LNCrawler

บทที่ 351 ความเห็นของซูหยวน (อ่านฟรี 20 ก.พ. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 351 ความเห็นของซูหยวน (อ่านฟรี 20 ก.พ. 69)

บทที่ 351 ความเห็นของซูหยวน

 

เมื่อเห็นคนโง่เขลาเดินออกไปจากห้องทำงานตนแล้ว คนเป็นผู้นำที่ทำท่าทางสนใจงานในมือก็วางเอกสารลง จากนั้นก็หยิบเอาอุปกรณ์หนึ่งขึ้นมา

            

หากซูหยวนเห็นของสิ่งนี้ เธอย่อมจำได้ทันทีว่ามันคืออะไร...

            

“จดหมาย” ที่มีขายอยู่ทั่วไปในร้านค้าระบบ มันเป็นจดหมายที่เอาไว้เขียนหาผู้เล่นคนอื่น โดยทุกๆเช้าจะมีเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ปั่นจักรยานเพื่อเอามาหย่อนไว้หน้าตู้ ก่อนหน้านี้ซูหยวนก็เคยจ่ายเงินเพื่อซื้อมันมาไว้ไม่น้อย เธอไม่ได้เอามันไว้พูดคุยกับเพื่อนๆ แต่เอาไว้เพื่อติดต่อซื้อขายสินค้าหายากต่างหาก

            

ทว่า...หลังจากที่ผู้เล่นมากมายทยอยออกจากเกม ลูกค้าขาประจำก็ค่อยๆหายไปด้วย ตอนนี้ซูหยวนเองก็ไม่รู้แล้วว่ายังมีผู้เล่นคนไหนเหลืออยู่อีก ต่อให้ยังเหลือ...ก็อาจจะอยู่คนละเซิร์ฟกับเธอ สุดท้ายจึงไม่ได้ใช้จดหมายเหล่านี้อีก

            

อย่างไรก็ตาม จดหมายนี้กลับปรากฏขึ้นที่นี่แล้ว ชายผู้มีอำนาจเขียนข้อความสั้นๆลงไป ใจความมีแค่ “อันซูหยวนออกหน้า” แค่คำเดียว หลังจากเขียนเสร็จแล้วก็ระบุจ่าหน้าถึงผู้รับปลายทาง จดหมายนั้นเมื่อเสร็จสมบูรณ์ก็หายไปในพริบตาเดียวราวกับเวทมนตร์ 

 

“ท่านผู้นำ ท่านคิดว่าเด็กคนนั้นเป็นคนที่ตระกูลจางใช้บังหน้าจริงๆหรือครับ ถ้าหากว่าเด็กนั่นเป็นตัวการที่ทำเพียงคนเดียว...”

 

“เป็นไปไม่ได้” คนโบกมือ ไม่เห็นด้วยกับผู้ช่วยที่อยู่ด้านหลัง 

            

สำหรับเขา ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา กับการที่เคยมีโอกาสพบจางอู่หยางเพียงไม่กี่ครั้ง เขาก็รู้ได้ทันทีว่าชายคนนั้นไม่ใช่ธรรมดาแน่

            

เหมือนที่นายท่านผู้นั้นเคยกล่าวให้ระวังชายผู้นี้ให้ดี เขาเองก็คอยจับตาดูอยู่ตลอด และจางอู่หยางผู้นี้ก็เปลี่ยนจากเด็กชายธรรมดาๆคนหนึ่ง ก้าวขึ้นมามีอำนาจเหนือกว่าตระกูลจางของตัวเองเสียอีก กระทั่งเรื่องที่ทำอยู่เบื้องหลังอย่างการเป็นหัวหน้าใหญ่ของกลุ่มอันธพาลทั้งหมดก็ยังทำได้ ดังนั้น...หากเขาต้องการปั้นเหยื่อล่อสักคนหนึ่ง ทำไมจะทำไม่ได้!

            

นายท่านบอกให้สนใจอีกฝ่าย หากดึงมาเป็นพวกเดียวกันได้ก็จะมอบตำแหน่ง “ราชา” ให้กับมัน อย่างไรก็ตาม...ตำแหน่งราชานี้ จำเป็นต้องให้เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมด้วยหรือ?

            

ตัวเขาทำไมถึงไม่อยู่ในสายตาของนายท่านกันล่ะ!

            

อำนาจ เงินทอง ทรัพยากร ของพวกนี้...ควรจะเป็นของเขาทั้งหมดสิ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยอมไอ้เด็กที่เพิ่งเกิดได้ไม่นานนี้เลย

 

“ถ้าหากเด็กคนนั้นเป็นแค่ฉากหน้าจริงๆ แปลว่าคนสกุลจางก็ต้องการเป็นศัตรูกับพวกเราจริงๆ...”

 

“ถูกต้อง” ผู้นำพยักหน้ารับ นั่นแหละคือสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อสารออกไป

            

ไม่จำเป็นว่าเด็กคนนั้นจะเป็นฉากหน้าหรือไม่ หรือว่าเธอเป็นตัวการสำคัญจริงๆ ขอแค่นายท่านผู้นั้นออกคำสั่งอนุญาตให้พวกเขาทำลายคนสกุลจางนั่นก็เป็นอันจบ อีกอย่าง...เด็กคนนี้ไม่ใช่คนที่จางอู่หยางเลี้ยงไว้หรือ? ตราบเท่าที่เจ้านายของมันมีปัญหา ยังไงก็ต้องออกหน้าช่วยเหลืออยู่แล้ว

            

ไม่ว่าพวกมันจะเป็นใคร เก่งกาจมาจากไหนก็ตาม ถ้าต้องการขวางทางของเขา เช่นนั้นพวกมันก็ต้องเจอจุดจบเช่นนี้

 

“สร้างข่าวออกไปเกี่ยวกับเรื่องการระดมคนรวบรวมทรัพยากรลับๆ ฉันจะทำให้นายท่านเข้าใจว่าคนสกุลจางนั้นเก็บไว้ใช้ประโยชน์ไม่ได้”

 

“แล้วถ้านายท่านมาที่นี่ด้วยตัวเองแล้วพบว่าพวกเรากำลัง...”

 

“นายท่านจะไม่มาที่นี่ด้วยตัวเอง”

 

“แต่....”

 

“พวกเราจะทำลายที่นี่ให้จบก่อน หลังจากที่ขึ้นเป็นผู้นำของมนุษย์ชั้นต่ำพวกนี้แล้ว เจ้านายจะได้เห็นเองว่าการตัดสินใจให้ฉันขึ้นเป็นราชาของพวกมนุษย์นั้นถูกต้อง” รอยยิ้มของผู้ชนะปรากฏขึ้น ทำเอาผู้ช่วยขมวดคิ้วเข้าหากัน 

            

ไม่ว่าจะการโกหกนายท่านผู้นำ หรือแม้แต่การทำลายจางอู่หยาง ทั้งสองนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เห็นด้วยทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม...ตัวเขากลายเป็นผู้ติดตามของอีกฝ่ายมานานแล้ว ย่อมรู้ดีว่าไม่สามารถเปลี่ยนความคิดนี้ของผู้นำได้อีกต่อไป

 

“เช่นนั้นจะรีบดำเนินการให้ครับ ใช้เรื่องที่พวกเขากำลังล่าทรัพยากรเพื่อผลิตปุ๋ยวิเศษเป็นข้ออ้างน่าจะได้”

 

“อืม ไปจัดการได้แล้ว” คนเป็นผู้นำโบกมือ ตัวเขานั่งในตำแหน่งหนึ่งในผู้นำของกลุ่มดวงตามาร โดยมีสองคนของกลุ่มที่รู้ตัวตนของนายท่าน ในขณะที่อีก 3 คนเป็นพวกบ้าคลั่งอยากทำลายชีวิตมนุษย์ชาติทั้งหมด และเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดหลังจากมนุษย์ชาติสูญพันธุ์ก็คือความหวังของมนุษย์ชาติต่อไป

            

คนพวกนั้นถูกสังคมเปลี่ยนจนกลายเป็นพวกเพี้ยนไปหมดแล้ว ไม่น่าแปลกใจเลยที่การดำเนินการของกลุ่มดวงตามารจะแบ่งออกเป็นสองอย่าง กลุ่มแรกคือกลุ่มที่หาวิธีเพิ่มความแข็งแกร่ง โดยผู้นำอีกคนเป็นผู้แสวงหาการทดลองเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้มนุษย์ชาติโดยไม่สนใจวิธี กลุ่มที่สองก็คือกลุ่มที่ต้องการทำลายเพียงเท่านั้น

            

ไม่ว่าจะเป็นการหาโอกาสฆ่าพวกนักล่าระดับสูง การหาโอกาสทำลายรุ่นเยาว์ของมนุษย์ชาติ และอื่นๆ ล้วนเป็นอีก 3 คนที่จับผลัดจับพลูมารวมกลุ่มกันลงมือ

            

ส่วนผู้นำของเขาเข้ากับทั้งสองฝั่งได้ดี ใจหนึ่งวางแผนทำลาย อีกใจก็ต้องการความแข็งแกร่ง โดยเป้าหมายสูงสุดคือการกลายเป็นมือขวาของนายท่านเมื่อถึงโอกาสที่จะได้พบเจอกัน...

            

....................

            

อันซูหยวนเมื่อทดสอบเกี่ยวกับเรื่องประตูเชื่อมมิติเสร็จแล้วก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์ ตอนนี้สรุปใจความได้ว่าที่โลกนี้มีผู้เล่นเกมนอกจากเธออยู่อีก แต่เธอไม่รู้ว่าผู้เล่นคนนั้นมีเจตนาอะไรบ้าง ดังนั้นการเปิดเผยเกี่ยวกับตนเองมากไปไม่ใช่เรื่องดี

            

สองก็คือ...ประตูเชื่อมมิติของเธอสามารถนำออกมาวางพื้นที่ข้างนอกนี้ได้ หลังจากนั้นจะใช้เคลื่อนย้ายออกมา หรือกลับเข้าไปก็ได้ทั้งนั้น เพียงแต่...หลังจากเอาประตูมิติออกมาเชื่อมต่อกับพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งแล้ว พื้นที่เหล่านั้นจะได้รับผลกระทบจากพื้นที่ที่เชื่อมอยู่ด้วย

            

เหมือนกับที่เขต J มีหมอกหนา หากซูหยวนเอาประตูเชื่อมมิติเกาะเยือกแข็งออกไป จะต้องทำให้พื้นที่รอบๆกลายเป็นพื้นที่ที่หนาวเหน็บแน่ 

            

เพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน รวมทั้งมีความผิดปกติจนผู้เล่นอีกคนตรวจสอบพบ ซูหยวนจะยังไม่เอาประตูเชื่อมมิติออกมา เธอได้ยืนยันกับระบบเกมแล้วว่าประตูเชื่อมมิตินี้จะใช้หรือไม่ก็ได้ หรือจะใช้เมื่อไรก็ได้เช่นกัน

            

ส่วนเรื่องทักษะใหม่ที่ได้รับมา เธอก็ทดสอบในพื้นที่เกาะเยือกแข็งแล้ว เป็นวิธีการเพิ่มบัพให้ตนเอง และสร้างดีบัพใส่ศัตรู ทำให้พลังของศัตรูอ่อนแอลง ในขณะที่ตนเองมีความสามารถมากขึ้น แน่นอนว่าด้วยพลังนี้...เธอยังควบรวมไอน้ำรอบๆให้กลายเป็นน้ำแข็งได้ด้วย ก็เหมือนกับที่เจ้าราชาหมีใช้ความสามารถก่อนหน้านี้ เพียงแต่...เงื่อนไขในการใช้ทักษะนี้ของซูหยวนขึ้นอยู่กับพลังงานที่เธอมีด้วย

            

การเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ทำให้ซูหยวนมีตั้งข้อสังเกตทิ้งไว้อีกอย่าง นั่นก็คือ...ทำไมระบบเกมและพลังงานที่นี่จึงสามารถใช้ร่วมกันได้ บางที...ถ้าเธอไม่ได้คิดมากเกินไป โลกใบนี้เองก็อาจจะเป็นระบบเกมที่สร้างขึ้นมาด้วยก็ได้ ไม่สิ! มีอีกอย่างก็คือ...พื้นที่แห่งนี้กำเนิดขึ้น แล้วก็มีคนสร้างระบบเกมโดยใช้ความสามารถของที่นี่ทั้งหมดแทนความเข้าใจ

            

อ่า...เรื่องเหล่านั้นยังเป็นเรื่องที่จะต้องค่อยๆไล่ตรวจสอบไป เธอไม่รีบร้อนที่จะได้รับคำตอบภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ ดังนั้นเมื่อเข้าสู่วันที่สามของการลางาน ซูหยวนก็กลับไปที่ฝ่ายศึกษาวิจัยแล้ว

            

โชคดีที่การทำงานของทีมก่อนหน้านี้ไม่มีปัญหาอะไร พวกเขาสามารถทำโครงการศึกษาทั้งสองไปพร้อมๆกันได้ แม้ว่าการพัฒนาหุ่นรบอินทรีย์จะช้ากว่าการพัฒนาหน้าไม้ก็เถอะ แต่เรื่องนี้มีสาเหตุมาจากหน้าไม้ถูกศึกษามาตลอดช่วงที่ซูหยวนเข้าเรียน พื้นฐานความรู้ของสมาชิกในทีมจึงมากกว่า เมื่อพวกเขาได้รับแนวทางการศึกษาที่ถูกต้องย่อมไปได้เร็ว ในขณะที่เรื่องของหุ่นรบอินทรีย์เป็นเรื่องใหม่ของพวกเขา

 

“ไม่กี่วันมานี้ พวกห้องทดลองใหญ่เอาข้อมูลเกี่ยวกับ DNA มาทิ้งไว้ อยากจะให้หัวหน้าศึกษาดูแล้วไปแลกเปลี่ยนความคิดที่ห้องทำงานของจ่าสิบโทรุ่ยครับ”

            

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งในทีมของซูหยวนบอกกับเธอ หญิงสาวพยักหน้ารับเข้าใจ เพราะเธอเป็นคนนำตัวอย่าง DNA กลับมา แถมยังมีการวิเคราะห์ความยืดหยุ่นในการทำงานของ DNA ไว้บางส่วนแล้วด้วย ดังนั้นจ่าสิบโทรุ่ยจึงมองว่าเธอเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาของพวกเขา

            

อีกอย่าง..ก่อนที่จะมีห้องทำงานของตนเอง ซูหยวนก็ทำงานอยู่กับจ่าสิบโทรุ่ยมาตลอด เธอย่อมมีความรู้เกี่ยวกับหุ่นรบอินทรีย์ไม่น้อย

            

หญิงสาวใช้เวลาอยู่หนึ่งวันก็อ่านข้อมูลทั้งหมดจนเข้าใจ แน่นอนว่านี่ต้องขอบคุณตัวอย่าง DNA ที่เธอแอบเก็บเอาไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้มีโอกาสตรวจสอบมันมาบ้างแล้ว ดังนั้นหลังจากอ่านข้อมูลของทีมจ่าสิบโทรุ่ย จึงไม่มีอะไรยากที่จะเข้าใจได้อีก

            

วันต่อมา เธอก็ไปที่ห้องทำงานที่คุ้นเคย ในนั้นมีบรรยากาศเคร่งขรึมมากขึ้น เพราะการศึกษาเรื่องหุ่นรบอินทรีย์พัฒนาไปไม่น้อยแล้ว ทว่ากลับยังอ่อนแอและใช้การไม่ได้จริงเสียที พวกเขาจะเครียดมากๆก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

 

“มาแล้วหรือ?” จ่าสิบโทรุ่ยเห็นคนเข้ามาใหม่ก็เอ่ยทักทาย สีหน้าของเขาค่อนข้างมืดมน คล้ายกับคนไม่ได้นอนมาหลายวัน

 

“จ่าสิบโทรุ่ย” ซูหยวนทักทายตามมารยาท อีกฝ่ายมองเห็นสีหน้าของเธอที่แจ่มชื่นสดใสดีก็หัวเราะออกมาเบาๆ

 

“มีห้องทำงานของตัวเองแล้วก็ได้รับมอบหมายงานหนักเลยสินะ พวกผู้นำช่วงนี้รีบร้อนเกินไปจริงๆ ตั้งแต่ที่ให้เอาหุ่นรบไม่พร้อมใช้งานออกไปทดลองแล้ว เกือบทำให้เธอลำบากแล้วใช่ไหม”

 

“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ อีกอย่าง...การเอาไปทดลองตั้งแต่เนิ่นๆก็ทำให้มองเห็นทิศทางการพัฒนาที่เร็วขึ้นด้วยนะคะ”

 

“ฮะ ฮะ คิดแบบนั้นหรอ” จ่าสิบโทรุ่ยรู้ดีว่าครั้งก่อนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่เขาก็ต้องเกรงใจอันซูหยวนเนื่องจากเธอเป็นคนเอาหุ่นรบอินทรีย์ไปทดสอบ ทั้งยังถูกศัตรูแอบเล่นงานด้วย เดิมทีถ้าซูหยวนอยากจะโกรธเขาก็ยังได้เลย ตัวเขาไม่มีอะไรจะแก้ต่างเลย 

            

ก็นะ....หุ่นรบอินทรีย์พวกนี้เป็นเขาที่ศึกษาและออกแบบจำลอง สุดท้ายสร้างขึ้นมาเต็มไปด้วยช่องโหว่ ถ้าวันนั้นมีคนต้องเอาชีวิตไปทิ้งโดยเฉพาะถ้าเป็นซูหยวน เขาคงจะรู้สึกผิดไม่น้อย

 

“พูดถึงทิศทางการพัฒนาด้วยการเสริม DNA กันเถอะค่ะ จากแนวคิดที่เริ่มศึกษานี้ค่อนข้างน่าสนใจนะคะ จะเอาโครโมโซมคู่ที่เสริมการฟื้นตัวเข้าไปใส่ใช่ไหม แต่ปัญหาก็คือจะเอาเข้าไปแทนที่โครโมโซมไหนของหุ่นรบอินทรีย์ล่ะคะ อีกอย่าง...ฉันดูตัวอย่างร่างทดลองแล้ว นอกจากโครโมโซมที่เร่งการผสานของผิวหนัง ก็ยังมีชุดข้อมูลที่เปลี่ยนโปรตีน ย่อยสลายโปรตีนจากภายนอกด้วย แต่หุ่นรบอินทรีย์ถูกออกแบบมาให้ใช้แค่แกนพลังงานเท่านั้น บางทีอาจจะต้องเพิ่มในจุดนี้...”

            

ความคิดเห็นของซูหยวนเพียงแค่พูดออกมาเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ที่อยู่ไม่ไกลรีบเอาเอกสารมาจดเอาไว้กันยกใหญ่ หญิงสาวไม่ได้ห้าม แต่ก็ไม่ได้บอกพวกเขาทั้งหมด เพราะเรื่องนี้เป็นหน้าที่ที่พวกเขาต้องเก็บเอาไปคิด

            

เธอใช้เวลาพูดความคิดตัวเองรวดเดียวถึงครึ่งชั่วโมง บอกแนวคิดของการพัฒนา ซึ่งถ้าคนไม่สังเกตก็คงคิดว่าซูหยวนเป็นคนฉลาดและมีหัวคิดจริงๆ แต่ถ้าสงสัยขึ้นมาแม้เพียงน้อย ก็ต้องรู้สึกแปลกใจที่เธอรู้ดีถึงขนาดนี้แล้ว ทั้งๆที่เพิ่งอ่านเอกสารเกี่ยวกับ DNA และทิศทางการพัฒนาเมื่อวันก่อนเท่านั้น

            

ซึ่งเรื่องนี้มีช่องโหว่มากจริงๆ แต่ซูหยวนไม่สนใจ ขอเพียงพวกเขาใช้ DNA ในชุดที่เธอเลือก เช่นนั้นสิ่งที่เตรียมเอาไว้กับประธานจางก็จะสำเร็จแล้ว

            

เธอไม่เชื่อว่าพวกเขาจะไม่เลือกชุด DNA ที่เธอพูดถึงด้วย เนื่องจาก DNA ชุดนั้นเป็นชุดที่สมบูรณ์ที่สุดหากต้องการประสานกับหุ่นรบอินทรีย์ หรือถ้าพวกเขามี DNA ชุดอื่นที่สนใจ อย่างนั้นเธอก็แค่กลับไป ขอให้ประธานศึกษาเพิ่มก็ได้แล้ว

            

คนที่มีทั้งเงินมีทั้งอำนาจ ขอเพียงได้ข้อมูลสำคัญมา ทำไมจะชิงความได้เปรียบมาไว้ในมือไม่ได้กันล่ะ!

            

แปะ แปะ แปะ

 

“นี่...เป็นแนวคิดที่ดีจริงๆ ฉันจะขอให้ท่านผู้นำพันโทหวงเต๋อกังโยกย้ายเธอมาทำงานเป็นผู้ช่วยของฉันอีกครั้ง” จ่าสิบโทรุ่ยหยอกเย้าขึ้นมา

            

การขอให้อันซูหยวนมาช่วยนั้นได้ แต่การให้กลับมาทำงานที่ห้องเขา ไม่ต่างอะไรกับการขอให้ลดตำแหน่งของเธอเลย ถึงอันซูหยวนจะยอม ทว่าพันโทหวงก็ไม่มีทางยอมแน่

            

ตัวเขาเห็นได้ชัดว่าต้องการสนับสนุนเด็กคนนี้ และอยากดึงเธอไว้ในหน่วยต่อไป ถึงกับมอบห้องทำงานที่สร้างความริษยาจากผู้คนมากมายให้เธอ กลายเป็นเด็กสาวอายุน้อยที่สุดที่ทำเช่นนี้ได้ ตอนที่เขารู้ว่ามีหลายคนอยากจะกระอักเลือดตายเพราะความอิจฉา ก็ยังเกือบจะหัวเราะออกมาเลย

 

“แค่งานที่ค้างในมือก็ยังทำเอาปวดหัวเลยค่ะ เรื่อง DNA พวกนี้แค่พูดความเข้าใจของตัวเองไปก็พอ...”

 

“ใช่ครับหัวหน้ารุ่ย หัวหน้าอันมีงานในมือที่ต้องทำมาก เอาไว้พวกเราปรึกษากันเป็นรอบๆดีกว่า” ตอนที่ทั้งสองหยอกล้อกัน กลับมีเจ้าหน้าที่บางคนไม่รู้ว่านี่เป็นแค่การพูดเล่นกันเท่านั้น

            

อาจจะเพราะจ่าสิบโทรุ่ยแทบจะหมดอาลัยตายอยากในช่วงก่อนหน้านี้จึงทำให้เขากลัว กลัวว่าจะดึงคนฉลาดอย่างอันซูหยวนเข้ามาจนจับได้ว่าเขาต้องการเล่นอะไรกับหุ่นรบอินทรีย์พวกนี้

            

ซูหยวนยกยิ้มเล็กน้อย คนๆนี้เธอให้หนูขาวจับตามองเป็นเวลานานแล้ว ตั้งแต่ที่ลงพื้นที่ไปทดสอบด้วยกัน ก็พบว่าอีกฝ่ายมอบข้อมูลการพัฒนาหุ่นรบอินทรีย์ออกไปเป็นระยะๆ ซึ่งถ้ามันสำเร็จ...เชื่อได้เลยว่านอกจากกองทัพแล้ว ยังจะมีคนอีกกลุ่มที่มีหุ่นรบอินทรีย์เอาไว้ใช้งานด้วย

            

เหอะ! อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ สุดท้ายแล้ว...หุ่นรบอินทรีย์พวกนี้จะใช้การได้หรือไม่ ยังต้องรอเธออนุญาตก่อน!!

 

…………………………..