LNCrawler

บทที่ 341 ความกังวลใจ (อ่านฟรี 10 ก.พ. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 341 ความกังวลใจ (อ่านฟรี 10 ก.พ. 69)

บทที่ 341 ความกังวลใจ

 

“ในที่สุดก็เข้าใจเสียที เด็กนั่น...อยากใช้สถานการณ์นี้นำเสนอปุ๋ยวิเศษที่ตัวเองและองค์กรสกุลจางทำอยู่ มิน่าเล่า...ทำไมถึงไม่นำปุ๋ยออกมาขายเสียที แท้จริงแล้วกำลังรอโอกาสเหมาะสมอยู่ ฮ่าๆ” รองประธานอดไม่ได้ที่จะหัวเราะลั่นเมื่อเข้าใจเรื่องทั้งหมด

            

พวกเขารอติดต่อซื้อปุ๋ยวิเศษนั้นอยู่ตลอด พื้นที่ที่แมลงกัดกินทำลายไม่ได้มีน้อยๆ ถ้าเป็นคนอื่นเห็นพวกเขาสนใจขนาดนี้ก็ต้องรีบเอาสินค้ามานำเสนอแล้ว ทว่าเธอกลับหายเงียบไป ราวกับเรื่องแมลงกัดกินไม่สำคัญเลยสักนิด ทำเอาพวกเขางุนงงกันอยู่พักใหญ่

            

กลายเป็นว่าเธอกลัวราคาที่พวกเขาให้จะน้อยเกินไปหรือ? ถึงแสดงให้ดูว่านอกจากฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกได้แล้ว ปุ๋ยวิเศษนั้นก็ยังสามารถบำรุงสมุนไพรระดับสุดยอดจนเติบโตได้ด้วยน่ะ 

            

เด็กแสบคนนั้นช่าง...กล้าคิดกล้าทำเหลือเกินเลยนะ! ถ้าเป็นลูกหลานของเขา จะต้องถูกตีสองไม้เพราะความหมันไส้แน่ๆ

 

“ท่านประธาน ท่านรองฯ มากันแล้วหรือ? เชิญๆ” ผู้อำนวยการที่รออยู่ก่อนแล้วเข้ามาทักทายผู้มาเยือนทั้งสองที่ช่วงนี้คุ้นหน้าคุ้นตากันมากขึ้น

 

“ผู้อำนวยการ ขอบคุณที่อนุญาตให้พวกเรามาเยี่ยมชมอีกครั้ง”

 

“โอ้ นี่เป็นเกียรติของสถาบันพวกเรามากกว่า เชิญครับๆ สมุนไพรตอนนี้กำลังเติบโตได้อย่างดีเลย แม้จะมีแมลงเข้ามาก่อกวนมากมาย แต่ก็ถูกจัดการไว้แล้ว”

 

“ดีแล้ว อย่าปล่อยให้สมุนไพรถูกทำลายง่ายๆ เมล็ดพันธุ์สมุนไพรนี้หายากมาก ในคลังขององค์กรก็เหลือไม่เยอะแล้ว” 

 

“ถูกต้อง พวกเราก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ความเสียหายนี้ก็เหมือนความเสียหายของมนุษย์ชาติ พวกเราไม่ต้องการเอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่นหรอก”

            

ไม่ใช่แค่พูดเปล่า คนยังสามารถแขวะสถาบันเกษตรกรอันดับหนึ่งได้ด้วย พวกเขาใช้สมบัติของมนุษย์ชาติมาเพื่อเพาะปลูกสมุนไพรระดับสูงทั่วไป ช่างเป็นการสิ้นเปลืองจริงๆ

            

เรื่องนี้ในใจของสมาชิกองค์กรเกษตรกรก็ไม่ได้ดีอยู่แล้ว ยิ่งเห็นการตอกย้ำเช่นนี้ยิ่งพลันนึกโมโหคนมากกว่าเดิมอีก

 

“แล้วเกษตรกรอันเล่า?”

 

“เอ่อ นักเรียนอันตอนนี้...”

 

“ยังไม่มาดูแปลงเพาะปลูกอีกใช่ไหม? ก่อนหน้านี้แค่เอาปุ๋ย...เอาอะไรบางอย่างมาบำรุงดินแล้วก็ไม่มาอีกใช่หรือไม่?” เพราะรู้มาจากประธาน ผู้อาวุโสคนหนึ่งก็เลยถามเพื่อยืนยันอีกครั้ง

 

“เอ่อ ใช่แล้ว....แต่สมุนไพรก็เติบโตดี บางทีนักเรียนอันอาจจะรู้อยู่แล้วก็เลยไม่ได้มาดูนัก....” ยิ่งพูด เสียงก็ยิ่งเบาลง คนกำลังรู้สึกกระอักกระอ่วน กลัวว่าคนขององค์กรเกษตรกรจะตำหนิที่นักเรียนของตนเองไม่ให้ความสนใจอย่างเต็มที่

            

ทว่า...ฝั่งคนจากองค์กรเกษตรกรไม่ได้คิดเช่นนั้นแล้ว หลังจากรู้ว่าอันซูหยวนมีแผนการอะไร พวกเขาก็ไม่คิดจะต่อว่าอะไรเด็กคนนั้นอีก 

            

เพราะทั้งสองไม่รู้ความคิดของกัน จึงมีบรรยากาศแปลกๆอยู่บ้าง ดีที่รองประธานฯเป็นพวกหัวไว เขาไม่ทำให้บรรยากาศเงียบงันนานนัก 

 

“พวกเราขอดูสมุนไพรอายุ 20 วันหน่อยก็แล้วกัน แม้ครั้งนี้อาจจะเกิดปัญหาขึ้นกับมัน พวกเราก็ตั้งใจจะอนุญาตให้อันซูหยวนผ่านการทดสอบชั้นปีที่ 2 โดยไม่ต้องมาเรียนซ้ำชั้นอีก”

            

เมื่อได้ยินว่าคำขอของตนเองได้รับการอนุมัติ อาจารย์ประจำวิชาก็ดีใจมาก เพื่ออันซูหยวน...ก่อนหน้านี้เขาตระเวนไปรอบๆเพื่อเธอจริงๆ เห็นได้ชัดว่าความพยายามในการรับผิดชอบของเขาประสบความสำเร็จแล้ว

            

พวกประธานและรองประธานเข้าใจดีเกี่ยวกับผลกระทบของสมุนไพรระดับสุดยอดพวกนี้ หลายครั้งที่พวกมันจะถูกขโมยหรือถูกทำลายไปเนื่องจากผู้ไม่ประสงค์ดีทั้งหลาย แต่ถ้าส่วนกลางต้องการบรรจุวิชานี้เพื่อทำให้นักเรียนมีพื้นฐาน อันซูหยวนก็นับว่าผ่านไปตั้งนานแล้ว

           

 พวกเขาทำเรื่องขออนุญาตไปที่ส่วนกลางหลังจากได้ยินคำขอของอาจารย์ประจำวิชาเกษตร และวันนี้ก็เป็นวันที่ได้รับอนุมัติกลับมาด้วย จึงได้ถือโอกาสนี้นำข่าวดีมาบอกพวกเขาพร้อมกัน

            

เพื่อที่จะได้รู้เกี่ยวกับสมุนไพรมากขึ้น พวกเขาทำเรื่องเข้าไปในแปลงเพาะปลูกของเด็กสาวด้วย ประธานองค์กรมีประสาทสัมผัสที่ยอดเยี่ยมเมื่อเกี่ยวกับดินและการเพาะปลูก เขาจับดินที่ชุ่มชื้นขึ้นมาหนึ่งกำมือ บีบมันเล็กน้อยๆก่อนจะขมวดคิ้ว

 

“ส่วนผสมพวกนี้น่าจะเป็นซากของพวกกลายพันธุ์ที่ไม่มีพลังงานและสารพิษเหลืออยู่ พวกมันไม่ได้เจาะจงว่าจะเป็นซากพืชหรือสัตว์กลายพันธุ์ ทั้งยังไม่สนใจปริมาณด้วย...”

 

“แบบนี้ก็เหมือนกับการทดสอบเมื่อ 7 ปีก่อนที่มีความพยายามจะใช้อินทรียวัตถุในการเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับดิน แต่ว่า...ครั้งนั้นเมื่อดึงสารอาหารไปหมดแล้ว ซากพวกนี้ก็มีแค่ฟอสซิลเท่านั้นที่เหลืออยู่ มีแค่พืชอย่างเห็ดเท่านั้นที่ยังเติบโตได้ แต่พันธุ์เห็ดที่เพาะปลูกได้มีไม่กี่ชนิด และส่วนใหญ่ก็มีสารอาหารน้อย การทำเช่นนี้จึงไม่คุ้มเสีย”

            

คนเป็นประธานตรวจสอบไม่กี่วินาทีก็สามารถระบุส่วนผสมคร่าวๆได้แล้ว ความสามารถของเขาไม่ได้เป็นที่สงสัยเลย คำเขาพูดจะต้องเป็นเรื่องจริงแน่ เพียงแต่...ถ้ามันมีแค่นั้น ทำไมปุ๋ยนี้จึงกลายเป็นปุ๋ยวิเศษได้

 

“นี่...เหมือนจะมีกลิ่นบางอย่าง...” รองประธานขมวดคิ้ว เขาเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้อะไร กว่าจะเป็นรองประธานได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งก่อนหน้านี้เขาก็คือตัวเลือกอันดับหนึ่งในการเป็นประธานด้วยแล้ว ยิ่งไม่อ่อนแอไปกว่ากันเลย

 

“อืม เจ้าสิ่งนี้...คล้ายกับมูลของหนูขาว แต่...” คนเป็นประธานเงียบไป เขารู้ว่ามันไม่ใช่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายออกมาว่ามันคืออะไรอยู่ดี

 

“แต่ไม่ใช่มูลของหนูขาวกลายพันธุ์ใช่ไหม” สองคนมองหน้ากันเอง พวกเขาอยู่ในวงการเกษตรมานานแล้ว ย่อมเห็นความพยายามที่จะพัฒนาสารบำรุงดินในทุกรูปแบบ 

            

การเอามูลสัตว์กลายพันธุ์ต่างๆมาวิเคราะห์เพื่อทำปุ๋ยใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น แต่ทำไม...มูลสัตว์ที่ผสมไปนี้จะว่าคุ้นก็คุ้น จะว่าไม่คุ้นก็ไม่คุ้นอีก สถานการณ์นี้ช่างทำให้คนประหลาดใจจริงๆ

            

มันดูเหมือนว่า...พวกเขากำลังเจอกับสัตว์ชนิดใหม่เลยไม่ใช่หรือ?

            

เพราะตัวเองอยู่ในวงการมานานอย่างที่บอก ดังนั้นจึงมีโอกาสได้พบเจอกับสถานการณ์ประหลาดมากมาย บางครั้งก็เป็นสถานการณ์ที่ได้พบเจอกับสัตว์กลายพันธุ์ชนิดใหม่ๆเกิดขึ้น พวกองค์กรนักล่ายังเคยส่งมาให้พวกเขาศึกษาว่าสัตว์กลายพันธุ์ชนิดใหม่จะมีประโยชน์อะไรได้บ้างไหม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขาจะคุ้นเคยกับสถานการณ์เช่นนี้

            

บทสรุปที่พวกเขาพูดกันทำให้ผู้อาวุโสขององค์กรอดใจไม่ไหว พวกเขาเข้าไปข้างในพื้นที่แปลงเพาะปลูกบ้าง หยิบเอาดินรอบๆแปลงเพาะปลูกมาดม บางคนก็เอาขึ้นมาชิมรสชาติด้วยซ้ำ ซึ่งไม่ได้รู้เลยว่าในมุมมืดที่ไกลออกไปไม่น้อย หนูขาวที่ซ่อนตัวอยู่กำลังทำท่าทางอยากจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้

            

มนุษย์หน้าโง่พวกนี้กำลังทำอะไร? ดมอึของเขาไม่พอ ตอนนี้ก็ยัง “ชิม” อึของพวกเขาด้วย! นี่...นี่ไม่เรียกว่าโรคจิตแล้วจะเรียกว่าอะไรได้ หลังจากนี้มันควรจะต้องเตือนเจ้านายไว้บ้างแล้ว มนุษย์พวกนี้มีนิสัยชมชอบ “อึ” นี่เอง ถ้าเจ้านายสามารถอยู่ไกลพวกมันได้ก็จะปลอดภัยกว่า....

            

เหล่าผู้อาวุโสที่ได้รับเกียรติมากมายจากเหล่ามนุษย์ชาติ เวลานี้เปลี่ยนสถานะกลายเป็นคนโรคจิตของหนูขาวไปเสียแล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้พวกเขาไม่รู้ตัวเลย ยังคงสูดดมกลิ่นเพื่อพิสูจน์แหล่งที่มาของมูลพวกนี้กันอย่างขะมักเขม้น          

 

“กลิ่นนี้คล้ายกลิ่นของพวกหนูขาวกลายพันธุ์จริงๆ แต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว มันค่อนข้าง...หอมกว่าปกติ”

 

“อืม ฉันก็อธิบายออกมาไม่ได้ แต่กลิ่นนี้ดูสะอาดกว่ากลิ่นของมูลสัตว์กลายพันธุ์ หรือบางที...มันอาจจะเป็นกลิ่นที่มาจากพืชกลายพันธุ์บางชนิดหรือไม่?” หากจะให้เชื่อว่าเป็นกลิ่นของมูลสัตว์นั้นก็เชื่อได้ยากเหลือเกิน กลิ่นที่สะอาดดูไม่มีสารพิษจากการขับถ่ายของเสียเช่นนี้ ถ้ามันเป็นมูลสัตว์จริงๆ ต้องคิดว่าสัตว์ตัวนั้นกินอะไรเป็นอาหารอีก

            

ที่สำคัญที่สุด นอกจากมันดูสะอาดและบริสุทธิ์เกินกว่าจะเป็นอุจจาระแล้ว แค่สัมผัสพบในปริมาณเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ก็ยังรับรู้ได้ถึง “สารอาหาร” ของพืชบางอย่างที่อยู่ในนั้นเลย

            

การค้นพบนี้นับเป็นการค้นพบครั้งสำคัญเลยก็ว่าได้ สิ่งที่ผสมลงไปนี้ หากตามหาที่มาเจอ จะต้องพลิกหน้าประวัติศาสตร์ของวงการเกษตรกรแน่!

 

“นี่น่าจะเป็นสารพิเศษบางอย่างที่เกษตรกรอันใส่ลงไป และน่าจะเป็นส่วนผสมหลักด้วย” รองประธานฯไม่คาดเดาอีกต่อไป เขาอยากรู้ก็จริงว่าสารนี้คืออะไร แต่เรื่องสำคัญเช่นนี้ สุดท้ายแล้วก็คงเป็นความลับแน่ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องหาคำตอบให้ได้ ขอแค่มีเจ้าสิ่งนี้ ต่อไปการเพาะปลูกพืชระดับสูงก็ไม่ใช่ปัญหาอีก!

 

“หลังจากที่ปุ๋ยวิเศษของเกษตรกรอันถูกเปิดเผย ราคาของมันคงจะเพิ่มสูงขึ้นมากแน่ พวกเราควรจะต้องติดต่อเกษตรกรอันเอาไว้ก่อน ส่วนผสมพวกนี้ไม่รู้หายากหรือเปล่า แต่มันจะต้องใช้กับแปลงเพาะปลูกที่ถูกทำลายโดยแมลงกัดกินเสียก่อน แล้วค่อยให้เปิดวางขายให้กับเกษตรกรทั่วไป” ผู้อาวุโสคนหนึ่งโพล่งออกมา

            

ตัวเขาไม่ใช่ตระกูลที่ดูแลเรื่องสารบำรุงดิน ดังนั้นไม่ได้สนใจหรอกว่าใครจะได้หรือเสียผลประโยชน์ในเรื่องนี้ ที่เขาต้องการก็คือโอกาสในการเพาะปลูกพืชระดับสุดยอดพวกนี้ให้สำเร็จด้วย

            

เพราะการเพาะปลูกพืชระดับสุดยอดสำเร็จ นั่นหมายถึงเงินในบัญชีของพวกเขาก็จะกระโดดไปยังจุดสูงสุด ตระกูลที่มีเพียงชื่อเสียงสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ จะต้องก้าวกลับขึ้นมาสู่ตำแหน่งเดิมในรุ่นเขานี่แหละ!

            

เห็นคนกระตือรือร้นเช่นนั้น คนอื่นๆก็พยักหน้าเห็นด้วย ปากบอกว่าจะต้องกันปุ๋ยวิเศษพวกนี้ให้องค์กรก่อน แต่ความจริงแล้ว...พวกเขาจะสนใจแปลงเพาะปลูกพวกนั้นไปมากกว่าประโยชน์ของตนเองหรือ?

            

ที่ให้พวกประธานเร่งมือทำเรื่องพวกนี้ ก็เพราะพวกเขานี่แหละที่จะขอสิทธิในการจัดการแปลงเพาะปลูกที่กำลังฟื้นฟูขึ้นมา นี่ไม่เท่ากับว่าได้ปุ๋ยวิเศษมาใช้ในพื้นที่ฟรีๆด้วยหรือ?

            

ความคิดของพวกเขาใช่ว่าประธานและรองประธานจะมองไม่ออก คนพวกนี้ต้องการตอดเล็กผสมน้อยเพื่อหาประโยชน์ให้ตนเอง ทว่า...แนวคิดของพวกเขาก็ไม่ได้ผิดไปเสียทีเดียว

            

ปกติแล้ว ตามนิสัยของมนุษย์ชาติ ทุกคนล้วนแต่เป็นคนเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น การแย่งชิงเพื่อความอยู่รอด เป็นวิถีชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่สมัยโบราณ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่พยายามจะไปเปลี่ยนนิสัยของคนอื่น เพียงแค่สิ่งใดที่หลับตาไปข้างหนึ่งได้ก็ทำเป็นมองไม่เห็น สิ่งใดที่ทำเป็นไม่ได้ยินได้ก็ทำเป็นไม่ได้ยิน ขอเพียงผลลัพธ์ในมุมกว้างนั้นดีตามเป้าหมาย ก็ถือว่างานนี้สำเร็จแล้ว

 

“อืม เรื่องนี้ฉันจะติดต่อตระกูลจางโดยตรง” คนเป็นประธานพยักหน้ารับ และเขาก็มองไปไกลยิ่งกว่านั้น

            

ถึงการติดต่ออันซูหยวนจะทำให้ได้ข้อมูลมากกว่า อย่างไรคนที่เอาปุ๋ยวิเศษมาเสนอก็คือเธอ แต่...การติดต่อประธานจางโดยตรงนี้ ก็เพื่อแสดงความให้เกียรติอันซูหยวนไปในตัวด้วย 

            

เพื่อให้คนมอบทุนของเธอรู้ว่านักเรียนที่ตัวเองสนับสนุนแข็งแกร่งขนาดไหน ภายภาคหน้าเมื่ออันซูหยวนได้คะแนนจากเจ้านายมากขึ้น อาจจะคิดถึงพวกเขาที่เอาเรื่องดีๆไปบอกให้ก็ได้

            

ต่างกับที่คนอื่นๆคิด ประธานและรองประธานไม่ได้คิดว่าอันซูหยวนได้ดีเพราะประธานจางคนนั้น รวมทั้งปุ๋ยวิเศษนี้ก็ไม่ใช่แนวคิดจากประธานจาง พวกเขาเชื่อว่ามันเกิดจากความสามารถของอันซูหยวนเอง ดังนั้น...หากต้องการประจบประแจงใคร ก็ต้องเป็นอันซูหยวนนี่แหละ!

            

สมาชิกขององค์กรเกษตรกรสำรวจเพิ่มอีกเล็กน้อยแล้วจดรายงานเก็บไว้ เตรียมส่งให้รัฐบาลกลางรับรู้ตรงกันว่าความสามารถของอันซูหยวนผ่านเกณฑ์ที่ไม่ต้องเรียนซ้ำชั้นเนื่องจากเพาะปลูกไม่สำเร็จตามเกณฑ์อีกแล้ว

            

อย่างไรก็ตาม เรื่องผลการแข่งขันนั้นไม่เหมือนกัน ตราบเท่าที่อันซูหยวนยังไม่เก็บเกี่ยว แม้ความสำเร็จใน 20 วันนี้จะสูง ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะผ่านมันไปจนถึงวันสุดท้ายของการเก็บเกี่ยวได้

            

ผู้คนมากมายกำลังเฝ้ามองดู พวกเขาลุ้นให้แปลงเพาะปลูกนี้ถูกทำลายเสีย โดยเฉพาะสถาบันเกษตรกรอันดับหนึ่ง และ...เซิ่นเจ๋อ...

            

ปัง!!

 

“ไอ้พวกโง่เง่า! พวกไม่มีปัญญา ไม่มีความสามารถ!! กับคนๆเดียวก็ยังทำอะไรไม่ได้ ปากบอกว่าอยากทำลายมนุษย์ชาติให้หมดไป ถามจริงๆว่าพวกแกจะทำได้อย่างไร?”

 

“อย่างน้อย นังอันซูหยวนนั่นก็ไม่ได้ตายแล้วหนึ่งคนใช่ไหม? พวกแกฆ่านังเด็กนั่นไม่ได้หลังจากที่รับปากฉันว่าจะทำให้มันไม่สามารถเข้าแข่งขันได้ด้วยซ้ำไม่ใช่หรือ? แล้วไหนล่ะ? ผลลัพธ์ที่เห็นอยู่คืออะไร?”

 

“พวกแกมันไร้ประโยชน์จริงๆ ก็แค่พวกต้มตุ๋นเท่านั้น หลอกให้ฉันเอาเทคนิคลับของตระกูลเซิ่นให้ ขณะที่พวกแกกลับทำงานของตนเองไม่สำเร็จ ช่างเป็นองค์กรระดับล่างจริงๆ!!”

            

เซิ่นเจ๋อโกรธจัด เขาฟาดงวงฟาดงาของตนเองไปรอบห้อง .... เรื่องนี้จะบอกให้ใจเย็นก็คงทำไม่ได้จริงๆ เพราะสุดท้ายแล้ว...เซิ่นเจ๋อยอมแลกทุกอย่างเพื่อโอกาสในการฆ่าอันซูหยวน หากเขาจะผิดหวังมากที่สุดก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

 

……………………………