บทที่ 326 น่าเสียดาย (อ่านฟรี 26 ม.ค. 69)
บทที่ 326 น่าเสียดาย (อ่านฟรี 26 ม.ค. 69)
บทที่ 326 น่าเสียดาย
ในขณะเดียวกัน คนมากมายในองค์กรเกษตรกรต่างก็กำลังอยู่ในความกดดันอย่างหนัก พวกเขาแทบไม่ได้กินหรือนอนอย่างดีที่องค์กรเกษตรกรเลยเพราะห่วงสถานการณ์ของตระกูล อีกอย่าง...การถูกขัง ไม่สิ! การถูกสั่งให้คิดเกี่ยวกับวิธีการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกที่เป็นไปไม่ได้นี้กลับทำให้พวกเขารู้สึกอยากจะอาเจียนในทุกๆวัน เพียงแต่...หลายคนก็ยังหัวแข็ง ไม่ต้องการให้เด็กสาวคนหนึ่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้อาวุโสด้วยการบังคับเช่นนี้ ดังนั้นจึงมีการนัดพูดคุยกันเองระหว่างพวกเขา และให้กำลังใจกันอยู่เสมอ
“ป่านนี้เด็กเหลือขอนั่นคงจะนั่งไม่ติดแล้ว”
“ถูกต้อง มันอยากจะเป็นเกษตรกรระดับผู้ชำนาญ คิดว่าเป็นเรื่องง่ายๆหรือ? ถ้าพวกเรายอมรับ ครั้งต่อไปมันก็คงจะเล่นเกมเช่นนี้อีกครั้ง”
“ใช่ อีกอย่าง....พวกผู้นำขององค์กรก็ควรจะได้รู้ว่าพวกเรานั้นมีพลังแค่ไหน”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว” หลายคนต่างก็พยายามคิดในแง่ดี พูดให้กำลังใจกันไปมา และพยายามมองว่าอันซูหยวนเวลานี้น่าจะลำบากกว่าตนเอง อย่างไรก็ตาม...สถานการณ์เป็นอย่างที่พวกเขาคิดจริงหรือ?
ไม่เพียงแค่อันซูหยวนจะไม่ได้สนใจเรื่องตำแหน่งเกษตรกรผู้ชำนาญอย่างที่พวกเขาคิด เธอก็ยังมีวิธีการหาเครดิตเพิ่มอีกมากมาย ซึ่งความจริงที่ไม่อาจซ่อนได้นี้ ในที่สุดก็เข้ามาถึงหูของพวกเขาเสียที
“เอ่อ ผู้อาวุโสครับ ขออนุญาตเข้าไปนะครับ” เกษตรกรระดับต่ำคนหนึ่งส่งเสียงขึ้นที่หน้าประตู ดึงความสนใจของเหล่าเกษตรกรผู้อาวุโสเหล่านี้ไปได้
เกษตรกรระดับต่ำพวกนี้เป็นคนของเกษตรกรอาวุโสบางคนที่ถูกใช้ให้ไปตรวจสอบข่าวคราวข้างนอกแล้วมารายงานให้พวกเขาที่เหมือนถูกขังได้ตามทัน เพราะการที่ประธานองค์กรสั่งให้พวกเขาทำงานที่องค์กรตลอด 24 ชั่วโมงนี้ทำให้พวกเขาไม่สามารถติดต่อผู้คนได้มากนัก แม้แต่ตอนนี้....ประธานองค์กรก็ยังสั่งให้สมาชิกของตระกูลที่พยายามติดต่อมา มีเวลาเพียง 1 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น ไม่ใช่เข้าออกห้องทำงานของพวกเขาได้ง่ายๆเลย
สุดท้าย จึงทำได้แค่ให้เกษตรกรระดับต่ำที่ช่วยงาน หาข่าวต่างๆมาให้แทน
“อืม เข้ามา” เกษตรกรอาวุโสคนหนึ่งโบกมือ แปลว่าชายคนนี้ก็คือคนของเขา
“มีอะไรหรือเปล่า”
“ไม่ครับ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอะไร แค่เป็นสถานการณ์ข้างนอกที่รวบรวมมาตลอด 1 สัปดาห์นี้ครับ”
“โอ้ ดี อย่างนั้นก็ว่ามาเลย ทุกคนที่นี่ก็คงอยากฟังเหมือนกัน” เพราะพวกเขาพูดคุยกันแต่เรื่องเดิมๆมาตลอด 1 สัปดาห์แล้ว ได้ยินข่าวใหม่บ้างก็คงจะดี
คนอื่นๆกระตือรือร้นเช่นกัน เพราะมีเวลาแค่ 1 ชั่วโมงในการพูดคุยกับคนในตระกูล ดังนั้นจึงมีแต่สถานการณ์ของตระกูลเท่านั้นที่พวกเขาได้ฟัง แถมยังต้องหาวิธีช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆด้วย ก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้ถูกขัง ใช้เวลาทำงานทั้งวันก็ยังไม่พอ เวลานี้เหลือแค่ 1 ชั่วโมง ทำให้ต้องรีบร้อนจัดการสิ่งต่างๆให้เสร็จ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเรื่องนี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
หลายตระกูลเพราะอาวุโสในตระกูลถูกขังหลายวัน แปลงเพาะปลูกสมุนไพรที่กำลังเติบโตเมื่อไม่ได้รับพลังงานระดับสูงก็เริ่มเหี่ยวเฉา ความเจ็บปวดนี้ทำให้พวกเขารู้สึกเกลียดชังเด็กอันซูหยวนมากขึ้นเป็นเท่าตัว
หลายตระกูลยอมตัดแขนขาตัวเองก็เพื่อไม่ให้เด็กสาวคนนั้นกลายเป็นเกษตรกรผู้ชำนาญ! ไม่น่าแปลกใจเลยที่บทสนทนาของพวกเขาจะเป็นการสาปแช่งอีกฝ่ายในทุกๆวัน
กลับมาสถานการณ์ตรงหน้า เกษตรกรจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่นำข่าวมาบอก แต่สีหน้าของเขาไม่ได้ดูดีเท่าไรนัก เรียกว่ากระอักกระอ่วนมากด้วยซ้ำ เหมือนไม่ต้องการจะพูดความจริงออกมา
“ทำท่าทางอะไร อึกๆอักๆอยู่ได้ รีบพูดมาเร็วเข้า”
“คือว่า....สถานการณ์ข้างนอกไม่ได้มีอะไรมากมายครับ ราคาสินค้าเพื่อช่วยในการบำรุงดินยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนเรื่องของเกษตรกรอันผู้นั้น...”
“ว่าอย่างไร มันกำลังตีอกชกหัวที่ไม่ได้เป็นเกษตรกรผู้ชำนาญอย่างที่ต้องการใช่ไหม?”
“ฮ่าๆ รีบพูดมาว่าสภาพของมันเป็นอย่างไร คิดอยากจะได้ตำแหน่งสูงเพื่อกอบโกยผลประโยชน์จากความสำเร็จเล็กๆน้อยๆของตนเอง คงคิดไม่ถึงว่าพวกเราไม่ได้ง้อมันเลยสักนิด ทั้งไม่กลัวความลำบากเช่นนี้ด้วย สุดท้ายแล้วคนที่จะลำบากก็คือมันเอง!!”
“ดี ดี ดีจริงๆ มันคงจะดีกว่านี้ถ้าได้เห็นด้วยตา!” ยังไม่ทันที่จะได้ฟังความจริง ชายชราเหล่านี้ก็ตีความหมายกันไปมั่วซั่วหมด ทำเอาคนที่ต้องการรายงานความจริงกลืนน้ำลายอึกใหญ่
ให้ตายเถอะ! ตาแก่พวกนี้จะหยุดพูดเมื่อไร? คนที่กำลังจะตายก็คือพวกเขาเองต่างหาก เด็กนั่นน่ะ...ตอนนี้ไม่ใช่ว่ากำลังยื่นมือยาวๆของตนเองไปที่วงการทำยาหรือ? ตระกูลเหลียนเข้าออกแปลงเพาะปลูกของพวกเขาเป็นว่าเล่น เดี๋ยวคุณหนูรองของตระกูล เดี๋ยวก็ผู้อาวุโสตระกูลเหลียน ดูแล้วไม่เห็นจะสนใจเรื่องการเป็นเกษตรกรผู้ชำนาญอย่างที่ทุกคนคิดกันเลย
“ทำไมต้องทำสีหน้าแบบนั้นด้วย หรือว่าแกไม่ชอบที่พวกเราว่าเด็กสาวคนนั้นหรือ? แท้จริงแล้วแกเป็นพวกเดียวกับนังเด็กนั่น?” ผู้อาวุโสคนหนึ่งขมวดคิ้ว เขาไม่ได้ร่วมหัวเราะไปกับคนอื่นๆก่อนหน้านี้ จึงได้เห็นสีหน้าแท้จริงของเกษตรกรที่มารายงานข่าว
“ไม่ใช่เพราะเป็นพวกเดียวกับครับ แต่ว่า...”
“แต่ว่าอะไร”
“เอ่อ แต่ว่าสิ่งที่ทุกท่านเข้าใจนั้นไม่ถูกต้องครับ” เขากัดฟันพูด หากไม่ใช่เพราะมีคนถาม เขาก็จะปล่อยให้คนแก่เหล่านี้พูดกันให้มันปาก ก็นะ....ถ้าจะขัดคนที่กำลังสนุก มันก็ไม่ต่างอะไรกับที่เขาเอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางดงพวกกลายพันธุ์เลย ไม่รู้ว่าจะถูกฟาดงวงฟาดงาขนาดไหน
“อะไรคือไม่ถูกต้อง!”
นั่นอย่างไร! ยังไม่ทันไรก็เริ่มแล้ว....
ไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกหรือไม่ที่รับหน้าที่นี้ เดิมทีแค่ต้องการจะเป็นคนของผู้อาวุโส ติดตามรับใช้เขา ในอนาคตน่าจะมีเรื่องดีๆเข้ามาบ้าง ทว่า...ความจริงแล้ว กลับเป็นการคว้าปัญหาใส่ตนเองแทน ไม่รู้เลยว่าพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ไหม ถ้าโชคร้ายก็อาจจะโดนรุมทึ้งก่อนก็ได้
“เกษตรกรอันไม่ได้อยู่ในความกดดันนัก ตอนนี้เธอกำลังสนใจเรื่องการทำยาอยู่ จึงไม่ได้เข้าออกองค์กรเกษตรกรเลย เมื่อไม่กี่วันนี้ก็ต้อนรับคุณหนูรองสกุลเหลียน ทั้งยังมีผู้อาวุโสของสกุลเหลียนสองคนเข้ามาพบด้วยตัวเอง อ้อ ได้ยินว่าหญิงสาวไปพบกับประธานจางด้วย ไม่รู้ว่ากำลังร่วมมืองานใหญ่อะไรกับทางนั้น”
“เรื่องแปลงเพาะปลูกที่ได้รับการฟื้นฟู ได้ยินว่าตอนนี้ได้เริ่มเพาะปลูกแล้ว ส่วนการตรวจสอบเกี่ยวกับทรัพยากรในการฟื้นฟูดิน เธอไม่ได้ซื้อมาจากข้างนอกเลย ดูเหมือนจะเป็นการผลิตขึ้นมาได้เองมากกว่า ดังนั้น...ที่คาดเดาว่าน่าจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการที่ราคาของทรัพยากรในการฟื้นฟูสูงขึ้นนั้น แท้จริงแล้วไม่เป็นความจริงครับ”
เพราะมีเวลาตลอด 1 สัปดาห์ เขาจึงไปไล่หาข้อมูลที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้มามาก ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสทั้งหลายคิดว่าอันซูหยวนต้องการกลายเป็นเกษตรกรผู้ชำนาญก็เพื่อหาเงินคืนจากการที่ใช้จ่ายสำหรับการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกที่ลงทุนไปก่อนหน้านี้ ทว่า...เขาไม่ได้เชื่อเรื่องที่คาดเดากันไปเอง ดังนั้นจึงได้ตรวจสอบ และสุดท้ายก็พบว่า...เธอไม่เคยซื้อ หรือไม่เคยให้คนของตนเองไปซื้อวัสดุสำหรับการฟื้นฟูด้วยซ้ำ
ตั้งแต่แรกที่เริ่มทำการเพาะปลูกอัลเลี่ยมเช่นกัน นี่หมายความว่าตั้งแต่ต้น เธอไม่ได้พึ่งพาตลาดเกษตรกรเพื่อทำการเพาะปลูกเลย
สิ่งนี้ต่างหากที่ทำให้น่าตกใจที่สุด! การที่ใครสักคนมีแหล่งในการผลิตสารบำรุงดินหรือสิ่งที่ใช้ในการฟื้นฟูดินของตนเองนั้น ย่อมต้องทำให้พวกเขากลายเป็นเกษตรกรที่ร่ำรวยได้ง่ายๆ
ต่อให้ไม่ได้วางขายเหมือนที่เกษตรกรอันทำ ทว่า...สารบำรุงดินที่ไม่ต้องพึ่งพาราคาตลาด จะทำให้เธอควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างดี และแน่นอนว่าการถูกแบนจากผู้คนในวงการเกษตรกรไม่มีผลกับเธอเลย!
“ผะ ผลิตขึ้นมาได้เอง? นี่...เป็นไปไม่ได้!”
“ถูกต้อง การจะผลิตสารบำรุงดินนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ตระกูลของพวกเรามีสูตรลับที่ส่งต่อมาตั้งแต่บรรพบุรุษที่เก่งกาจในอดีต ทั้งยังต้องมีสมบัติที่หลุดมาจากโลกก่อนวันสิ้นโลกด้วย เธอที่เป็นแค่เด็กจากเขตชั้นนอกมาก่อนจะทำแบบนั้นได้อย่างไร”
“หรือว่า....ประธานจาง...” พวกเขาตอนแรกก็ไม่อยากเชื่อ ทว่า...เมื่อคิดถึงคนที่อยู่เบื้องหลังเธอแล้ว ก็ทำได้แค่มองหน้ากันเองเท่านั้น
ความสำคัญของเด็กสาวคนนี้ต่อประธานจางมีสูงถึงเพียงนั้นเลยหรือ? กระทั่งมอบวิธีการผลิตสารบำรุงดินให้เลย? หรือตั้งแต่แรก....เกษตรกรอันก็แค่คนที่ประธานจางส่งมาสร้างความสะเทือนให้วงการเกษตรกร?
ถ้านี่เป็นความต้องการของประธานจางคนนั้นจริงๆ เช่นนั้น...ความหวังที่จะได้เห็นเกษตรกรอันกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดในวงการเกษตรกรก็คือเรื่องไร้สาระหรือ? ความยากลำบากของพวกเขาตอนนี้เป็นแค่เรื่องตลกหรือไม่!
“ประธานจางปกติแล้วไม่ใช่คนที่จะยื่นมือเข้ามาวุ่นวายในองค์กรเกษตรกรของเรา นอกจากจะลงทุนเล็กๆน้อยๆแล้วก็ไม่เคยสนใจอะไรอีก ดังนั้นเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เขา...”
“ไม่ใช่เขา? เช่นนั้นจะบอกว่าเป็นเกษตรกรอันคนเดียวที่ก่อความวุ่นวายอยู่แบบนี้หรือ? นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย บางที...เพราะองค์กรเกษตรกรของพวกเรามีกำไรให้คว้ามาก ประธานจางคนนั้นก็เลยต้องการยื่นมือเข้ามาแล้วก็เป็นได้”
“เหอะ! ในที่สุดเขาก็อาจจะแค่รู้ว่าตอนนี้องค์กรของพวกเรานั้นดีกว่าองค์กรนักล่าเป็นไหนๆ ก็เลยคิดจะสร้างคนทิ้งไว้ที่องค์กรของพวกเราก็เป็นได้” หากคิดว่านี่เป็นการลงมือของประธานจาง แทนที่จะโกรธเหมือนตอนอันซูหยวนลงมือ กลับรู้สึกภาคภูมิใจเสียอย่างนั้น
ทุกคนรู้ดีว่าประธานจางเป็นพวกมือทองคำ จับต้องสิ่งใดล้วนแต่เป็นเครดิตก้อนใหญ่ทั้งนั้น ก่อนหน้านี้เขาไม่สนใจวงการเกษตรกรของตนเอง ยังรู้สึกเหมือนเป็นลูกนอกสมรสที่ราชาไม่สนใจ ทว่าตอนนี้กลับรู้สึกต่างออกไป
องค์กรนักล่ายืดคอสูงได้ขนาดนั้นก็เพราะมีคนมากความสามารถสนใจไม่ใช่หรือ? ถึงคราวขององค์กรเกษตรกรแล้วหรือเปล่าล่ะ...
ถ้าประธานจางต้องการจริงๆ เช่นนั้นทำไมพวกเขาจะต้องมาลำบากต่อต้านด้วย ไม่สู้...ยอมให้แผนของประธานจางสำเร็จ แล้วองค์กรของพวกเขาพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดไม่ดีกว่าหรือ?
แน่นอนว่าความคิดเหล่านี้ล้วนเป็นความคิดของผู้อาวุโสจำนวนมากที่แสนจะเย่อหยิ่ง พวกเขายอมรับไม่ได้ที่เด็กน้อยอันซูหยวนต้องการข้ามหัวตนเองเพราะทำให้เหมือนถูกหมิ่นเกียรติและความรู้ทั้งหมด แต่พอเป็นประธานจางที่ได้รับการยอมรับ พวกเขากลับรู้สึกว่าหัวของตนเองก็ไม่ได้ถูกข้ามไป กลับกัน...เหมือนกับการที่มีแท่นยืนที่สูงขึ้น ทำให้พวกเขาสามารถหัวเราะได้ในที่สาธารณะด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม...ต้องบอกว่าก่อนหน้านี้พวกเขาถูกกดดันมามากแล้ว องค์กรเกษตรกรที่นำโดยประธานของพวกเขาขังผู้คนเอาไว้นานเกินไป ดังนั้น...แค่มีคีย์เวิร์ดเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ พวกเขาก็แทบจะถวายตัวก้มหัวยอมรับได้ในทันที
“ไปเถอะ พวกเราไปบอกความจริงเรื่องนี้ให้ประธานและรองประธานรู้ เขาจะได้เข้าใจได้ถูกต้องเสียที แทนที่จะบอกว่าเด็กคนนั้นเป็นอัจฉริยะที่น่าสนับสนุน สู้บอกว่าเด็กคนนั้นก็คือตัวแทนของประธานจางดีกว่า”
“ฮ่าๆ ใช่แล้ว ใช่แล้ว ถึงเวลาที่พวกเราจะต้องลงมติครั้งใหม่แล้ว..”
แม้จะยอมรับ แต่ความเย่อหยิ่งทำให้พวกเขาต้องการพูดเรื่องนี้อีกสองสามคำอยู่ดี แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้ “ยอมแพ้” ต่อเด็กสาวหรือความเอาแต่ใจของพวกประธาน หากแต่ “ยอมรับ” เพราะเพิ่งรู้ความจริงที่ไม่มีใครรู้ และต้องการทำเพื่อองค์กรเกษตรกร ให้ประธานจางคนนั้นได้มีส่วนแบ่งในตลาดของพวกเขา ยกระดับองค์กรขึ้นไปอีกขั้น!
ช่าง....เป็นข้ออ้างที่ทำให้สบายใจมากกว่าจริงๆ
ซึ่งไม่ว่าพวกเขาจะเอาอะไรมาใส่สมองของตน สุดท้ายแล้วก็ทำให้องค์กรเกษตรกรมีการประกาศครั้งใหญ่ออกมา ทำเอาเกษตรกรทั้งหมดต้องประหลาดใจกับผลลัพธ์เช่นนี้
- ประกาศแต่งตั้งเกษตรกรที่แท้จริงอันซูหยวน ให้เลื่อนตำแหน่งเป็นเกษตรกรผู้ชำนาญอันซูหยวน นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เกษตรกรอันจะกลายเป็นผู้อาวุโสขององค์กรเกษตรกร มีศักดิ์และสิทธิ์ทุกประการตามที่ผู้อาวุโสคนหนึ่งควรได้รับ –
คำประกาศที่สั่นสะเทือนไปทั้งวงการนี้ ทำเอาตระกูลน้อยใหญ่ถึงกับอ้าปากค้าง แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ตระกูลที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเกษตรกรเท่านั้น หากแต่เป็นตระกูลทั้งหมดในเขตชั้นในและชั้นกลางที่รู้ถึงความสำคัญของเรื่องนี้เป็นอย่างดี
เป็นผู้อาวุโสขององค์กรเกษตรกรอย่างนั้นหรือ? นี่ไม่ได้หมายความว่าขาข้างหนึ่งของอันซูหยวนก้าวเข้ามาในเขตชั้นในแล้วหรอกหรือ?
ก็เหมือนกับเขตชั้นกลางที่จะต้องมีเงื่อนไขบางอย่างจึงจะเข้ามาได้ เขตชั้นในก็เช่นเดียวกัน...หากมีความสามารถจริง และเป็นบุคลากรที่เขตชั้นในขาดไปไม่ได้ พวกเขาก็จะยอมให้บัตรผ่านเข้ามาใช้ชีวิตในเขตชั้นในได้ทั้งตระกูล แน่นอนว่าเรื่องเครดิตที่ต้องจ่ายออกไปก็ยังเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่ง เพียงแต่...ถ้าพวกเขาเป็นคนมีความสามารถจริง การทำเงิน 1,000 ล้านเครดิตก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเอามาพูดถึงแล้ว
อันซูหยวนเองก็ได้รับคำสั่งแต่งตั้งหลังจากนั้นไม่นาน เธอยังไม่ได้ทำอะไรก็ได้รับการเลื่อนขั้นเสียแล้ว ทำเอารู้สึกเบื่อหน่ายกับความสำเร็จที่ง่ายดายเช่นนี้อยู่บ้าง
เดิมที...ซูหยวนมี “แผนกระตุ้น” ให้องค์กรเกษตรกรไม่มีทางเลือกอยู่ ไม่ใช่ว่าเธอเป็นคนเดียวที่ฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกจากการถูกแมลงกัดกินทำลายได้หรือ? แถมยังเป็นคนเดียวที่ควบคุมแมลงกัดกินได้ด้วย ถ้าหากพวกเขายังดื้อรั้นต่อไป เธอก็แค่โยนพวกมันออกไปสักตัวสองตัวก็ได้แล้ว
น่าเสียดายที่ยังไม่ได้ใช้พวกมันเลย...พวกเขาก็ยอมแพ้เสียแล้ว
……………………