บทที่ 359 ดินแดนลับ (อ่านฟรี 28 ก.พ. 69)
บทที่ 359 ดินแดนลับ (อ่านฟรี 28 ก.พ. 69)
บทที่ 359 ดินแดนลับ
“จางอู่หยาง”
“ใช่ ฉันเอง” คนเป็นประธานจางหรี่ตาลง ท่าทางอันตรายของเขาเช่นนี้ทำให้รุ่นพี่พลทหารพิเศษที่เพิ่งจะยุยงให้ซูหยวนลาออกจากองค์กรนักล่าสกุลจางกัดฟันกรอด เขาต้องทนกับแรงกดดันมหาศาลของอีกฝ่าย ถึงจะไม่ชอบใจเอาเสียเลย แต่ต้องยอมรับว่าความแข็งแกร่งของทางนั้นมากกว่าเขาจริงๆ
“ฮึ่ม! ตอนนี้พวกเรากำลังอยู่ในภารกิจของกองทัพ ดังนั้นรุ่นน้องอันควรจะอยู่กับพวกเรา...”
“แล้วยังไง?”
“อะไรนะ ไอ้เจ้านี่!” ตัวเขาพูดขนาดนี้แล้ว แม้แต่เหตุผลก็มีให้แล้ว ทำไมเจ้าจางอู่หยางน่าตายจึงสามารถทำสีหน้าเช่นนั้นอยู่ได้อีก ไม่ใช่ว่าเขาควรจะพยักหน้าเข้าใจสถานการณ์หรอกหรือ? ช่าง...ดื้อด้านจริงๆ
คิดดูแล้ว ไม่รู้ว่าหัวหน้ากองกำลังชอบใจอะไรอีกฝ่ายขนาดไปร้องขอหลายต่อหลายรอบ กระทั่งทุกวันนี้เจอหน้าจางอู่หยางก็เหมือนกับเห็นขนมหวาน ช่างน่าหมันไส้จริงๆ
“ฉันจะพาคนของฉันเข้าไปเอง ไม่ใช่ว่าพวกแกโยนภาระมาให้ซูหยวนหรือไง? ถ้าไม่อยากให้ซูหยวนไปกับฉัน ทำไมพวกแกไม่เข้าไปในดินแดนนั้นเองเลยล่ะ” คนแค่นหัวเราะออกมา รู้สึกว่าพวกพลทหารพิเศษเหล่านี้ช่างน่าไม่อายจริงๆ
ตัวเองรู้ถึงความยากลำบากในการทำภารกิจนั้น จึงได้มอบภารกิจสำคัญนี้ให้เด็กสาวคนหนึ่งที่ยังไม่รู้เรื่องอะไร หากไม่ใช่เพราะเขามอบข้อมูลมากมายให้ซูหยวนแล้ว เธอก็คงจะเข้าไปโดยไม่เตรียมพร้อมอะไรเลยนั่นแหละ
ทางพลทหารพิเศษได้ยินจางอู่หยางพูดเช่นนั้นก็สะอึกไปตามๆกัน พวกเขาไม่อยากเข้าไปในดินแดนแห่งนั้นจริงๆนั่นแหละ ภารกิจที่ต้องไปโดนดูถูกดูแคลน ทำเหมือนพวกเขาเป็นขอทาน ภารกิจที่ไร้เกียรติแบบนั้นมีใครอยากจะเข้าไปบ้าง ดังนั้น...ทุกคนจึงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ต่อให้รักและเอ็นดูน้องใหม่ ทว่า...ก็ไม่สามารถทำหน้าที่แทนเธอได้
แม้แต่หัวหน้าภารกิจนี้ก็ยังไม่ปริปากพูดข้อเท็จจริงอะไรออกมา คาดหวังแค่ว่าซูหยวนเข้าไปแล้วจะปลอดภัยกลับมาเท่านั้น
จางอู่หยางแค่นหัวเราะ ไอ้พวกพลทหารพิเศษพวกนี้เก่งแต่เรื่องที่ตัวเองถนัด พอเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ก็ไม่คิดจะพยายาม ทำได้แค่ผลักปัญหาให้คนอื่น ช่างเป็นพวกไร้ค่าเสียจริง
“ไปกันเถอะ” จางอู่หยางแตะหลังหญิงสาวเบาๆ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของคนเป็นเจ้านายที่กำลังปกป้องลูกน้องทำให้ซูหยวนรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาก จนถึงตอนนี้...เธอก็ยังคิดว่าเจ้านายคนนี้ดีที่สุดที่เคยเจอมาจริงๆ
“นี่!” รุ่นพี่พลทหารพิเศษที่ไม่ค่อยชอบจางอู่หยางอยากเข้ามาห้าม ทว่า...หัวหน้าภารกิจกลับจับบ่าของเขาเอาไว้
ถ้าเทียบกับการส่งเด็กสาวไปทำภารกิจตามลำพัง สู้ให้เธอไปกับกลุ่มของจางอู่หยางคงจะดีกว่า นอกจากนี้...เขาเคยได้ยินพวกผู้นำพูดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของจางอู่หยางกับรุ่นน้องอันมาแล้ว กล่าวว่าบางที...ความรู้สึกของจางอู่หยางอาจจะไม่ใช่แค่เจ้านายกับลูกน้องก็เป็นได้ ดังนั้น...เชื่อได้เลยว่าเธอจะต้องปลอดภัยกลับมาแน่
“พี่จางคะ ทำไมถึงได้มาที่นี่ล่ะคะ” ก่อนหน้านี้จางอู่หยางไม่ได้บอกว่าตัวเองมีแผนการจะมาที่นี่เสียหน่อย ซึ่งการเตรียมการของพวกเขาก็ดูค่อนข้างกะทันหันด้วย
ถึงจะรู้ว่าประธานเป็นกังวลเกี่ยวกับการเดินทางมาทำภารกิจของเธอ แต่ก่อนหน้านี้ท่าทางของเขามีแค่ความเป็นห่วง ทว่า...ไม่ถึงขั้นเป็นกังวลจนต้องมาที่นี่ด้วยตัวเอง ดังนั้น...เธอคิดว่าจะต้องมีปัญหาอื่นเกิดขึ้นแน่
ความคิดของซูหยวนถูกต้องจริงๆ จางอู่หยางเล่ารายละเอียดก่อนที่จะพาเธอข้ามไปดินแดนลับที่อยู่ตรงหน้า บาเรียสีฟ้าอ่อนๆมีพลังในการป้องกันไม่ให้สารพิษเข้าไปในเขตแดนลับนั้น และแน่นอนว่ามันเป็นเหมือนกับบาเรียที่ทำให้สารพิษทั้งหมดยังอยู่ในพื้นที่ของพวกเขาด้วย
มองจากตรงนี้ ด้านหลังบาเรียมีเพียงความเขียวชอุ่มของพื้นที่ ซึ่งมันค่อนข้างแปลกอยู่บ้าง เพราะรอบๆพื้นที่นั้นมีเพียงสารพิษและหมอกควันสีดำ ในขณะที่ด้านในมีกระทั่งท้องฟ้าที่สว่างสดใส คล้ายกับว่าเป็นคนละโลกกันโดยสิ้นเชิง
สำหรับผู้อยู่อาศัยที่นี่ พวกเขาแค่คิดว่านี่เป็นเพราะบาเรียป้องกัน แต่สำหรับซูหยวนที่คุ้นเคยกับภาพเหล่านั้นดี เธอกลับรู้สึกได้ว่าพื้นที่นั้นไม่ใช่พื้นที่ทั่วไป หากแต่...บางทีมันอาจจะเป็นการเชื่อมมิติอีกมิติเข้าด้วยกันก็ได้
เหมือนกับที่เขต J ที่นั่นคงเป็นประตูเชื่อมมิติระดับต่ำ ทว่าในพื้นที่ลับนี้...คล้ายกับเป็นอีกมิติหนึ่ง ที่มีประตูขนาดใหญ่เปิดกว้าง แม้ว่านี่จะเป็นแค่การคาดเดาของเธอเพียงคนเดียว แต่ซูหยวนก็ไม่ตัดแนวคิดนี้ออกไป เพราะเธอได้รู้แล้วว่าโลกใบนี้มีผู้เล่นเกมอย่างเธออยู่อีก
“สถานการณ์ตอนนี้ไม่ค่อยปกติ อย่างที่เธอได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับการปกครองของดินแดนลับนั้น เบื้องต้นเชื่อว่าดินแดนนั้นมีผู้ปกครองอยู่ 1 คน ในขณะที่แบ่งดินแดนออกเป็น 7 ส่วน มีอัศวินทั้ง 7 เป็นผู้ปกครอง”
“อัศวินทั้ง 7 มาจากต่างเผ่าพันธุ์กัน พวกเขาไม่ถูกกันโดยสัญชาตญาณอยู่แล้ว มีการต่อสู้กันอยู่ตลอด แต่เมื่อวันก่อนมีข่าวว่าหนึ่งในอัศวินเกิดปัญหา เขาเป็นอัศวินที่วิวัฒนาการมาจากเผ่าหงส์ขาว ซึ่งเป็นฝ่ายที่พวกเราค้าขายด้วยมากที่สุด เนื่องจากบริเวณของพวกเขาส่วนใหญ่เน้นการเพาะปลูกและทำยาเป็นหลัก พวกเราที่นำแกนพลังงานมาซึ่งช่วยเพิ่มพลังของพวกเขาในการทำงาน ย่อมได้รับความสนใจ”
“ในฐานะที่องค์กรนักล่าสกุลจางเป็นผู้แลกเปลี่ยนที่ได้รับการรับรองโดยขุนนางของดินแดนหงส์ขาวนี้ พวกเราจำเป็นต้องแสดงตัวตนว่าไม่ใช่ผู้ทรยศ ฉันจึงมาที่นี่ด้วยตัวเอง”
“อีกอย่าง...สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนตอนนี้ ง่ายมากที่ใครสักคนจะกลายเป็นแพะรับบาป ฉันไม่อยากให้เธอเจอปัญหา” จางอู่หยางอธิบายสถานการณ์คร่าวๆก่อนพาซูหยวนเข้าไปข้างใน
รายละเอียดเกี่ยวกับการปกครองของดินแดนต่างๆนั้น เธอรู้จากข้อมูลที่บันทึกไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม...เรื่องที่จู่ๆก็มีผู้ปกครองเขตได้รับบาดเจ็บนั้นเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะประธานจางมาที่นี่ เธอจะต้องทะเล่อทะล่าเข้าไปแน่ เชื่อได้เลยว่าข้อมูลพวกนี้...แม้แต่กองกำลังพิเศษก็อาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำ
“ขอบคุณพี่จางค่ะ ฉันจะพยายามไม่ทำตัวน่าสงสัยเกินไป”
“อืม ไม่ต้องกังวลมากเกินไป ฉันอยู่ที่นี่จะไม่ปล่อยให้เธอเป็นอันตราย” จางอู่หยางพูดจริงจัง ซูหยวนเห็นท่าทางเขาก็คลี่ยิ้มออกมา
“ขอบคุณค่ะ” ถ้าไม่ใช่เพราะสถานการณ์ตอนนี้ไม่เป็นใจ อาจจะได้เห็นบรรยากาศที่อบอุ่นระหว่างพวกเขาสองคนจนทำให้ผู้คนต้องอิจฉาก็ได้ ทว่า...น่าเสียดายที่รอบๆนี้มีแต่ความมืดมน ยิ่งอยู่ใกล้เขตบาเรียก็ยิ่งเป็นภาพที่น่ากลัวเข้าไปใหญ่
“ประธาน พวกเราพร้อมแล้วครับ”
“อืม” จางอู่หยางพยักหน้า ตอนนี้เขาเองก็พร้อมแล้วเช่นกัน
ทั้งกลุ่มเดินทางผ่านประตูขนาดใหญ่ ซูหยวนสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานที่คุ้นเคย เหมือนตอนผ่านเข้าประตูเชื่อมมิติไม่มีผิด
“ฮึ่ม เอกสาร!” ผู้เฝ้าประตูมีดวงตาเหมือนเหยี่ยว ท่าทางไม่ชอบใจต่อพวกเขาอย่างชัดเจน
คนของจางอู่หยางเตรียมไว้อยู่ก่อนแล้ว พวกเขายื่นเอกสารรายงานเกี่ยวกับทรัพยากรที่ตัวเองนำมาเพื่อขอแลกเปลี่ยน ซึ่งซูหยวนเองก็นำของของตัวเองออกมาแสดงด้วย คนเฝ้าประตูตรวจสอบอยู่เกือบ 20 นาที นับเป็นการตรวจสอบที่ละเอียดจริงๆ อาจจะเพราะเพิ่งเกิดเรื่อง ดังนั้นจึงระมัดระวังเป็นพิเศษ
ปีกด้านหลังของพวกเขาขยับเล็กน้อยเมื่อเอกสารทั้งหมดตรวจสอบเสร็จสิ้น พวกเขาส่งสัญญาณให้ผ่านเข้าไปได้ ซึ่งรอบๆยังมีทหารลาดตระเวนคอยจับตามองพวกเขาอีกทอดหนึ่ง
“ปกติบรรยากาศไม่อึมครึมขนาดนี้ แต่สายตาของคนที่นี่ก็มองพวกเราแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดา” จางอู่หยางพูดเสียงราบเรียบ ตัวเขาอยู่ในดินแดนมนุษย์เหมือนผู้ยิ่งใหญ่ พอมาที่ดินแดนลับนี้กลายเป็นเหมือนขอทานในสายตาพวกเขา แบบนี้ย่อมต้องใช้ความอดทนอดกลั้นมากเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงนี้
ดีที่จางอู่หยางไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่าง ตัวเขาก่อนหน้าที่จะกลายเป็น “ประธานจาง” ผู้ยิ่งใหญ่นี้ ก็ผ่านอุปสรรคมาไม่น้อยแล้ว เคยดูถูกดูแคลนมาไม่รู้หนักเท่าไร คนที่เพิ่งรู้จักเขาตอนนี้ย่อมไม่เคยรู้ว่าประธานที่เย่อหยิ่ง แท้จริงแล้วเป็นเพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เขาต้องเปลี่ยนไปเท่านั้น
“ไอ้พวกคนจากเขตมลพิษมาอีกแล้วรึ? ปัญหาภายในก็มี ยังจะพาพวกตัวปัญหาจากภายนอกเข้ามาอีก เมื่อไรจะมีกฎห้ามพวกมันเข้ามาในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราเสียที ไอ้พวกสกปรกนี้ก็แค่อยากจะมารับซื้อขยะจากพวกเราไปเท่านั้น อันที่จริงขยะพวกนั้นจะทิ้งไปก็ยังได้เลย ไม่ต้องเปลืองงบในการจัดการด้วย”
“เฮ้อ ไม่รู้ว่าพวกผู้นำคิดอะไรอยู่ พวกเราเป็นแค่คนงานมีสิทธิพูดอะไรได้บ้างไหมล่ะ”
“เหอ เหอ เหอ ถ้าพูดได้ ฉันคงจะขอให้พวกเขาสั่งห้ามไม่ให้คนพวกนี้เข้ามาก่อนเลยกลุ่มแรก ดูสิ...แค่เดินผ่านก็ได้กลิ่นเหม็นจากพวกมันแล้ว”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของพวกเขาทำให้ซูหยวนเข้าใจเกี่ยวกับทัศนคติของคนที่นี่มากขึ้นบ้าง ถ้าหากคนของทางการก็ยังคิดในแง่ร้าย เช่นนั้น...กับผู้อยู่อาศัย คงไม่ได้มองพวกมนุษย์อย่างเธอดีไปกว่านี้ได้
ดินแดนแห่งนี้สมกับเป็นดินแดนของหงส์ขาว ทหารและคนของทางการส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีปีกอยู่ด้านหลัง ในขณะที่ผู้อยู่อาศัยค่อนข้างหลากหลาย หากเคยดูอนิเมะมา จะพบว่าสิ่งมีชีวิตในอนิเมะเหล่านั้นปรากฏตัวอยู่ที่นี่เกือบหมด
มนุษย์หูแมว สาวงามเผ่าเอลฟ์ มนุษย์ครึ่งคนครึ่งสัตว์ หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่ที่ดูทรงพลัง โลกนี้เป็นโลกแฟนตาซีโดยแท้จริง ซูหยวนยังเห็นสัตว์บางตัวมีหน้าตาคล้ายกับสัตว์ร้ายที่พวกผู้เล่นนำมาแชร์กันในกระดานสนทนาก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ
ดินแดนลับหรือ? ซูหยวนกลับรู้สึกว่ามันเหมือนกับดินแดนของเกมเสียมากกว่า!
“ประธานครับ ครั้งนี้พวกเราจะไปร้านไหนก่อนดีครับ”
“อืม ไปที่ร้านอสุรา” จางอู่หยางไม่ได้คิดมาก ร้านอสุราเป็นร้านขายน้ำชาที่โด่งดัง ที่นั่นจะทำให้พวกเขาได้รับข่าวสารของที่นี่เพิ่มมากขึ้น แม้ว่าพวกเขาจะให้ราชาผลึกพลังงานถูกกว่าที่อื่นๆ แต่ก็แลกมากับผลประโยชน์นอกจากทรัพยากรด้วยเช่นกัน
เนื่องจากร้านอสุราเป็นร้านขายน้ำชาขนาดใหญ่ ดังนั้นพวกเขาจึงมีการขายอาหารและเครื่องดื่มไปพร้อมกัน จางอู่หยางนำทรัพยากรมาแลกเปลี่ยนที่นี่ก็จะได้ใบชากลับไป โดยการแลกเปลี่ยนแต่ละครั้งนั้นไม่ได้มีราคาตายตัว บางครั้งพวกเขาต้องการผลึกพลังงานก็จะให้ใบชาจำนวนมากหน่อย แต่ถ้าไม่ต้องการผลึกพลังงาน อย่างนั้นก็จะได้ใบชากลับมาน้อยหน่อย
ใบชาพวกนี้มีคุณสมบัติค่อนข้างดี ไม่ใช่แค่มีรสชาติดีเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้ดื่มรู้สึกจิตใจปลอดโปร่งด้วย สำหรับสมาชิกในองค์กรที่ต้องทำงานเกี่ยวกับเอกสาร หรือแม้แต่พวกพันธมิตรที่ต้องการทำการวิจัย ชาพวกนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการแลกเปลี่ยนมาก
ประธานจางนำชาออกไปขายครั้งไหนย่อมได้รับเครดิตกลับมามากมาย เพียงแต่...นี่ไม่ใช่การค้าหลักของพวกเขาเช่นกัน ถ้าเทียบแล้ว...มันก็แค่การหาต้นทุนของการเดินทางกลับคืนมาเท่านั้น
“มาอีกแล้วหรือ? นี่ยังไม่ครบกำหนดการแลกเปลี่ยนเลย ทำไมครั้งนี้มาเร็วนัก!” พนักงานของร้านอสุราขมวดคิ้วเมื่อเห็นพวกเขา จมูกของเจ้าตัวที่เหมือนจมูกสุนัขขยับไปมา แสดงออกว่าไม่ชอบกลิ่นของพวกเขาเท่าไรนัก
“พวกเรามาเพราะได้ยินว่านายท่านหงส์ขาวได้รับบาดเจ็บ พวกเราไม่มีอะไรมาก....แต่อยากจะช่วยเล็กๆน้อยๆ ถึงที่ดินเเดนของพวกเราจะมีเเต่ของระดับต่ำไม่น่าสนใจ แต่เวลานี้มีการค้นพบทรัพยากรใหม่ มันถูกเรียกว่าผลึกเพิ่มพลังชีวิต บางทีมันอาจจะช่วยพวกท่านได้บ้าง....ไม่มากก็น้อย”
ตัวเเทนขององค์กรนักล่าสกุลจางกล่าวขึ้นอย่างสุภาพ คิ้วของพนักงานเลิกขึ้นด้วยความประหลาดใจเมื่อได้ยินว่าพวกเขามีทรัพยากรใหม่มาด้วย
“ผลึกเพิ่มพลังชีวิตหรือ?”
“ใช่เเล้วท่าน พวกเราไม่รู้ว่ามันจะมีประโยชน์ต่อพวกท่านหรือไม่ แต่สำหรับเผ่าพันธุ์ระดับต่ำอย่างพวกเรา ผลึกนี้มีประโยชน์มาก มันทำให้คนที่ใกล้ตายสามารถอดทนได้เพิ่มอีกมาก พวกนักล่าของพวกเรา ใช้ผลึกนี้ยื้อชีวิตไว้ ทำให้สามารถรอการช่วยเหลือได้”
"โอ้ มีของดีเเบบนั้นอยู่ด้วยหรือ? ถ้าหากว่าผลึกที่ว่านั่นมีประโยชน์เเบบนั้นจริง พวกเราก็จะรับซื้อไว้เเน่นอน"
พนักงานสนใจไม่น้อย ปกติเเล้วการเเลกเปลี่ยนระดับต่ำเหล่านี้ เป็นพนักงานอย่างพวกเขาดำเนินการได้เลย พวกหัวหน้างานไม่มีใครอยากเสียเวลากับพวกคนจากเขตมลพิษพวกนี้หรอก ทว่า...เมื่อได้ยินว่าพวกเขามีบางอย่างที่น่าสนใจมาก เเละอาจจะทำให้พวกเขาสามารถสร้างผลงานต่อขุนนางระดับสูงของเผ่าได้
ทุกคนรู้ว่าสถานการณ์ของท่านอัศวินหงส์ขาวไม่ค่อยดีนัก กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่ได้ยินข่าวว่าฟื้นตัวเลย หากพวกเขาสามารถนำผลึกพลังชีวิตไปมอบให้ได้ ไม่ใช่ว่าจะสร้างผลงานใหญ่หรือ?
ต่อให้ผลึกพลังชีวิตไม่ได้ใช้งานจริง ทว่าเจตนาดีของพวกเขา เเค่ถูกมองเห็นก็พอแล้ว
คิดดังนั้น เขาจึงหันมาบอกให้กลุ่มของจางอู่หยางรออยู่ข้างนอกก่อน ในขณะที่ตัวเขาเองก็วิ่งไปตามหัวหน้าเพื่อมาฟังรายละเอียดด้วยกัน
……………………………….