LNCrawler

บทที่ 344 ไส้ศึก (อ่านฟรี 13 ก.พ. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 344 ไส้ศึก (อ่านฟรี 13 ก.พ. 69)

บทที่ 344 ไส้ศึก

            

สำหรับต้นเรื่องที่ทำให้ตระกูลเซิ่นเจอกับภัยร้ายแรงที่สุดนี้ แท้จริงแล้วกำลังยุ่งอยู่กับการกินและดื่ม หลังจากการเพาะปลูกเสร็จสิ้น เธอมีหน้าที่สำคัญต่อไปก็คือการเข้าไปช่วยภารกิจในห้องทดลอง คาดว่าน่าจะต้องใช้เวลาอยู่ที่นั่นเกือบเดือนหากไม่มีอะไรผิดพลาด ดังนั้นเพื่อตุนความสุขเอาไว้ก่อน ซูหยวนจึงเลือกจะใช้เวลากับตนเองหนึ่งสัปดาห์ ส่วนระหว่างนี้ก็ก่อกวนชีวิตคนอื่นไปเรื่อยๆเท่านั้น

 

“จี๊ดๆ หลังจากที่พวกมันรู้ว่าเทคนิคลับถูกเปิดเผยออกไปแล้ว ก็ถึงกับปวดหันกันใหญ่ หลายคนคิดอยากตายด้วยซ้ำ พวกมันไม่อยากกลายเป็นคนระดับล่าง ยอมตายดีกว่ามีชีวิต ช่างเป็นพวกโง่เง่าจริงๆ จี๊ดๆ”

 

“ทางฝั่งของเซิ่นเจ๋อคนโง่นั้นก็ไม่ต่างกัน มันกำลังทะเลาะกับกลุ่มดวงตามารแล้ว เมื่อร่วมมือกันไม่ได้ ก็อาจจะสร้างปัญหากันภายหลังก็ได้ จี๊ด” 

 

“น่าเสียดายที่กลุ่มดวงตามารเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ไม่สามารถลากเอาชายคนนั้นออกมาเปิดตัวได้แล้ว แต่ตระกูลเวินก็ไม่ได้ตามต่อ ตระกูลเซิ่นตอนนี้ไม่เหลืออะไรให้พวกเขากลัวอีก แถมเซิ่นหนิงก็กำลังสะใจที่ตัวเองหนีออกมาจากตระกูลที่กำลังจะล่มสลายได้ด้วย”

 

“อ้อ มีอีกเรื่องที่ได้รับข้อมูลมาจากทาสนักฆ่าทั้งสองคน พวกนั้นบอกว่าสามีของเซิ่นหนิง แท้จริงแล้วทำงานให้องค์กรนักฆ่า เป็นคนปรุงยาพิษที่ยอดเยี่ยมที่สุดขององค์กรเลยล่ะ จี๊ดๆ”

            

พวกหนูขาวแลกเปลี่ยนความคิดกัน ซูหยวนนั่งฟังการทำงานของพวกมันเงียบๆ หลังจากมอบหมายงานพวกนี้ให้แล้ว เธอก็แทบไม่ต้องทำอะไรอีก

            

หนูขาวพวกนี้มีความคิดและการพัฒนาสมองที่สูงมาก แค่เธอสั่งการออกมา พวกมันก็พร้อมจะดำเนินการให้เสร็จ

 

“จี๊ด เจ้านาย .... ถ้าตระกูลเซิ่นพังแบบนี้แล้ว เราจะยังต้องเก็บเจ้านั่นเอาไว้อีกไหม?” หนูขาวตัวหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมา 

 

แม้ว่าตอนนี้พวกมันจะตามตัวของชายผู้นั้นเจอแล้ว ทว่าปัญหาก็คือ...ชายผู้นั้นไม่เหมือนกับคนปกติ มันจึงไม่ต้องการเก็บชายคนนั้นไว้นานเกินไป

 

เพราะการถูกหักหลังจากเพื่อนอย่างเซิ่นเจ๋อ และการถูกไล่ล่าจากตระกูลเซิ่น กระทั่งคนในครอบครัวของเขาก็ถูกฆ่าตายทั้งหมด สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนให้เขากลายเป็นคนโรคจิตเสียแล้ว

 

แม้แต่ตอนที่นอนอยู่ ก็ละเมอขึ้นมาว่าต้องการฆ่าคนตระกูลเซิ่นโดยเฉพาะเซิ่นเจ๋อให้ตกตายด้วยมือของตนเอง พวกหนูขาวแม้จะส่งมอบเจตนาของเจ้านายให้มันรู้แล้ว แต่อีกฝ่ายกลับยังหวาดระแวงเจ้านายของพวกมันอีก 

 

คนที่ทำท่าทางแบ่งรับแบ่งสู้เช่นนั้น จะคว้ามาเป็นพรรคพวกก็ไม่ได้ จะใช้งานอะไรก็ต้องระวัง สำหรับพวกหนูขาวแล้ว...คิดว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรเลย แต่ไม่ใช่ซูหยวน...

 

คนผู้นั้นมีคำขอเดียวสำหรับการรอดชีวิตของตนก็คือการได้แก้แค้น ถึงจะฟังดูเหมือนหลิ่วโป แต่เด็กน้อยกลับยังมีโอกาสได้เห็นแสงสว่างเร็วกว่า จิตใจที่ยังบริสุทธิ์ของเขาถูกคว้ากลับมาได้ทัน ไม่เหมือนกับชายที่เต็มไปด้วยความคั่งแค้นนี้

 

ไม่ใช่ว่าเขายอมทำทุกอย่างแม้แต่เอาชีวิตไปทิ้งเพื่อแก้แค้นหรอกหรือ? ถ้าเช่นนั้น...เธอก็จะสนองโอกาสนี้ให้กับเขา

 

“อืม ส่งเขาให้กลุ่มดวงตามาร” 

 

“จี๊ด?”

 

“ให้เขาเข้าไปอยู่กับกลุ่มดวงตามาร เขาจะรู้ว่าควรทำอะไรต่อไปเพื่อที่จะเล่นสนุกกับเซิ่นเจ๋อ” ถือว่าความโกรธแค้นของซูหยวนต่อตระกูลเซิ่นเล่นกันแค่นี้ก็พอ

            

เซิ่นหนิงที่คิดทำร้ายเธอ กลายเป็นคนที่ต้องทนทุกข์อยู่กับสามีที่ไม่ได้เลือกเอง แน่นอนว่าซูหยวนไม่ได้ตั้งใจจะปล่อยให้เธอมีความสุขดีตลอดไป ในเมื่อเธอทำให้สองพี่น้องหันมาห้ำหั่นกันเองได้แล้ว ต่อไปเซิ่นหนิงก็จะต้องเจอกับชะตากรรมที่เธอเลือกเอง

            

ผลจากการเลือกที่จะแก้แค้นเธอต่อย่อมมีอยู่แล้ว ชายผู้เป็นสามีของเธอไม่ใช่ว่าร่ำรวยมาจากการขายยาพิษให้พวกนักฆ่าหรอกหรือ? เช่นนั้น...ถ้าเธอทำให้สามีของอีกฝ่ายไม่เหลือเงินใช้แล้ว เซิ่นเจ๋อจะยังเย่อหยิ่งอยู่ได้อย่างไร

            

สิ่งนี้ไม่ได้จัดการยากเย็นนัก ก็แค่หาคนมาทำหน้าที่แทนก็พอ ด้วยการสนับสนุนจากนักฆ่าระดับสูงสองคน จะไม่พอให้ทำลายเครดิตของคนขายยาพิษได้หรือ?

            

ดังนั้นหลังจากนี้ ต่อให้เซิ่นหนิงจะพยายามแค่ไหน ก็ไม่สามารถปีนป่ายกลับมาได้ มีเพียงแค่การทนทุกข์ทรมานอยู่กับชะตากรรมอันเลวร้าย สามีของเธอไม่มีเงิน เซิ่นหนิงก็ใช้ชีวิตอย่างดีต่อไปไม่ได้ สุดท้ายเธอก็จะค่อยๆกลายเป็นคนยากไร้ไม่มีพื้นเพใดๆเหมือนที่เคยดูแคลนคนอื่นๆไว้นั่นแหละ

            

ส่วนทางเซิ่นเจ๋อ เขาจะหันมาสนใจซูหยวนต่อคงไม่ไหวแล้ว ศึกด้านหน้ายังเป็นตระกูลเซิ่นที่พยายามตามหาความจริง นอกจากนี้การที่ตระกูลเซิ่นเสียเทคนิคลับไป เท่ากับเสียหม้อข้าวที่ใหญ่ที่สุดไปด้วย พวกเขาจะกลายเป็นตระกูลขนาดกลางเมื่อไรก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น

            

ความเป็นอยู่ที่เลวร้ายลง ยังไม่เท่ากับการกลายเป็นของเล่นของใครบางคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง ตัวเขาอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆมาเกือบ 10 ปี ในขณะที่เซิ่นเจ๋อใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

            

ครานี้ เขาจะปล่อยให้เซิ่นเจ๋อตกตายง่ายๆได้อย่างไร! อีกฝ่ายถูกเขากำอยู่ในมือ ทั้งความลับที่ขโมยผลงานของตน และความลับที่เอาเทคนิคลับของตระกูลมาบอก สุดท้ายเซิ่นเจ๋อก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขที่ต้องคอยเลียแข้งเลียหา โดยที่ระหว่างนั้น...ซูหยวนจะได้รับการตอบแทนด้วย “ข้อมูล” และ “ไส้ศึก” ในกลุ่มดวงตามาร

            

เพื่อที่จะตามหาแท่นพลังงานมาทิ้งไว้เล่นๆในพื้นที่ฟาร์มของเธอ ซูหยวนอยากรู้ข้อมูลเหล่านั้นมากที่สุด

            

แม้ว่าหนูขาวพวกนี้จะมีประสิทธิภาพไม่น้อยในการหาข้อมูล แต่ยังมีข้อจำกัดอื่นๆอยู่บ้าง เช่น ในห้องที่มีการป้องกันระดับสูง หนูขาวไม่อาจจะตามสืบข้อมูลได้ มีแค่สมาชิกของกลุ่มดวงตามารเท่านั้นที่จะรับรู้ข้อมูลต่างๆ แน่นอนว่าซูหยวนไม่กลัวเลยว่าเขาจะหักหลังหรือไม่ เพราะต่อให้อีกฝ่ายอยากหักหลังเธอ ซูหยวนก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรอยู่ดี อีกอย่าง...เธอมั่นใจว่าคนแบบเขาจะไม่หักหลังเธอที่มอบโอกาสแก้แค้นดีๆนี้ให้

            

ไม่รู้ว่าเจ้าตัวทำอย่างไร การเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มดวงตามารราบรื่นดีมาก ใช้เวลาไม่นานหลังจากนั้นก็สามารถกลายเป็นสมาชิกที่กลุ่มดวงตามารต้อนรับอย่างดี พวกหนูขาวที่ต้องติดตามคนประหลาดเช่นนั้นก็โล่งใจกันไม่น้อย

            

สุดท้ายเวลาดีๆก็ผ่านไป ซูหยวนจำเป็นต้องกลับไปที่ห้องวิจัยของจ่าสิบโทรุ่ยอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เมื่อกลับไป...เธอก็มีห้องทำงานของตนเองด้วยเช่นกัน

 

“จ่าสิบเอกอัน ยินดีต้อนรับกลับมา”

 

“จ่าสิบเอกอัน” เสียงต้อนรับดังขึ้นตลอดทาง ตอนนี้ซูหยวนได้รับการแต่งตั้งเป็นจ่าสิบเอกแล้ว ถือเป็นตำแหน่งที่ค่อนข้างสูงในฝ่ายศึกษาและวิจัยเพื่อมนุษย์ชาติเลย

            

ทั้งนี้เป็นเพราะการทำผลงานของเจ้าหน้าที่ในฝ่ายนี้ค่อนข้างยากกว่าฝ่ายอื่นๆ แต่ก็นั่นแหละ...ผู้คนที่นี่ไม่ได้อยู่กันด้วยยศทางทหาร หากแต่อยู่ด้วยผลงานทางการศึกษาวิจัยมากกว่า

            

กลุ่มคนที่ดีใจที่สุดที่อันซูหยวนมา แท้จริงแล้วกลับเป็นหน่วยสร้างแบบทดลอง พวกเขาได้รับประโยชน์จากความช่วยเหลือครั้งก่อนที่ซูหยวนเข้ามาปรับเปลี่ยนกระบวนการ ทำให้ทุกวันนี้งานในมือถูกจัดการไปไม่น้อย จากที่มีงานค้างประมาณ 90 ส่วนจาก 100 ส่วน ทุกวันนี้กลายเป็นงานค้างมีประมาณ 30 ส่วนเท่านั้น ในขณะที่อีก 60 ส่วนถูกปัดตกไปเพราะให้รายละเอียดไม่ครบ

 

“ช่วงนี้สถานการณ์การวิจัยไม่ค่อยดีเท่าไร หุ่นรบอินทรีย์กลับมารอบนี้ถูกตำหนิไม่น้อยเลย” หัวหน้าหน่วยสร้างแบบทดลองถอนหายใจเฮือกใหญ่

            

เรื่องนี้เขาไม่โทษพวกนักวิจัยหรอก เจ้าพวกนั้นวางแผนมาค่อนข้างดี แต่ยังขาดกระบวนการสำคัญอยู่ ทว่า...พวกผู้นำที่ไม่รู้อะไรเลย บอกจะเอาก็จะเอาให้ได้ พวกนักวิจัยยังปฏิเสธได้ด้วยหรอ? สุดท้ายพวกเขาก็ต้องทำงานนี้ส่งอย่างไม่เต็มใจ รู้ทั้งรู้ว่ามีข้อบกพร่อง และก็ทำได้แค่เตรียมใจยอมรับเท่านั้น

            

เพียงแต่...ที่ไม่คาดคิดก็คือ หุ่นรบอินทรีย์พวกนั้นถูกคนของกลุ่มอื่นแทรกแซงได้ระหว่างการทำภารกิจ นี่หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าในอนาคต...แทนที่จะเป็นเครื่องมือต่อสู้ของฝ่ายตน กลับจะกลายเป็นเครื่องมือทำลายล้างของฝ่ายอื่นเสียมากกว่า

 

“ครั้งก่อนได้ยินว่าเกือบแย่เลยไม่ใช่หรือ? ดีที่พกอุปกรณ์ดีๆไปด้วย” พูดถึงตรงนี้ มือของคนเป็นหัวหน้าก็ถูไปมา

            

ที่จริง...เขาอยากจะถามอันซูหยวนว่าเธอยังมีเสียงของกริฟส์เหลืออยู่อีกหรือเปล่า เพราะถ้ายังเหลืออยู่ เขาจะได้เอามาศึกษาและทดลองเกี่ยวกับคลื่นเสียงนั้น ทว่า...แน่นอนว่าลึกๆแล้วเขารู้ดีแก่ใจว่าเสียงกริฟส์ใช่ว่าจะหามาได้ง่ายๆ

            

ผลึกบันทึกอันดับ หลังจากเปิดใช้งานไปแล้วก็คงจะไม่สามารถเอามาใช้ได้อีก แน่นอนว่าผลึกที่ใช้เก็บเสียงได้จะต้องเป็นผลึกระดับสูงสุดๆ ด้วยราคาแพงของผลึกบันทึกเสียง และประโยชน์ที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียวนั้น ทำให้คนไม่นิยมเอาเสียงกริฟส์มาใช้ในการต่อสู้ เว้นแต่จะเป็นคนที่มีเงินมีเวลามีพลังเหลือเฟือเท่านั้นแหละ

            

ขนาดเขาเอง...เมื่อได้ยินว่าอันซูหยวนตกอยู่ในอันตรายแล้วใช้ผลึกเสียงกริฟส์จัดการ ตัวเขายังเสียใจไปด้วยเลย

            

เอาเถอะ นั่นไม่ใช่ทรัพยากรของเขา ต่อให้มันยังไม่ถูกใช้งาน ก็คงไม่ถูกเอาออกมาให้เขาดูอยู่ดี ดังนั้นแทนที่จะพูดสิ่งที่คิดออกไป หัวหน้าหน่วยจึงเปลี่ยนไปพูดถึงเรื่องอื่นแทน

 

“ครั้งนี้จ่าสิบเอกอันจะมาช่วยเรื่องหุ่นรบอินทรีย์ใช่ไหม? เห็นว่าได้ศึกษาเกี่ยวกับ DNA ของร่างทดลองมากันด้วย สิ่งนี้จะต้องระวังให้มากล่ะ หากพัฒนาพวกมันจนเกินจะควบคุมได้แล้ว คงจะกลายเป็นปัญหาใหญ่แทน”

 

“อืม เรื่องนั้นก็ต้องระวังให้ดี”

 

“ใช่ แล้วก็ที่สำคัญ....ระหว่างที่จ่าสิบเอกอันไม่อยู่ พวกลูกน้องทำงานได้ดีเลยนะ ไม่กี่วันก่อนก็ยังเอาแบบจำลองมาให้ลองผลิตอยู่เลย เป็นแบบจำลองที่จะสร้างหน้าไม้ขนาดใหญ่ บอกว่าอยากทำอาวุธให้พวกทหารรักษาค่ายได้ใช้ ปรับเปลี่ยนพวกมันให้เป็นเหมือนระเบิด แต่จะทำให้เป็นการโยนระเบิดที่แม่นยำมากขึ้น เป็นงานสร้างที่เอาไว้ใช้ทำลาย ขัดกับฝ่ายพวกผู้สร้างไปบ้าง แต่ก็น่าสนุกดี” เมื่อคนพูดแบบนั้น ซูหยวนก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

            

สมาชิกในห้องวิจัยของเธอได้รับสิทธิพิเศษในการดูแลห้องวิจัยของเธอต่อไปเนื่องจากความสำเร็จในครั้งที่แล้ว ทำให้พวกเขาไม่ต้องกลับไปเป็นผู้ช่วยหรือเด็กฝึกงานอีก แต่กลายมาเป็นหนึ่งในทีมวิจัยเอง

            

ซูหยวนก่อนจะไปก็ได้ให้สิทธิในการตัดสินใจเลือกภารกิจกับพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว เธอรู้ว่าทุกคนมีความสามารถ มีความทะเยอทะยานในใจ แต่ก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะเริ่มการทดลองกันแล้ว

            

เพียงแต่....

 

“พวกผู้นำอนุมัติงบประมาณในการทำด้วยหรอ” นี่คือสิ่งที่ซูหยวนสงสัยอยู่บ้าง

            

การที่จะอนุมัติให้ศึกษาเรื่องการสร้างอาวุธที่คนไม่มีพลังงานก็ยังใช้ได้นั้น บางทีอาจจะถูกมองว่าเป็นการสิ้นเปลืองเกินไปก็ได้ ในสายตาของพวกผู้นำ พวกเขาแบ่งแยกระหว่างผู้ใช้พลังงานกับผู้ที่ไม่ได้ใช้พลังงานชัดเจน

            

โดยมองว่าผู้ใช้พลังงานมีหน้าที่พัฒนา ส่วนผู้ที่ใช้พลังงานไม่ได้ก็คือพลเมืองที่พวกเขาต้องปกป้อง ดังนั้น...คนที่ไม่มีพลังงานก็ควรจะไปซ่อนในที่ลับ อย่ามาเกะกะการปกป้องของผู้ใช้พลังงานเลย

            

ดังนั้น...อุปกรณ์ที่ใช้ได้แม้ไม่มีพลังงานนั้น ดูจะไม่น่าสนใจเท่าไร

 

“ฮ่าๆ นั่นก็คือประเด็นสำคัญเลยทีเดียว เพราะความสำเร็จของพวกเขาครั้งก่อนทำให้พวกผู้นำอนุมัติงบมา 50,000 เครดิตเท่านั้น ไม่น่าแปลกใจเลยใช่ไหมที่ผลของการศึกษายังไม่ก้าวหน้าไปไหน ฮ่าๆ”

 

“งบ 50,000 เครดิต?” ถ้าได้งบเพียงเท่านี้ หากเป็นซูหยวน เธอคงโบกมือแล้วนอนตีพุงที่บ้านคงจะดีกว่า ทว่า...พวกนักวิจัยเหล่านี้เป็นพวกกระหายในแต้มผลงานทหารมากกว่าเครดิต ดังนั้นแทนที่พวกเขาจะยอมแพ้ กลับออกเงินเพื่อศึกษากันเองด้วย ช่างเป็นพวกที่น่ารักจริงๆ

 

“ตอนนี้หัวหน้าทีมที่แท้จริงกลับมาแล้ว หวังว่าจะมอบงานให้เจ้าพวกนั้นได้ทำจนไม่มีเวลามาวุ่นวายกับหน้าไม้ไร้สาระพวกนี้ด้วยเถอะ” หัวหน้าหน่วยสร้างแบบจำลองบอกจุดประสงค์ของตนเองเสียทีหลังจากอ้อมค้อมมานานแล้ว

            

เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นทีมของซูหยวน เขาจึงอยากให้สิทธิพิเศษบ้าง แต่...คนกลับมาพร้อมกับความต้องการจะสร้างหน้าไม้ที่คนไร้พลังงานก็ใช้ได้

            

นี่...แม้จะดี แต่มันมีประโยชน์มากหรือ? มากขนาดที่กองทัพจะต้องเสียเวลาไปศึกษาด้วยหรือ?

 

“เข้าใจแล้วค่ะ ครั้งนี้คงต้องช่วยเรื่องหุ่นรบอินทรีย์ก่อน ระหว่างนี้อาจจะมีแบบจำลองเล็กๆน้อยๆมาให้ช่วยทำด้วย”

 

“โอ้ นั่นเป็นเรื่องดีเลย ขอแค่เป็นงานที่มีประโยชน์ พวกเราก็จะช่วยอยู่แล้ว”

            

คนเป็นหัวหน้าพูดจริงจัง ทำให้ซูหยวนหัวเราะออกมา

            

ตอนที่เธอไม่อยู่ คนของเธอก็ทิ้งความประทับใจดีๆเอาไว้มากมายเลยสินะเนี่ย....

            

แต่พูดถึงอะไรนะ หน้าไม้ที่ปกป้องค่ายทหารได้โดยที่ไม่ต้องใช้พลังงานงั้นหรือ? บางที...เจ้าสิ่งนี้อาจจะไม่ได้ไร้ประโยชน์ไปเสียทีเดียวก็ได้ ก็แค่...กรอบความคิดของพวกเขาแคบเกินไปหน่อย

            

ซูหยวนกำลังนึกถึงกับดักหน้าไม้ที่เปิดใช้งานเองหลังมีศัตรูเข้ามาในขอบเขตของมัน ถ้าเปลี่ยนจุดประสงค์เป็นการสร้างการโจมตีอัตโนมัติที่รุนแรงเทียบเท่าการโยนระเบิด บางที...พวกผู้นำอาจจะสนใจก็ได้

 

…………………………………..