บทที่ 324 เสียสติ? (อ่านฟรี 24 ม.ค. 69)
บทที่ 324 เสียสติ? (อ่านฟรี 24 ม.ค. 69)
บทที่ 324 เสียสติ?
เช้าตรู่ของวันต่อมา อันซูหยวนมองดูเหลียนซิ่วอิงที่กำลังตั้งใจทำงานด้วยความพอใจ ปรากฏว่าเด็กสาวคนนี้ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ เธอไม่เพียงแค่รู้หน้าที่เท่านั้น แต่ยังขยันทำงานเกินไปเสียด้วย ถึงอย่างนั้น...เด็กที่มีความขยันเช่นนี้ไม่น่ารังเกียจอะไร ซูหยวนที่เพิ่งมาถึงได้เห็นเหลียนซิ่วอิงมาทำงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างจึงได้นั่งดูผลงานของเธอด้วยตัวเอง
เหลียนซิ่วอิงไม่ได้ทำให้ผิดหวัง เหมือนกับข้อมูลที่เคยได้รู้มา ตระกูลเหลียนเชี่ยวชาญในการปรุงยารักษาผื่นพิษและยาบรรเทาอาการแสบร้อน ทว่า....ยาสองอย่างนี้เป็นยาที่ห้ามเผยแพร่ออกสู่คนภายนอก ซิ่วอิงรู้ว่าตัวเองหันหลังออกมาจากตระกูลเหลียนแล้ว ย่อมไม่เหมาะที่จะปรุงยาชนิดนี้อีก ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นที่อาจจะเดือดร้อน แต่อาจจะทำให้เจ้านายต้องเจอปัญหาไปด้วย ดังนั้นแทนที่จะปรุงยาสองอย่างที่ต้องห้าม ซิ่วอิงจึงตัดสินใจปรุงยาง่ายๆทว่าเป็นที่ต้องการของตลาดออกมาขายก่อน
อย่างแรกที่ซิ่วอิงปรุงออกมาสำเร็จก็คือ “ยาฟื้นกำลัง” ต้นทุนในการปรุงยานี้ไม่ได้สูงมากนัก แต่ใช้เวลานานมากในการปรุงยาชนิดนี้ เนื่องจากจะต้องเสียเวลาไปกับการกลั่นเอาน้ำสุดท้ายของสมุนไพรฟ้าครามออกมา น้ำสมุนไพรฟ้าครามก่อนหน้านี้ไม่เพียงแค่ใช้ไม่ได้ แต่มันยังมีค่าเท่ากับยาพิษด้วย เพราะฉะนั้น...ยาฟื้นกำลังนี้จึงมีราคาค่อนข้างสูงในบรรดายาเบื้องต้นทั้งหมด
เหลียนซิ่วอิงต้องการให้ยาฟื้นกำลังนี้สำเร็จก่อนเที่ยงวัน เธอจึงมาตั้งหม้อที่แปลงเพาะปลูกนี้ตั้งแต่ก่อนสว่าง จากนั้นก็คอยเคี่ยวให้น้ำของสมุนไพรฟ้าครามค่อยๆหยดออกมา เมื่อไรที่เห็นมันเป็นน้ำสีฟ้าสว่าง เมื่อนั้นจะต้องรีบเข้าไปรองรับเอาหยดน้ำสุดท้ายนั้นมาเพื่อปรุงยาต่อไป
ซูหยวนมองดูวิธีการที่ซับซ้อนและวุ่นวาย รู้สึกว่าการเป็นนักปรุงยานี้ยุ่งยากเกินไป ไม่น่าแปลกใจเลยที่จำนวนของผู้ปรุงยาจะมีไม่มากนัก ทั้งตระกูลไหนมีนักปรุงยาเก่งๆ ตระกูลนั้นจะได้รับการยอมรับจากผู้คนทันที
ระหว่างการกลั่นเอาน้ำหยดสุดท้ายของสมุนไพรฟ้าคราม เหลียนซิ่วอิงยังเตรียมปรุงยาอีกชนิด นั่นก็คือ “ยาห้ามเลือดระดับต่ำ” คุณสมบัติของมันก็ตามชื่อ เป็นยาที่มีไว้ใช้เพื่อทำให้เลือดหยุดไหล แต่เพราะเป็นยาระดับต่ำ ดังนั้นจึงใช้ได้กับแค่บาดแผลเล็กๆ หากเป็นบาดแผลขนาดใหญ่จะต้องใช้ยาชนิดอื่นจัดการ
เนื่องจากมันเป็นยาที่สามารถปรุงได้ง่ายๆ ระหว่างรอยาหลักอย่างยาฟื้นกำลังเสร็จ ดังนั้นเป็นแค่การทำฆ่าเวลาเท่านั้น การปรุงยาทั้งสองชนิดนี้ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรสำหรับเหล่านักปรุงยา ไม่น่าแปลกใจเลยที่เหลียนซิ่วอิงจะเลือกพวกมัน หลังจากนี้...หากตระกูลเหลียนต้องการสร้างปัญหา พวกเขาก็ไม่อาจทำได้ เนื่องจากวิธีการปรุงยาทั้งสองนี้ มันสามารถหาได้จากข้อมูลทั่วไป แม้แต่ในสถาบันนักปรุงยาก็ยังมีสอนให้กับนักเรียนชั้นปีที่ 1
“เจ้านาย ยาห้ามเลือดระดับต่ำ 3 ชุด จะเสร็จก่อนยาฟื้นกำลังเพียงไม่นานนัก ฉันได้กำหนดเวลาในการทำเอาไว้แล้ว ดังนั้นเจ้านายสามารถรอดูผลลัพธ์ของยาทั้งหมดนี้พร้อมกันได้เลย”
หญิงสาวพูดกับอันซูหยวนเป็นช่วงๆเพื่อไม่ให้มันเงียบเกินไป ซูหยวนเองก็พยักหน้ารับกับคำพูดเหล่านั้นเพื่อแสดงความใส่ใจด้วย แม้เธอจะไม่ได้รู้วิธีการปรุงยา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเรียนรู้ไม่ได้เสียหน่อย
เพื่อเป็นนักปรุงยา ไม่ใช่แค่ใครจะทำก็ทำได้ เหมือนกับการเป็นเกษตรกร ทุกครั้งที่ใช้อุปกรณ์ในการทำยาจะต้องใส่พลังงานเข้าไปด้วย หากไม่มีพลังงานก็จะทำให้ไม่สามารถกลั่นสมุนไพรออกมาได้มีประสิทธิภาพ และโอกาสที่จะทำให้ล้มเหลวมากกว่า 70 ส่วนจาก 100 ส่วน หรือก็คือ...แทนที่จะเสี่ยงเสียต้นทุนไปอย่างนั้น สู้ไม่ปล่อยให้สมุนไพรอยู่ในมือของคนไร้พลังงานดีกว่า
นอกจากนี้ หลังจากมองดูการทำงานของเหลียนซิ่วอิง ซูหยวนเริ่มมองเห็นความแตกต่างของการเป็นนักล่า เกษตรกร และนักปรุงยาแล้ว
สำหรับการเป็นนักล่าที่เน้นการ “กำจัด” มันสามารถเอาไปใช้กับการช่วยงานเกษตรกรอย่างเช่นการกำจัดวัชพืชหรืออื่นๆได้ แน่นอนว่ากระทั่งการพรวนดินที่เน้นการทะลุทะลวงก็ทำได้เช่นกัน แต่...ถ้าจะให้นักล่าใช้พลังงานอันอบอุ่นเพื่อมอบชีวิตใหม่ ทำตัวเป็นแม่ไก่ที่กำลังฟักไข่ บอกได้เลยว่ายากมาก
ซูหยวนไม่มีปัญหาเรื่องนั้น ถือเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจแล้ว กระนั้น...เธอก็รู้ดีว่าทำไมตัวเองจึงทำได้ นั่นเพราะว่าเธอไม่ใช่ผู้คนที่นี่ ทั้งยังรู้จักการเพาะปลูก ชีวิตที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวายิ่งกว่าเกษตรกรของโลกนี้เสียอีก ดังนั้นการดึงเอาพลังงานที่เหมือนพลังงานมารดา พลังงานแผ่นดินมาเพาะปลูกพืชผักจึงไม่ใช่ปัญหาอะไร
ส่วนการใช้พลังงานของเหลียนซิ่วอิง ไม่เหมือนกับนักล่าหรือเกษตรกรเลย เธอใช้พลังงานของตนเองเพื่อเข้าถึงแกนกลางของส่วนประกอบต่างๆ ไม่ใช่แค่การรีดเอาน้ำหยดสุดท้ายของสมุนไพรฟ้าครามเท่านั้น กระทั่งใช้มันเพื่อจัดการแยกองค์ประกอบของสมุนไพรที่ใช้ในการทำยาหยุดเลือดระดับต่ำด้วย
หลังจากนั้น เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการผสมยา เธอก็จัดเรียงองค์ประกอบทั้งหมด เหมือนกับพวกที่เรียนวิชาเคมีในโลกก่อน จับคู่พันธะอย่างใจเย็นและเป็นระเบียบในหม้อปรุงยาที่เต็มไปด้วยช่องสำหรับการใส่แกนพลังงานนั้น แล้วผสมให้ถูกต้อง พูดให้ถูก...การปรุงยานี้ดูจะใช้พลังงานมากกว่าการเป็นเกษตรกรมาก
ถึงจะไม่เท่ากับพวกนักล่าที่ใช้พลังงาน ก็เป็นรองไม่เท่าไร แค่เป็นการใช้พลังงานออกไปในรูปแบบต่างกันก็เท่านั้น
ซูหยวนที่ชื่นชมคนมีความสามารถอยู่แล้ว ตัวเธอเป็นผู้ใฝ่หาความรู้ที่ตัวเองไม่มี ดังนั้นจึงตั้งใจฟังทุกคำของเหลียนซิ่วอิงที่พูดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจจะสอน หากแต่ทำไปทำมา...ซูหยวนกลับสามารถรู้วิธีกในการปรุงยาง่ายๆอย่างยาห้ามเลือดได้แล้ว
“ยาพวกนี้มีสอนสำหรับสถาบันนักล่าด้วย ฉันเคยได้ยินว่าพวกนักล่าจะได้เรียนในชั้นปีที่ 3 ตอนนี้เจ้านายอยู่ในชั้นปีที่ 2 คงจะได้เรียนในอีกไม่นาน”
แม้ว่าเหลียนซิ่วอิงจะไม่ใช่นักล่า แต่เธอก็เคยได้ยินเรื่องนี้มาจากในตระกูล หลายคนพูดว่าพวกนักล่าก็แค่พวกไม่รู้เรื่อง อยากจะเรียนรู้ไปเสียทุกอย่างทั้งๆที่ไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้น ก็เหมือนกับการทำเกษตร พวกเขาบังคับให้ต้องเรียนในชั้นปีที่ 2 ทั้งๆที่ไม่สามารถทำผลงานได้ดี แต่ก็เสียทรัพยากรไปเปล่าๆมากมาย
กลับกัน สำหรับพวกเกษตรกรหรือผู้ทำยา พวกเขาไม่จำเป็นต้องเอาเวลาไปเรียนเรื่องการต่อสู้ของพวกนักล่าเลย แต่เรื่องการเรียนวิชาพื้นฐานอย่างการเพาะปลูกหรือการทำยาเบื้องต้นก็มีให้เรียนบ้าง กระนั้น...สาขาของพวกเขามันเกี่ยวพันถึงกัน ไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าจะทำความเข้าใจได้
เหลียนซิ่วอิงไม่ได้พูดทั้งหมดที่ตัวเองรู้ ไม่สิ! ต่อให้อยากพูด ก็ไม่ใช่ว่าเรื่องที่คนอื่นๆเข้าใจจะเป็นจริงทั้งหมดเสียหน่อย
พวกเขาพูดว่าอันซูหยวนเป็นนักล่าที่อวดดีอยากจะลองเล่นเป็นเกษตรกร สุดท้ายแล้วที่เจ้านายแสดงให้พวกเขาเห็นคืออะไร? ไม่ใช่เป็นความสำเร็จอย่างสูงในการทำเกษตรหรือ?
แล้วที่พวกเขาพูดกันว่าให้คนจากเขตชั้นนอกมาในแปลงเพาะปลูกของพวกเขาเหมือนเป็นการทำลายพลังงานบริสุทธิ์ ต่อไปทำการเกษตรใดๆก็คงจะไม่ได้อีกแล้ว สุดท้าย...แปลงเพาะปลูกของเกษตรกรอันมีผู้ช่วยเป็นคนจากเขตชั้นในอยู่สักคนหรือไม่? พวกเขาทั้งหมดเป็นนักล่าที่เคยอยู่ในเขตชั้นนอกทั้งนั้น
ตรรกะความคิดทั้งหมด แม้จะใช้กับหลายคนได้ แต่ไม่อาจเอามาพูดให้เกษตรกรอันได้เลย
ในขณะที่อันซูหยวนและเหลียนซิ่วอิงกำลังสนใจหม้อปรุงยาราคาถูกที่เหลียนซิ่วอิงไปหาซื้อมาด้วยเงินเล็กๆน้อยๆที่ได้รับ ตอนนั้นเองหญิงสาวผู้คุ้มกันของเหลียนซิ่วอิงก็เข้ามาข้างในด้วยสีหน้ามืดครึ้ม
“คุณหนู...เจ้านาย คนของตระกูลเหลียนมาที่นี่ บอกว่าอยากจะพบกับคุณหนูรองค่ะ” เธอกัดฟันพูด เมื่อวานเป็นพวกเขาที่กล้าดูถูกคุณหนูของตนเองที่หน้าประตูทางเข้าตระกูล คุณหนูเธอยอมแพ้แล้ว ไม่คิดจะเข้าไปเพื่อร้องขอความเมตตาอย่างไร้เกียรติ วันนี้กลับไม่คิดว่าพวกเขาจะไม่ยอมหยุดมือ กลับตรงมาถึงสถานที่ทำงานของคุณหนู ไม่ใช่ว่าอยากจะสร้างแรงกดดันให้เจ้านายไปด้วยหรอกใช่ไหม?
เหลียนซิ่วอิงคิดเหมือนกัน สีหน้าของเธอเปลี่ยนไป แม้แต่พลังที่กำลังใช้กับหม้อปรุงยาก็ไม่มีความเสถียรอีกด้วย ทำเอายาที่กำลังถูกผสมรวมกันอย่างดีถูกทำลายไปทั้งอย่างนั้นเลย
“พวกเขา....พวกเขามาทำไม เราออกจากตระกูลเหลียนแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะต้องมาวุ่นวายกันอีก นอกจากนี้...ฉันก็ไม่ได้ใช้เงินของตระกูลเหลียน ไม่ได้ปรุงยาของตระกูลเหลียนเลย ดังนั้นฉันไม่ถือว่าตัวเองทำผิดต่อพวกเขา!” เหลียนซิ่วอิงแสดงเจตนารมณ์ของตนเอง กลัวว่าซูหยวนจะโกรธที่เธอเป็นต้นเหตุความวุ่นวายนี้
แต่ซูหยวนไม่ได้สนใจเลย เธอไม่แม้แต่จะเตรียมการรับมืออะไรด้วยซ้ำ นี่เป็นเพราะความเชื่อใจที่มีต่อเจ้านายของตนเอง ในเมื่อประธานจางพูดแล้วว่าได้ เช่นนั้นเขาก็น่าจะจัดการเรื่องนี้ให้แล้ว
“ปล่อยให้พวกเขาเข้ามาเถอะ”
“แต่เจ้านาย....คนของตระกูลเหลียนพวกนั้นไม่ใช่คนดี”
“ฉันรู้...” แม้ว่าหญิงสาวผู้คุ้มกันจะเตือนอันซูหยวนเกี่ยวกับกลุ่มคนที่มา สองคนเป็นผู้อาวุโสของตระกูล และพาคนมาอีก 7 คน ด้วยจำนวนขนาดนั้น...คงจะต้องการลงมือแน่
หากปล่อยให้พวกเขาเข้ามา แปลงเพาะปลูกที่เจ้านายกำลังทำอยู่ เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยแล้ว อย่างไรก็ตาม...ซูหยวนไม่สนใจนัก เธอโบกมือครั้งหนึ่งให้อีกฝ่ายไปทำตามคำสั่ง หญิงสาวผู้คุ้มกันเม้มริมฝีปาก สุดท้ายก็จ้ำอ้าวเดินออกไปเชิญคนเข้ามา
สีหน้าของพวกผู้อาวุโสยามเข้ามาได้นั้นเต็มไปด้วยความพอใจ ไม่เหมือนกับคนที่กำลังมาเอาเรื่องคนอื่น การเดินไม่รีบร้อนนัก ทั้งยังมีเวลาชื่นชมแปลงเพาะปลูกร้อยกว่าแปลงรอบๆนี้ด้วย
“เป็นแปลงเพาะปลูกที่ดีจริงๆ”
“ใช่ สมแล้วที่เป็นเกษตรกรที่ได้รับการยกย่องจากองค์กรเกษตรกรมาก ได้ยินว่าช่วงนี้ก็กำลังวุ่นวายเพราะเกษตรกรอันผู้นี้” ผู้อาวุโสเดินเข้ามาถึงก็กล่าวชมก่อนเป็นอันดับแรก
ท่าทางเป็นมิตรของพวกเขาทำให้เหลียนซิ่วอิงที่หวาดระแวงอยู่ชะงักไป มีเพียงซูหยวนที่ยังยิ้มอย่างใจเย็นอยู่ได้
“ขอบคุณสำหรับคำชมค่ะ แปลงเพาะปลูกนี้ทุกคนร่วมด้วยช่วยกันทำงานหนักจึงสามารถฟื้นคืนกลับมาได้ ฉันยังคาดหวังว่าองค์กรเกษตรกรจะเห็นคุณค่าของมันอย่างแท้จริง”
คำพูดเป็นนัยของเธอทำให้ผู้อาวุโสทั้งสองหัวเราะออกมาด้วย ตามปกติแล้วพวกเขาจะไม่ลดตัวมาเสวนากับพวกเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นนี้หรอก ทว่า...หญิงสาวผู้นี้เป็นคนของประธานจาง ทั้งเมื่อคืนก็เป็นประธานจางที่ส่งคนมาบอกว่ากำลังให้เหลียนซิ่วอิงของพวกเขาทำงานให้ตัวเอง นี่ไม่ได้แปลว่าหญิงสาวผู้นี้ก็คือหัวหน้าภารกิจที่ประธานจางมอบหมายหรือ?
คนเข้าใจผิดไปกันเรื่อย โดยที่ซูหยวนและซิ่วอิงไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ ถึงอย่างนั้น...ท่าทีที่เป็นมิตรเช่นนี้ก็ยังดีกว่าท่าทีศัตรู ดังนั้นเหลียนซิ่วอิงจึงผ่อนคลายลง
“ผู้อาวุโส ทั้งสองท่านต้องการพบฉันเพราะอะไรหรอคะ ฉันรู้ว่าตัวเองทำผิดต่อตระกูลเหลียนและขอยอมรับบทลงโทษแต่โดยดี ฉันสามารถออกจากตระกูลเหลียนได้ แต่เจ้านายของฉัน...เกษตรกรอันไม่มีความผิดในเรื่องนี้”
เหลียนซิ่วอิงออกตัว เธอรู้ว่าตระกูลเหลียนไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ ไม่แน่ว่าเบื้องหลังอาจจะได้ยินคำพูดไร้สาระของเหลียนเหมยเม่ยไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
หากเป็นเมื่อก่อน เหลียนซิ่วอิงอาจจะเสียใจและผิดหวังกับตระกูลเหลียนจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ แต่ว่า...ความยากลำบากนี้ยังถือว่าเป็นความลำบากจริงๆน่ะหรือ? ก็แค่ตระกูลเหลียนเท่านั้น ถ้าพวกเขาไม่ต้องการเธอ เธอก็ยังใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้ ยังหาเครดิตได้ด้วยการปรุงยาทั่วไป ยังรับจ้างทำงานก็ได้ แต่พวกผู้เก็บขยะล่ะ...พวกเขามีทางเลือกอื่นในชีวิตด้วยหรือเปล่า
แค่เปรียบเทียบเท่านี้ ชีวิตที่เธอบอกว่าย่ำแย่ ความจริงแล้วกลับดีกว่ามากๆเลยไม่ใช่หรือไง!
“อะไรกันคุณหนูรองเหลียน บทลงโทษที่คุณหนูรองพูดถึงจะมีได้อย่างไร”
“นั่นน่ะสิ ตอนนี้พวกเราได้รับความจริงแล้ว คุณหนูเหลียนเหมยเม่ยที่พูดจาไม่รู้จักคิดก็ถูกคำสั่งลงโทษเด็ดขาดให้ไปทำงานข้างนอก 3 เดือนเช่นกัน ต่อไปจะไม่มีใครกล้าพูดถึงคุณหนูรองในแง่ไม่ดีอีก”
ได้ยินทั้งสองพูดเช่นนี้ เหลียนซิ่วอิงก็จะงักไป เธอไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่าคำพูดเหล่านี้หมายความเช่นไร ไม่สิ! ไม่ใช่ไม่เข้าใจความหมาย หากแต่ไม่เข้าใจเรื่องต่างหาก
ทำไมเหลียนเหมยเม่ยจึงถูกลงโทษ ทั้งยังเป็นโทษรุนแรงขนาดต้องส่งออกไปทำงานข้างนอกเป็นเวลา 3 เดือน นี่...ไม่ใช่ว่าคนที่จะได้รับบทลงโทษเช่นนั้นควรเป็นเธอหรือ?
เห็นสีหน้าของเธอแล้ว ผู้อาวุโสทั้งสองก็คลี่ยิ้ม รู้ดีว่าเหลียนซิ่วอิงยังต้องการเก็บเรื่องนี้เป็นความลับต่อตระกูล ทว่า...ประธานจางเพื่อปกป้องชื่อเสียงของเธอจึงส่งคนมาบอกด้วยตัวเอง นี่ก็แปลว่าในสายตาของประธานจาง..เหลียนซิ่วอิงของพวกเขามีประโยชน์ให้ใช้งานได้อยู่
“แล้วถ้าพวกคุณไม่ได้มาจัดการเหลียนซิ่วอิง อย่างนั้นต้องการพบเธอในเวลานี้เพื่ออะไร” อันซูหยวนออกหน้าแทน ปล่อยให้เหลียนซิ่วอิงเป็นผู้ฟังที่ดีแล้วเก็บรายละเอียดเอาไปทำความเข้าใจต่อ
สำหรับซูหยวน ต่อให้ไม่รู้ว่าเบื้องหลังเป็นมาอย่างไร แต่เธอรู้ว่านี่เป็นการจัดการของประธานจางที่เคารพแน่ ดังนั้นย่อมไม่คิดอะไรให้วุ่นวายไปมากกว่านี้
“อ้อ แน่นอน แน่นอนว่าเพื่อการแสดงการสนับสนุนของตระกูลเหลียน พวกเรายังต้องการให้คุณหนูรองยืมสมบัติของตระกูลไปใช้ก่อน หลังจากที่ทำงานนี้เสร็จ ยังสามารถนำกลับมาคืนตระกูลได้”
“เร็วเข้า รีบนำออกมา” ผู้อาวุโสสองคนผลัดกันพูด จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้คนทั้ง 7 ที่ติดตามมาเพื่อคุ้มกันของล้ำค่าของตระกูลส่งมอบมันออกมา
ปรากฏเป็นเตาปรุงยาขนาดเล็กที่สามารถพกพาได้ แต่ไม่เหมือนเตาปรุงยาทั่วไป เพราะนี่ก็คือเตาปรุงยาจิตวิญญาณที่ตระกูลเหลียนครอบครองมานานหลายร้อยปี!
“นี่มัน เตาปรุงยาของเซียนยานี่ ทำไม!!” แม้แต่เหลียนซิ่วอิงก็ยังตกใจกับสมบัติล้ำค่าตรงหน้า เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผู้อาวุโสพวกนี้นำมันออกมาก็เพื่อเธอ!
หรือพวกเขาจะเสียสติไปแล้ว?
……………………………………………