บทที่ 332 ปัญหาที่สืบเนื่องมา (อ่านฟรี 1 ก.พ. 69)
บทที่ 332 ปัญหาที่สืบเนื่องมา (อ่านฟรี 1 ก.พ. 69)
บทที่ 332 ปัญหาที่สืบเนื่องมา
เรื่องที่ผู้อาวุโสเกษตรกรเป็นสมาชิกของกลุ่มดวงตามารทำให้ครอบครัวของเขาเดือดร้อนไปด้วย การสอบสวนของตระกูลทำให้พบเจอกับความผิดที่ซ่อนอยู่มากมาย ด้วยความจริงนี้...ต่อให้ไม่ใช่สมาชิกของกลุ่มดวงตามาร โทษของพวกเขาก็ต้องเป็นการประหารชีวิตแน่นอน
แม่ทัพของตระกูลถูกฆ่าตายไปแล้ว ย่อมไม่สามารถซ่อนอะไรได้ทันอีก คนที่ได้รับผลประโยชน์และมีส่วนรู้เห็นทั้งหมดถูกเรียกตัวไปสอบสวนโดยคนของทางการ ซึ่งยังมีการขยายผลการตรวจสอบเป็นวงกว้างอีกมาก ทำเอาเกษตรกรหลายคนร้อนๆหนาวๆไปตามๆกัน ไม่น่าแปลกใจเลยที่เรื่องของอันซูหยวนจะไม่อยู่ในประเด็นสนใจอีกต่อไป
อีกอย่าง เพราะทหารออกมาเช่นนี้ย่อมไม่มีใครกล้าเอาผิดกับเธออีก ต่อให้อยากเอาผิดก็ไม่สามารถทำได้แล้ว อันซูหยวนไม่ใช่แค่รอดตัวเท่านั้น แต่ยังได้รับเสียงชื่นชมจากเกษตรกรที่ถูกเบียดเบียนอีกมาก ถึงเธอจะบอกว่าตัวเองไม่ได้ลงมือ ทว่าพวกเขากลับปักใจเชื่อแล้วว่าความตายของเกษตรกรอาวุโสนั้นเป็นฝีมือของเธอ
แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เพราะอันซูหยวนใช้คะแนนทั้งหมดของตนเองเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ที่เหนือกว่าตนไป 2 ขั้น ย่อมทำให้ตอนนี้เป็นผู้ที่อยู่อันดับสุดท้าย เรื่องนี้ยังคงสร้างความกังวลใจให้ผู้คนที่เป็นห่วงเธออีกมาก
อย่างไรก็ตาม เซิ่นเจ๋อที่ถูกทำลายแผนการซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่สามารถทนรับความอดสูนี้ได้ ยิ่งมีเรื่อง “จดหมายเชิญของกลุ่มดวงตามาร” ที่เหมือนกับการข่มขู่ตนเอง เซิ่นเจ๋อยิ่งต้องรีบลงมือ!
“ฉันต้องการวิธีพิเศษที่ว่านั่น!”
“เช่นนั้นก็ต้องแลกกับวิธีการปลูกสมุนไพรโอลของตระกูลเซิ่น ถ้าสามารถแลกได้ พวกเราก็จะลงมือจัดการอันซูหยวนคนนั้นทันที”
“ฮึ่ม! ได้ ฉันจะแลก!” ในที่สุด ข้อตกลงแลกเปลี่ยนนี้ก็ถูกทำให้สำเร็จจนได้
สมาชิกกลุ่มดวงตามารได้รับเทคนิคลับของตระกูลเซิ่นในที่สุด โดยที่เซิ่นเจ๋อไม่ได้รู้เลยว่าตัวเองได้เป็นตัวบ่อนทำลายตระกูลเซิ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หากไม่มีวิธีการปลูกสมุนไพรโอลนี้ ตระกูลเซิ่นยังจะชิงความได้เปรียบจากอะไรอีกหรือ? ยิ่งเป็นตอนที่พวกเขาไม่มีแม้แต่เงินทุนเหลืออยู่ในมือ เช่นนั้นก็ยิ่งไร้โอกาสที่จะกู้คืนความยิ่งใหญ่กลับมาแล้ว
ต่อไป ตระกูลเซิ่นทั้งตระกูล สืบต่อไปยังลูกหลานของพวกเขา แม้จะร้อยปีผ่านมา คำสาปแช่งพี่น้องตระกูลเซิ่นอย่างเซิ่นหนิงและเซิ่นเจ๋อย่อมยังคงอยู่ พวกเขากลายเป็นตราบาปครั้งใหญ่ของตระกูลเลยก็ว่าได้...
ในขณะเดียวกัน อันซูหยวนที่กำลังอยู่ในกองทัพก็กำลังประชุมเรื่องใหญ่เช่นที่ประกาศออกไปจริงๆ แน่นอนว่าเรื่องใหญ่ที่ว่านั่นไม่ใช่เรื่องของ “เกษตรกรอาวุโส” คนนั้น เพราะสำหรับเกษตรกรแก่ๆคนเดียว หากทหารพิเศษต้องการฆ่า พวกเขาก็มีสิทธิที่จะทำโดยไม่ต้องชี้แจงอยู่แล้ว
ทว่า...ปัญหาที่ทำให้ต้องเรียกประชุมในครั้งนี้ กลับเป็นปัญหาอื่นต่างหาก!
“ก่อนหน้านี้ที่เขต I เกิดปัญหาเกิดขึ้น ร่างทดลองที่มีความสามารถในการฟื้นตัวสูงหลุดออกมาแล้วทำร้ายนักวิจัยขององค์กรเอกชนหลายคน ช่วงเวลานั้นมีการรายงานว่าพลทหารพิเศษอันก็อยู่ด้วย น่าจะจำได้อยู่กระมัง” คนมองมาทางอันซูหยวน
สาเหตุที่เขาระบุชื่อ “อันซูหยวน” ให้เข้าร่วมภารกิจนี้ ก็เพราะเธอมีฐานความรู้มากที่สุด ทั้งยังเคยเป็นคนที่เผชิญหน้ากับพวกมันมาแล้วด้วย
นอกจากซูหยวนแล้ว ยังมีทหารพิเศษที่เข้าร่วมด้วยอีก 2 คน ส่วนที่เหลือก็เป็นคนของกองทัพทั้งนั้น เมื่อเขาพูดชื่ออันซูหยวนออกมาในที่ประชุม คนทั้งหมดก็มองมายังเธอเป็นสายตาเดียว กดดันให้ซูหยวนที่ต้องการนั่งเงียบๆต้องตอบกลับไป
“ใช่ค่ะ ฉันจำได้” เห็นคนตอบรับแล้ว ผู้รายงานก็เริ่มอธิบายต่อไป ครั้งนี้เขายังเปิดข้อมูลขึ้นหน้าจอกลางเพื่อให้ทุกคนเห็นด้วย แม้จะเป็นสัญลักษณ์ที่พวกนักสอบสวนและนักวิจัยชีวภาพใช้กัน แต่ก็ยังทำความเข้าใจได้ไม่ยากนัก
“ความแข็งแกร่งของพวกมันสูงมาก เป็นผลมาจากการทดลองที่ผสมระหว่าง DNA เพิ่มความแข็งแกร่งและความเร็ว แต่ที่เป็นปัญหามากที่สุดก็คือ DNA ที่เน้นในการฟื้นฟู”
“โดยในการปะทะกันครั้งแรก พวกเราได้บันทึกวิดีโอการต่อสู้มาให้ชมด้วย จะเห็นได้ว่าพวกมันถูกพัฒนาออกมาเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากับทหารระดับสูง แต่การฟื้นตัวที่รวดเร็วกลับเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้การต่อสู้ยืดเยื้อ”
“เวลานี้พวกเราสามารถจัดการพวกมันได้ 3 กลุ่มใหญ่ รวมแล้วน่าจะประมาณ 15-16 ตัว แต่...จำนวนเท่านี้ไม่น่าจะใช่ทั้งหมดของพวกมัน คิดว่ากลุ่มก่อการร้ายนี้คงมีแผนที่จะรวบรวมโครงกระดูกเหมือนกัน เพราะได้ปล่อยพวกมันไว้ที่หลังจุดเคลื่อนย้ายเขต J ที่เพิ่งค้นพบ”
เมื่อเขาพูดถึงตรงนี้ ก็มองไปยังอันซูหยวนอีกครั้ง เขารู้มาว่าหญิงสาวคนนี้เคยทำภารกิจในเขต J หลังจุดเคลื่อนย้ายมาก่อน เรียกว่าเธอเป็นคนที่สมควรจะไปทำภารกิจนี้มากที่สุดแล้ว
“ภารกิจครั้งนี้ของพวกเราก็คือการทำลายพวกร่างทดลองพวกนี้ทั้งหมด นอกจากนี้...ยังต้องตามหาคนที่อยู่เบื้องหลังของพวกมันด้วย ตอนนี้หน่วยสอบสวนได้เริ่มจากข้อมูลขององค์กรวิจัยเอกชนนั้น เพื่อดูผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทดลอง มีความเชื่อว่าการพัฒนาที่รวดเร็วนี้ ส่วนหนึ่งจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากผู้ที่รู้เรื่องการทดลองนี้ก่อน ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถผลิตร่างทดลองจำนวนมากออกมาในเวลาสั้นได้”
“สำหรับเรื่องการสอบสวนที่เป็นไปในทิศทางที่ดีนั้นไม่น่าเป็นห่วง ทันทีที่รู้ว่าใครเป็นคนลงมือ พวกเราจะจัดการกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังนั้นให้สิ้นซาก แต่ปัญหาของเรื่องนี้มีอยู่สองอย่าง และเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องเรียกทุกคนมาที่นี่”
“หนึ่ง เนื่องจากมีร่างทดลองที่อันตรายมาวุ่นวายด้วย ทำให้ทางองค์กรนักล่าเอกชนมากมายร้องเรียนมาที่พวกเราเกี่ยวกับปัญหานี้ เพราะทหารควบคุมจุดเคลื่อนย้ายและเก็บค่าสัมปทาน ดังนั้นจึงถูกเรียกร้องให้ดูแลปัญหาที่ไม่เกี่ยวข้องนี้”
“ถ้าพวกมันมีแกนพลังงานหรือมีประโยชน์ใดๆ พวกนักล่าก็คงจะไม่คิดอะไรมาก แต่ไม่เหมือนกับพวกกลายพันธุ์ที่ล่าแล้วยังได้ประโยชน์ ผู้ปล่อยร่างทดลองได้คำนวณทุกอย่างแล้ว หลังจากที่ร่างทดลองตาย มันจะย่อยสลายตัวเอง หรือก็คือ...แม้แต่ซากก็ไม่เหลือให้เอาไปใช้ ดังนั้นพวกเขาย่อมไม่ยินดีที่จะจัดการปัญหาที่ไม่เกิดผลดีนี้”
“ปัญหาที่สอง ... อันที่จริงจะเรียกว่าปัญหาที่สองก็ไม่ถูกนัก เพราะในความจริงแล้ว พวกเราอยากให้มีการพัฒนาโดยอ้างอิงจากความสำเร็จของร่างทดลองพวกนี้”
“พลทหารพิเศษอันซูหยวนคงจะเคยได้ยินเรื่อง “หุ่นรบอินทรีย์” มาแล้วใช่หรือไม่?” ซูหยวนที่กำลังนั่งฟังเพลินๆไม่คิดว่าจะมีคำถามมาที่ตนเองอีก เธอเลิกคิ้วมองไปยังผู้ถามเล็กน้อย เดิมทีไม่คิดอะไร...แต่ตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกเกลียดชังอยู่อย่างไรอย่างนั้น
ดูสิ ทุกครั้งที่เขาพูดก็สามารถเรียกสายตาทหารทั้งห้องให้มองมาที่เธอเป็นสายตาเดียวได้แล้ว ทำเหมือนกับว่าเธอเพิ่งทำอะไรผิดไปอย่างนั้นแหละ!
แน่นอนว่าความคิดของผู้รายงานจะมีความเกลียดชังต่อเธอได้อย่างไร เด็กสาวอายุเท่านี้ก็เป็นถึงพลทหารพิเศษ แถมเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่างๆมากมาย
คนอื่นอาจจะไม่รู้และคิดสร้างปัญหาให้เธอ แต่สำหรับเขาที่ติดต่อเหล่าผู้นำของกองทัพมากมายย่อมรู้ดีว่าทุกคนคาดหวังในตัวของเด็กสาวรุ่นเยาว์ผู้นี้มากแค่ไหน กระทั่งมีคำสั่งให้ปกป้องเธออย่างลับๆด้วย พวกเขาไม่ต้องการให้รุ่นเยาว์ที่เป็นดั่งความหวังของมนุษย์ชาติต้องจากไปง่ายๆ
ไม่ว่าเธอจะทำความผิดอะไร หากไม่ใช่เป็นการกระทำที่ร้ายแรงต่อมนุษย์ชาติเป็นวงกว้าง เช่นนั้นก็ปิดหูปิดตากันไปข้างหนึ่งได้เลย
ดังนั้น ชื่อของอันซูหยวนจึงถูกเรียกโดยเขาอยู่บ่อยครั้ง นี่ไม่ใช่เพราะอยากกลั่นแกล้งเธอ แต่เป็นการชื่นชมเธอทางอ้อมต่างหาก
“ค่ะ ฉันรู้เรื่องหุ่นรบอินทรีย์มาบ้างแล้ว” ต้องบอกว่าไม่ใช่แค่รู้เรื่องมาบ้าง แต่เธอนี่แหละที่เป็นคนทำรายงานเรื่องนี้ให้ประธานจางได้รู้ การที่จะทำสรุปเนื้อหาให้เข้าใจได้ ต้องทำความเข้าใจอย่างละเอียดมาแล้ว
เห็นเธอตอบกลับอย่างเรียบง่าย รอยยิ้มของทหารผู้รายงานสถานการณ์ก็ปรากฏขึ้น
“เพราะพลทหารพิเศษอันมีความรู้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการล่าหรือการวิจัย ดังนั้น...ทางผู้ใหญ่จึงตัดสินใจแล้วว่าจะมอบภารกิจนี้ให้พลทหารพิเศษอันเป็นหัวหน้าภารกิจฉุกเฉิน”
ทันทีที่คำพูดนี้ประกาศออกมา สีหน้าของทหารทั้งหมดก็เปลี่ยนเป็นตกตะลึงทันที เดิมทีพวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพูดแต่ชื่อ “อันซูหยวน” และอีกคำก็คือ “อันซูหยวน” ด้วย ทว่าตอนนี้พวกเขาได้รู้แล้ว!!
ความหมายของผู้รายงานที่รับมาจากพวกผู้นำก็คือการสื่อว่า อันซูหยวนรู้เรื่องในพื้นที่ล่าดี ทั้งยังรู้เรื่องหุ่นรบอินทรีย์ดีด้วย ดังนั้นก็ปล่อยให้เธอเป็นผู้นำภารกิจไปเสียเลย ในขณะที่พวกเขาเป็นแค่ผู้ปฏิบัติตามคำสั่งเท่านั้น นี่...ต่อให้เธอเป็นคนมีความสามารถขนาดไหน มันสมควรแล้วหรือที่จะให้ตำแหน่งใหญ่โตนี้?
อีกอย่าง เรื่องนี้เกี่ยวข้องอย่างไรกับหุ่นรบอินทรีย์ พวกเขายังไม่เห็นความเชื่อมโยงเลย...
“ภารกิจนี้ แท้จริงแล้วมีเป้าหมายอย่างไรกันแน่ ทำไมถึงเอาเรื่องของร่างทดลองมาเชื่อมโยงกับเรื่องหุ่นรบอินทรีย์ได้”
“ใช่ พวกเราไม่ติดใจหากจะมอบตำแหน่งหัวหน้าให้กับใครสักคน เพียงแต่อยากรู้เหตุผลของการตัดสินใจนี้ของท่านผู้นำ” ความไม่สบายใจถูกเปิดเผยออกมาอย่างชัดเจนโดยเหล่าผู้นำ ผู้บังคับบัญชากองต่างๆ
ซูหยวนไม่ใช่ว่ายินดีที่ได้รับหน้าที่นี้เช่นกัน เธอรีบพยักหน้าแล้วเอ่ยปฏิเสธโดยตรง
“แม้ฉันจะเคยเข้าพื้นที่ หรือแม้แต่เคยศึกษาเรื่องหุ่นรบอินทรีย์มาบ้าง แต่นั่นเป็นแค่เรื่องการทำงานในฐานะปฏิบัติการ หากต้องการให้ฉันเป็นผู้นำล่ะก็...เรื่องนี้ไม่น่าจะเหมาะสมนะคะ”
ได้ยินเธอถ่อมตัวเช่นนี้ ทหารหลายคนก็พยักหน้ารับ อคติที่กำลังพุ่งสูงลดลงบ้างเล็กน้อย
“ถูกต้องแล้ว ทักษะสั่งการไม่ใช่แค่มีความสามารถเท่านั้นก็ทำได้ คำของพลทหารพิเศษอันถูกต้องแล้ว” ได้ทีก็มีคนสนับสนุนคำพูดนี้ หวังว่าคำสั่งนี้จะเปลี่ยนแปลงได้
ทว่า...พวกเขาเคยเห็นพวกผู้นำตัดสินใจไปแล้ว ยังเปลี่ยนแปลงได้อีกหรือ? แน่นอนว่าไม่!
“แน่นอนว่าเหตุผลนั้นมีอยู่แล้ว ภารกิจครั้งนี้ก็คือภารกิจกำจัดร่างทดลอง พร้อมกันนั้นก็เป็นการทำภารกิจทดสอบหุ่นรบอินทรีย์ด้วย”
“ทดสอบหุ่นรบอินทรีย์?”
“ใช่ อันที่จริง...ภารกิจหลัก แทนที่จะบอกว่าเป็นการกำจัดร่างทดลองพวกนั้น สู้บอกว่าเป็นภารกิจในการทดสอบหุ่นรบอินทรีย์คงจะดีกว่า” เพราะในความเป็นจริงแล้ว ต่อให้จะมีคนมาก่อกวนเขตพื้นที่ล่าหลังจุดเคลื่อนย้าย หรือจะการที่มีคำร้องเรียนมาที่กองทัพจำนวนมาก พวกเขาอยากใส่ใจก็ใส่ใจได้ แต่ถ้าไม่อยากใส่ใจ..ใครจะมาบังคับให้พวกเขาทำได้ล่ะ
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ลับหรือ? ต่อให้นำหุ่นรบอินทรีย์มาทดลองที่นี่ก็ไม่เกิดผลเสียอะไร ในอนาคต...พื้นที่หลังจุดเคลื่อนย้ายยังถูกวางเป้าไว้เป็นพื้นที่สำหรับทดลองสิ่งต่างๆของกองทัพด้วย เนื่องจากสัตว์ประหลาดที่นี่ไม่สามารถออกมาข้างนอกได้ ย่อมหมายความว่าสิ่งต่างๆที่นำเข้าไปทดลองก็จะไม่เกิดผลเสียต่อคนอื่นด้วย
แผนการคร่าวๆถูกนำเสนอ การที่ให้ซูหยวนเป็นหัวหน้าภารกิจก็เพื่อให้เธอสามารถสั่งการได้อย่างถูกต้อง ภารกิจหลักคือการรายงานผลการทดสอบ ทั้งจุดเด่น จุดด้อย และโอกาสในการพัฒนา ส่วนภารกิจรองก็คือการจำกัดร่างทดลองให้หมด รวมถึงการศึกษาร่างทดลอง หากมีความเป็นไปได้...พวกเขาอยากทำให้หุ่นรบอินทรีย์มีความสามารถเพิ่มขึ้นโดยใช้ DNA ของร่างทดลอง
ภารกิจที่ทั้งอันตรายและต้องใช้ความรู้พร้อมกันนี้ มีใครบ้างที่ทำได้ในตัวคนเดียว? ดังนั้น...เมื่อได้ฟังเหตุผลทั้งหมด ทุกคนก็ทำได้แค่ก้มหน้ายอมรับแล้ว
จะให้พวกเขาเป็นหัวหน้าภารกิจแทนหรือ? เหอ เหอ เหอ แค่ฟังก็ปวดหัวแล้ว ภารกิจเช่นนี้...ขอส่งทหารในหน่วยไปสนับสนุนก็พอ ตัวเองไปทำงานอย่างอื่นที่สามารถใช้ความแข็งแกร่งได้เถอะ
ราวกับนัดหมายกันมาก่อนแล้ว ทั้งห้องเงียบกริบ ไม่มีใครตำหนิการยกตำแหน่งหัวหน้าภารกิจสำคัญนี้ให้ซูหยวนอีก อย่างไรก็ตาม...เธอที่เป็นทหารตำแหน่งจ่าสิบโท ถูกใช้งานหนักขนาดนี้แล้วดูไม่เหมาะสม ดังนั้น...ตอนที่ตั้งใจมอบภารกิจให้เธอ พวกผู้นำก็เตรียมเลื่อนตำแหน่งให้เธอแล้วเช่นกัน
“เพื่อการทำภารกิจสำคัญนี้ให้ราบรื่น ผู้นำจึงมีคำสั่งประกาศเลื่อนตำแหน่งให้จ่าสิบโทอันซูหยวน เป็นจ่าสิบเอกอันซูหยวนโดยปริยาย คำสั่งแต่งตั้งจะประกาศหลังจากภารกิจครั้งนี้สำเร็จ แต่ให้ประกาศให้รู้โดยทั่วกันก่อน”
ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของพวกผู้นำในห้องก็แสดงความผิดปกติเล็กน้อย พวกเขาเห็นการเลื่อนตำแหน่งที่เร็วที่สุดก็วันนี้แหละ เด็กสาวคนหนึ่งยังอายุไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำ ไม่ทันไรก็จะขึ้นตำแหน่งจ่าสิบเอกแล้วหรือ?
เช่นนี้ กว่าจะอายุเท่ากันกับพวกเขา ไม่ได้ตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพใหญ่เลยหรือ?
แม้จะรู้สึกไม่ดีนัก แต่เป็นผู้ใหญ่ไม่ควรรังแกเด็ก ถ้าพูดออกหน้าตอนนี้คงจะได้รับงานน่าปวดหัวนั้นไปทำแน่นอน อีกอย่าง...ก็แค่ตำแหน่งจ่าสิบเอก ในสายตาของพวกเขา จ่าสิบเอกก็เป็นแค่หัวหน้าตัวเล็กๆเท่านั้น
แน่นอนว่าคนที่ไม่คิดเกี่ยวกับการเลื่อนตำแหน่งนี้ของตนเองยังมีอีกคน นั่นก็คือตัวอันซูหยวนเอง เธอจะรู้ได้อย่างไรว่าภารกิจนี้มาพร้อมกับตำแหน่งใหม่ของเธอ จริงอยู่ที่เธอรู้ว่าภารกิจนี้ค่อนข้างแปลก ยิ่งรวมกับสิ่งที่รู้มาจากพวกหนูขาวก็ยิ่งระวังมากขึ้น เพียงแค่ไม่คิดว่าพวกเขาจะทำการยกย่องเธอขึ้นสูงได้ถึงขนาดนี้
ช่างเป็นการทำให้คนหยิ่งผยองก่อนจะลากลงมาเหยียบซ้ำจริงๆ!!
………………………………..