บทที่ 356 คำเตือนของรุ่นพี่
บทที่ 356 คำเตือนของรุ่นพี่
บทที่ 356 คำเตือนของรุ่นพี่
คืนนั้นซูหยวนนอนพักที่ฐานของกองกำลังพิเศษเป็นครั้งแรก โชคดีที่ไม่ได้เกิดปัญหาอะไร เตียงนอนของพวกเขามีคุณภาพดีเยี่ยม ในขณะที่พื้นด้านล่างก็ยังปูพรมด้วยขนสัตว์กลายพันธุ์ชนิดหนึ่ง ทำให้สุนัขทมิฬนอนได้อย่างมีความสุข
เช้ามาทั้งสองจึงค่อนข้างสดใส เกือบลืมไปแล้วว่าสถานที่แห่งนี้ยังมีคนแปลกๆอยู่หลายคน ดังนั้นเมื่อออกมาจากห้อง ความรู้สึกปลอดภัยที่เคยมีก็หายวับไปกับตา
“หืม?” อันซูหยวนไม่คิดว่าเมื่อเปิดประตูออกมาแล้ว สิ่งที่เธอได้พบเป็นอย่างแรกก็คือดวงตามากมายของแมงมุมแปดตา ในขณะที่มีคนอุ้มมันอย่างรักใคร่อย่างรุ่นพี่พลทหารคนนั้น
“รุ่นน้องตื่นแล้วหรอ อรุณสวัสดิ์นะ” ประโยคแรกมั่นใจได้ว่าทักซูหยวน แต่ประโยคหลัง...แม้แต่เธอก็ยังแยกไม่ออกว่าทักทายตัวเองหรือเสี่ยวหยินกันแน่
ดวงตาของเขามีประกายวิบวับในขณะที่จ้องไปยังสุนัขทมิฬของตน เห็นแบบนี้แล้วซูหยวนก็อดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปขวางเอาไว้อย่างแนบเนียน ดึงสายตาของรุ่นพี่กลับมาที่ตนเองได้อีกครั้ง
“น่าเสียดายที่ฉันมีภารกิจด่วนอื่นที่ต้องไปทำ ไม่อย่างนั้นคงจะได้ไปทำภารกิจด้วยกันแล้ว...” คนเป็นรุ่นพี่กล่าวขึ้นมา ต่อให้ซูหยวนจะไม่ได้แสดงออกมากนัก ทว่า...ในเมื่อเขาจับจ้องเจ้าสุนัขทมิฬอยู่แล้วถูกบดบัง ย่อมต้องเข้าใจความหมายของเธอ
ก่อนหน้านี้พวกรุ่นพี่ได้พูดเอาไว้แล้วว่าไม่ให้เขาทำอะไรกับสัตว์เลี้ยงของรุ่นน้อง อีกอย่าง...ตัวเขาก็แค่ชื่นชอบสัตว์กลายพันธุ์เท่านั้น อาจจะเพราะตั้งแต่เด็กก็ถูกพ่อแม่ตระกูลใหญ่เอาไปโยนทิ้งไว้ที่เขตกลายพันธุ์ หากไม่ใช่เพราะสัตว์กลายพันธุ์ท้องถิ่นลากเขากลับไปซ่อนในถ้ำด้วย ไม่แน่ว่าอาจจะตกตายไปแล้วก็ได้
ดังนั้น...ความรู้สึกของเขาต่อพวกกลายพันธุ์ยังดีกว่ามนุษย์บางคนเสียอีก พวกมันเป็นทั้งครอบครัว เป็นทั้งเพื่อน และเป็นที่รักของเขา
เรื่องนี้เป็นปมที่ถูกสร้างไว้ในอดีตจนตอนนี้ก็ยังไม่สามารถแก้ไขให้หายไปได้ แต่เขาก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน แล้วกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์กลายพันธุ์อย่างแท้จริง
เพราะแบบนั้น...เขาจึงค่อนข้างไวต่อความรู้สึกของพวกสัตว์กลายพันธุ์มาก อย่างเช่น ตอนนี้มันกำลังรู้สึกรำคาญเขา ทั้งยังรังเกียจเขาด้วย แต่นี่ก็เป็นเพราะคำพูดของพวกรุ่นพี่ที่ทำให้มันหวาดระแวงนั่นแหละ การเจอกันครั้งแรกยังไม่ปล่อยความรู้สึกเช่นนี้ออกมาเลย หมายความว่า...เจ้าสุนัขทมิฬตัวนี้มีความฉลาดมากเป็นพิเศษ
อีกอย่าง ต่อให้เขาอยากจะพามันมาเป็นสัตว์เลี้ยงของตนเอง ดูแล้วมันก็คงไม่ยินยอมง่ายๆ ก็เหมือนกับแมงมุมแปดตาตัวนี้ เพราะมันเกิดจากความพยายามที่จะฟักไข่ล้มเหลวที่แม่แมงมุมทิ้งเอาไว้ ดังนั้นมันจึงเคารพและบูชาเขาเหมือนพ่อ เจ้าสุนัขตัวใหญ่ตรงหน้านี้ก็มีความรู้สึกเหมือนกัน บางที...เด็กน้อยตรงหน้าของเขาก็คงจะมีโอกาสช่วยชีวิตมันเอาไว้ครั้งหนึ่งกระมัง
“แล้วรุ่นพี่มีธุระอะไรจะคุยกับฉันหรือเปล่าคะ” ซูหยวนเอ่ยถามนิ่งๆ เห็นว่ารุ่นน้องยังรักษามารยาทเอาไว้ได้ แม้จะถูกเขาคุกคามตรงหน้า คนเป็นรุ่นพี่ก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“ก็นะ...” เขายักไหล่เล็กน้อยแล้วแทรกตัวเข้าไปในห้องของเธอ กระทั่งสั่งให้แมงมุมแปดตาช่วยพ่นใยปิดประตูให้ด้วย
“รุ่นพี่ ทำแบบนี้ไม่ค่อยมีมารยาทสักเท่าไรนะคะ” คนผู้นี้ดูก็รู้ว่านิสัยเหมือนสัตว์ไม่มีผิด แน่นอนว่านี่ไม่ใช่คำตำหนิแต่อย่างใด ซูหยวนรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ถึงจะไม่รู้ประวัติของรุ่นพี่ แต่ลักษณะท่าทางของเขาก็เหมือนพวกสัตว์กลายพันธุ์ ซูหยวนเห็นสายตาของเจ้าตัวที่ระแวดระวังก็คิดถึงพวกหนูกลายพันธุ์จำนวนมากข้างนอก แม้ว่าเธอจะเป็นคนที่ราชาหนูทองพาไปด้วยตัวเอง แต่หนูขาวพวกนั้นก็ยังไม่วางใจอยู่ดี
นิสัยแบบนี้ช่างแปลกประหลาดจริงๆ...
“โอ้ ขอโทษทีนะ พอดีฉันไม่ค่อยเข้าสังคมมนุษย์เท่าไร ปกติอยู่แต่กับครอบครัวที่เป็น...เจ้าพวกนี้น่ะ” รุ่นพี่กระโดดลงจากเตียงหลังซูหยวนพูดอย่างนั้น บางทีถ้าเธอไม่พูดขึ้น เขาอาจจะปีนเตียงขึ้นไปแล้วให้แมงมุมแปดตาพ่นใยสร้างเป็นตาข่ายให้ตัวเองปีนขึ้นไปนอนบนอากาศกับมันแล้ว
“อะ แอ่ม ฉันลืมตัวว่าจะไม่ได้อยู่คุยนานนัก เอาไว้วันหลังถ้ามีเวลาว่างจะมานั่งคุยเล่นด้วยก็แล้วกัน วันนี้ฉันยังต้องไปฟังรายละเอียดภารกิจก่อน แต่ว่า...ฉันมาหารุ่นน้องก็เพราะอยากบอกเอาไว้อย่างหนึ่ง” เขาพูดพร้อมกับกระโดดมาตรงหน้าของเธอ
“ระวังดินแดนลับนั้นไว้” คำพูดนี้กลายเป็นคำพูดที่รุ่นพี่ตรงหน้าจริงจังที่สุด เขายื่นหน้าเข้ามากระซิบบอกเธอ ก่อนจะขยับออกไปพร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยม
“แม้แต่สุนัขทมิฬที่เคารพเธอขนาดนี้ ก็อาจจะ....”
“พอได้แล้ว” ยังไม่ทันที่รุ่นพี่คนนั้นจะพูดจบ ประตูห้องของซูหยวนก็ถูกเปิดออกโดยรุ่นพี่อีกคน สีหน้าของคนมาใหม่ดูไม่ค่อยดีเท่าไรนัก เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคลาดสายตาเพียงไม่กี่วินาที เจ้ารุ่นน้องคนนี้ก็เตรียมก่อปัญหาอีกแล้ว!
“โอ้ นี่คงเป็นรุ่นน้องที่ทุกคนพูดถึงสินะ ครั้งนี้เธอก็จะทำภารกิจนั้นใช่ไหม? ภารกิจอะไรนะ...อ๋า ไอ้ภารกิจซ่อมแซมบาเรียนั่น ได้ยินว่าเธอรับอาสาที่จะเข้าไปซื้อผลึกบาเรียออกมาใช่ไหม สู้ๆเข้าล่ะ ส่วนนาย...ไปกันได้แล้วรุ่นน้องตัวปัญหา!” รุ่นพี่คนนั้นพูดเองเออเองคนเดียว
แม้เขาจะพูดกับซูหยวนด้วยดี แต่สีหน้าของเขาไม่ได้ดูจะอบอุ่นใจดีเหมือนที่น้ำเสียงแสดงออกมา ช่างเป็น...การแสดงละครที่ไม่สมจริงเอาเสียเลย
รุ่นพี่ผู้ชมชอบสัตว์กลายพันธุ์อยากจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าออร่าของรุ่นพี่ที่มาใหม่กลับทำให้เขาไม่กล้าพูดอะไรอีก เพียงแค่ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วมองไปยังสุนัขทมิฬอีกครั้ง ส่งสายตาบอกซูหยวนเป็นนัยๆ ไม่อยากให้เธอลืมคำเตือนของเขา
คนสองคนพากันออกไป ห้องของเธอก็กลับมาสงบอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม...เวลานี้ความคิดของซูหยวนไม่ได้สงบอีกต่อไปแล้ว เธอคิดเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจเดินออกไปข้างนอก ตามหารุ่นพี่ที่เพิ่งออกไปจนเจอ
“รุ่นพี่คะ”
“หืม? รุ่นน้อง?”
“ฉันอยากรู้ค่ะ...”
“รุ่นน้อง นี่ไม่ใช่เวลาที่เธอจะมาฟังเรื่องเหลวไหลของเจ้านี่ รีบไปรับรายละเอียดภารกิจได้แล้ว”
“ไม่ค่ะ ฉันมีเวลาที่จะฟัง” ซูหยวนกลายเป็นเด็กดื้อต่อหน้าของอีกฝ่ายทันที เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองจะได้เจอรุ่นน้องที่ดื้อด้านถึงสองคน ช่างเป็นงานที่ปวดหัวจริงๆ!!
ตั้งแต่แรก เขาไม่น่าเป็นคนรับเลี้ยงเจ้าเด็กจอมป่วนคนนี้เลย สิ่งนี้ทำให้เขาต้องตามติดอีกฝ่ายเหมือนผู้ปกครองคนหนึ่ง แถมหลายครั้งยังต้องตามเช็ดตามล้างให้อีก แน่นอนว่าเขาสาบานอยู่ในใจ...หลังจากนี้ต่อให้ต้องตาย เขาก็จะไม่รับภารกิจดูแลเด็กใหม่อีกแล้ว แค่เจ้าเด็กป่วนคนเดียวก็พอ หากยังต้องรับเด็กดื้อคนใหม่เข้ามาในทีม เขาคงจะต้องกัดลิ้นตัวเองตายๆไปเสีย!!
“รุ่นพี่ รุ่นน้องเป็นคนขอคุยกับผมเอง แบบนี้ผมก็พูดได้ใช่ไหมล่ะ?”
“พวกนาย...เหอะ! เอาเถอะ ถ้าอยากจะพูดก็พูด แต่ถ้านายทำให้ภารกิจของพวกเขามีปัญหา นายรู้ใช่ไหมว่าจะโดนอะไร ไม่ใช่เมื่อวานมาบ่นว่าพวกเขาต้องการแมงมุมแปดตาของนายไปทดลองหรอกหรอ?”
“นะ นั่น...แต่รุ่นพี่ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ ถ้าไม่บอกแล้วเกิดปัญหา รุ่นน้องอาจจะเป็นเหมือนกับผมตอนนั้น...” เขาพูดด้วยสายตาเศร้าสร้อย เห็นแบบนี้แล้ว....คนรับหน้าที่เป็นผู้ปกครองก็เงียบไป
ก็เหมือนกับอีกฝ่าย เขาเองก็จำสถานการณ์นั้นได้ดี เรื่องนี้คงต้องย้อนกลับไปช่วงที่รุ่นน้องเข้ามาในหน่วยใหม่ๆ ก็เหมือนกับอันซูหยวนที่ถูกพวกรุ่นพี่มีประสบการณ์ผลักให้รับหน้าที่สำคัญอย่างการเข้าไปซื้อผลึกบาเรียออกมา เดิมทีทุกคนไม่ได้คิดว่าจะเกิดเรื่อง แต่สุดท้ายก็เกิดขึ้นจริงๆ...
ตอนที่รุ่นน้องเข้าไปทำภารกิจ เขาได้พาสิ่งมีชีวิตอย่าง “หนอนบุ้งสองหัว” เข้าไปด้วย บอกว่าเจ้านี่คือเพื่อนในวัยเด็กของตนเอง ตอนนั้นไก่หงอนแดงกลายพันธุ์ลากเขาที่ยังเป็นทารกไปไว้ที่รัง หวังว่าจะได้กลายเป็นอาหารเมื่อลูกไก่ของพวกมันเติบโตขึ้น
แน่นอนว่าหนอนบุ้งสองหัวก็คือหนึ่งในสัตว์กลายพันธุ์ที่ถูกจับมาเตรียมไว้เป็นอาหาร ซึ่งนอกจากหนอนบุ้งสองหัวแล้ว ก็ยังมีสัตว์กลายพันธุ์ตัวอื่นๆที่เป็นเหยื่ออีก เพราะแบบนั้น....ทารกน้อยจึงได้อาศัยพวกมันในการซ่อนตัว
เมื่อลูกไก่หงอนแดงถือกำเนิดออกมา สัตว์ตัวใหญ่ๆถูกกินไป เหลือเพียงเขาและหนอนบุ้งสองหัวที่เหลือรอด เจ้าลูกไก่ที่ได้กินมากเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็ว สุดท้ายย่อมไม่สนใจสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กทั้งสองอีก นี่ทำให้ตัวเขาและหนอนบุ้งสองหัวรอดชีวิตมาได้ อ่า...ยังมียายวานรสีเงินอีกตัว เพราะมันแก่เกินไปก็เลยจิกกินยาก ยายวานรสองตัวถูกกินไปก่อน และไก่หงอนแดงไม่ชอบเอาเสียเลย ดังนั้นยายวานรสีเงินตัวนั้นจึงรอดชีวิต และไม่รู้ว่ามันมีความรู้สึกผูกพันกับเขาได้อย่างไร แทนที่จะกินเขา กลับใช้นมของวานรมาเลี้ยงเขาแทน
ช่างเป็นผู้มีพระคุณที่แสนดีของเขา รวมถึงเจ้าหนอนบุ้งสองหัวเองก็ได้รับประโยชน์จากการเลี้ยงดูนี้ด้วย
สุดท้ายเป็นเพราะยายวานร เขาจึงรอดชีวิตอยู่ได้หลายวันกระทั่งมีคนของตระกูลตามหาตัวจนพบแล้วเอากลับไปที่ตระกูล เขารู้เรื่องภายหลังว่าผู้เก็บเขาไปเลี้ยงก็คือผู้นำตระกูล มีฐานะเป็นปู่แท้ๆของตนเองด้วย
หลังจากที่รู้ว่าแม่ของเขาไม่ต้องการปล่อยให้เขามีชีวิตรอดเพื่อแก้แค้นพ่อที่มีภรรยาใหม่ ดังนั้นปู่จึงได้จัดการฆ่าแม่ของเขาทิ้งไปก่อนที่จะตามหาเขาแล้ว ส่วนตัวเขาหลังจากนั้น...เด็กที่ไม่มีใครต้องการจะอยู่ต่ออย่างดีได้หรือ?
แม้จะเป็นทารก แต่เขาเข้าใจทุกอย่างเป็นอย่างดี และข้างๆห่อผ้าห่ม ก็มีเจ้าหนอนบุ้งสองหัวนี่แหละกินนอนอยู่เป็นเพื่อน ช่างเป็นชีวิตที่น่าอนาถใจเสียจริง ดีที่เขายังเติบโตมาได้ การรอดชีวิตถือเป็นโชคดีครั้งใหญ่แล้ว
แต่หนอนบุ้งสองหัวก็กลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด เป็นครอบครัวของเขาเพียงตนเดียวตั้งแต่ตอนเกิด ดังนั้น...เมื่อครั้งที่ไปทำภารกิจ จึงได้พามันไปด้วยความเชื่อใจเต็มเปี่ยม คิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อต้องออกมาจากดินแดนนั้น กลับเป็นเขาที่ต้องออกมาตามลำพัง ส่วนหนอนบุ้งสองหัวนั้น...มันละทิ้งเขาไปเสียแล้ว
“รุ่นน้อง...โปรดจำเอาไว้ว่าที่นั่นมีบางอย่างที่ทำให้สัตว์กลายพันธุ์พวกนี้ไม่อยากจากไป ทุกครั้งที่ไปทำภารกิจแล้วกลับออกมา ถึงสัตว์กลายพันธุ์บางตัวจะไม่จากไป แต่...หัวใจของพวกเขาก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว”
เมื่อซูหยวนได้ยินคำเตือนนี้ เธอก็ชะงักไปทันทีราวกับเข้าใจอะไรบางอย่าง หญิงสาวเม้มริมฝีปากด้วยความคิด ก่อนจะถามอีกครั้ง
“สถานที่แห่งนั้น...เมื่อเข้าไปแล้ว แม้แต่ความรู้สึกของรุ่นพี่ก็เปลี่ยนไปด้วยหรือเปล่าคะ”
“หืม? เปลี่ยนไป? นั่นก็ไม่นะ มีแค่พวกกลายพันธุ์เท่านั้นที่เปลี่ยนไป”
เมื่อได้คำตอบ ซูหยวนกลับแปลกใจมากกว่าเดิม เพราะถ้าเป็นอย่างที่เธอคิด...สิ่งมีชีวิตที่เข้าไปทั้งหมดควรจะต้องมีความรู้สึกเปลี่ยนไป ก็เหมือนกับพวกนักฆ่าที่ถูกส่งเข้าไปในพื้นที่มิติของเธอ ระบบจะเปลี่ยนให้พวกมันกลายเป็นพันธมิตรที่ดีต่อผู้ครอบครองพื้นที่ทันที ต่อให้จะเปลี่ยนอย่างฉับพลันไม่ได้ ก็ควรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงบ้างไม่ใช่หรือ?
เดิมทีเธอคิดว่าอาจจะเป็นเหตุผลนี้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ถูกต้องสินะ ถ้าอย่างนั้น...อะไรที่จะทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้ได้กันล่ะ
“เอาล่ะ รุ่นน้องไม่ต้องกังวลมากเกินไปนัก ขอเพียงไม่พาสัตว์เลี้ยงเข้าไปในเขตนั้นก็ไม่เป็นอะไร ลำพังแค่เธอเข้าไปก็ทำภารกิจได้สำเร็จอยู่แล้ว” เขามองไปยังรุ่นพี่ผู้ปกครองครั้งหนึ่ง ก่อนจะหันมาหาซูหยวนแล้วขยับปากเป็นคำพูดแต่ไม่มีเสียง
“ทางที่ดี เธอแกล้งป่วยน่าจะดีที่สุด” เพียงจบประโยคนั้น ต่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีเสียงออกมา ทว่า...รุ่นพี่ข้างหลังกลับเขกหัวเขาอย่างแรง
“อยากลองดีกับเจ้าพวกนั้นหรอ? ฉันเตือนแล้วนะว่าครั้งนี้ฉันจะไม่ช่วยปกป้องแมงมุมแปดตาของนายอีก”
“ระ รุ่นพี่...ก็แค่ล้อเล่นเท่านั้น ใช่ไหมรุ่นน้อง แค่ล้อเล่นเอง” เขาว่าอย่างนั้นก่อนจะถูกลากออกไป
“ทุกคนมีหน้าที่ต้องทำ แค่ระวังให้มากก็พอแล้ว สำหรับเรื่องนี้...ฉันปล่อยให้พูดเพราะจะได้ให้ระวังตัว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องกลัวเกินเหตุ” เขาทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะลากรุ่นพี่จอมป่วนออกไป
เห็นสองคนสนิทสนมกันแบบนั้น ซูหยวนก็ส่ายหน้าเล็กน้อย...
ในขณะที่รุ่นพี่จอมป่วนคิดว่าตัวเองไม่มีใคร ทั้งยังเข้ากับมนุษย์ได้ไม่ดี ทว่าความจริงแล้ว...ไม่ใช่ว่าเขามีรุ่นพี่คนหนึ่งที่ห่วงเขาเหมือนน้องชายในบ้านหรอกหรือ?
ก่อนหน้านี้เขาอาจจะมีชีวิตที่ยากลำบาก แต่ในกองกำลังพิเศษนี้...ซูหยวนเชื่อว่าเขาจะอยู่ได้อย่างมีความสุขแน่นอน
เธอหันไปมองสุนัขทมิฬที่มองอยู่ก่อนแล้ว มันส่งเสียง “ฮืม” ออกมาคำหนึ่งในลำคอ ราวกับต้องการบอกว่า “ข้าไม่เป็นเหมือนสัตว์กลายพันธุ์สารเลวที่เจ้านั่นพูดถึงหรอก ไม่มีทางหักหลังเจ้านายแน่นอน” อย่างไรอย่างนั้น
ซูหยวนคลี่ยิ้มบางเบาพร้อมกับส่ายหน้า สำหรับเรื่องนั้น...เธอจะไปพิสูจน์มันด้วยตัวเอง อีกอย่าง...ต่อให้เสี่ยวหยินไม่อยากกลับออกมา เธอก็จะไม่ว่าอะไร สำหรับเจ้าเสี่ยวหยินนี้...มันเป็นเชลยที่จับได้ในการต่อสู้ ตอนนั้นเพราะคิดว่ามันมีประโยชน์เลยพาเข้ามาด้วย ซึ่งระหว่างนั้นมันได้ตอบแทนเรื่องที่เธอเคยปลดพันธนาการมันทั้งหมดแล้ว ดังนั้นเธอกับมันไม่มีอะไรที่ต้องบังคับให้ผูกติดกันอีก
ถ้ามันอยากอยู่ อย่างนั้นก็อยู่ด้วยกัน แต่ถ้ามันอยากไป เช่นนั้นเธอก็จะอวยพรมัน
“ไปกันเถอะ พวกเราจะต้องไปฟังแผนการเดินทางของวันนี้แล้ว”
“ฮืม” ทั้งสองตอบรับกันอย่างเข้าใจ เดินไปห้องทำงานด้วยกันท่ามกลางสายตาของรุ่นพี่และแมงมุมอีกตัวที่แอบวิ่งมาดู
“พวกเขาค่อนข้างเข้ากันได้ดีนะ ฉันหวังว่ารุ่นน้องจะไม่ต้องเจอกับความเสียใจเหมือนฉัน”
“ฮิ้ว!” แมงมุมตัวน้อยส่งเสียงออกมาราวกับต้องการปลอบโยน ในขณะเดียวกัน...ด้านหลังของเขาก็มีรุ่นพี่ร่างใหญ่กอดอกมองอยู่ แม้ว่าท่าทางของเขาจะแสดงออกว่าเบื่อหน่ายเต็มทนกับเด็กดื้อ ทว่าสายตานั้นกลับมีร่องรอยความห่วงใยอยู่ไม่น้อย
…………………………………………………..