LNCrawler

บทที่ 328 ความกังวลใจของผู้อำนวยการ (อ่านฟรี 28 ม.ค. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 328 ความกังวลใจของผู้อำนวยการ (อ่านฟรี 28 ม.ค. 69)

บทที่ 328 ความกังวลใจของผู้อำนวยการ

 

“เกษตรกรอัน หรือว่า....ปุ๋ยวิเศษที่พูดถึง เป็นผลผลิตขององค์กรนักล่าสกุลจางหรือ?”

 

หลายคนเคยได้ยินความร่วมมือนี้มาบ้างแล้ว ดังนั้นจึงคาดเดาได้ไม่ยาก อีกอย่าง...เพราะเรื่องนี้ พวกเขาก็เลยยอมลงชื่อให้อันซูหยวนกลายเป็นเกษตรกรระดับผู้ชำนาญ หากไม่เช่นนั้น...ต่อให้รอจนตาย พวกเขาก็ยังรู้สึกดีกว่าเสียศักดิ์ศรี!!

 

​ซูหยวนคลี่ยิ้มเมื่อได้ยินคำถามนี้ เรื่องปุ๋ยวิเศษนั้น เธอได้พูดคุยกับประธานจางแล้ว ให้องค์กรออกหน้าขายให้ โดยเธอจะมอบส่วนแบ่งให้พวกเขา 20 ส่วน จากกำไรหลังหักต้นทุนแล้ว นอกจากนี้ยังมีเรื่องการซื้อซากพวกกลายพันธุ์ให้องค์กรทุกๆเดือนอีก ถึงพวกเขาจะทำเพียงเดือนละครั้ง แต่ก็สามารถทำรายได้จากส่วนนี้ไม่น้อยเลย

 

​จางอู่หยางยังยกเป็นผลประโยชน์ขององค์กรได้ด้วย ซึ่งจากที่ก่อนหน้านี้พวกเขามีการทดสอบเลื่อนระดับของพวกนักล่าอยู่แล้ว ครั้งนี้ก็ให้นักล่าที่ต้องการเลื่อนระดับไปรวบรวมทรัพยากรที่ซูหยวนต้องการมาก็พอ ส่วนเรื่องการนำซากออกมาจากพื้นที่ เป็นเรื่องของฝ่ายอำนวยการที่จะประสานจ้างวานพวกผู้เก็บขยะมาเป็นแรงงานราคาถูกให้

 

​ภาพรวมที่ต้องการจะพูดก็คือ ซูหยวนสามารถอ้างองค์กรนักล่าสกุลจางสำหรับเรื่องปุ๋ยวิเศษนี้ได้ แทนที่จะเอาตัวเองออกมายืนรับลูกกระสุนความโลภ ก็ใช้ฐานะขององค์กรมาเป็นโล่แทน

 

​ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วที่ซูหยวนทำเช่นนี้ เธอจึงพยายามที่จะไม่รบกวนเขาโดยไม่มีผลตอบแทนที่ดี เรื่องปุ๋ยวิเศษนี้ แทบจะเป็นการพาองค์กรเข้าสู่ตลาดของเกษตรกรอย่างแท้จริงเลย

 

​ต่อไป เธอจะครอบครองส่วนแบ่งตลาดในส่วนของสารบำรุงพืชผลและดินทั้งหมด นอกจากนี้...ยังจะทำให้ผลผลิตของเกษตรกรมีน้ำหนักมากขึ้น ราคาของพวกมันควรจะถูกลง และส่งผลให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้นด้วย ต่อไปเธออาจจะไม่ต้องแอบกินอาหารในฟาร์มอีกแล้ว รวมถึง...เมื่อประธานจางชวนเธอไปกินอาหารอีก อาหารตรงหน้าคงไม่ใช่แค่ข้าวต้มที่มีเมล็ดข้าวเพียงไม่กี่เม็ดเหล่านั้น...

 

​เอาเถอะ ทุกอย่างล้วนต้องใช้เวลาและกระบวนการต่างๆอีกมากมาย เธอทำเท่าที่ตัวเองจะไม่ลำบากก็ถือว่าทำได้ดีแล้ว..

 

“ปุ๋ยวิเศษพวกนี้ต้องใช้ทรัพยากรในการผลิตค่อนข้างมาก ถ้าไม่ใช่ประธานจางที่ส่งนักล่าไปรวบรวมทรัพยากรก็คงจะผลิตปุ๋ยวิเศษขึ้นมาไม่ได้ ดังนั้นคงจะต้องขอบคุณประธานจางที่สนับสนุนทรัพยากรเพื่อให้ฉันทดสอบปุ๋ยวิเศษได้”

 

​แม้ซูหยวนจะพูดเป็นนัยๆว่าตัวเธอเองคือผู้คิดปุ๋ยนั้น หากแต่ไม่มีใครสนใจประเด็นนี้เลย พวกเขามีสิ่งที่คิดอยู่ในใจแล้ว ย่อมต้องเชื่อเช่นนั้น

 

“นี่...ประธานจางต้องการยื่นมือเข้ามาในวงการเกษตรกรจริงหรือ? แถมยังคิดจะมาทำตลาดด้านการบำรุงดินอีก ไม่ใช่ว่าต้องการทำให้วงการเกษตรกรของพวกเราสั่นคลอนหรือ?”

 

​ไม่เหมือนกับที่คิดเอาไว้ เดิมทียังต้องการรู้วิธีการบำรุงดินหลังจากถูกทำลายเพื่อที่ตัวเองจะได้นำไปปรับใช้แล้วผลิตออกมาเป็นสินค้าขาย ทว่า...หลายคนเมื่อได้ยินคำว่า “ปุ๋ยวิเศษ” ที่มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมยิ่งกว่าสารบำรุงดินของพวกเขา ก็รู้สึกว่าสถานการณ์ของตระกูลกำลังสั่นคลอนแล้ว

 

​ถ้าประธานจางสามารถขายปุ๋ยที่ยอดเยี่ยมนั้นได้ แล้วจะมีใครต้องการสารบำรุงดินจากพวกเขาอีก? นี่...ไม่ใช่การทำลายตระกูลของเขาทางอ้อมหรือ?

 

“สั่นคลอนหรอคะ? หากพวกเราต้องการเข้าตลาดเกษตรกรย่อมต้องถือพวกเราเป็นหน้าใหม่ แทนที่จะบอกว่าเข้ามาสั่นคลอนพวกท่าน อาจจะเป็นพวกเราที่ถูกพวกท่านจัดการก็ได้ นี่เป็นเรื่องธุรกิจไม่ใช่หรอคะ ที่ผ่านมา...หลายคนก็ถูกตระกูลเก่าแก่ที่มีความสามารถในการผลิตกดดันอย่างหนักจนต้องล้มเลิกไป ควรเป็นพวกเราที่ต้องขอความกรุณาจากพวกท่านมากกว่า”

 

​ซูหยวนหยอกล้อ เรื่องตลาดสินค้าบำรุงดินบำรุงพืช ใช่ว่าเธอจะไม่ได้ตรวจสอบมาก่อนเสียหน่อย เป็นนิสัยของซูหยวนไปแล้ว ทุกครั้งที่จะทำโปรเจคอะไรจำเป็นต้องมีฐานข้อมูลอยู่ในมือ ดังนั้น...เรื่องราวที่เหล่าตระกูลใหญ่ลงมือทำไปก่อนหน้านี้ เธอก็ยังตรวจสอบเจอด้วย

 

​แม้จะไม่มีข้อมูลวางขายเหมือนโลกก่อนหน้านี้ หากแต่การรวบรวมข้อมูลขั้นต้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เธอสามารถใช้ฐานะ “ทหารพิเศษ” เพื่อติดต่อขอข้อมูลผู้ลงทะเบียนค้าขายได้โดยตรง เมื่อเอามาสรุปดูก็จะพบว่ามีความพยายามของเกษตรกรหลายคนที่อยากจะเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นผู้ผลิตสินค้าบำรุงดินขาย หากแต่ก็ต้องล้มเลิกไปหลังเจอมาตรการต่างๆของตระกูลใหญ่เข้ามา

 

​ไม่ว่าจะเป็นการทุ่มตลาด เนื่องจากมีเงินทุนหนากว่าธุรกิจขนาดย่อม พวกเขาบีบให้ธุรกิจที่เพิ่งเกิดขายในราคาสูงจนไม่มีใครซื้อ ลดราคาต่ำก็ขาดทุน ไม่พ้นต้องขายวิธีการทำสารบำรุงเหล่านี้ในตระกูลใหญ่ในราคาต่ำ

 

​นอกจากการทุ่มตลาด ยังมีการกีดกันการซื้อวัตถุดิบด้วย เพราะมีพันธมิตรในตลาดมากมาย และไม่ต้องการมอบส่วนแบ่งเหล่านี้ให้ผู้อื่นอีก พวกเขาจึงร่วมมือกันเพื่อผูกตลาดนี้ไว้

 

​หลังจากที่หาซื้อวัตถุดิบไม่ได้ พวกเขายังจะสามารถทำอะไรกับตลาดนี้ได้อีกหรือ? สุดท้ายก็ไม่พ้นที่จะต้องถอนตัวออกมาและยอมรับการขาดทุนย่อยยับที่ต้องเจอ

 

​ด้วยนิสัยการควบคุมตลาดไว้ในมือมาเนิ่นนาน ย่อมต้องเคยตัวกับการกินพายขนาดใหญ่นี้แล้ว พอเห็นว่าประธานจางต้องการเข้ามามีส่วนร่วม และตัวเองก็ไม่สามารถใช้มาตรการใดๆจัดการได้ ย่อมต้องกังวลเป็นธรรมดา

 

​ซูหยวนคาดเดาได้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่เปิดกิจการนี้ภายใต้ชื่อของตนเอง แต่มองหาประธานเพื่อช่วยเหลือ ดูเอาเถอะ...แค่การเคลื่อนไหวนี้ พวกเขาก็เริ่มจะโวยวายกันแล้ว หากเป็นเธอที่ดำเนินการเอง น่าจะเป็นเพียงมดตัวเล็กๆให้พวกเขาขยี้จนตาย

 

“เกษตรกรอันไม่รู้อะไรก็อย่าพูดดีกว่า พูดแบบนี้แล้วทำให้พวกเราตระกูลใหญ่ดูไม่ดีเลยนะ ทำเหมือนพวกเรารังแกคนอื่น แต่ความจริงแล้วเป็นเกษตรกรทุกคนต่างหากที่จะตัดสินใจได้ หากสินค้าดีจริงก็ไม่จำเป็นต้องกลัว..”

 

“ใช่ค่ะ ถ้าสินค้าดีจริงก็ไม่ต้องกลัวเลย” ไม่รู้ว่าพยายามแก้ตัวหรือพูดให้ตัวเองดูแย่กันแน่ ซูหยวนตอบกลับอีกฝ่ายทันทีโดยไม่เปิดช่องให้แก้ต่างได้อีก

 

​หากคนไม่พูดเช่นนี้ก็แปลว่ายอมรับว่าตัวเองใช้กำลังข่มผู้อื่น แต่ถ้าพูดออกมา...ก็เท่ากับเป็นการต้อนรับดาบใหญ่ของประธานจางแล้วนั่นแหละ

 

​คนอายุมากกว่าย่อมมีประสบการณ์ในการต่อสู้นานกว่าเช่นกัน ดังนั้นจึงกลับมารักษาความสงบของตนเองได้ เพียงคลี่ยิ้มแล้วกล่าวอย่างใจดี

 

“ถ้าประธานจางสนใจในธุรกิจนี้จริงๆ พวกเราก็จะเป็นเพื่อนร่วมธุรกิจกันได้ ขอแค่ประธานจางไม่รังแกคนเกินไปก็เท่านั้น” ความหมายของเขาไม่ต้องตีความก็เข้าใจ

 

​ปกติแล้วการผลิตสารบำรุงดินพวกนี้ล้วนฟันกำไรสูงมาก พวกเขากลัวแค่ว่าถ้าประธานจางนำสินค้าตัวเองออกมาแล้วคาดหวังกำไรเล็กๆน้อยๆต่อชิ้น หากแต่ต้องการปริมาณขายแทน นั่นต่างหากที่จะเป็นการประกาศสงครามแล้วทำลายตระกูลของพวกเขา

 

​หากสินค้าของประธานจางดีจริง พวกเขาก็เข้าใจได้ อีกฝ่ายมีทั้งกำลังคนและกำลังทรัพยากรสูงกว่า สินค้าย่อมต้องดีกว่าพวกเขาแน่ แต่ถ้าพวกเขาร่วมมือกันได้จริงๆ ก็ยังตรึงราคาตลาดได้อยู่

 

​ให้ประธานจางขายสินค้าคุณภาพสูง เกษตรกรที่จะใช้ก็เป็นพวกผู้เพาะปลูกสมุนไพรหรือพืชผักราคาสูงก็ได้แล้ว ในขณะที่พวกเขาก็จะขายได้ปริมาณน้อยลงเล็กน้อย

 

​นี่เป็นกลไกรับมือด้วยการยอมแบ่งพายชิ้นนี้ออกอีก 1 ส่วน ถือว่ากำไรลดลงแต่ยังอยู่รอดได้....

 

“ทั้งหมดล้วนเป็นการตัดสินใจของประธานค่ะ ตอนนี้ยังไม่ได้ผลิตออกมาขายเพราะฉันเพิ่งทดสอบรอบแรกไป หลังจากที่การเพาะปลูกชุดนี้สำเร็จไปด้วยดีแล้ว จึงค่อยนำสินค้าออกตลาด”

 

“โอ้ว นั่นเป็นเรื่องดี ในฐานะรองประธานองค์กร ฉันอยากเห็นการพัฒนาของวงการเกษตรกรของพวกเราที่กำลังจะพุ่งไปอย่างก้าวกระโดด” รองประธานฯผิดหวังเล็กน้อย เขาคิดว่ามีวิธีการใดที่น่าอัศจรรย์ใจให้เรียนรู้อีก คิดไม่ถึงว่าเป็นแค่เรื่องการใช้สารบำรุงดินชนิดใหม่เท่านั้น

 

​แต่ก็เอาเถอะ สารบำรุงดินเหล่านี้มีประโยชน์มาก ถ้าพวกมันใช้ฟื้นฟูดินเพื่อแก้ไขปัญหาแปลงเพาะปลูกที่ถูกทำลายได้ เช่นนั้นก็คุ้มค่ากับการซื้อมาใช้แล้ว

 

​ต่อให้ตอนนี้จะยังไม่รู้ราคา หรือต่อให้ประธานจางขายมันราคาแพงขนาดไหน แต่ถ้าเทียบกับการเสียโอกาสเพาะปลูกไปเป็นสิบๆปี ลงทุนครั้งใหญ่นี้ย่อมดีกว่า...

 

​ไม่เหมือนกับพวกพ่อค้าที่ขายสารบำรุงดิน ประธานและรองประธานฯกำลังคิดว่าราคาของปุ๋ยวิเศษนี้ไม่ควรต่ำเกินไป หากคุณภาพของมันยอดเยี่ยมถึงเพียงนั้น ราคาก็ต้องหลายแสนเครดิตหรืออาจจะขึ้นไปถึงหลักล้านด้วยซ้ำ คนที่จะแตะต้องปุ๋ยราคาแพงขนาดนั้นได้ก็มีแค่องค์กรเกษตรกรนี่แหละ

 

​พูดให้ถูกก็คือ...พวกเขาเข้าใจว่ามันน่าจะถูกผลิตออกมาเพื่อขายให้กับองค์กรเท่านั้น ฉะนั้นจึงไม่ได้เข้าแทรกแซงการเข้าสู่วงการเกษตรกรของประธานจาง

 

​หลังจากที่ผู้คนในองค์กรรู้วิธีการฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกแล้วก็พากันแยกย้ายกลับไป หลายคนยิ่งไม่พอใจกับสิ่งที่ได้รู้วันนี้ โดยเฉพาะพวกที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้โดยตรง

 

“นี่...กลายเป็นว่าเกษตรกรอันไม่ได้ทำอะไรเลย ความสำเร็จของเธอมาจากประธานจางล้วนๆใช่ไหม”

 

“เหอะ! แค่ใช้สิ่งที่เรียกว่าปุ๋ยวิเศษนั้นก็สามารถขึ้นเป็นผู้อาวุโสขององค์กรได้แล้ว นี่ไม่ใช่เป็นการดูถูกองค์กรของพวกเราเกินไปรึไง”

 

“มิน่าล่ะ ทำไมถึงไม่ยอมบอกวิธีในการฟื้นฟูดินก่อน สุดท้ายเป็นเพราะเธอต้องการโกงอยู่แล้วนี่เอง”

 

“เรื่องนี้ต้องโทษประธานและรองประธานฯที่เสียรู้ต่อเด็กนั่น ทั้งยังพยายามสนับสนุนอย่างมากด้วย ฉันกำลังคิดว่าประธานและรองประธานฯกำลังใช้อำนาจของตนเองในทางที่ไม่ถูกต้อง”

 

“บางที...ตำแหน่งทั้งสองนี้ควรจะต้องเปลี่ยนแล้วหรือไม่? คนอื่นคิดว่ายังไงล่ะ?” คนถามมองไปรอบๆ ซึ่งหลายคนที่นี่ก็คิดเหมือนกัน

 

​ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาเลือกประธานและรองประธานขององค์กร อำนาจเบ็ดเสร็จที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่พวกเขาทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือก กฎขององค์กรมีหลายข้อ แต่ข้อแรกก็คือการขัดขวางเกษตรกรอาวุโสไปมากมายแล้ว

 

​หนึ่ง จะต้องเป็นคนที่ประธานและรองประธานฯขององค์กรในขณะนั้นเสนอชื่อขึ้นมา ดังนั้น...คนที่พวกเขาอยากให้ขึ้นตำแหน่งก็ไม่ได้ขึ้น กลับเป็นใครก็ไม่รู้ที่ก้าวขึ้นมาครองอำนาจ

 

​สอง นอกจากเป็นคนของประธานและรองประธานแล้ว ก็ยังต้องนำรายชื่อมาเพื่อให้เกษตรกรทั้งหมด ไม่ว่าจะตำแหน่งน้อยใหญ่ขนาดไหนเลือกให้ “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” อีกครั้ง โดยครั้งไหนที่มีการให้ผ่านมากกว่า 1 คน จะต้องให้ผู้ผ่านการคัดเลือกมาแสดงผลงานใน 1 ปีของพวกเขาเพื่อให้พวกประธานและรองประธานเลือกเป็นครั้งสุดท้าย

 

​กระบวนการทั้งหมดนี้ ผู้อาวุโสกลับมีเสียงเท่ากับเกษตรกรทั่วไป พวกเขาได้รับอำนาจในการคัดค้าน แสดงความเห็น หรือการร่วมอนุมัติสถานการณ์อื่นๆเท่านั้น นี่ทำให้พวกเขาไม่พอใจมานานแล้ว

 

​ครั้งนี้ก็เช่นกัน การปฏิบัติหน้าที่ของประธานและรองประธานกำลังจะทำให้พวกเขาถูกเหยียดหยาม ยังพาศึกจากภายนอกเข้ามาในบ้านตัวเองอีก เช่นนี้ย่อมไม่ควรปล่อยไว้

 

​แม้จะเอาพวกเขาลงจากตำแหน่งไม่ได้ ก็ต้องแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรอาวุโสอย่างพวกเขาไม่ได้ไร้น้ำยา

 

​ดังนั้น ในหมู่ผู้อาวุโสด้วยกัน จึงมีการนัดหมายเพื่อเขียนจดหมายประท้วง ทั้งยังมีความพยายามในการสร้าปัญหาน้อยใหญ่ เช่น หากเจอความผิดปกติอะไรบางอย่างก็รีบแจ้งทางการมาตรวจสอบ ทำให้ประธานและรองประธานไม่ได้ทำงานอย่างราบรื่น ต้องคอยเจอการก่อกวนเช่นนี้

 

​ถึงพวกเขาจะอยากลาออกจากตำแหน่งเหมือนกัน แต่ด้วยเงื่อนไขที่พวกผู้นำคนก่อนๆสร้างไว้ ย่อมไม่สามารถทำได้โดยง่าย สุดท้ายก็ทำได้แค่ก่นด่าให้กันฟังเท่านั้น

 

​บรรยากาศที่องค์กรเกษตรกรตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม ส่งผลให้การพัฒนาด้านเกษตรหยุดชะงักไปด้วย เรื่องนี้ทำให้องค์กรต่างๆพากันพูดถึงพวกเขา แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องดีๆ

 

​ถึงพวกเขาจะไม่ใช่คู่แข่งกันโดยตรง แต่การเห็นองค์กรอื่นๆลำบากในขณะที่องค์กรของตัวเองประสบความสำเร็จดีก็เหมือนกับได้รับชัยชนะแล้ว

 

“นักเรียนอันเปิดเผยวิธีในการจัดการแปลงเพาะปลูกแล้วหรือ?”

 

“ใช่ครับ แต่เธอบอกว่าเป็นเพราะใช้ปุ๋ยวิเศษที่ได้จากตระกูลจาง”

 

“จะใช่แค่นั้นแน่หรือ?” เสียงของคนถามรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ ซึ่งอาจารย์ประจำวิชาเกษตรก็หัวเราะออกมาเช่นกัน

 

“ผมก็ไม่คิดแบบนั้นครับท่านผู้อำนวยการ แต่คงไม่ต้องการพูดออกไป เพราระมันจะทำให้เธอเดือดร้อนหนัก”

 

“อืม ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ประธานจางนับว่าเลือกคนได้ดีจริงๆ”

 

“ครับ”

 

“แล้วผลลัพธ์ของการแข่งขันเป็นอย่างไรแล้ว” เมื่อได้ยินคำถามนี้ รอยยิ้มที่หาได้ยากของอาจารย์ประจำวิชาเกษตรก็ปรากฏให้ได้เห็น ทำเอาผู้อำนวยการถึงกับส่ายหน้าไปด้วย

 

“ดีครับ ต่อให้ผลผลิตรอบสุดท้ายนี้ทุกคนทำได้ดีทั้งหมดก็ไล่ตามความสำเร็จของนักเรียนอันไม่ทันแล้ว อันดับหนึ่งเป็นที่การันตีได้แน่นอนแล้วครับ”

 

“อืม ดีแล้ว อย่าให้เกิดเรื่องผิดพลาด แล้วก็...ระวังสถาบันอื่นๆไว้ด้วย พวกเขาไม่เคยเสียอันดับหนึ่งไปย่อมต้องมีเหตุผล” คนเป็นผู้อำนวยการกล่าวเตือน

 

​ไม่เหมือนกับการทดสอบโดยส่วนกลางของนักเรียนชั้นปีที่ 1 กรณีนั้นมีการควบคุมอย่างดี ไม่เปิดโอกาสให้บุคคลอื่นสามารถแก้ไขผลการทดสอบหรือเข้าไปใช้กลโกงได้ ทว่า...การแข่งขันด้วยจำนวนผลผลิตนี้ต่างออกไป

 

​ต่อให้ตอนนี้ตัวเองจะเป็นว่าที่อันดับหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าตำแหน่งนี้จะคงอยู่ตลอดไป

 

“ระวังให้ดี ยังวางใจไม่ได้จนกว่าจะมีการประกาศสุดท้าย...”

 

………………………………