LNCrawler

บทที่ 353 ความต้องการ (อ่านฟรี 22 ก.พ. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 353 ความต้องการ (อ่านฟรี 22 ก.พ. 69)

บทที่ 353 ความต้องการ

 

เนื่องจากยังมีเวลาก่อนเริ่มภารกิจ จางอู่หยางที่รู้ว่าคนของตนเองจะต้องไปทำภารกิจอันตรายนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปแทรกแซง ถึงเขาจะคิดว่าเธอมีคนรู้จักอยู่ในดินแดนนั้นแล้วก็ตาม ทว่า...มีคนรู้จักอยู่ที่นั่น กับการที่ได้รับการยอมรับจากที่นั่นต่างกัน

            

ก็เหมือนกับที่ทุกคนในกองกำลังพิเศษรู้ สถานที่แห่งนั้นไม่เคยต้อนรับพวกเขาที่มาจากเขตมลพิษ สถานะของพวกเขาหลังเข้าไปที่นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับขอทาน ถึงจะเข้าใจเหตุผลว่าทำไม...แต่เพราะทัศนคติแบบนั้นจึงทำให้ผู้เข้าไปทำภารกิจต้องเจอกับความยากลำบากหลายอย่าง แน่นอนว่าบางคนก็ไม่ได้กลับออกมาจากพื้นที่นั้นด้วยซ้ำ

           

 อันซูหยวนไม่เคยปฏิเสธคำสั่งของเจ้านายอยู่แล้ว เมื่อเขาเรียกพบ เธอย่อมไปปรากฏตัวในที่ที่เขาต้องการเจอ โชคดีที่ครั้งนี้ไม่ใช่ร้านอาหารอีกต่อไป ดูเหมือนว่าประธานจะรู้แล้วว่าร้านอาหารที่นั่นไม่มีค่าในสายตาของเธอเลย ครานี้คนให้ซูหยวนมาเจอที่อาคารใหญ่ขององค์กร ที่นั่นมีนักล่าและคนงานขององค์กรเดินกันควักไขว่ ดังนั้นเมื่อเห็นซูหยวนปรากฏตัว ทุกคนก็ให้ความสนใจทันที

            

เด็กสาวที่มีชื่อเสียงในองค์กรนักล่าของพวกเขา มีสาเหตุมาจากการที่เป็นคนของประธานโดยตรง ทั้งยังได้รับความสำคัญจากประธานอีกมาก นอกจากนี้...เธอยังเป็นทั้งพลทหารพิเศษ ไหนจะเป็นเกษตรกรที่นำผลผลิตมาขายให้กับองค์กร ทำให้พวกเขามีโอกาสหาซื้อทรัพยากรล้ำค่าเช่นนี้กลับไปกินได้ด้วย

            

ด้วยชื่อเสียงเหล่านี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่หลายคนอยากจะพบเจอตัวเป็นๆของเธอ 

 

“ไง ไม่เจอกันนาน ได้ยินว่ารับคุณหนูสกุลเหลียนเข้ามาดูแลอยู่หรอ กำลังสนใจเรื่องการทำยาเพิ่มอีกหรือไง” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมาจากด้านหลัง ซูหยวนไม่มีทางจำชายคนนี้ไม่ได้ ด้วยผมสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ แถมคำพูดคำจาของเขาก็ไม่ได้น่าฟังนัก ดังนั้นย่อมจำได้ทันทีว่าชายผู้นี้ก็คือหัวหน้ากลุ่ม “เขี้ยวแดง” หม่าเฉิงหลงนั่นเอง

 

“สวัสดีค่ะ หัวหน้าทีมเขี้ยวแดง”

 

“อืม เรียกฉันว่าพี่หม่าก็ได้ ไม่ใช่ว่าเธอเรียกพ่อฉันว่าลุงหม่าแล้วรึไง” เพราะทำภารกิจด้วยกันครั้งก่อน ความสัมพันธ์ของเธอกับพวกเขาจึงไม่ได้แย่นัก ซูหยวนพยักหน้าเล็กน้อย เธอเรียกพ่อของอีกฝ่ายว่าลุงหม่าจริงๆ ดังนั้นจะเรียกเขาว่าพี่ก็คงไม่เป็นอะไร

 

“ได้ พี่หม่า....คุณหนูรองเหลียนกำลังทำงานให้ฉันอยู่ ก็เลยมาอยู่ด้วยกัน ฉันไม่ได้ดูแลอะไรเธอ”

 

“โอ้ อยากทำอะไรก็เลือกเอาสักอย่างดีกว่านะ แค่ตอนนี้งานนักล่ากับงานเกษตรก็น่าจะทำให้ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นแล้วนี่นา ถ้าประมาทเกินไปอาจจะไม่เป็นผลดีนะ เดี๋ยวจะเสียทั้งสองอย่าง” หม่าเฉิงหลงอดไม่ได้ที่จะกล่าวเตือน เขาได้ยินว่าเธอคว้าอันดับหนึ่งของชั้นปีที่สองก็ประหลาดใจ ยิ่งรู้ว่าเธอเอาชนะด้วยวิธีไหนยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะสม

            

ถ้าเธอเป็นเกษตรกรเพื่อหาอะไรทำแก้เบื่อระหว่างรอทำงานนักล่า อย่างนั้นก็ไม่เป็นปัญหา...แต่ถ้าสามารถท้าทายการเพาะปลูกสมุนไพรระดับสูงเช่นนี้ สำหรับเขาแล้ว...มันไม่ค่อยเหมาะสมนัก

            

นี่มันไม่ต่างอะไรกับการจับปลาสองมือ สุดท้ายแล้วการเป็นนักล่าเต็มไปด้วยอันตราย ถ้าเธอประมาทและพลาดการฝึกฝนเพียงเล็กๆน้อยๆ ก็มากพอที่จะทำให้อ่อนแอลงได้เลย เขาไม่อยากเห็นอันซูหยวนที่มีพรสวรรค์ต้องเอาชีวิตไปทิ้งในเขตพื้นที่ล่า

            

แน่นอนว่าความหวังดีของเขานี้ ซูหยวนย่อมรับเอาไว้ แต่ทั้งหมดนี้เธอทำอะไรอยู่ก็ย่อมรู้ตัวเองดี สุดท้ายเป็นเธอที่ต้องแบกรับผลที่ตามมา จะดีหรือร้ายก็เป็นเธอที่ต้องอยู่กับมัน ดังนั้นการตัดสินใจท้ายที่สุดแล้วก็คือเธออยู่ดี

 

“งานนักล่ายังคงเป็นงานหลักของฉัน ส่วนเรื่องการทำเกษตร ตั้งใจจะให้ครอบครัวดูแลต่อไปหลังจากฉันกลายเป็นนักล่าเต็มตัวค่ะ ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ต้องเป็นกังวล”

 

“ให้ครอบครัวดูแล?” แม้ว่าหม่าเฉิงหลงต้องการพูดอีกเล็กน้อย แต่เมื่อคิดขึ้นได้ว่านี่เป็นเรื่องส่วนตัวของเธอ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีก

            

สำหรับเขา การจะเป็นนักล่าหรือเป็นเกษตรกรนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายทั้งนั้น หากต้องการเป็นนักล่าก็ต้องหมั่นฝึกซ้อม ส่วนการเป็นเกษตรกร ก็ต้องมีการศึกษาหาความรู้เช่นกัน ไม่อย่างนั้นคงจะได้เห็นคนเป็นเกษตรกรกันมากมายแล้ว แต่ก็นั่นแหละ...เพราะเขาไม่รู้พื้นฐานครอบครัวของอันซูหยวน ถ้าเธอวางแผนไว้เช่นนี้ก็คงจะทำได้จริงๆ

 

“แล้ววันนี้มาที่นี่ทำไม ประธานเรียกพบ?”

 

“ใช่ค่ะ” ซูหยวนพยักหน้ารับ เธอกับอีกฝ่ายไม่ได้พูดคุยกันมากไปกว่านี้ ถึงหม่าเฉิงหลงจะบอกให้หาเวลาไปทำภารกิจด้วยกันอีกครั้ง แต่ซูหยวนก็ไม่ได้รับปากไป

            

หน้าห้องทำงานของประธานจาง ผู้ช่วยของเขามองอันซูหยวนที่เพิ่งมาถึงก็อยากจะเตือนอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกไป

            

ก่อนหน้านี้เพราะประธานรอการมาถึงของเธอ ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าอันซูหยวนมาถึงก็รีบลงไปรับด้วยตัวเอง คิดไม่ถึงว่าจะได้เห็นเธอพูดคุยกับหม่าเฉิงหลงอย่างสนิทสนมอยู่ด้านล่าง เดิมทีเขายังคิดว่าประธานจะเข้าไปทักทายแล้วพาคนขึ้นมา ใครจะคิดว่าประธานของเขา...แท้จริงแล้วมีมุมน้อยใจแบบนี้ก็ได้ด้วย

 

“ประธานสะดวกให้เข้าพบตอนนี้ไหมคะ”

 

“โอ้ แน่นอน” ยิ่งกว่าสะดวกเลยด้วยซ้ำ

            

ประโยคสุดท้ายเขาไม่ได้พูดออกไป แต่ท่าทางประหลาดนั้นทำให้ซูหยวนสงสัยอยู่บ้าง อาจจะเพราะเธอเป็นคนช่างสังเกต การที่ผู้ช่วยมีท่าทางแปลกไปก็รู้ว่าน่าจะเกิดเรื่องขึ้น อย่างไรก็ตาม...เมื่ออีกฝ่ายไม่พูด เธอก็ไม่เซ้าซี้ ดังนั้นจึงเคาะประตูเป็นสัญญาณ เมื่อได้รับเสียงอนุญาตงึมงำดังออกมาก็เปิดประตูเข้าไป

            

ภาพที่เห็นก็คือประธานกำลังนั่งหน้าเครียดกับกองเอกสารมากมายตรงหน้าของเขา คิ้วขมวดมุ่นแต่ก็มองมายังเธออยู่ ซูหยวนรีบเข้าเรื่องเพราะกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายเสียเวลา เธอก้มหัวให้เขาเล็กน้อย

 

“ประธานคะ ฉันได้รับภารกิจจากกองกำลังพิเศษเพื่อไปซ่อมแซม...”

 

“พี่” ยังไม่ทันพูดจบประโยค คนตรงหน้าก็ยกมือขึ้นก่อนจะพูดคำสั้นๆออกมาคำหนึ่ง หากแต่น้ำเสียงของเขาช่างแสดงอำนาจเสียเหลือเกิน

            

ความผิดปกติของชายหนุ่มตรงหน้า ซูหยวนทำได้แค่กระแอมคอเล็กน้อยแล้วทำตามอย่างว่าง่าย

 

“พี่....” เห็นว่าเด็กสาวยังรู้ความเหมือนเดิม ความโกรธที่เกิดมาจากความอิจฉาของตนเองก็ค่อยๆถูกบรรเทาลง สายตายังจับจ้องไปที่ซูหยวนนิ่งๆ สุดท้ายก็เป็นตัวเองที่ต้องพ่ายแพ้

 

“เห็นเธอเรียกคนสกุลหม่าว่าพี่หม่า ฉันก็เลยคิดว่ามันคงดีกว่าถ้าหลังจากนี้เธอเรียกฉันว่า “พี่จาง” บ้าง” เขาอธิบายความคิดของตนเองทั้งหมด เมื่อได้พูดอย่างเอาแต่ใจ คนเป็นประธานที่มักจะไม่ค่อยพูดจาเช่นนี้กลับรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้แย่เลย

 

“ถ้าประธานคิดว่าการเรียก “พี่จาง” จะทำให้คนอื่นไม่ตำหนิอะไรล่ะก็...”

 

“ใครจะกล้าตำหนิ” จางอู่หยางขมวดคิ้ว หากใครกล้าพูดถึงซูหยวนไม่ดีเพียงเพราะเรียกเขาว่าพี่จางล่ะก็...ถ้าอย่างนั้นเขาก็จะจัดการสั่งสอนให้รู้เองว่ากำลังยุ่งอยู่กับใคร

            

ซูหยวนมองหน้าอีกฝ่าย เห็นว่าคนกำลังจริงจังก็ไม่ปฏิเสธอะไร แม้ว่าการทำงานให้เจ้านายแล้วสนิทสนมกันเกินไปมักจะกลายเป็นข้อครหาและส่งผลต่อการทำงานในอนาคตได้ ทว่า...ตอนนี้เธอยังไม่จำเป็นต้องคิดไปถึงขั้นนั้น รอจนกว่าหัวหน้าต้องการให้เธอไปคุมทีม มีลูกน้องในทีมแล้วจะเริ่มควบคุมไม่ได้เพราะพวกเขาเห็นว่าเธอใช้เส้นสายเข้ามาทำงาน ตอนนั้นก็ค่อยหาวิธีจัดการใหม่

 

“เข้าใจแล้วค่ะ ในเมื่อประธานอนุญาตให้เรียกพี่ อย่างนั้นฉันก็จะเรียกพี่จางค่ะ” แม้ว่าจางอู่หยางจะพึงพอใจกับคำตอบนี้ แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกเลยว่าซูหยวนกำลังคิดไปในแง่มุมเดียวกัน สุดท้ายอาจจะมีแค่เขาเท่านั้นที่กำลังคาดหวังกับความก้าวหน้าในความสัมพันธ์นี้อยู่

            

แต่ก็นั่นแหละ ในเมื่อเธอยังไม่ได้ตั้งใจจะพัฒนาความสัมพันธ์นี้กับใคร และเห็นงานตรงหน้าสำคัญที่สุด เขาก็ยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

            

คนที่ใช่จะต้องมาพร้อมกับเวลาที่ถูกต้องด้วย ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นน่ารำคาญเสียเปล่า จางอู่หยางผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ในด้านความรัก แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ที่จะทำการใดโดยบุ่มบ่าม

 

“เอาล่ะ ไม่พูดเรื่องอื่นแล้ว ฉันขอให้เธอมาที่นี่ก็เพราะอยากช่วยเหลือเตรียมตัวสำหรับการไปดินแดนนั้น” 

 

“ค่ะ ตอนนี้ข้อมูลเป็นสิ่งที่ฉันขาดมากที่สุดแล้ว”

 

“ข้อมูลงั้นหรอ?” จางอู่หยางชะงักไปเล็กน้อย เพราะเขาคิดว่าซูหยวนมีการติดต่อกับคนจาก “ดินแดนนั้น” มาตลอด ทรัพยากรที่อีกฝ่ายเอามาใช้หลายอย่างไม่ใช่สิ่งที่จะมีในเขตมลพิษที่พวกเขาอาศัย ดังนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่มาจากดินแดนนั้นแน่ ทว่า...ทำไมเธอจึงพูดเช่นนั้น

            

คิดไปคิดมา จางอู่หยางก็เหมือนจะเริ่มเข้าใจ หากบอกว่าเธอไม่ค่อยรู้เรื่องดินแดนนั้น นี่ก็แปลว่าการติดต่อของซูหยวนกับแหล่งทรัพยากรเป็นการติดต่อลอยๆ เธอคงไม่เคยไปที่นั่นด้วยตัวเอง แต่มีใครบางคนใช้เธอเป็นสื่อกลางเพื่อขายทรัพยากรเหล่านั้น

            

จางอู่หยางคิดแทนเด็กสาวเสร็จสรรพ นี่อาจจะเป็นข้อผิดพลาดของพวกที่ฉลาดเกินไปก็ได้...เมื่อมีบางอย่างเกิดขึ้น พวกเขามักจะหาเหตุผลต่างๆมารองรับจนเปลี่ยนจากเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นให้กลายเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา เหมือนกับเรื่องของซูหยวน แทนที่จางอู่หยางจะคิดว่าเธอเป็นคนจากโลกอื่นที่นำเกมเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ เขากลับคิดไปเองว่าซูหยวนมีการติดต่อกับดินแดนนั้น เพื่อเปลี่ยนเรื่องทั้งหมดให้สมเหตุสมผลมากขึ้น

 

“ได้ เดี๋ยวจะให้คนพาไปห้องเก็บเอกสารลับขององค์กรก็แล้วกัน” จางอู่หยางส่งสัญญาณให้คนพาเด็กสาวไป ห้องเก็บเอกสารลับนั้นปกติมีแค่เขาและคนที่ไว้ใจได้อีกสองคนเท่านั้นที่มีโอกาสเข้าไป อย่างไรก็ตาม...เวลานี้ได้เพิ่มอันซูหยวนเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้ที่สามารถเข้าประตูได้แล้ว

            

ผู้ช่วยของจางอู่หยางเป็นคนพาเธอไปด้วยตัวเอง ก่อนเข้าไปข้างในยังต้องใส่รหัสผ่านหลายชั้นหลายประตู ระหว่างพาหญิงสาวเข้าไปข้างใน คนเป็นผู้ช่วยก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้าช่วยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายของตนเองและเด็กสาว

 

“เอ่อ คุณอันซูหยวน คุณคิดว่าหลังจากจบการศึกษาจากสถาบันแล้วจะกลายเป็นนักล่าเต็มตัว หรือมีอย่างอื่นที่สนใจมากกว่าหรือไม่”

 

“ฉันคิดว่าน่าจะเป็นนักล่า อาจจะล่าคนเดียวหรือรวมกลุ่ม อันนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจค่ะ”

 

“โอ้ เป็นนักล่าสินะ ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ขอให้ประธานจับกลุ่มอยู่กับคุณล่ะ ประธานของเราแต่เดิมแล้วเป็นนักล่าที่มีความสามารถมาก แต่หลังๆนี้มีงานบริหารมากเกินไป ทำเอาไม่ค่อยมีเวลาไปยืดเส้นยืดสายเลย”

 

“ในเมื่อประธานไม่ค่อยมีเวลา อย่างนั้นฉันก็ไม่รบกวนหรอกค่ะ”

 

“ฮ่าๆ ถ้าเป็นคุณอันล่ะก็...เชื่อเถอะว่าประธานไม่คิดว่าเป็นการรบกวนหรอก ดีเสียอีกที่จะได้ไปทำภารกิจกับคุณอันน่ะ” คนพูดจาทิ้งไว้เป็นประเด็นให้อันซูหยวนหาคำตอบหลังจากนี้เอง เขาเชื่อว่าเด็กสาวเป็นคนฉลาดมาก อย่างไรก็ตาม...อันซูหยวนกลับไม่ได้แสดงท่าทีอะไรอย่างที่เขาคิดเลยสักนิด เธอเพียงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วยังพูดเรื่องการล่าต่อไปอีก

 

“ฉันมีความสามารถในการใช้สัตว์เลี้ยงช่วยสนับสนุนการโจมตีอยู่ คิดว่าน่าจะทำภารกิจคนเดียวก็ไหว แต่ถ้าประธานอยากจะลงสนามด้วยฉันก็สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นฝ่ายสนับสนุนได้”

 

“เอ่อ คุณอัน...คุณคิดว่าประธานจางของพวกเราเป็นคนยังไงครับ” เมื่อจู่ๆคนก็เปลี่ยนเรื่อง อันซูหยวนก็เงียบเสียงของตนเองเช่นกัน เธอหยุดเท้าแล้วมองไปยังผู้ช่วยของประธาน

 

“คุณผู้ช่วย....ประธานได้ใช้ให้คุณมาพูดอะไรกับฉันหรือเปล่าคะ”

 

“หือ? ไม่นะ”

 

“ค่ะ ถ้าอย่างนั้น....สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่เป็นความต้องการของคุณเองหรอคะ”

 

“นี่....”

 

“ระวังจะล้ำเส้นของประธานนะคะ บางอย่าง....รอให้ประธานเป็นคนตัดสินใจดีกว่า” ซูหยวนพูดแค่นั้นก่อนจะเดินนำหน้าเข้าไปข้างใน เธอทิ้งให้คนเป็นผู้ช่วยยืนอ้าปากค้างอยู่อย่างนั้น

            

คำพูดของเธอหมายความว่าอย่างไร? หรือว่าเธอเองก็จะรู้ว่าประธานคิดอะไรอยู่ แต่ว่า...ถ้าอย่างนั้นทำไมจึงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอยู่แบบนี้?

            

หากคิดในแง่ดี เธออาจจะกำลังรอให้ตัวเองพร้อมสำหรับการมีความรักอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าคิดในแง่ร้าย...ไม่ใช่ว่าประธานของเขาต้องอกหักแล้วหรอกหรือ?

            

สาวเจ้ารู้ความ แต่กลับทำเป็นไม่รู้ แบบนี้ช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว!!

 

“คุณผู้ช่วยคะ ยังเหลืออีกหลายประตูนะคะ จะไม่เปิดให้ฉันเข้าไปแล้วหรอ”

 

“ห๋า อ้อ เปิดสิ เปิดๆ” เขาว่าอย่างนั้นก่อนจะรีบวิ่งเข้าไป ตัวเองคิดแล้วก็คิดไม่ออก ดูจากท่าทางของอันซูหยวนก็ยังไม่เข้าใจ สุดท้าย...ปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ แล้วให้เวลาเป็นตัวไขความกระจ่างทั้งหมดก็คงจะดีที่สุดแล้ว

            

เพราะต่อให้เขาอยากทำอะไรมากกว่าเรื่องนี้ก็คงทำไม่ได้ ที่เหลือก็แค่เอาใจช่วยประธานของตนเองให้ประสบความสำเร็จในการพิชิตใจสาวในอนาคตเท่านั้น...

            

ดวงตาของซูหยวนไหววูบชั่วขณะในตอนที่ไม่มีใครสังเกตเห็น สำหรับการกระทำของประธานก่อนหน้านี้....กระทั่งการขอให้เธอเรียกเขาว่า “พี่” หลังจากที่บังเอิญเห็นเธอเรียกหม่าเฉิงหลงว่าพี่ ต่อให้เธอโง่งมขนาดไหนก็ต้องมีเอะใจกันบ้าง

            

ซูหยวนรับรู้มาสักพักว่าความรู้สึกของประธานไม่น่าจะใช่ความรู้สึกของหัวหน้ากับลูกน้อง อย่างไรก็ตาม...เรื่องนี้รีบร้อนไม่ใช่เรื่องดี เธอเองก็ไม่ได้สนใจที่จะมีความสัมพันธ์ฉันท์คู่รักกับใครจนกว่าจะรู้เรื่องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เธอมาอยู่ที่นี่ เรื่องระบบเกมที่ติดตัวมา หรือกระทั่งเรื่องที่โลกนี้เองก็มีผู้เล่มเกมคนอื่นอยู่ ตราบเท่าที่ปัญหาทั้งหมดยังไม่กระจ่าง เธอก็ไม่ต้องการเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระใดๆ

            

อีกอย่าง เรื่องความรักไม่ใช่เรื่องที่จะทำอย่างเร่งรีบได้ เธอเคยผ่านประสบการณ์ความผูกพันระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องมาแล้ว สุดท้าย...เมื่อเธอย้ายไปแผนกอื่น หัวหน้าที่ชื่นชมเธอมากเพราะเห็นเธอทำงานเก่งก็หันไปสนใจสาวอื่นอยู่ดี เรื่องแบบนี้อาจจะเป็นแค่เรื่องของความสนิทสนมและทำงานอย่างรู้ใจกันก็ได้

            

ทั้งหมดนี้จะต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ทั้งนั้น ส่วนตอนนี้....สิ่งที่เธอต้องสนใจก็คือเรื่องของ “ดินแดนนั้น” เสียมากกว่า

 

…………………………………….