LNCrawler

บทที่ 354 สุนัขทมิฬน้อยใจ (อ่านฟรี 23 ก.พ. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 354 สุนัขทมิฬน้อยใจ (อ่านฟรี 23 ก.พ. 69)

บทที่ 354 สุนัขทมิฬน้อยใจ

 

“ดินแดนลับ” หรือ “ดินแดนสวรรค์” พื้นที่ที่เต็มไปด้วยทรัพยากรมากมาย บางคนกล่าวว่าที่นั้นก็คือพื้นที่ที่ถูกปกป้องไว้ด้วยพลังของทวยเทพ ทำให้การทำลายล้างของสารเคมีไปไม่ถึง แต่บางคนก็คาดการณ์ว่าพื้นที่นั้นไม่ใช่พื้นที่ที่ถูกปกป้อง หากแต่เป็นพื้นที่ที่ได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนเดิมต่างหาก

            

ผู้อยู่อาศัยที่นั่นเป็นสิ่งมีชีวิตระดับสูง ถ้าเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ระดับสูง หากเป็นจิ้งจอกก็ยังเป็นจิ้งจอกระดับสูง ที่นั่นเต็มไปด้วยเผ่าพันธุ์ต่างๆมากมาย ซึ่งล้วนแต่กลายพันธุ์จนมีสติปัญญาจนแทบจะแยกไม่ออกว่าเป็นคนหรือสัตว์กันแน่ นอกจากนี้...พวกเขายังอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ต่างกับดินแดนที่มนุษย์อย่างพวกเขาอาศัยอยู่

            

ในข้อมูลที่มีทั้งหมดไม่ใช่แค่เรื่องทัศนคติของพวกเขาต่อมนุษย์จากเขตมลพิษเท่านั้น หากแต่ยังมีเรื่องภูมิศาสตร์ เรื่องการปกครองและอื่นๆด้วย ซูหยวนไล่อ่านข้อมูลทั้งหมดกว่าจะจบก็กินเวลาหลายชั่วโมง รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เห็นประธานจางนั่งมองเธออยู่ไม่ไกลแล้ว

            

ไม่รู้ว่าคนเข้ามาตั้งแต่เมื่อไรด้วยซ้ำ ซูหยวนรู้ว่าตัวเองใช้เวลานานเกินไปแล้วก็หยุดมือ หันกลับไปหาประธานที่รออยู่ก่อนแล้ว

 

“ดินแดนนั้นเป็นดินแดนที่มีผู้ปกครองเพียงคนเดียวใช่ไหมคะ ซึ่งผู้ปกครองดินแดนนั้น จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเคยพบ?” หญิงสาวเดินเข้ามาหา จางอู่หยางจึงลุกขึ้นยืนเพื่อคุยกับเธอ

 

“ใช่ เป็นตัวตนที่ค่อนข้างลึกลับ แต่บางที...เขาก็อาจจะซ่อนอยู่ในกลุ่มชาวบ้านทั่วไปนี่ก็ได้ เพียงแค่ยังต้องใช้เวลาตรวจสอบอีกสักหน่อย”

 

“แปลว่าพี่มีคนที่สงสัยอยู่แล้ว”

 

“อืม คิดว่าน่าจะเป็นเขา แต่ก็ไม่แน่ว่าจะใช่ คนที่นั่นมีความพิเศษของตัวเอง คนที่พวกเรากำลังสงสัยอยู่ก็คือคนที่มีความสามารถในการเพาะปลูกยอดเยี่ยมเกินไป ไม่เพียงแค่เพาะปลูกได้ดีเท่านั้น แต่ยังสามารถเพิ่มความเร็วในการเพาะปลูกพืชผลด้วย ทั้งยังตรวจสอบและพบว่าแปลงเพาะปลูกส่วนตัวของเขานั้นมีความประหลาด ราวกับว่ามันมีชีวิต”

 

“สงสัยจากการเพาะปลูกงั้นหรอคะ แล้วคนผู้นั้น...พวกเราสามารถติดต่อเขาโดยตรงได้ไหม”

 

“สามารถติดต่อได้บ้าง แต่...เขาอันตรายเกินไป ถ้าซูหยวนต้องการข้อมูลอะไรก็บอกฉัน เดี๋ยวจะให้คนไปตรวจสอบให้” จางอู่หยางไม่ต้องการให้หญิงสาวติดต่อกับคนที่น่ากลัวแบบนั้น สำหรับเขาที่เคยพบเจออีกฝ่ายเป็นการส่วนตัวครั้งหนึ่งก็รู้สึกได้ถึงความเจ้าเล่ห์ของมันแล้ว

            

ไม่ใช่แค่มีความสามารถเท่านั้น แต่สายตาของคนผู้นั้นก็ดูน่ากลัวเกินไปด้วย ถ้ามันเจอกับซูหยวนของเขา...ไม่แน่ว่าอาจจะถูกใจเธอจนไม่ยอมปล่อยให้กลับมาหาเขาก็ได้

            

นอกจากนี้....ซูหยวนก็เป็นเด็กที่ชอบคนเก่ง เธอติดตามเขา เรียกเขาเป็นเจ้านายก็ไม่ใช่เพราะเขามองเห็นความสามารถของเธอหรือ? ถ้าหากเจ้านั่นก็ทำได้เหมือนกัน หรือทำได้ดีกว่า...เขากลัวจริงๆว่าเธอจะลาออกจากเขาแล้วไปทำงานให้คนอื่น

 

“ฉันจะไม่เข้าไปใกล้เขามากเกินไปค่ะ แล้วก็จะระวังตัวให้ดีด้วย”

 

“อืม....ซูหยวน...” เห็นเด็กสาวไม่รับคำ ทั้งที่ปกติแล้วเป็นเด็กดีเสมอ จางอู่หยางก็รู้สึกกังวลขึ้นมาบ้าง ซูหยวนเห็นสายตาของคนเป็นเจ้านายก็คลี่ยิ้มจางๆ

 

“ฉันจะไม่ทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อตัวเองค่ะ อีกอย่าง...ฉันไปครั้งนี้ก็เพื่อทำภารกิจให้กองทัพ ย่อมไม่มีเวลาไปจัดการเรื่องอื่นๆ ส่วนเรื่องดินแดนนั้น ถ้าครั้งหน้ามีโอกาสอีก...หากพี่ไปที่นั่นด้วย ฉันก็อยากจะขอติดตามไปด้วยได้ไหมคะ” อันซูหยวนช่างรู้วิธีพูด เห็นเธอเชื่อมั่นในตนเองแบบนั้น จางอู่หยางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

 

“อืม ได้แน่นอน ครั้งหน้า...ฉันจะพาเธอไปด้วยตัวเอง”

            

สองคนสบตากันอยู่ชั่วขณะ ความรู้สึกอบอุ่นเกิดขึ้นภายในห้องลับนี้ หากไม่ใช่ผู้ช่วยที่ทะเล่อทะล่าเข้ามา บางทีพวกเขาสองคนก็ยังอยากอยู่ในห้วงบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยเช่นนี้ต่อ

            

ซูหยวนก้มหน้าให้ประธานครั้งหนึ่ง ด้วยความช่วยเหลือด้านข้อมูลมากมายเหล่านี้ เธอก็สามารถเตรียมพร้อมสำหรับการไปทำภารกิจได้แล้ว อย่างน้อยก็ดีกว่าที่ไม่รู้อะไรเลย พวกทหารพิเศษไม่ได้บอกข้อมูลมากนักราวกับกลัวว่าถ้าเธอรู้ข้อมูลพวกนี้แล้วจะไม่ยอมเป็นผู้จัดการซื้อผลึกบาเรียกลับมา

            

หลังจากที่พูดคุยกันอีกไม่กี่ประโยค ซูหยวนก็ออกจากอาคารขององค์กร ตอนนั้นมีคนเหลืออยู่ไม่มากแล้ว แต่ไม่คิดว่าหม่าเฉิงหลงจะยังอยู่ ทว่า...ไม่เหมือนตอนเช้าที่ยังหน้าตาสดใส เวลานี้เขาขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้ามืดมนอย่างบอกไม่ถูก

 

“พี่หม่า...”

 

“หืม? เพิ่งกลับ?” 

 

“ใช่ค่ะ ฉันคิดว่าพี่ออกไปทำภารกิจแล้วซะอีก”

 

“ก็นั่นน่ะสิ” หม่าเฉิงหลงได้ยินแบบนั้นก็กุมขมับ

            

ตัวเขามาที่นี่เพื่อรับภารกิจ ทว่า...ยังไม่ทันเลือกภารกิจไปทำได้ สุดท้ายกลับมีงานด่วนที่สั่งตรงถึงเขา เดิมทียังคิดว่าเป็นเกียรติที่ได้ทำงานให้ประธาน แต่เมื่อได้เริ่มทำเท่านั้น...เขาจึงได้รู้ว่านี่ไม่ใช่ภารกิจ หากแต่เป็นการลงโทษมากกว่า!

            

ประธานออกคำสั่งด่วนเพื่อให้ “นักล่า” อย่างเขาจัดการ “เอกสาร” มากมายพวกนี้ ไม่เท่ากับการสั่งให้จับเขาขังคุกหรือ? เขาเป็นนักล่าที่เชี่ยวชาญในการต่อสู้ ไหนเลยจะอยากอยู่กับกองเอกสารที่มีตัวหนังสือมากมายลายตาแบบนี้

 

“ฉันไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดเหมือนกัน จู่ๆก็ได้รับภารกิจด่วนมา แต่ดูภารกิจด่วนสิ! พวกนี้มันใช่งานที่นักล่าต้องทำหรอ? อะไรคือการแยกเอกสารให้เข้าเรื่อง ไหนจะต้องเรียงลำดับเหตุการณ์ก่อนหลังอีก งานพวกนี้...ทำเอาฉันกำลังจะเป็นโรคประสาทอยู่แล้ว!”

            

ได้ยินแบบนั้น ซูหยวนแทนที่จะปลอบใจ เธอกลับหัวเราะออกมาเบาๆ มือเล็กตบบ่าของหม่าเฉิงหลงก่อนจะกระซิบบอก

 

“พี่หม่าอยากให้ฉันช่วยไหมคะ”

 

“ช่วย? เธอช่วยได้หรอ หรือว่าอยากจะช่วยฉันจัดเอกสารพวกนี้...” หม่าเฉิงหลงกระตือรือร้นมาก อย่างไรก็ตาม...ซูหยวนเพียงส่ายหน้าเบาๆ

 

“มีวิธีง่ายกว่านั้นอีกค่ะ”

 

“วิธีง่ายกว่านั้น?”

 

“ใช่ค่ะ เอาเป็นว่า...หลังจากนี้ฉันจะไม่เรียกพี่ว่าพี่หม่าอีกแล้ว แต่จะเรียกว่าคุณหม่าแทน เพราะฉันจะเรียกพี่แค่กับประธานเท่านั้น” ประโยคหลัง อันซูหยวนพูดเสียงดังขึ้นอีกหน่อย ตอนที่เธอพูดจบยังขยิบตาให้หม่าเฉิงหลงเข้าใจด้วย

            

โชคดีที่คนเป็นคนฉลาด เขาชะงักไปก่อนจะสังเกตเห็นว่ามีออร่ามืดมนอยู่ไม่ไกล ดังนั้นจึงพ่นลมหายใจออกมา แสดงท่าทางไม่พอใจเล็กน้อย

 

“เรียกพี่แค่ประธานงั้นหรอ? เธอก็ลำเอียงเกินไปจริงๆนะ แต่ก็เอาเถอะ...ประธานที่เก่งกาจของพวกเราควรจะได้รับเกียรตินั้นจริงๆ” ซูหยวนไม่รู้มาก่อนว่าหม่าเฉิงหลงจะเป็นคนประจบประแจงเก่งที่หนึ่งเหมือนกัน เธอหัวเราะเบาๆก่อนจะบอกลาแล้วจากไป 

            

หลังจากนั้นไม่นาน ร่างสูงโปร่งของจางอู่หยางก็ปรากฏขึ้น รอบตัวของเขาไม่มีร่องรอยของความตายเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว เพียงมองหม่าเฉิงหลงอย่างพอใจเท่านั้น

 

“ทำไมให้หัวหน้าทีมเขี้ยวแดงทำงานพวกนี้กันล่ะ ให้เขาไปเลือกภารกิจที่ชอบได้แล้ว” จางอู่หยางหันไปตำหนิผู้ช่วยของตนเอง อีกฝ่ายชะงักไปก่อนจะรีบตอบ

 

“โอ้ เป็นผมที่เข้าใจผิดเอง คุณหม่าไปเลือกภารกิจล่าแล้วลงทะเบียนเถอะครับ งานเอกสารพวกนี้จะต้องส่งให้พนักงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ผมเข้าใจผิดไป ทำเอาคุณปวดหัวไม่น้อย”

 

“ไม่เลย ไม่ปวดหัวเลย เป็นงานที่เปิดโลกของผมแล้วจริงๆ หลังจากนี้ผมรู้แล้วว่าจะต้องทำยังไงเพื่อเลี่ยงความเข้าใจผิด” คนนอกที่เพิ่งเข้ามาฟังบทสนทนาพวกนี้ก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก ช่างเป็นบทสนทนาที่ไม่ได้เชื่อมโยงกันเกินไปแล้ว ทว่า...ที่นี่สามคนล้วนเข้าใจความนัย จางอู่หยางเองก็พอใจกับการตอบรับเช่นนี้ด้วย

 

“อืม ต่อไปก็อย่าทำให้คนอื่นเข้าใจผิดอีกล่ะ”

 

“แน่นอนครับประธาน ไม่ทำให้เข้าใจผิดแล้วครับ จะวางตัวให้ดีเลย” เขาว่าอย่างนั้นก่อนจะรีบกระโดดออกจากกองเอกสารแล้วไปหาภารกิจมาส่งๆ ไม่แม้แต่จะมองด้วยซ้ำว่านั่นเป็นภารกิจอะไร เพียงแค่อยากจะออกไปจากองค์กรให้เร็ว ต่อให้ต้องไปในพื้นที่ล่าที่แสนอันตราย ก็ยังดีกว่าอยู่ที่นี่!

            

เห็นคนจากไปแล้ว จางอู่หยางก็ไม่เล่นอีกต่อไป เขาหันกลับมามองผู้ช่วยของตนเองแล้วออกคำสั่ง

 

“ให้คนของเราที่ดินแดนนั้นช่วยดูแลซูหยวนด้วย อย่าให้เธอต้องเดือดร้อนเกินไป”

 

“ประธาน...แต่ถ้าคนของเราเปิดเผยตัวแบบนั้น อาจจะถูกจับได้....”

 

“ไม่เป็นไร ถูกจับได้ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ซูหยวนได้รับความไม่ยุติธรรม” จางอู่หยางไม่สนใจอยู่แล้วว่าเขาจะยังเชื่อมต่อกับดินแดนนั้นได้หรือเปล่า เรื่องพวกนั้นเกิดขึ้นก็ค่อยไล่ตามแก้ไป สำหรับตอนนี้ที่เขาสนใจมีแค่ซูหยวนเท่านั้น

            

ทางซูหยวนหลังออกมาจากอาคารขององค์กรแล้วก็กลับไปที่บ้านเพื่อแจ้งเรื่องการทำภารกิจให้พ่อแม่เข้าใจ เธอไม่ได้บอกรายละเอียดทั้งหมด เพียงบอกว่าต้องไปทำภารกิจกับกองทัพเท่านั้น แม้ว่าที่บ้านจะเป็นกังวล แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าลูกสาวของตนเป็นคนเก่งขนาดไหน

            

นอกจากพ่อแม่ที่รู้ข่าวแล้วก็ยังมีพวกหลิ่วโปและคนงานอื่นๆด้วย แน่นอนว่าเธอไม่ได้กังวลเกินไปเพราะหลิ่วโปสมควรจัดการเรื่องทั้งหมดได้ เขาออกจากการเก็บตัวฝึกฝนแล้วมาช่วยจัดการงานต่างๆแทน ในขณะที่เหลียนซิ่วอิงยังคงปรุงยาของเธอต่อไป ด้วยความสามารถของหม้อปรุงยาเซียน ซิ่วอิงทำผลงานได้ค่อนข้างดี ซูหยวนไม่ได้นำยาที่ปรุงได้ออกไปขาย หากแต่เก็บเอาไว้เตรียมจะใช้งานด้วยตัวเอง

            

หลังจากจัดการเรื่องอื่นๆแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาที่ซูหยวนต้องเข้าไปในพื้นที่ฟาร์มเพื่อจัดการให้แล้วเสร็จ ในพื้นที่ลับนั้นมีผู้เล่นเกมอยู่ด้วย สิ่งนี้ทำให้เธอต้องระวังมากกว่าเดิม หากเผลอเข้าไปในพื้นที่แล้วถูกตรวจสอบพบ เช่นนั้นที่เธอพยายามซ่อนไว้ก็คงไม่มีประโยชน์อีกแล้ว

            

ดังนั้นเพื่อไม่ให้ต้องเข้าไปในพื้นที่หลังอยู่ในดินแดนแห่งนั้นแล้ว เธอจะนำทรัพยากรที่ควรเอาติดตัวไว้ออกมา แน่นอนว่าแม้แต่ราชาหนูขาวก็ไม่สามารถเรียกพวกมันออกมาได้ ผู้ช่วยของเธอหลังจากนี้เหลือแค่สุนัขทมิฬ แมลงกัดกิน และไก่ลาวาแล้ว

 

“เจ้านาย พวกเราไปด้วยไม่ได้จริงๆหรอ จี๊ด!” หนูทองไม่สบายใจเอาเสียเลย ต่อให้สุนัขทมิฬกับพวกตัวอื่นๆจะแข็งแกร่งขนาดไหน ทว่า...หากเป็นเรื่องรู้ใจของเจ้านายแล้ว ก็คงมีแค่หนูขาวอย่างพวกมันเท่านั้นแหละ

            

สุนัขทมิฬที่รู้สึกว่ากำลังถูกหนูขาวไม่ไว้วางใจก็อยากจะส่งเสียงคำรามออกมา ไอ้พวกราชาหนูพวกนี้ช่างอวดดีเหลือเกิน ตัวพวกมันเองก็ไม่ได้เท่าไรนักหรอก ก็แค่อาศัยที่มีจำนวนมากกว่าเท่านั้น ทว่า...ตอนนี้มันก็มีพวกพ้องเหมือนกันไม่ใช่หรือ? ฝูงสุนัขทมิฬทั้งฝูง หากเจ้านายต้องการกำลังรบ มันก็ไม่เชื่อหรอกว่ามันจะแพ้

           

 อย่างไรก็ตาม สุนัขทมิฬยังไม่ได้โต้ตอบอะไร อันซูหยวนก็พูดขึ้นมาก่อน

 

“ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการไปทำภารกิจครั้งนี้ ฉันมีงานที่จะให้หนูทองช่วยกันทำก่อน”

 

“งานที่ให้พวกเราทำ...”

 

“ใช่ เนื่องจากการเลื่อนระดับครั้งก่อน ฉันได้ใช้เงินไปซื้อโรงผลิตยาพิเศษจนหมด แล้วก็ยังมีเรื่องเมล็ดพันธุ์สมุนไพรสำหรับการผลิตยาอีก ดังนั้น...ช่วงนี้ช่วยฉันทำเงินหน่อย ฉันต้องการเงินจำนวนมาก เพราะถ้ามีเงินก็เท่ากับมีการป้องกันชีวิตได้” ซูหยวนมอบหมายหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ให้พวกหนูทอง

            

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญจริงๆอย่างที่เธอพูด เพราะถ้าไม่มีเหรียญในเกม เธอก็จะใช้ทักษะเกราะป้องกันไม่ได้ แถมยังมีเรื่องการตรวจสอบแผนที่อีก

            

เมื่อราชาหนูทองได้ยิน มันก็พยักหน้ารับ ตอนนี้งานของพวกมันเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย ใช้เวลาที่เหลือบริหารจัดการพื้นที่ก็คงจะดีเหมือนกัน ถึงจะเป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้านาย แต่ถ้ามีเรื่องที่รับมือไม่ไหว เจ้านายก็แค่หนีเข้ามาในพื้นที่เท่านั้น

            

สุดท้ายความกังวลของราชาหนูทองก็ลดลงไปบ้าง ทว่าฝั่งของสุนัขทมิฬกลับรู้สึกว่าตัวเองไร้ความหมายแทน 

            

การที่มันถูกเรียกไปช่วยงานครั้งนี้ไม่ใช่เพราะมันเก่งกว่าราชาหนู หากแต่เป็นเพราะราชาหนูมีงานใหญ่กว่าที่ต้องทำงั้นหรือ? สีหน้าที่ยินดีของสุนัขทมิฬค่อยๆเปลี่ยนเป็นน้อยใจอีกครั้ง สำหรับมันแล้ว...การแข่งขันกับพวกหนูทองช่างไม่ยุติธรรมเหลือเกิน 

            

ตัวมันเองไม่ได้มาก่อนหนูทองเหล่านี้หรือ? กระทั่งช่วยเจ้านายจัดการผู้บุกรุกอย่างหนูขาวตอนนั้นด้วยซ้ำ แล้วทำไมเจ้านายจึงไม่เชื่อใจมันมากกว่ากันล่ะ!

            

แน่นอนว่าตัวมันรู้ว่าข้อผิดพลาดแรกของตนเองก็คือการที่มันไม่รู้จักประจบสอพลอเหมือนไอ้หนูขาวพวกนี้ สำหรับพวกมัน...ตั้งแต่ที่ยอมจำนนต่อเจ้านายก็รู้วิธีการเอาอกเอาใจ ช่วยเหลืองานในฟาร์มอย่างเต็มที่ ทว่าตอนนั้นตัวมันเพียงนอนงีบเก็บสะสมพลังงานเอาไว้เท่านั้น นี่เป็นจุดอ่อนเพียงจุดเดียวของมัน และพยายามจะชดเชยอย่างเต็มที่อยู่ 

 

“เอาล่ะ พวกเราก็เตรียมไปได้แล้ว ฉันจะพาเสี่ยวหยินไปให้พวกรุ่นพี่ทหารรู้จักก่อน” ซูหยวนโบกมือ เจ้าสุนัขสีดำตัวใหญ่ที่ถูกเรียกว่า “เสี่ยวหยิน” รู้สึกเขินอายเล็กน้อย แต่สุดท้ายมันก็เชิดคอของตนเองสูง แม้ว่าตอนเริ่มต้นจะเป็นมันที่ไม่รู้ความ ทว่า...หลังจากนี้มันจะทำให้เจ้านายภูมิใจกับการที่มีมันเป็นผู้ติดตาม!

            

หากมันยังทำไม่ได้อีก เช่นนั้นก็ถือว่ามันพ่ายแพ้กระทั่งหนูขาวแรกเกิดที่ถูกส่งไปประจำเขต C ตัวนั้นแล้ว! ถ้าเจ้าตัวโง่เง่าเช่นนั้นก็ยังเอาชนะมันได้ เช่นนั้นมันจะยอมเป็นลูกน้องหนูขาวพวกนี้ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!

            

ทางด้านซูหยวนไม่ได้รู้เลยว่าตอนนี้เจ้าสุนัขทมิฬกำลังน้อยอกน้อยใจขนาดไหน ต่างจากเจ้าราชาหนูขาวตัวน้อยก่อนหน้า เนื่องด้วยลักษณะท่าทางของเสี่ยวหยินที่ไม่น่าจะมีนิสัยเช่นเดียวกับหนูขาวแรกเกิดได้ ทำเอาซูหยวนไม่ได้มีความคิดเช่นนี้มาก่อนเลย แต่สุดท้าย...เธอจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของมันด้วยตัวเอง...

 

………………………………….