LNCrawler

บทที่ 331 ผู้ต้องหา (อ่านฟรี 31 ม.ค. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 331 ผู้ต้องหา (อ่านฟรี 31 ม.ค. 69)

บทที่ 331 ผู้ต้องหา

 

หลังจากวันที่ซูหยวนได้รับข่าว เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นจริงๆ เวลานั้นเกษตรกรที่มีความเชี่ยวชาญในการศึกษาสารบำรุงดินตกตายอยู่บนเส้นทางระหว่างมายังแปลงเพาะปลูกของอันซูหยวน ในมือยังมีจดหมายเชิญที่ใช้ลายมือเดียวกับเธออยู่ด้วย

 

นั่นเป็นการส่งคำเชิญให้อีกฝ่ายมาพูดคุยเรื่องปัญหาที่ทำให้ไม่ชอบหน้ากัน โดยทางซูหยวนเสนอว่าจะมอบวิธีการทำปุ๋ยวิเศษให้เขา และขอให้ร่วมมือกันเพื่อผลิตปุ๋ยวิเศษขาย เพื่อประโยชน์ของตระกูลและยังเป็นสิ่งที่ตนเองสนใจ คนจึงยอมออกมาพบกันข้างนอก สุดท้ายกลับกลายเป็นกลลวงที่ทำให้เสียชีวิต! 

 

แถมตอนที่ลงมือ ก็เป็นช่วงเวลาที่ซูหยวนไม่ได้อยู่ในแปลงเพาะปลูกทั้งของตนเองและแปลงเพาะปลูกของสถาบัน หมายความว่า...ตำแหน่งของเธอไม่มีการยืนยันที่ชัดเจน ผู้ลงมือวางแผนเรื่องนี้มาอย่างดีแล้ว ไม่อย่างนั้นคงเลือกเวลาไม่ถูกต้องเช่นนี้ได้

 

“ได้ยินข่าวหรือเปล่า เกษตรกรอันคนนั้นไม่สามารถทิ้งสันดานเดิมของตนเองได้เลย เวลานี้ก็ฆ่าเกษตรกรอาวุโสไปแล้วหนึ่งคน แล้วพวกเรายังจะปล่อยให้คนป่าเถื่อนแบบนั้นทำงานอยู่ในองค์กรพวกเราอีกหรือ?”

 

“คิดเอาไว้อยู่แล้ว คนแบบนั้นจะทิ้งสันดานเดิมได้อย่างไร พวกนักล่าแก้ปัญหาโดยไม่ใช้สมองอยู่แล้ว อาศัยแค่กำลังและความบ้าเลือดของตนเองในการฆ่า แล้วก็ฆ่าเท่านั้น!”

 

“ประธานกับรองประธานยังหลับหูหลับตาอยู่เหมือนเดิม แต่เรื่องนี้ไม่มีทางปิดพวกเราได้ ยิ่งไม่มีทางปิดทางการได้!”

 

“ถูกต้องแล้ว เธอจะต้องถูกทางการจับตัวไปลงโทษ พวกเราจะรวมตัวไปเป็นพยานให้กับเรื่องนี้ เกษตรกรอาวุโสท่านนั้นไม่มีความผิดถึงขั้นจะต้องฆ่ากันตาย ก็แค่ไม่เห็นด้วยเท่านั้น การกระทำที่รุนแรงเกินไปนี้พวกเรารับไม่ได้ ไม่อย่างนั้นต่อไปถ้ามีปัญหาอะไร แค่คนคิดเห็นไม่ตรงกันก็ต้องมาตายหรือ?”

            

ความวุ่นวายที่ถูกผลักดันให้กลายเป็นเรื่องใหญ่นี้เข้าในวาระการประชุมขององค์กรในเวลาต่อมา ประธานและรองประธานฯได้ยินชื่อของ “อันซูหยวน” บ่อยเกินไปแล้วในช่วงนี้ ไม่ว่าจะข่าวซุบซิบเกี่ยวกับการช่วยเพื่อนๆในสถาบันโกง หรือการจัดการเกษตรกรอาวุโส ล้วนแต่เป็นชื่อของเธอทั้งสิ้น

            

แล้วทำไมต้องเป็นช่วงเวลานี้?

            

ทำไมต้องเป็นตอนที่จะสรุปผลการแข่งขันของนักเรียนชั้นปีที่ 2 ? ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ก็มีจดหมายมาถึงพวกเขา บอกว่าการให้เกษตรกรระดับผู้ชำนาญแข่งกับเด็กๆไม่ถือว่ายุติธรรมหรือ? แต่ตัวเองกลับใช้สมบัติวิเศษของสถาบันมาเพื่อชิงตำแหน่ง เวลานี้...ต่อให้โง่แค่ไหนก็ย่อมรู้ ว่าคนอยู่เบื้องหลังคงไม่ใช่ใครที่ไหน

 

“ประธาน ท่านจะนั่งใจเย็นเหมือนทุกครั้งไม่ได้แล้ว นี่คือการทำผิดกฎหมาย คือการกระทำของอาชญากร!!”

 

“องค์กรเกษตรกรของพวกเราไม่เคยมีผู้กระทำความผิดมาก่อน พวกเราไม่ควรเปิดโอกาสให้พวกนักล่ามาสร้างความวุ่นวายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”

 

“ถูกต้อง ครั้งนี้พวกเราไม่ยินยอม!” 

            

ปัง!!

 

“พอได้แล้ว!” ในขณะที่เสียงประท้วงที่วุ่นวายกำลังดังอย่างต่อเนื่อง ประธานฯผู้เบื่อหน่ายโลกมาตลอด เวลานี้กลับดูเหมือนจะโมโหขึ้นมาบ้าง

            

คนถึงกับทุบโต๊ะที่ทำงานเพื่อให้เสียงทุกคนเงียบลง ตาแก่เหล่านี้ช่างเหมือนเด็กน้อยเสียจริง ไม่เพียงแค่พูดไม่ฟังเท่านั้น ยังเอาแต่ใจตัวเองด้วย

            

เรื่องยังไม่ได้สอบสวนให้ดี เอาเพียงข่าวลือมาพูดก็ได้หรือ? ถ้าเรื่องนี้มีความผิดจริง ไม่ต้องถึงมือขององค์กรหรอก เดี๋ยวรัฐบาลก็ส่งคนมาจับตัวเกษตรกรอันไปเองนั่นแหละ แต่เวลานี้...ตั้งแต่มีข่าวก็ยังไม่มีการออกมาจับคนเลย นี่ไม่ได้แปลว่าเกษตรกรอันไม่ได้มีความผิดหรอกหรือ? แล้วคนพวกนี้เอาเรื่องอะไรมาพูด!

 

“ประธานฯ หรือว่าครั้งนี้ประธานก็อยากจะปกป้องเด็กนั่นอีกแล้วหรอ? ถ้าเป็นแบบนั้นจริง...ฉันก็ขอลาออกจากการเป็นเกษตรกรแล้ว คงจะอยู่ไม่ได้หรอก ในเมื่อไม่มีความปลอดภัยในชีวิตเอาเสียเลยน่ะ”

 

“ใช่ ฉันก็เหมือนกัน” เมื่อมีผู้นำ คนอื่นๆก็ร้องเอาตาม กลายเป็นสร้างแรงกดดันอย่างหนักให้พวกประธานได้ดี

            

ก่อนที่จะเข้ามาประชุมนี้ พวกเขาได้พูดคุยกันก่อนแล้ว ผลการพูดคุยก็คือการหามาตรการบีบบังคับให้ประธานยอมรับการตัดสินใจของพวกเขาที่จะลงโทษเกษตรกรอัน ถ้าหากประธานยังต้องการเข้าข้างอีกฝ่าย เช่นนั้นก็ต้องเจอกับการประท้วงลาออกของพวกเขา

            

ถ้าในองค์กรไม่เหลือเกษตรกรอยู่แล้ว ดูเถอะว่าจะไปรอดได้อย่างไร สุดท้ายเรื่องนี้จะเป็นการกระตุ้นให้รัฐบาลกลางเข้ามาจัดการแทน ถึงเวลานั้น...ก็ขับไล่ประธานและรองประธานลงจากตำแหน่งไปทีเดียวเลย

            

ดวงตาของคนเป็นประธานมืดครึ้ม ถ้าไม่ใช่เพราะเขาไม่มีสิทธิทำเช่นนั้น เขาคงจะตะโกนออกมาแล้วบอกว่า “ไสหัวไป” แล้ว น่าเสียดายที่องค์กรนี้...ตัวเขาไม่ได้มีสิทธิเด็ดขาดเหมือนที่องค์กรนักล่าสกุลจางมี

            

บางที เหตุผลที่องค์กรนักล่าของสกุลจางเติบโตอย่างรวดเร็วก็คงเป็นเพราะเหตุผลนี้ เป้าหมายอย่างเดียวของการประชุมก็คือ “ฟังคำสั่งของประธาน” ไม่ต้องมานั่งถกเรื่องไร้สาระ เสียเวลาทำมาหากินไปเปล่าๆ!!

            

แน่นอนว่าผลดีก็มี แต่ถ้าประธานคนนั้นไม่ใช่คนเก่งหรือคิดถึงอนาคต อาจจะทำให้องค์กรล่มสลายก็ได้ ดังนั้นมาตรการคานอำนาจเช่นนี้จึงเป็นที่นิยมกว่า และมันก็ทำให้ทำงานได้ยากกว่าด้วย

 

“ฉันไม่ได้ปกป้องใครทั้งนั้น แต่เรื่องนี้ยังต้องรอผลการตรวจสอบก่อน”

 

“ผลการตรวจสอบ? นี่ยังไม่ชัดเจนอีกหรอ? ไม่ใช่ว่ามีจดหมายของเกษตรกรอันหรืออย่างไร นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะมัดตัวคนได้”

 

“จดหมาย? นั่นไม่ใช่เรื่องน่าขำหรอ? ใครกันที่จะเขียนจดหมายไปหาคนที่ตัวเองเกลียด! ต่อให้บอกว่าเกษตรกรอันอยากได้ความร่วมมือ ถ้าเธอติดต่อฉันโดยตรง ความร่วมมือจากฉันคิดว่าจะไม่ได้ไปหรือ? ตอนนั้นฉันคงจะเหาะไปหาเลย ดังนั้น...เรื่องนี้ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องจริงอยู่แล้ว”

            

รองประธานฯที่พยายามข่มอารมณ์ของตนเองตามคำแนะนำของเพื่อนอดไม่ไหวจริงๆ เขาถึงกับยืนขึ้นเพื่อชี้หน้าไอ้พวกสารเลวพวกนี้ที่คิดจะรังแกเด็กมีพรสวรรค์

            

อย่าคิดว่าเขาไม่รู้ หลายคนที่นี่ออกเสียงก็เพราะอิจฉาอันซูหยวนนั่นแหละ! ตัวเองทำไม่ได้ ก็เลยอยากให้คนอื่นทำไม่ได้ด้วย ช่างเป็นพวกที่สายตาคับแคบจริงๆ

 

“รองประธานฯ อย่าลืมว่าผู้อาวุโสท่านนั้นมีความเชี่ยวชาญในด้านการศึกษาสารบำรุงดินมาก ดังนั้นมีเหตุผลที่จะเป็นไปได้อยู่” แม้คำพูดของรองประธานจะทำให้พวกเขาชะงักไป เพราะคำพูดนี้เป็นจริงทั้งหมดก็ตาม ทว่า...ถ้าพวกเขาไม่ยอมรับ อย่างไรก็ไม่ยอมรับ!

            

นี่ทำให้คนมีตำแหน่งได้แต่แค่นหัวเราะออกมา รู้ดีว่าต่อให้มีเหตุผลอย่างไรก็ทำอะไรคนสารเลวพวกนี้ไม่ได้อยู่ดี!

            

ในระหว่างการประชุมที่ดุเดือดนี้เอง คนที่ไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตก็พูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน พวกเขาต่างก็สะใจมากที่เกษตรกรอันได้เปิดเผยธาตุแท้ของตนเองออกมาแล้ว อย่างไรก็ตาม...ในตอนที่พวกเขากำลังฉลองกันอยู่นั้น จู่ๆก็มีข่าวใหญ่ถูกเปิดเผยออกมา

 

“คุณชาย แย่แล้วครับ เกิดเรื่องแล้วครับ!!” เสียงโวยวายของคนตระกูลเซิ่นทำให้ผู้คนที่กำลังนั่งฉลองกันอยู่หยุดชะงักไป

            

ตรงหน้ามีกระดานหมากที่พวกบุรุษกำลังประลองกันอยู่ ข้างๆยังมีเมล็ดพันธุ์ชั้นยอดที่เอามาเป็นของเดิมพันด้วย เรียกได้ว่ากำลังสนุกสนานกันเลยทีเดียว เมื่อมีเสียงรบกวน คนที่กำลังใช้สมาธิก็โมโหขึ้นมา

 

“เสียงดังโวยวายอะไร! ไม่เห็นหรือว่าหมากนี้กำลังเดินมาใกล้จุดตัดสินแล้ว”

 

“ขะ ขออภัยด้วยครับท่านรักษาการ แต่ว่า....” เพราะพวกผู้นำเข้าร่วมการประท้วงครั้งนี้หมด จึงเหลือเกษตรกรระดับสูงเท่านั้นในตระกูล เป็นรักษาการที่อายุมากหน่อยตวาดขึ้น ด้านข้างเขาก็ยังมีเซิ่นเจ๋อที่ร่วมให้กำลังใจอยู่ด้วยเช่นกัน

            

และคนๆนี้ก็คือคนของเขา ต่อให้ไม่พอใจเช่นกัน แต่ก็ไม่อาจจะทำให้ตัวเองเสียหน้าได้

 

“มีอะไรก็ว่ามา เสียงดังขนาดนี้คงจะมีเรื่องใหญ่ หรือว่า....ผลการตัดสินออกมาแล้ว? เกษตรกรอันถูกลงโทษอย่างไร? แล้วพวกประธานต้องลงจากตำแหน่งหรือไม่” เขาเอ่ยถามออกไปเช่นนี้ ผู้ที่กำลังโกรธในตอนแรกก็เปลี่ยนอารมณ์

 

“ฮ่าๆ ในที่สุดก็สั่งสอนเด็กสารเลวนั่นได้เสียที คิดจะมาวุ่นวายในองค์กรของพวกเราหรือ? เหอะ! ก็แค่พวกขยะเท่านั้น”

 

“ถูกต้อง ในที่สุดเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร ประวัติศาสตร์ที่พวกเราไม่ถูกกับพวกนักล่าก็มีเหตุผลอยู่แล้ว นี่เป็นการกระทำที่แหกคอกเท่านั้น”

            

เสียงร้องดีใจของผู้คนตระกูลเซิ่นดังอย่างต่อเนื่อง ทว่า..สีหน้าของคนที่นำข่าวมาบอกกลับไม่ได้มีความยินดีให้เห็นเลย

 

“คุณชายครับ ที่จริงแล้ว...ที่จริงไม่ใช่เช่นนั้นครับ”

 

“อะไร? พูดอะไรให้มันดังๆหน่อย”

 

“คุณชาย! ที่จริงแล้วไม่ใช่แบบนั้นครับ! เรื่องใหญ่ที่จะพูดก็คือ เกษตรกรอันคนนั้นได้พิสูจน์ตัวแล้วว่าไม่ใช่ผู้ลงมือครับ!!”

            

เมื่อคนตะโกนออกมาแบบนั้น เสียงหัวเราะก็ค่อยๆเงียบไป จนในที่สุดก็เหลือเพียงเสียงหายใจแผ่วเบาของทุกคนเท่านั้น

            

สีหน้าของแต่ละคนดูไม่อยากเชื่อ เรื่องนี้ยังมีอะไรให้พิสูจน์ได้อีกหรือ? ไหนบอกว่าหลักฐานมัดตัว มีกระทั่งจดหมายที่เขียนโดยอันซูหยวนเองไม่ใช่หรือ? แล้วจะเอาอะไรมาพิสูจน์ตัวเองได้อีก

 

“มีการประกาศออกมาโดยกองทัพว่าอันซูหยวน ตลอดเวลาก็อยู่กับกองทัพตลอด พวกเขากำลังพูดคุยเกี่ยวกับภารกิจสำคัญในกองทัพ ดังนั้นจึงสามารถพิสูจน์ได้ว่าเกษตรกรอันไม่ใช่ผู้ลงมือ” 

            

เห็นทุกคนไม่พูดอะไร คนที่นำข่าวมารายงานก็อธิบายสิ่งที่ได้ยินมาเพิ่ม อย่างไรก็ตาม...กลับมีคนไม่เห็นด้วยแบบนั้น

 

“ก็แค่ตัวไม่ได้อยู่ ไม่ได้แปลว่าไม่ใช่คนลงมือเสียเมื่อไร”

 

“ถูกต้อง อาจจะเป็นการลวงมาแล้วก็จ้างคนมาสังหารก็ได้ เพราะแบบนั้นก็เลยพยายามสร้างหลักแหล่งของตนเองเอาไว้ให้คนเชื่ออย่างไรล่ะ”

 

“ใช่แน่ๆ ต้องเป็นแบบนั้นแน่นอน” เซิ่นเจ๋อรีบแสดงความคิดเห็น

            

ตัวเขาเป็นคนวางแผนนี้ จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าอันซูหยวนใช่คนร้ายหรือไม่ แต่ไม่ว่าเธอจะเป็นคนลงมือจริงๆ หรือเป็นคนอื่นที่ลงมือ ครานี้ก็ต้องเป็นเธอที่รับผิดชอบผลลัพธ์นี้ไป

            

ใครใช้ให้เธอวางตัวเป็นศัตรูกับตระกูลเซิ่นกันล่ะ! ยิ่งเรื่องแมลงกัดกินครั้งก่อน เขามีลางสังหรณ์ว่าจะต้องเกี่ยวกับเด็กสารเลวนั่นแน่นอน ไม่อย่างนั้นทำไมหลังจากที่เขาทำลายแปลงเพาะปลูกของเด็กนั่นแล้ว แปลงเพาะปลูกตระกูลเซิ่นจึงถูกทำลายย่อยยับตามไปล่ะ 

            

หรือต่อให้ความคิดของเขาไม่ถูก ก็ไม่ได้แปลว่าอันซูหยวนไม่มีความผิด! เพราะเธอเป็นตัวซวย เป็นต้นเหตุให้เขาซื้อแมลงกัดกินตัวนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ...เขาก็ไม่ต้องเสียเงิน 40 ล้านเครดิตของตนเองไปหรอก ดังนั้น...เธอนั่นแหละที่เป็นคนผิดเต็มๆ!!

 

“อ่ะ เอ่อ ที่จริงยังมีเรื่องอื่นอีกครับ”

 

“เรื่องอื่น? มีอะไรทำไมไม่รีบพูดให้จบ อยากจะทำให้พวกเราปวดหัวจนตายรึไง!!” เซิ่นเจ๋อที่พยายามหาทางออก กลับถูกลูกน้องทำให้ชะงักไปอีกครั้ง เขายกขาขึ้นมาแล้วเตะเข้าที่ขาของลูกน้องตัวเองจนล้มคว่ำ

 

“เร็ว! พูดมาให้หมดในครั้งเดียวเดี๋ยวนี้!!”

 

“ขะ เข้าใจแล้วครับ คือว่า...เรื่องสำคัญอีกเรื่องก็คือ ภารกิจสำคัญที่ทำให้อันซูหยวนต้องเข้าไปพูดคุยกับกองทัพนั่นแหละครับ คะ คือว่า...หลังจากที่ตรวจสอบแล้ว พบว่าเกษตรกรผู้อาวุโสคนนั้น แท้จริงแล้วเป็นคนของกลุ่มดวงตามารครับ ดังนั้น...ที่เขาตาย ก็เป็นผลมาจากความขัดแย้งในกลุ่มดวงตามารเองด้วยเช่นกัน”

 

“อะ อะไร? พูดเรื่องอะไร กลุ่มดวงตามารอะไร!” เซิ่นเจ๋อระแวงที่สุดแล้ว ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเขาเกี่ยวกับเรื่องกลุ่มดวงตามารอีกแล้ว ถ้าอย่างนั้น...ทำไมเกษตรกรอาวุโสผู้นั้นจึงเป็นคนของกลุ่มดวงตามารได้!

 

“เรื่องนี้มีการตรวจสอบแล้วด้วยครับ เห็นว่ามีจดหมายเชิญเข้าร่วมกลุ่มอยู่ในบ้านของผู้อาวุโสท่านนั้น ก็เลยเป็นหลักฐานมัดตัวได้อย่างดีเลยครับ”

 

“...!!.........” เซิ่นเจ๋อมือสั่นเทา เขารู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

            

เกษตรกรอาวุโสคนนั้นจะเป็นคนของกลุ่มดวงตามารได้อย่างไร แต่ถ้าไม่ใช่...ทำไมจึงมีจดหมายเชิญเข้าร่วมกลุ่มอยู่ด้วย 

            

อีกอย่าง...สถานการณ์นี้คุ้นเคยเกินไปหรือไม่? เขาไม่รู้หรอกว่าผู้อาวุโสที่ตายไปนั้นได้รับจดหมายเชิญมาก่อนหรือไม่ แต่ตัวเขานั้นได้รับจดหมายนั้นอย่างแน่นอน!

            

หรือนี่...อาจจะเป็นคำเตือนที่ส่งถึงเขาหรือเปล่า ทำไมทุกอย่างช่างเชื่อมโยงกันได้ขนาดนี้...

 

………………………….