บทที่ 325 เตาปรุงยาเซียน (อ่านฟรี 25 ม.ค. 69)
บทที่ 325 เตาปรุงยาเซียน (อ่านฟรี 25 ม.ค. 69)
บทที่ 325 เตาปรุงยาเซียน
เตาปรุงยาสมบัติวิเศษของตระกูลเหลียน มันเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ตระกูลเหลียนหวงแหนมากที่สุด อันที่จริงสมบัติของตระกูลเหลียนก็เป็นที่หวงแหนทุกชิ้นนั่นแหละ เมื่อผู้ใช้งานคนหนึ่งตายไปจะต้องกลับคืนสู่คลังสมบัติของตระกูล อย่างไรก็ตาม...เตาปรุงยาของท่านเซียนนี้เป็นสิ่งที่เหลียนซิ่วอิงชื่นชอบมากที่สุดแล้ว
ไม่ใช่แค่ท่านเซียนยาซึ่งได้รับยกย่องจากยุคสมัยนั้นเป็นผู้ใช้งาน โดยสร้างยาระดับสูงขึ้นมามากมายเท่านั้น แต่การที่มันเป็นเตาปรุงยาพลังหยินซึ่งเข้ากันได้ดีกับเหลียนซิ่วอิงต่างหากที่ทำให้เธออยากครอบครองมันมาก เธอเคยบอกบิดาว่าถ้ากลายเป็นผู้ปรุงยาระดับสูงเมื่อไร จะขอรับเตาปรุงยานี้ไว้ ทำเอาบิดาหัวเราะร่วน ทุกคนเองก็ให้กำลังใจ กล่าวว่าพวกเขาจะไม่หยิบเอาเตาปรุงยานี้ออกไปก่อนที่เธอจะบรรลุเป็นผู้ปรุงยาระดับสูง
คิดไม่ถึงเลยว่าเตาปรุงยานี้ วันนี้กลับมาปรากฏต่อหน้าของเธอ ทั้งยังเป็นตอนที่เหลียนซิ่วอิงไม่ใช่คนของตระกูลเหลียนอีกต่อไปด้วย
นี่มัน....เกิดอะไรขึ้นกันแน่
เห็นสีหน้างงงวยของหญิงสาว ผู้อาวุโสตัวแทนก็หัวเราะออกมา เขายื่นเตาปรุงยาของตระกูลให้แก่เธอ บอกให้ซิ่วอิงรีบทำสัญญาทันที
ของวิเศษเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาให้มีกลไกพิเศษ เทคนิคเช่นนี้มีอยู่ในตระกูลชั้นสูงที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่มาเป็นเวลานานเพื่อป้องกันไม่ให้สมบัติของพวกเขาถูกขโมยไปง่ายๆ
นั่นก็คือการใช้เลือดเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของกับอุปกรณ์เหล่านี้ จนกว่าเจ้าของเลือดนั้นจะตายไป ถึงจะสามารถมีผู้ใช้งานคนใหม่กระตุ้นจิตวิญญาณของพวกมันให้ตื่นขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นข้อดีที่แท้จริงของสมบัติวิเศษ
เหลียนซิ่วอิงยิ่งไม่เข้าใจไปกันใหญ่ ทำไมผู้อาวุโสถึงขอให้เธอรีบทำพันธะเลือดกับของวิเศษนี้ หรือว่าพวกเขาต้องการใช้ข้ออ้างนี้เพื่อสังหารเธองั้นหรือ?
เหมือนกับก่อนหน้านี้ที่มีนักโทษของตระกูลพยายามหลบหนี ทันทีที่มีมติขับไล่ออกจากตระกูล นักโทษคนนั้นจะต้องถูกฆ่าทิ้งเพื่อเอาสมบัติกลับคืนสู่คลังของตระกูลเหลียน นี่...พวกเขาเองอยากใช้วิธีเช่นนี้กับตนหรือ?
“ฉันไม่ใช่คนของตระกูลเหลียนอีกต่อไปแล้ว สมบัติพวกนี้ไม่สามารถทำสัญญาได้ ทำไมพวกท่านผู้อาวุโสถึงทำเช่นนี้ อยากจะรังแกคนไม่ให้แม้แต่จะมีชีวิตอยู่ต่อเลยหรอ” เหลียนซิ่วอิงกำหมัดแน่น
ก่อนหน้านี้ตัวเองอยากตาย พวกเขาบอกไม่ยอมให้ตาย ตอนนี้อยากมีชีวิตอยู่ พวกเขาก็ไม่ต้องการอีก เหตุใดชีวิตของเธอถึงไม่ใช่ของตนเอง จำเป็นต้องฟังผู้อื่นว่าจะได้อยู่ต่อไปหรือเปล่า เหอะ! พวกเขายังคิดว่าเธอเป็นคนๆหนึ่งอยู่ไหม!
เหลียนซิ่วอิงปกติไม่ได้มีความโกรธมานานแล้ว แม้แต่ตอนที่เหลียนเหมยเมยดูถูกเธอหน้าประตูตระกูล เธอก็แค่หันหลังเดินกลับออกมา บอกว่าไม่อยากเป็นคนของตระกูลเหลียนก็เท่านั้น
ทว่าตอนนี้เธอกำลังโกรธ ไม่ได้โกรธพวกเขา แต่โกรธตนเองที่อ่อนแอเกินไป หากเธอตัดใจได้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ยอมออกจากตระกูลแล้วไปอยู่กับคนรักของเธอ ไม่รู้ว่าเวลานี้จะมีความสุขกันไปถึงไหนแล้ว
“คุณหนูรองอย่าได้เข้าใจผิดไป พวกเราไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำร้ายคุณหนูรอง หากแต่มาเพื่อสนับสนุนต่างหาก”
“สนับสนุน? สนับสนุนด้วยการเอาสมบัติของตระกูลออกมางั้นหรอคะ ฉันไม่ใช่ผู้ปรุงยาระดับสูงด้วยซ้ำ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าตัวเองไม่มีสิทธิทำสัญญาเลือด แล้วทำไม...”
“คุณหนูรอง นี่เป็นข้อยกเว้นเพื่อคุณหนูรองโดยเฉพาะ อีกอย่าง...เรื่องการให้ออกจากตระกูลเหลียนนั้นเป็นไปไม่ได้ คุณหนูรองเป็นคนของตระกูลเหลียน ตระกูลเหลียนจะสนับสนุนทุกการตัดสินใจของคุณอยู่แล้ว”
“สนับสนุนทุกการตัดสินใจ ?” เหลียนซิ่วอิงไม่อยากเชื่อ แต่ท่าทางของผู้อาวุโสทั้งสองที่ดูประหม่าราวกับกลัวว่าเธอจะเข้าใจผิดทำให้ซิ่วอิงรู้สึกว่าพวกเขาดูจริงใจ
ซูหยวนแค่นหัวเราะออกมา ดึงสายตาของทุกคนมาที่ตนเอง....เรื่องนี้ซิ่วอิงไม่เข้าใจ เธอจะไม่เข้าใจไปด้วยหรือ?
“รับไปเถอะซิ่วอิง”
“เจ้านาย....” ซิ่วอิงสับสน
“หากเกิดอะไรขึ้น ประธานจางจะจัดการเอง เรื่องนี้คือเหตุผลที่ฉันหายไปเมื่อวันก่อน” ซูหยวนพูดเปรยๆออกมา เมื่อเธอพูดคำว่า “ประธานจาง” ผู้อาวุโสสองคนของตระกูลเหลียนก็ยืดหลังตรงด้วยความประหม่า แสดงให้เห็นว่าความคิดของเธอถูกต้องแล้ว
เบื้องหลังการกระทำเช่นนี้ของพวกเขาสมควรมีแรงผลักดันมาจากประธานของเธอ
“คุณหนูรองเหลียน รับนี่ไปเถอะ และเรื่องออกจากตระกูลนั้นไม่จำเป็นเลย” ได้ยินพวกเขาพูดเช่นนี้อีกครั้ง เหลียนซิ่วอิงก็ผ่อนลมหายใจของเธอ ปรากฏว่าพวกเขาทำแบบนี้ก็เพราะประธานจางอย่างนั้นสินะ แม้จะเข้าใจ แต่ซิ่วอิงก็คิดถึงสถานะของเจ้านายของตนเองใหม่อีกครั้ง
เพียงคนหายไปไม่กี่นาทีแล้วกลับมา ประธานจางก็เปลี่ยนตระกูลเหลียนจากหลังเท้าเป็นหน้ามือได้เลยหรือ? แน่นอนว่าอำนาจเช่นนี้ หากไม่ใช่ประธานจางก็คงทำไม่ได้ แต่คำถามก็คือ....ประธานจางสนับสนุนคนของตนเองขนาดนี้เลย? หรือแค่อันซูหยวนคนเดียวเท่านั้นกันแน่
หัวใจของเหลียนซิ่วอิงพองโตอย่างประหลาด เหมือนกับครั้งที่เธอเคยรู้สึกได้รักใครสักคน ครานี้ไม่ใช่เพราะเธอกำลังรู้สึกเช่นนั้น แต่เป็นความรู้สึกยินดีจากใจที่มีใครสักคนอาจจะได้รับความรักที่ยิ่งใหญ่แบบเดียวกับที่เธอเคยมอบให้
โดยไม่สนตำแหน่งฐานะของตนเอง ไม่สนใจเสียงไม่เห็นด้วยรอบข้าง เธอที่เป็นคุณหนูรองของตระกูลเหลียนได้หลงรักเขา และมอบทุกอย่างที่ตัวเองมีให้เขา สนับสนุนเขาเพื่อให้เขาสามารถมีอนาคตที่ดี กลายเป็นนักปรุงยาคนหนึ่งได้ แต่น่าเสียดาย...วันเวลาดีๆของเขาถูกทำลายก็เพราะคนเบื้องหลังของเธอ
เหลียนซิ่วอิงรับเอาสมบัติชิ้นนี้มา ถ้าครั้งนั้นเธอไปคุกเข่าร้องขอความเมตตาจากประธานจางเหมือนที่อันซูหยวนทำ เธอจะได้รับความช่วยเหลือแบบเดียวกันหรือไม่
“ในเมื่อพวกคุณต้องการให้ ฉันก็ขอรับเอาไว้แล้วกันนะคะ”
“ดี ดีมาก” ผู้อาวุโสสองคนหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินเช่นนี้
ถ้าเหลียนซิ่วอิงยอมรับการทำพันธะกับสมบัติของตระกูล เช่นนั้นก็เป็นการยืนยันแล้วว่าเธอจะไม่พูดเรื่องออกจากตระกูลเหลียนอีก และในฐานะคนของประธานจาง...ตระกูลเหลียนก็จะไม่ถูกทำลายเพราะเธอเช่นกัน
“ในเมื่อคุณหนูยอมรับสมบัติชิ้นนี้แล้ว พวกเราก็ขอกลับไปก่อน ไม่รบกวนเวลาของพวกท่านอีกต่อไป เชิญทำงานให้สำเร็จลุล่วงเถอะ” ของก็ให้แล้ว พวกเขาย่อมไม่ต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไป
ไม่ใช่เพราะไม่อยากหาโอกาสเข้าหาคนของประธานจาง แต่กลัวว่าความโลภของพวกเขาจะทำให้ประธานจางโมโห เมื่ออีกฝ่ายเรียกใช้งานเหลียนซิ่วอิงอย่างลับๆ เช่นนั้นก็คงจะมีงานที่บอกใครไม่ได้อยู่
“เชิญ” ซูหยวนผายมือให้พวกเขา ทั้งสองส่งสัญญาณพาคนของตนเองกลับไปทั้งหมด พวกที่เฝ้าดูเรื่องสนุกอยู่ด้านนอกต่างก็รีบซ่อนตัว พวกเขาอยากรู้ว่าแปลงเพาะปลูกนี้มีอะไรหนักหนา วันสองวันก็มีคนใหญ่คนโตมา หลังจากนั้นสงบได้วันสองวัน ก็จะมีกลุ่มคนใหญ่คนโตมาอีก
ไม่ใช่ว่าแปลงเพาะปลูกนี้เป็นของเกษตรกรจากเขตชั้นในหรือไง? ต่อให้ประสบความสำเร็จในการเพาะปลูก ก็ไม่ควรเรียกความสนใจได้ขนาดนี้ไม่ใช่หรือ?
เหลียนซิ่วอิงผู้อยู่ในความสับสนมองอันซูหยวนอย่างขอความช่วยเหลือ อยากได้ความกระจ่างจากเธอ แต่ซูหยวนจะมีความกระจ่างอะไรให้? เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประธานจางจัดการเรื่องนี้อย่างไร สุดท้ายจึงทำได้แค่ให้เหลียนซิ่วอิงทำงานของตนเองต่อ
“เจ้านาย...พวกเขาเหมือนกับคนเสียสติ ไม่ใช่แค่เอาสมบัติของตระกูลมาให้เท่านั้น แต่ยังโอนเครดิตมาให้อีกเป็นล้านเครดิต การกระทำของพวกเขาต่างจากก่อนหน้านี้มาก”
“อืม ไม่ต้องใส่ใจ แค่ทำงานของเธอต่อไปให้ดีก็พอ หรืออยากจะกลับไปที่ตระกูลเหลียน...เวลานี้พวกเขาน่าจะต้อนรับเธออย่างดี”
“ไม่ค่ะ ฉันออกมาแล้วก็ไม่อยากกลับไปอีกแล้วค่ะ ขอทำงานที่นี่กับคุณ ฉันมีความสุขมากแล้ว”
“จะยังไงก็ได้ทั้งนั้น ฉันแค่ไม่ต้องการเสียเวลากับคนที่ทำประโยชน์ให้ไม่ได้ เรื่องส่วนผสมของยาหยุดเลือดที่เสียหายนี้ ฉันจะหักจากเงินเดือนของเธอด้วย”
“อ๊ะ เข้าใจแล้วค่ะ” ราวกับเพิ่งนึกได้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เหลียนซิ่วอิงรีบหันกลับมาดูหม้อปรุงยาของตนทันที
หม้อปรุงยานี้เพื่อเทียบกับหม้อปรุงยาวิเศษแล้วต่างกันมาก ออร่าพลังที่ปล่อยออกมาเทียบกันไม่ได้เลย ดังนั้นเมื่อเหลียนซิ่วอิงได้รับหยดน้ำสุดท้ายจากสมุนไพรฟ้าคราม เธอก็รีบใส่มันลงหม้อปรุงยาใหม่ที่เพิ่งได้รับ จากนั้นก็พยายามควบคุมการผสมให้ดีที่สุด
ไม่เหมือนกับการผสมยาก่อนหน้านี้ เธอรู้สึกได้เลยว่าหม้อปรุงยากำลังดึงพลังงานของตนเองไป ไม่ใช่เป็นการที่เธอพยายามใส่พลังงานเพื่อให้หม้อปรุงยายอมรับ นี่สินะที่เรียกว่า “จิตวิญญาณ” ของหม้อปรุงยาที่ทุกคนพูดกัน
เหลียนซิ่วอิงรู้สึกว่าการทำงานง่ายขึ้นมาก เมื่อไม่ต้องยุ่งอยู่กับการยัดพลังงานเข้าหม้อปรุงยาอีก เธอก็สามารถเพ่งสมาธิไปกับการผสมยาได้เลย เช่นนี้แล้วโอกาสที่จะทำยาได้สำเร็จก็มีเพิ่มขึ้นมาก
ซูหยวนรอชมการทำงานหนักนี้ ทั้งยังสังเกตคลื่นพลังงานที่หม้อปรุงยาวิเศษนี้ปล่อยออกมาด้วย ก็ไม่ได้ต่างกับการทำงานครั้งแรกๆของซิ่วอิง แค่ครั้งนี้พลังงานหลุดออกมาน้อยมาก พูดให้ถูกก็คือ...หม้อปรุงยาใหม่นี้สามารถเก็บพลังงานของผู้ปรุงยาได้ดีกว่า แปลว่ามันจะช่วยลดการใช้พลังงานของผู้ปรุงยาไม่น้อย
สมแล้วที่เป็นสมบัติของตระกูล...
“สำเร็จแล้ว!!” เหลียนซิ่วอิงใช้เวลาประมาณสิบนาทีก็ตะโกนออกมาด้วยความดีใจ เธอรีบดับไฟในหม้อปรุงยาเพื่อไม่ให้มันทำลายคุณสมบัติยอดเยี่ยมนี้เสียก่อน จากนั้นก็ยื่นให้อันซูหยวนได้เห็น
กลิ่นหอมของยาฟื้นกำลังเป็นที่คุ้นเคยดี สีฟ้าของมันก็สว่างใสเหมือนกับสินค้าที่วางขายอยู่ ซูหยวนพอใจกับผลลัพธ์ครั้งนี้เช่นกัน
“ถ้ามีหม้อปรุงยานี้ ฉันสามารถยืนยันได้เลยว่าจะไม่มียาระดับต่ำตัวไหนที่ผสมพลาดค่ะ!”
“ดีแล้ว หลังจากนี้จะให้ทำงานหนักกว่าเดิมสองเท่า และนี่คือเครดิตที่ฉันจะให้ใช้ในการซื้อส่วนผสมสำหรับครั้งต่อไป อ้อ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน อันดับแรกขอให้สามารถขายได้คืนทุนก่อน”
ซูหยวนโอนเครดิตให้เหลียนซิ่วอิงไป 1 ล้านเครดิต ตอนนี้เธอมีเงินไม่น้อยเลยในกระเป๋า ดังนั้นจึงไม่ได้รู้สึกว่าการจ่ายออกไปเท่านี้เป็นการลงทุนสูงอะไร อีกอย่าง...ผลงานของเหลียนซิ่วอิงก็ยอดเยี่ยมมากด้วย เธอตั้งใจจะปรุงยาหยุดเลือดออกมา 3 ขวด และยาฟื้นกำลัง 1 ขวด หากไม่ใช่เพราะยาหยุดเลือดครั้งสุดท้ายถูกก่อกวนโดยแขกไม่ได้รับเชิญ ความสำเร็จของเธอก็คือ 100 เต็ม
แม้ที่ผ่านมาจะเป็นพนักงานขององค์กรต่างๆ บริษัทต่างๆมามาก ก็ไม่ได้หมายความว่าซูหยวนไม่รู้วิธีจัดการกับลูกน้อง เธอเองก็เป็นหัวหน้าของฝ่ายต่างๆมาเช่นกัน ถ้ามีลูกน้องที่ตั้งใจทำงานอยู่ในทีม หากรักษาพวกเขาเอาไว้ได้ก็ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง
เหลียนซิ่วอิงเองก็ตกใจมาก เกษตรกรอันเป็นคนที่เธอรู้ว่ามาจากเขตชั้นกลาง ดังนั้นจึงไม่คิดว่าควรจะมีเงินเครดิตมากมายขนาดนั้น แต่จู่ๆก็โยนเงินออกมา 1 ล้านเครดิตให้เธอ ยอมเสี่ยงเช่นนี้ทำให้เหลียนซิ่วอิงน้ำตารื้น
“ส่วนแบ่งของเธอจากกำไรจะเป็น 10 ส่วน นี่น่าจะเป็นราคาตลาดแล้ว ถ้าเธอไม่พอใจ...”
“แน่นอนว่าต้องพอใจค่ะ! มันถือว่ามากเกินไปสำหรับนักปรุงยาระดับต่ำอย่างฉันด้วย แต่เพราะตอนนี้ฉันต้องการออกจากตระกูลเหลียน แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะแสดงท่าทีเป็นมิตร แต่ในอนาคตก็ไม่ใช่เรื่องที่คาดการณ์ได้ ดังนั้นฉันอยากจะเตรียมพร้อมอยู่เสมอค่ะ ถ้าไม่มีพวกเขาหนุนหลัง ฉันก็อยากจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น...ส่วนแบ่ง 10 ส่วนนี้ฉันจะขอรับไว้นะคะ”
“อืม นั่นคือสิ่งที่ฉันอยากให้อยู่แล้ว”
หลังจากที่ตกลงกันได้ ซูหยวนก็ให้หลิ่วโปนำสัญญามาลงนามเพื่อยืนยันส่วนแบ่ง ในอนาคตไม่ว่าเหลียนซิ่วอิงจะปรุงยาใดสำเร็จ ภายใต้เงินทุนของเธอ อีกฝ่ายจะต้องมอบกำไร 90 ส่วนให้เธอ
เมื่องานวันนี้เสร็จแล้ว เหลียนซิ่วอิงก็ขอตัวไปซื้อสมุนไพรกับหลิ่วโป สองคนเดินออกจากแปลงเพาะปลูกท่ามกลางสายตาของนักล่าที่กำลังทำงานในแปลงเพาะปลูก เนื่องจากหลิ่วโปเป็นเด็กน้อยที่พวกเขารู้สึกเอ็นดู ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขาจะเริ่มซุบซิบเกี่ยวกับเจ้าเด็กนั่น
“รู้สึกไหมว่าสายตาของเจ้าหลิ่วโปเปลี่ยนไปแล้ว”
“ใช่ ไม่เหมือนกับก่อนหน้านี้ที่เดินละเมอพูดแต่เรื่องแก้แค้น”
“ฮ่าๆ ก็เหมือนกับพวกเราตอนได้มีความรักครั้งแรกไม่ใช่หรือ? ถึงเจ้านั่นจะยังเด็กไปสักหน่อย แต่ยังมีเวลาอีกมากที่จะพัฒนาความสัมพันธ์นี้”
“อย่าเพิ่งหัวเราะไปเลย ฉันได้ยินว่าอีกฝ่ายเป็นคุณหนูของตระกูลใหญ่ หลิ่วโปจะไปคู่ควรได้ยังไง บางที...”
“นั่นเป็นเรื่องของอนาคต ติดตามเจ้านายอันแล้ว หลิ่วโปจะไม่มีอนาคตดีๆได้อย่างไร ต่อไป...อาจเป็นตระกูลเหลียนต่างหากที่อยากจะขอให้หลิ่วโปรับคนของตนเองเข้าบ้านน่ะ”
“ฮ่าๆ พูดเป็นเล่นไปน่า แต่ก็นะ...อาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้”
เสียงหัวเราะของทุกคนทำให้ซูหยวนที่อยู่ไม่ไกลลอบยิ้มไปด้วย เด็กสองคนนี้ดูไปแล้วก็เหมาะกันมากจริงๆ ในอนาคตเธออาจจะต้องเตรียมเงินสินสอดไว้ขอสาวให้เจ้าเด็กหลิ่วโปด้วยไหมเนี่ย...
………………………………..