว่านี่เป็นจุดสิ้นสุดของทุกอย่างแล้ว”

 

“พ่อเป็นคนต้องการตัดความสัมพันธ์ด้วยตัวเอง หมายความว่าบุญคุณที่ค้างคาอยู่ก็ควรจะหมดสิ้นไปด้วย ฉันทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีทุกอย่างตอนอยู่ตระกูลเหลียน และมันก็จบแล้ว ดังนั้น...ตอนนี้ฉันก็เหมือนคนไร้ที่พึ่งค่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะไร้ความสามารถ ขอแค่เกษตรกรอันให้โอกาส...ฉันก็อยากจะใช้ชีวิตแบบคุณเพื่อผู้ยากลำบากเช่นกัน”

 

“ได้โปรด รับฉันเป็นคนของคุณด้วยนะคะ ฉันไม่ต้องการอะไรเลยนอกจากมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้คนที่เขตชั้นนอก ฉันปรุงยาได้ หรือจะให้ใช้แรงงานเหมือนกับคนอื่นๆก็ได้ แม้ฉันจะไม่ใช่เกษตรกรเหมือนพวกคุณ แต่ฉันสามารถตรวจสอบสมุนไพรเบื้องต้นได้ ถ้าคุณใช้งานฉันได้ดี คุณจะได้ประโยชน์แน่นอนค่ะ”

            

ซูหยวนสังเกตเห็นได้ชัดเจนเลยว่าเหลียนซิ่วอิงคนก่อนหน้านี้ กับเหลียนซิ่วอิงที่เพิ่งถูกไล่ออกจากตระกูลต่างกันมาก หากก่อนหน้านี้เธอมีใจ ก็ใช่ว่าจะทำอะไรได้ ปีกของเธอถูกมัดเอาไว้อย่างแน่นหนา ดูเหมือนแข็งแกร่งแต่กลับไร้พลังที่แท้จริง ทว่า...ซิ่วอิงเวลานี้กลับไม่เหมือนกัน ตอนนี้เธอกำลังเปล่งแสงของตนเองออกมา เธอไม่ได้มีพลังจากตระกูลเหลียนเหมือนก่อนหน้านี้ กระนั้นกลับมีอิสระที่อยากจะทำอะไรก็ได้

            

ชีวิตชีวา บางที...สิ่งนี้ที่ทำให้เหลียนซิ่วอิงแตกต่างไปจากเดิม

 

“ขอโทษนะ แต่ฉันไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งใดๆของคุณหนูและตระกูลเหลียน ฉันเป็นแค่เกษตรกรที่อยู่อาศัยในเขตชั้นกลางเท่านั้น ไม่มีปัญญาจะไปปกป้องแม้แต่ตัวเองได้ด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับการรับคุณไว้”

 

“เกษตรกรอัน ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น ฉันรู้...” ซิ่วอิงไม่ยอมแพ้ เธอเกือบจะลงไปคุกเข่าอยู่แล้วถ้าหากอันซูหยวนต้องการ แต่ด้านหลังของเธอ จู่ๆก็ปรากฏเด็กหนุ่มคนหนึ่งขึ้น ก่อนหน้านี้เขาเลิกงานของวันไปแล้ว เวลานี้สมควรกำลังฝึกการทำสมาธิตามคำแนะนำของซูหยวน ทว่า...เขากลับปรากฏตัวที่นี่ พร้อมกับเหงื่อไหลท่วมใบหน้าเสียอย่างนั้น

            

เด็กหนุ่มเจ้าของแววตามุ่งมั่น เวลานี้กลับมีประกายอ่อนโยนไม่น้อย ซูหยวนมองเห็นความเป็นห่วงของเขาได้อย่างดีในขณะที่มองเหลียนซิ่วอิง

 

“เจ้านาย เรื่องนี้เป็นผมที่ผิดเองครับ!” ตอนที่ได้ยินว่าคุณหนูตระกูลเหลียนถูกตระกูลสั่งสอนให้นอนนอกบ้าน เขาก็รู้ได้ทันทีว่านี่อาจจะเป็นความผิดของตน

            

การที่คุณหนูตระกูลใหญ่มาวุ่นวายกับคนชั้นล่างอย่างพวกเขา หากตระกูลเหลียนจะโกรธและต้องการลงโทษเธอก็ไม่แปลก แต่เขาจะปล่อยให้อีกฝ่ายลำบากเพราะตัวเองงั้นหรือ?

            

แววตาเลื่อนลอยครั้งก่อนยังติดตาเขาอยู่เลย หากว่าคุณหนูซิ่วอิงผู้นี้ที่เปลี่ยนแปลงจนดีขึ้นกลับไปเป็นเหมือนเดิม เขาคงจะเสียใจมาก

 

“พูดมา”

 

“ก่อนหน้านี้...ผมพาคุณหนูเหลียนไปที่เขตชั้นนอกมาครับ และนั่นก็คงทำให้ตระกูลเหลียนไม่พอใจจนอยากลงโทษคุณหนูเหลียน ดังนั้น...ได้โปรดให้ผมชดเชยความผิดนี้ด้วยเถอะครับ”

 

“ชดเชยความผิด? ทำยังไงล่ะ”

 

“เรื่องนั้น...ผมรู้ว่าตัวเองไม่สามารถทำให้เจ้านายต้องเดือดร้อนไปด้วยได้ ผม...ผมจะไปหาตระกูลเหลียนด้วยตัวเอง แล้วบอกว่าผมเป็นคนบังคับให้คุณหนูไปกับผมที่เขตชั้นนอก แน่นอนว่าผมจะเป็นคนทำด้วยตัวเอง เพราะเห็นคุณหนูเหลียนมีทรัพยากรจำนวนมากเลยอยากจะบังคับให้เธอช่วยเหลือเด็กๆที่เขตชั้นนอก ดังนั้น...”

 

“ไม่ใช่นะ! หลิ่วโปไม่ได้บังคับฉันเสียหน่อย เป็นฉันที่บังคับให้เธอพาไปด้วย ดังนั้นอย่าทำแบบนี้ ฉันไม่ต้องการให้ใครมาปกป้อง ถ้าการที่ฉันอยู่ที่นี่จะทำให้เดือดร้อน อย่างนั้นฉันจะไปเอง” เหลียนซิ่วอิงถึงจะเสียใจมากที่เธอไม่ได้ทำตามใจปรารถนา แต่ก็ไม่สามารถยอมรับได้หากลากคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอีก

            

เห็นสองคนเป็นแบบนี้ ซูหยวนก็รำคาญใจไม่น้อย สถานการณ์ของเธอตอนนี้เรียกว่ากำลังดีอยู่แล้ว ถึงจะมีศัตรูเป็นตระกูลเซิ่น แต่อีกฝ่ายไม่มีทางมารบกวนตนเองได้ในช่วงเวลานี้ กว่าพวกเขาจะฟื้นคืนความมั่งคั่งที่มีแต่เดิม ตอนนั้นเธอคงจะกลายเป็นผู้มีอำนาจอย่างแท้จริงแล้ว 

            

ทว่า...ชีวิตที่สงบสุขและสมดุลนี้จะถูกทำลายทันทีหากเธอรับเอาปัญหาของหลิ่วโปมา

            

ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเป็นคนรับหลิ่วโปเข้ามาตั้งแต่แรก อาจจะไม่มีปัญหาวุ่นวายจนถึงตอนนี้ก็ได้ ซูหยวนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอาจจะคิดผิดไป การใช้ประสบการณ์ในโลกก่อนมาตัดสินสถานการณ์ปัจจุบันจนทำให้คิดว่าหลิ่วโปเป็นเพชรที่ดีในการเจียระไน แท้จริงอาจไม่ถูกต้อง

            

ในหนึ่งเธอคิดเช่นนั้น เพราะเห็นว่าหลิ่วโปกำลังหาเรื่องมาให้ แต่อีกใจ...เธอกลับรู้สึกว่าคุณหนูเหลียนผู้นี้อาจจะมีประโยชน์ แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ไม่แน่ชัดเนื่องจากเธอมาได้มีข้อมูลเบื้องหลังของตระกูลเหลียนนัก หากเธอรู้จักพวกเขามาก่อน ย่อมต้องสามารถตัดสินใจได้ดีกว่านี้

            

ซูหยวนไม่ใช่คนคาดเดาอะไรโดยปราศจากข้อมูล ถึงหลายครั้งจะเชื่อสัญชาตญาณของตนเองบ้าง แต่ทั้งหมดก็ล้วนมาจากการที่เธอมีข้อมูลในมือบ้างแล้ว

            

ถ้าคุณหนูเหลียนมาหลังจากพบเธอวันนี้สัก 2 วัน เธออาจจะคิดวิธีได้ ทว่าเวลานี้...

 

“เจ้านาย...” หลิ่วโปเม้มริมฝีปาก เขารู้ว่าแค่ลำพังตัวเองก็สร้างความเดือดร้อนให้เจ้านายมากพอแล้ว เวลานี้กลับยังพาคนอื่นมาวุ่นวายอีก เขาย่อมรู้ว่าตัวเองทำผิด ทว่า...หัวใจของเขาก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวดด้วยเช่นกัน

            

นี่เป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์ เมื่อรู้สึกดีกับใครแล้วก็จะลากคนๆนั้นเข้ามาเกี่ยวข้องในสมการการตัดสินใจอยู่เสมอ เช่นนี้จึงเป็นหลักฐานที่ชัดเจน แสดงให้เห็นว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสัตว์สังคม ซูหยวนก่อนหน้านี้ก็เข้าใจความรู้สึกนี้ดี จนกระทั่งเธอเจอความผิดหวังจนต้องบอกตัวเองให้ระวังอยู่เสมอนั่นแหละ...

 

“เอาเถอะ ทั้งสองคนรออยู่ที่นี่ก่อนก็แล้วกัน” ในที่สุด เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องมองหาคนที่มีข้อมูลในมือมากที่สุดเวลานี้ และคนๆนั้นก็เป็นใครไปไม่ได้เลยถ้าไม่ใช่ “ประธานจาง” ของเธอ

            

เป็นอีกครั้งที่รบกวนเขาด้วยเรื่องที่ไม่ใช่เหตุ แต่ซูหยวนก็มีประโยชน์ชิ้นโตที่จะมอบให้เขาเช่นกัน ดังนั้น...เรื่องนี้สมควรจะไม่ใช่เธอที่ทำผิดเกินไป

            

ในขณะที่ซูหยวนกำลังคิดมากกับการขอพบเจอเป็นการส่วนตัวของตน ด้านจางอู่หยางกลับมีความสุขมากกว่าใคร! 

            

เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหญิงสาวจะมาพบเขาด้วยตัวเองเช่นนี้ ช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาใช้ไปกับการจัดการพวกปลาซิวปลาสร้อย ซูหยวนบุกตะลุยไปข้างหน้า กำจัดคนไปมากมาย หากไม่จัดการให้ดีจะกลายเป็นปัญหาแน่ ดังนั้นเขาจึงยุ่งอยู่กับการตามเก็บความวุ่นวายข้างหลังให้เธอ สุดท้ายจึงไม่ได้พบเจอกันเป็นเวลานานแล้ว

            

อู่หยางผู้แต่เดิมก็งานรัดตัว เวลานี้กลับยิ่งเพิ่มความวุ่นวายให้ชีวิตตนเองจนเวลานอนก็ยังลดลงไปมาก ทว่ารอยคล้ำที่ใต้ตาของเขากลับไม่สามารถกลบความยินดีและกระตือรือร้นนี้ได้เลย

 

“ด้านนี้เลยครับ ท่านประธานรออยู่ก่อนแล้ว”

 

เลขาฯของจางอู่หยางเป็นคนลงไปรับซูหยวนขึ้นมาด้วยตัวเอง ปกติแล้วถ้าต้องการพบเจอประธานของเขา ก็ต้องนัดหมายล่วงหน้าเป็นเดือนๆ บางครั้งขอนัดหมายมาก็ยังไม่ได้พบด้วยซ้ำ อาจจะเป็นการส่งจดหมายมาแทน หากประธานอ่านก็ยังถือว่าเป็นการให้เกียรติ แต่ด้วยคำสั่งพิเศษ...ถ้าอันซูหยวนมาที่นี่ ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็ตาม ทุกคนจะต้องปล่อยให้เธอเข้ามา ดังนั้นตั้งแต่ด้านล่างจนถึงห้องทำงานของจางอู่หยาง นอกจากจะไม่หยุดซูหยวนแล้ว ยังจะบริการเธออย่างดีด้วย!

 

“ขอบคุณมากค่ะ” ซูหยวนเกรงใจคนอยู่แล้ว เห็นว่าพวกเขายังต้อนรับเธออย่างดีก็ยิ่งเกรงใจมากขึ้นไปกว่าเดิม ในมือถือ “ถุงปุ๋ยวิเศษ” ที่เตรียมจะขอความร่วมมือกับอีกฝ่ายมาด้วย

 

“ประธาน...”

 

“เข้ามาสิ” จางอู่หยางขยับขาที่ไม่รู้ว่าควรจะนั่งท่าไหนให้ดูสบายๆมากขึ้น หลังจากที่นั่งเกร็งจนขาชาไปหมด

            

ทั้งหมดนี้ซูหยวนไม่ได้รู้เลย เธอเพียงเดินเข้ามาด้วยท่าทางนอบน้อมประหนึ่งพนักงานระดับล่างที่ได้รับโอกาสจากเจ้านายให้แสดงผลงาน เป็นแบบนี้แล้วก็ทำให้อู่หยางได้แต่ลอบถอนหายใจ

            

ความเหินห่างนี้เขาคงพอใจถ้าเป็นคนอื่นทำ แต่พอเป็นซูหยวน...เขากลับไม่ชอบเอาเสียเลย

 

“อยากได้อะไรล่ะ...” จางอู่หยางพูดคำนี้จบก็อยากตบปากตัวเอง นี่เป็นคำพูดที่เขาเคยชินไปเสียแล้ว เวลารับแขกที่นัดหมายเข้ามา คำแรกที่เขาพูดก็คือ “อยากได้อะไร” หรือ “มีธุระอะไร” ซึ่งไม่ใช่คำพูดที่ทำให้คนฟังสบายใจเลย ดังนั้นเขาจึงรีบพูดเสริมขึ้นอีก

 

“เธอเป็นคนของฉัน ถ้ามีอะไรให้ช่วยเหลือก็พูดมาตามตรงได้เลย ฉันจะช่วยสนับสนุนทุกอย่างเอง” เมื่อคิดตามก็รู้สึกว่าคำพูดของตนเองค่อนข้างดีแล้ว ดังนั้นจึงพยักหน้าอย่างพอใจ

            

ท่าทีประหม่าและไม่เป็นตัวของตัวเองทำให้ซูหยวนรู้สึกผ่อนคลายลงจริงๆ เธอไม่เข้าใจหรอกว่าประธานคิดอะไรอยู่ แต่แค่นี้ก็ทำให้เธอมั่นใจมากขึ้นแล้ว

 

“ฉันอยากมาขอความช่วยเหลือค่ะ เป็นเรื่องของตระกูลเหลียน”

 

“ตระกูลเหลียน?” จางอู่หยางหงุดหงิดอยู่บ้าง พอได้ยินคำว่าตระกูลเหลียน กลับคิดถึงเรื่องที่ตระกูลเหลียนพยายามหมั้นหมายเขาให้ได้ ถ้าหากเรื่องนี้ถูกอันซูหยวนรู้เข้า เธอคงจะไม่พอใจแน่

 

“เรื่องตระกูลเหลียน เป็นคุณหนูรองตระกูลเหลียน”

 

“ไร้สาระ! คนนั้นพยายามจะกลายเป็นคู่หมั้นของฉันให้ได้ แต่คิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติหรือ!!” จางอู่หยางรีบปฏิเสธอย่างร้อนตัว เขาไม่อาจปล่อยให้คนเข้าใจผิดได้

            

อันซูหยวนที่ยังไม่ได้พูดอะไรชะงักไป เริ่มลังเลว่าควรจะพูดต่อไปไหม ดูเหมือนประธานจะเกลียดผู้หญิงคนนั้นไม่น้อย ถ้าเธอบอกว่าอยากจะช่วยให้ที่พึ่งอีกฝ่าย ไม่แน่ว่าจะถูกหางเลขไปด้วย

 

“เห็นเธอบอกว่าเป็นตระกูลเหลียนที่อยากบังคับ...” ซูหยวนลองหยั่งเชิงอีกครั้งเพื่อดูท่าที ซึ่งประธานจางก็ไม่คิดปิดบังความคิดของเขา

 

“อืม ทั้งตระกูลเหลียนและจาง...พวกปลิงทั้งนั้น” จางอู่หยางเอนกายไปข้างหลัง ปรากฏว่าซูหยวนรู้เรื่องมาบ้างแล้ว

 

“วันนี้คุณหนูรองเหลียนคนนั้นถูกไล่ออกจากตระกูลแล้วพยายามมาขอความช่วยเหลือจากฉัน เดิมทีเธอมาพบฉันเพื่อความร่วมมือด้วยกัน เธอบอกว่าอยากจะช่วยเหลือคนของเขตชั้นนอก บอกว่าตัวเองสามารถมีกำลังใจอยู่ต่อได้ก็เพราะพวกเขา...” เมื่อเห็นว่าประธานไม่ได้ดูรังเกียจเด็กสาวมากนัก ซูหยวนจึงพูดความจริงที่เกิดขึ้นให้ฟัง

 

“................” จางอู่หยางคิดเล็กน้อย เขาเคยได้ยินเรื่องของอีกฝ่ายมาบ้าง ไม่ใช่เพราะสนใจ แต่เพราะเป็นนิสัยที่ต้องการรู้เรื่องทั้งหมดรอบตัว ไม่เว้นแม้แต่คนที่มีโอกาสมาสร้างปัญหาให้ชีวิตเขา

            

เรื่องที่เธอเคยมีคนรัก แล้วคนรักถูกกำจัดไปเป็นเรื่องที่ตระกูลเหลียนและจางไม่คิดปิดบัง พวกเขาอยากให้คนอื่นๆรู้ว่าถ้ามายุ่งกับเหลียนซิ่วอิงจะมีจุดจบเช่นนี้ สุดท้ายแล้วตัวเขาจะรู้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

 

“แล้วเธอคิดยังไง”

 

“คุณหนูเหลียนบอกว่าตัวเองมีความสามารถในการทำยาได้บ้าง อยากจะทำงานให้ฉัน ไม่อยากกลับตระกูลเหลียนแล้วค่ะ”

 

“อืม เธอสนใจสินะ” จางอู่หยางไม่ได้คิดอะไรกับเหลียนซิ่วอิงคนนี้อยู่แล้ว ที่เขาสนใจก็แค่ความรู้สึกของซูหยวนเท่านั้น ถ้าเธอสนใจ...ก็ไม่มีเหตุผลที่เขาจะไม่สนับสนุน กลับกัน...หากเธอรำคาญ เขาก็พร้อมจะจัดการขั้นเด็ดขาดเช่นกัน

            

อยู่ที่จะจัดการหญิงสาวซิ่วอิง หรือจะจัดการตระกูลเหลียนก็เท่านั้น!

 

………………………………………….