บทที่ 334 แผนรับมือของรุ่นน้อง (อ่านฟรี 3 ก.พ. 69)
บทที่ 334 แผนรับมือของรุ่นน้อง (อ่านฟรี 3 ก.พ. 69)
บทที่ 334 แผนรับมือของรุ่นน้อง
เห็นนักเรียนของตนเองคลี่ยิ้มเช่นนั้น อาจารย์เติ้งก็หรี่ตาลงก่อนจะพูด
“หรือว่านักเรียนรู้อยู่ก่อนแล้ว?” เพราะก่อนหน้านี้ซูหยวนก็ไม่ใช่คนที่จะทำภารกิจอย่างส่งๆ ความฉลาดของเธอทำให้เคยช่วยเพื่อนร่วมทีมไว้ได้มากมาย ดังนั้นเขาจึงคาดเดาออกมาเช่นนี้ได้
“ค่ะ ฉันก็พอจะคาดเดาได้บ้าง”
“แล้ว? ติดต่อตระกูลจางไปหรือยัง ถ้าพวกเขาช่วยล่ะก็ เรื่องนี้คงไม่มีอะไรให้ต้องกังวลอีก”
“ไม่ค่ะอาจารย์ เรื่องนี้ยังไม่จำเป็นต้องถึงมือตระกูลจาง ฉันมีแผนการในใจอยู่บ้างแล้ว” อันซูหยวนไม่ได้อธิบายรายละเอียด เพียงแค่พูดให้อาจารย์เติ้งคลายกังวลเท่านั้น
คนชะงักไป เดิมทีเขาคิดว่าจะต้องมาเตือนศิษย์ของตนเองเสียหน่อย ซูหยวนไม่ใช่แค่นักเรียนส่วนตัวของเขาเท่านั้น ยังเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ด้วย ดังนั้นครั้งนี้ที่เธอเสี่ยงอันตราย...เขาก็ควรจะต้องเตือนเธอ แต่ใครจะคิดว่าอันซูหยวนไม่เพียงแค่คาดเดาได้อยู่ก่อนแล้วเท่านั้น ยังมีแผนการเตรียมพร้อมสำหรับรับมือแล้วด้วย แบบนี้ไม่ใช่ว่าเขากังวลเสียเปล่าหรอกหรือ?
“ถ้าเธอมั่นใจว่ารับมือได้ อย่างนั้นก็เอาตามนั้นแล้วกัน ขอแค่ไม่ประมาท ฉันเชื่อว่าแผนการรับมือของเธอจะต้องจัดการได้สำเร็จ”
“ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ ฉันจะระวังตัวให้มาก”
ซูหยวนและอาจารย์เติ้งจบบทสนทนานี้ก่อนจะแยกย้าย คนที่ซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลรีบหันหลังวิ่งหนี เกรงว่าตัวตนของเขาจะถูกอันซูหยวนจับได้
แน่นอนว่าหลังจากที่เขาจากไป หนูขาวที่ซ่อนตัวอยู่ในท่อระบายอากาศก็โผล่หัวออกมา มันส่งสัญญาณ “จี๊ดๆ” ไปให้เจ้านายของตนเอง ซึ่งซูหยวนไม่ได้แสดงท่าทีอะไร เพียงกระดิกนิ้วเป็นสัญญาณว่าให้ตามไปเท่านั้น
อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ เธอต้องการจัดการกลุ่มดวงตามารให้สิ้น เดิมทีคิดว่าใช้เซิ่นเจ๋อเป็นสะพานไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าเซิ่นเจ๋อจะใจกล้าบ้าบิ่นกว่าที่คิด คนโกรธแค้นจนไม่สนใจด้วยซ้ำว่าตระกูลเซิ่นจะเสียหายขนาดไหน และนั่นก็ทำให้ซูหยวนมองหาเหยื่อรายใหม่พบ เธอไม่กังวลอีกต่อไปแล้วว่าถ้าเซิ่นเจ๋อตายไปจะตามร่องรอยของกลุ่มดวงตามารอย่างไร แค่เวลานี้ก็มีมากกว่า 3 คนแล้วที่โผล่หัวออกมา
คนของนักวิจัยพบตัวแล้ว คนของกองทัพยังไม่พบตัว และคนในกลุ่มผู้นำก็ยังไม่พบตัว แต่ขอแค่รู้ว่ามีพวกเขาอยู่ เธอก็จะตามหาจนพบแน่นอน
การเดินทางของทีมภารกิจพิเศษถูกจับตามองมาก หลายคนได้ยินว่าภารกิจนี้มีเพื่อแต่งตั้งจ่าสิบโทอันซูหยวนให้กลายเป็นจ่าสิบเอกอันซูหยวน คนที่เป็นจ่าสิบเอกตั้งแต่ยังไม่จบชั้นปีที่ 2 ช่างเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง นอกจากนี้ยังเป็นพลทหารพิเศษอีกด้วย ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขากำลังเฝ้ารอชมผลงานที่ยิ่งใหญ่ของเธออยู่
จุดเคลื่อนย้ายเขต J ยังคงเหมือนกับก่อนหน้านี้ ถูกทหารควบคุมเส้นทางเข้าออกทั้งหมด คนที่เข้าไปข้างในได้จะต้องได้รับสิทธิจากพวกเขาเสียก่อน โดยมีค่าผ่านทางไม่น้อยเลย แต่เพราะผลประโยชน์ที่ได้รับค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นผลึกพลังชีวิตที่เป็นของแปลกใหม่ แถมยังช่วยต่ออายุผู้คนไปได้เรื่อยๆ ผู้นำตระกูลใหญ่ที่รู้ว่าตัวเองใกล้จะเป็นไม้ล้มต่างก็มองว่ามันเป็นโอกาสดี พวกเขารีบส่งคนของตนเองเข้ามาในพื้นที่เพื่อรวบรวมทรัพยากรทันที
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสได้เข้ามาในพื้นที่นี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่สุดท้ายแล้วผลึกเพิ่มพลังชีวิตจะเป็นที่ต้องการมาก ซูหยวนเห็นเริ่มมีการวางขายในตลาดแล้ว แต่ราคาสูงลิบจนคนธรรมดาได้แต่น้ำลายไหลเท่านั้น
เธอมีผลึกเพิ่มพลังชีวิตมากมายจากการรวบรวมของหนูขาวและแมลงกัดกิน เจ้าพวกนั้นยังล่าต่อเนื่องในพื้นที่นี้ รวบรวมผลึกพลังชีวิต ผลึกเพิ่มความเร็ว แม้แต่ผลึกโครงกระดูกก็ยังได้รับมาไม่น้อย ดังนั้นเธอจึงไม่ได้สนใจจะไปล่ามันด้วยตัวเองอีก
พลทหารพิเศษ 3 คน เคยเข้ามาในพื้นที่นี้แล้ว พวกเขาจึงเตรียมอุปกรณ์ป้องกันมาพร้อมมาก ต่างคนต่างก็สวมใส่หน้ากากป้องกันกลิ่น แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ได้เผชิญหน้ากับออร์คตัวเหม็น ทว่าผลจากการล่าครั้งก่อนทำให้พวกเขาฝันร้ายไปหลายวัน
ไม่เหมือนพวกทหารที่ไม่เคยมาในพื้นที่นี้ แต่ละคนยังไม่เข้าใจว่าพลทหารพิเศษเหล่านี้กำลังทำอะไรกันแน่ กระนั้น...ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พวกเขาก็เข้าใจได้ แต่ความเข้าใจนี้แลกมาพร้อมกับน้ำตา...
หุ่นรบอินทรีย์ถูกนำมา 10 ตัว เพื่อที่จะทดสอบสมรรถภาพและเก็บข้อมูล คนของห้องวิจัยจ่าสิบโทรุ่ยเตรียมพร้อมอย่างดี มีกระทั่งการเบิกผลึกอัดวิดีโอมาจากกองทัพด้วย เพื่อให้สามารถนำภาพจากการทดสอบนี้ไปวิเคราะห์ได้อีกครั้ง
แรกเริ่มดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร หุ่นรบอินทรีย์สามารถทำตามคำสั่งพื้นฐานได้ เป้าหมายในการล่าก็คือพวกก็อบลินก่อน เนื่องจากพวกหุ่นรบอินทรีย์ หรือแม้แต่พวกทหารของกองทัพไม่ได้มีความสามารถในการระบุตำแหน่งของกิ้งก่าเปลี่ยนสีเหมือนซูหยวน ดังนั้นจึงตามหาพวกมันไม่พบ ดีไม่ดี...ถ้าส่งพวกเขาไปล่ากิ้งก่าเปลี่ยนสี อาจจะเป็นพวกเขาเองที่ถูกล่าแทน
ก็อบลินพวกนี้รวดเร็วและมีทักษะต่างจากพวกกลายพันธุ์ เพราะพวกมันมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนมนุษย์ ถึงจะไม่ฉลาดเท่า แต่ด้วยวิธีการต่อสู้และรับมือของพวกมัน ก็ทำให้ทหารทั่วไปลำบากอยู่บ้าง
ในขณะที่หุ่นรบอินทรีย์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการโจมตีเท่านั้น พวกมันไม่มีความหวาดกลัวในการต่อสู้ แต่ปัญหาก็คือการขาดสัญชาติญาณทำให้พวกมันเหมือนกับอาวุธแข็งทื่อ ขนาดถูกก็อบลินมากกว่าสิบตัวรุมโจมตีก็ยังไม่ยอมหลบ ถ้าไม่ใช่เพราะความทนทานของพวกมัน ไม่แน่ว่าอาจจะถูกทำลายไปตั้งแต่ไม่กี่นาทีแรกแล้ว
ตลอดทั้งวัน ซูหยวนปล่อยให้หุ่นรบอินทรีย์ลองต่อสู้กับพวกก็อบลินเพื่อดูขีดความสามารถ เธอยังไม่ได้ให้พวกมันไปตามหาสิ่งมีชีวิตที่พัฒนามาจาก DNA ของร่างทดลอง นี่ก็เพื่อให้ทหารที่รับหน้าที่ตรวจสอบได้ทำงานก่อน
เพื่อไม่ให้เสียเวลา ซูหยวนไม่พาพวกมันเดินไปทั่วๆ หากบังเอิญเจอกับกลุ่มออร์คจำนวนมาก เชื่อเถอะว่ายังไม่ทันจัดการกับร่างทดลอง พวกหุ่นรบอินทรีย์ที่ไม่มีความคิดเห็นของตัวเองจะต้องถูกเหยียบแบนแน่ ถ้าเป็นแบบนั้น...ก็เท่ากับว่าไม่ได้อะไรเลยจากภารกิจนี้เลย
โชคดีที่ผ่านไปเพียง 1 วัน ทหารลาดตระเวนที่ส่งไปก็กลับมาพร้อมกับข้อมูล พวกเขาพบเจอฝูงร่างทดลองแล้ว ร่างทดลองพวกนั้นมีลักษณะเหมือน “จิ้งจก” ตัวใหญ่ คงเป็นเพราะพวกมันเห็นว่าจิ้งจกเป็นสายพันธุ์ที่ปรับตัวได้ง่าย อีกทั้งยังมีร่างกายที่ยืดหยุ่นแต่เดิมแล้ว จึงได้เลือกศึกษาพวกมันด้วย
ซูหยวนได้ข้อมูลมาจากฐานใหญ่ก่อนหน้านี้แล้ว ร่างทดลองนั้นไม่ได้มีแค่ชนิดเดียว พวกเขาเจอทั้งร่างทดลองที่พัฒนามาจากหนอน ร่างทดลองที่พัฒนามาจากปลาหมึก ร่างทดลองที่พัฒนามาจากงู และครั้งนี้ที่ได้เห็นก็คือร่างทดลองที่พัฒนามาจากจิ้งจก
ความสำเร็จในการผสาน DNA ของพวกเขาสูงมาก ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกผู้นำจะเป็นกังวลกัน หากพวกเขาสามารถพัฒนาในร่างกายมนุษย์สำเร็จจริงๆ ไม่ใช่เป็นร่างทดลองที่ล้มเหลว ถึงตอนนั้น...ต่อให้ใช้คนเป็นร้อยก็อาจจะยังสู้กับพวกมันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ หายนะที่พวกเขาหวาดกลัว แท้จริงแล้วอาจไม่ได้มาจากพวกกลายพันธุ์ แต่มาจากมนุษย์กลายพันธุ์ด้วยกันเองนี่แหละ!!
“พวกเราจะพาหุ่นรบอินทรีย์ไปทดสอบกับร่างทดลองพวกนั้นจริงหรือ?”
พลทหารพิเศษคนหนึ่งถามซูหยวน พวกเขา 3 คนนัดมาเจอกันเป็นการส่วนตัว ทหารที่ซูหยวนเลือกมาไม่ได้มีความสามารถอะไรนัก โชคดีที่ไม่ได้เป็นตัวถ่วงของพวกเขา เรื่องนี้มีข้อดีและข้อเสียในตัวเอง เพียงแต่...การทดสอบหุ่นรบอินทรีย์ที่พวกเขาเห็นในวันแรก ไม่นับว่าเป็นความสำเร็จได้เลย ถ้าต้องการเอาไปสู้จริง มีแต่จะเป็นการทำลายทิ้งก็เท่านั้น
“ในสายตาของฉัน การทดสอบวันนี้ก็เพียงพอแล้ว ส่วนเจ้าพวกร่างทดลองก็ให้พวกเราจัดการก็พอ ด้วยการตรวจสอบของรุ่นน้อง และการเคลื่อนไหวของพวกฉันสองคน คิดว่าในเวลา 4-5 วันก็น่าจะจัดการได้ทั้งหมด” รุ่นพี่พลทหารพิเศษอีกคนยักไหล่ เขาเองก็คิดเหมือนกันกับเพื่อน ทว่าซูหยวนกลับส่ายหน้าไม่เห็นด้วย
“ฉันคิดว่าควรเอาหุ่นรบอินทรีย์ไปทดสอบกับร่างทดลองดีกว่านะคะ แต่ไม่ใช่เป็นการทดสอบหุ่นรบอินทรีย์...” ไม่เหมือนกับทหารทั่วไป ซูหยวนเชื่อใจพลทหารพิเศษเหล่านี้มาก
ถ้าเป็นพวกเขา เชื่อเถอะว่าถ้าต้องการลงมือกับเธอ ความแข็งแกร่งที่มีก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องเล่นแง่ไปมาแบบนี้ อีกอย่าง...พวกผู้นำดูจะกลัวพวกทหารพิเศษด้วย เกือบจะปฏิเสธคำขอที่ผู้นำคนหนึ่งสั่งให้ใช้ทหารพิเศษมาทำภารกิจนี้ร่วมกับเธอ แปลว่า...ในหน่วยพิเศษไม่มีคนของเขาอยู่ด้วยนั่นเอง
แต่ก็นะ ทหารพิเศษมีผู้มีความสามารถประหลาดมากมาย เอาแค่ผู้ที่สามารถตรวจจับความคิดได้ แค่นี้ก็น่าจะคัดกรองคนเลวคนดีออกจากกันได้แล้ว คงไม่เหลือให้มาจนถึงตอนนี้หรอก
เมื่อเชื่อใจพวกเขา เธอก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องซ่อนแผนการของตนเอง
“ไม่ใช่การทดสอบหุ่นรบอินทรีย์? หรือว่า...เธออยากจะเล่นของใหญ่” รอยยิ้มสนุกสนานปรากฏขึ้นให้เห็น ทั้งสองคนลอบมองหน้ากันเอง ทำเอาซูหยวนหัวเราะ
เป็นอย่างที่คิด ทั้งสองคนก็น่าจะรู้แล้วเช่นกันว่าครั้งนี้ไม่ใช่ภารกิจปกติ ดังนั้นพวกเขาจึงรอที่จะเล่นสนุกมาตั้งแต่ต้น!
“พวกรุ่นพี่ไม่มีแผนอะไรจะเสนอหรอคะ”
“หือ? แน่นอนว่าไม่มี พวกเรารู้อยู่แล้วว่าเธอคงมีแผนการของตัวเอง”
“ใช่ พวกรุ่นพี่ที่เคยมาทำภารกิจกับรุ่นน้องพลทหารพิเศษก็พูดเหมือนกัน ให้ทำตามเธอ...เดี๋ยวได้เล่นสนุกแน่” เห็นทั้งสองคนพูดแบบนั้น นี่ก็แปลว่าหน่วยทหารพิเศษทั้งหมดคงจะรู้อยู่แล้วว่ามีคนกำลังคิดจะจัดการเธอสินะ
“หลายคนเสียใจมากนะที่รุ่นน้องไม่ได้เลือกมา แต่ก็เข้าใจได้..คงไม่อยากเสียเวลากับพวกตัวเหม็นจึงได้เลือกพวกเรา”
“ใช่ค่ะ ขอโทษนะคะที่พามาลำบาก”
“ลำบากอะไรกัน ทุกคนอยากมาทั้งนั้น อยากเห็นว่ารุ่นน้องจะเล่นสนุกอะไร แต่ว่า...พยายามอย่าลากเอาพวกออร์คมารวมตัวกันเหมือนครั้งก่อนอีกนะ ตัวเดียวก็แทบจะหมดสติ มาสองสามตัวนี่แทบไม่อยากหายใจต่อเลย”
“ฮ่าๆ เข้าใจแล้วค่ะ” ซูหยวนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ แม้แต่ในสถานการณ์นี้...พวกเขาก็ยังทำให้เธอสงบใจได้อยู่อีก
“ฉันเข้าใจว่าคนของห้องวิจัยมีคนหนึ่งที่เป็นสมาชิกกลุ่มดวงตามาร ฉันได้ข่าวมาว่ากลุ่มดวงตามารต้องการเล่นงานฉัน พวกเขารับภารกิจนี้แลกกับเทคนิคการเพาะปลูกสมุนไพรโอลของตระกูลเซิ่น แล้วก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีผู้นำบางคนที่ต้องการทำลายฉันอยู่แล้ว ดังนั้นจึงได้สร้างสถานการณ์นี้ขึ้นมา”
“อ่า กลุ่มดวงตามารงั้นหรอ? พวกมันก็อวดดีกันจริงๆนั่นแหละ ครั้งก่อนพวกเราทำลายสาขาที่ 3 ของมัน ครั้งนี้จะอยากลงมือก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”
“แล้วห้องวิจัยเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ หรือว่า...หุ่นรบอินทรีย์พวกนั้นจะมีปัญหา?” สองคนเข้าใจอย่างง่ายดาย ซูหยวนพยักหน้าให้ ก่อนจะเริ่มอธิบายสิ่งที่ตัวเองตรวจสอบเจอทั้งหมด
“ใช่ค่ะ พวกมันมีปัญหาจริงๆ ฉันลองตรวจสอบแล้ว...หุ่นรบอินทรีย์พวกนี้ยังไม่ถึงกำหนดที่จะออกมาทดลองด้วยซ้ำ ด้วยการพัฒนาด้านการป้องกันและการควบคุมที่ไม่สมบูรณ์ ถ้ามีเวลามากกว่านี้ก็อาจจะดีกว่าที่เป็น ทว่า...พวกเขาปล่อยร่างทดลองจำนวนมากออกมาเพื่อเป็นเหตุผลให้เรียกเอาหุ่นรบอินทรีย์ออกมาทดลองก่อน บอกว่าอยากจะให้พัฒนาหุ่นรบให้เป็นเหมือนกับร่างทดลอง แต่ความต่างนี้ยังไงก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี” เธอพูดถึงตรงนี้ก็มองหน้าพวกเขาก่อนจะยิ้ม
“เรื่องนี้มีความเป็นไปได้อยู่สองอย่าง อย่างแรกคือการทำให้หุ่นรบอินทรีย์ที่ยังพัฒนาระบบควบคุมไม่สมบูรณ์หันมาทำร้ายฉันและสมาชิกในกลุ่ม เพราะฉันเห็นว่าระบบควบคุมถูกแทรกแซงจากสัญญาณทางไกลได้ ฉันไม่ได้ตัดสัญญาณออก ปล่อยให้มีการเชื่อมโยงเช่นนั้น นี่ก็เพื่อที่ฉันจะได้ตามสัญญาณกลับไปได้”
“ฉันกำลังพยายามจะแทรกสัญญาณเข้าไป เปลี่ยนการสื่อสารทางเดียวเป็นการสื่อสารสองทาง เมื่อพวกมันต้องการส่งสัญญาณมา ฉันก็จะส่งสัญญาณกลับไปเช่นกัน”
ได้ยินเธอพูดแบบนั้น คิ้วของรุ่นพี่พลทหารคนหนึ่งก็เลิกขึ้น เขากำลังรอฟังต่อไปว่ารุ่นน้องคนนี้จะคิดอะไรพิสดารขึ้นมาได้อีก
“ฉันมีเครื่องอัดวิดีโออยู่หนึ่งอัน ตอนนี้ได้อัดเสียงที่น่าฟังมาแล้ว รอแค่พวกมันส่งสัญญาณมาเท่านั้น เครื่องอัดเสียงของฉันก็จะทำงานทันที อ้อ ถ้าถึงตอนนั้น...พวกรุ่นพี่ก็ต้องระวังไว้ด้วยนะคะ เพราะเสียงของมันอาจจะทำให้หูของรุ่นพี่ถูกทำลายได้” ซูหยวนคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ เห็นท่าทางของเธอ ทหารพิเศษคนหนึ่งก็แสดงสีหน้าเหยเกออกมา
“อย่าบอกนะว่าเสียงที่อัดนั่น เป็นเสียงของกริฟส์น่ะ!!”
เสียงของกริฟส์ที่พวกเขาพูดถึง แท้จริงแล้วเป็นเสียงของสัตว์ร้ายที่น่ากลัวมาก หากใครได้ยินเสียงของมันจะต้องตัวแข็งกลายเป็นหินเกือบครึ่งชั่วโมง ยิ่งถ้าไม่ได้รับยารักษาทันท่วงที อาจจะทำให้เจ้าสิ่งนั้นของบุรุษทำงานไม่ได้อีกเลย! ด้วยคุณสมบัติแบบนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกผู้ชายหลายคนจะหวาดกลัว และก็อาจจะเป็นพวกมันอีกเช่นกัน ที่ทำให้มนุษย์ชาติไปที่เขต O ไม่ได้!
แม้จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัว แต่ถ้าเป็นคนขององค์กรนักล่าสกุลจาง คงจะสามารถเก็บเสียงของพวกมันมาได้จริงๆ
แล้วก็เป็นเช่นนั้น! อันซูหยวนคิดหาวิธีในการจัดการกับพวกมันมานาน แต่แค่เธอบอกว่าถ้าได้เสียงกริฟมา อาจจะทำให้การเอาคืนนี้สนุกมากขึ้น
วันต่อมา ประธานจางก็กลับมาด้วยตัวเอง ซูหยวนสังเกตเห็นสีหน้าผิดปกติของเขาแต่ก็ไม่กล้าถาม ตอนนั้นเองที่เขายื่นผลึกอัดเสียงมาให้ ทั้งยังบอกว่ามันคือเสียงของกริฟส์ สิ่งนี้ทำให้เธอได้แต่มองประธานด้วยสายตาเชิดชูมากขึ้น ขาที่ยังเดินไม่ได้ดีเหมือนก่อนเป็นหลักฐานชั้นดีว่าเพื่อเธอแล้ว เขายังไปที่เขต M ด้วยตัวเอง
โชคดีที่เขาน่าจะกินยาได้ทัน ไม่อย่างนั้นตอนนี้อาจจะเห็นสะเก็ดหินตัวอยู่ตามตัวของประธานจางไปแล้ว
เนื่องจากไม่ได้พูดคุยอะไรกัน และประธานคงต้องการพักผ่อน บุญคุณนี้ซูหยวนจึงได้แต่จำเอาไว้ เธอจะต้องชดใช้คืนให้เขาในอนาคตแน่
กลับมายังสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อเธอบอกแผนการแรกให้รุ่นพี่ฟัง พวกเขาก็เริ่มทำสีหน้าเหยเกกันแล้ว ต่างคนต่างก็นึกสงสารคนที่เป็นศัตรูของเด็กสาวคนนี้ เธอเอาคืนพวกเขารุนแรงจริงๆ คิดจะทำให้กลุ่มดวงตามารสูญพันธุ์กันหมดเลยหรือ?
เสียงกริฟส์นี้ ถ้าตั้งใจไปชั้น M ก็คงต้องเตรียมยาไว้บ้างแล้ว คงไม่อันตรายเท่าไรนัก แต่ถ้าไม่ได้ตั้งใจจะไปตั้งแต่แรก นี่ไม่ได้หมายความว่า...พวกเขาอาจจะกลายเป็นบรรพบุรุษรุ่นสุดท้ายที่ไม่ได้ทิ้งสายเลือดของตระกูลไว้หรอกหรือ? น่ากลัว...น่ากลัวจริงๆ!!
……………………………….