บทที่ 362 นายหน้า (อ่านฟรี 3 มี.ค. 69)
บทที่ 362 นายหน้า (อ่านฟรี 3 มี.ค. 69)
บทที่ 362 นายหน้า
การมาถึงอันทรงพลังของหญิงสาวเผ่าวิหคสายรุ้งทำให้ทุกคนต้องหลีกทางให้ หญิงสาวผู้นี้เป็นที่รู้จักกันดีในนามของ “เจ้าของร้านปีกวิหค” ที่โด่งดัง พวกเธอเป็นร้านค้าที่อยู่ในระดับกลาง ชาวบ้านทั่วไปรวมถึงขุนนางมักหาซื้อทรัพยากรได้จากร้านค้านี้ ไม่ใช่เพราะเป็นร้านค้าที่มีของระดับสูงมากมาย หากแต่เป็นร้านค้าที่มีอยู่ทุกตรอกซอกซอยของดินแดนต่างหาก
พวกเขาไม่เน้นทำกำไรครั้งใหญ่ หากแต่เน้นการขายด้วยปริมาณ ดังนั้นจึงมีชื่อเสียงมากไม่น้อยไปกว่าร้านค้าระดับสูงเลย แน่นอนว่าถ้าเทียบกัน...พวกเขาก็ยังถือว่าอยู่ในชั้นต่ำกว่าเล็กน้อย แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยมีคนเอามาเปรียบเทียบกัน ทว่า...กับร้านค้าอสุราแล้ว ร้านค้าปีกวิหคถือว่าเป็นร้านค้าที่อยู่ในระดับสูงกว่าหลายช่วงตัว
ต่อให้เป็นเจ้าของร้านได้เจอกับหญิงสาวผู้นี้ ตัวเขาก็ยังต้องก้มหัวหลีกทางให้เลย นับประสาอะไรกับผู้ช่วยร้านอย่างชายผู้อวดดีคนนี้
เข่าของเขาถูกกระแทกจนเจ็บ แต่กลับไม่กล้าที่จะลุกขึ้นมา เพียงอ้าปากพูดเพื่อไม่ให้ตัวเองถูกกดดันอยู่อย่างนี้จนหายใจไม่ออกตาย
“นะ นายหญิงแห่งร้านปีกวิหค วะ ไว้ชีวิตด้วย”
“เหอะ! ตอนนี้รู้จักร้องขอความเมตตาแล้วหรือ? ช่างน่ารังเกียจเสียจริง” หญิงสาวสะบัดข้อมือ ปรากฏพัดขนาดเล็กที่มีขนสีรุ้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเผ่าวิหคสายรุ้งได้เป็นอย่างดี เธอโบกมันไปมา กลับกลายเป็นสร้างไอเย็นได้ทั่วทั้งพื้นที่
“สินค้าพวกนี้เป็นร้านปีกวิหคสั่งจองเอาไว้แล้ว ร้านค้าอสุรายังคิดจะข่มขู่เอาไป ไม่รู้ว่าใช้ความกล้าหาญใดเลย ช่างเป็นความกล้าที่ยิ่งใหญ่จริงๆ”
“นะ นายหญิง พวกเราไม่ได้ต้องการทำเช่นนั้น พวกเราตาต่ำจนไม่รู้ว่านี่เป็นสินค้าที่นายหญิงต้องการ โปรดไว้ชีวิต โปรดให้อภัยความโง่เขลาของพวกเราด้วย อีกอย่าง...เรื่องนี้ต้องโทษขยะพวกนี้ ที่จริงแล้วเป็นเพราะพวกมันมีความโลภมากเกินไปจึงได้แอบนำสินค้าที่พวกท่านคิดจะเหมาซื้อทั้งหมดมาขายให้พวกเรา ถ้าไม่ใช่เพราะพวกมันทำแบบนี้ พวกเราก็คงไม่มีความโลภอยากทำรายได้หรอกครับ”
เมื่อถึงตาจน เจ้าผู้ช่วยร้านก็เปิดเผยความจริงทั้งหมดออกมา หญิงสาวเจ้าของร้านปีกวิหคเหลือบมองคนของกลุ่มนักล่าสกุลจางเล็กน้อย เธอแค่นหัวเราะออกมาก่อนจะปิดพัดในมือ เกิดเป็นกระแสพายุขนาดเล็กพัดผ่าน แสดงออกว่าเธอกำลังโมโหเช่นกัน
“พวกแกไปรอฉันที่ร้านปีกวิหค เรื่องนี้จะต้องสะสางกันให้ดี ส่วนร้านอสุรา...คิดจะเป็นคู่แข่งของฉันจะต้องรับผิดชอบให้ดี มอบใบชาที่คิดว่า “คู่ควร” กับสินค้านั้นออกมา ถ้าฉันรู้ว่าพวกแกเล่นตลกแม้เพียงน้อย พวกแกจะโดนร้านค้าปีกวิหคบดขยี้แน่ ฉันสาบาน!” เธอว่าอย่างนั้นก็ปล่อยออร่ากดดันออกมาด้วย
ผู้ช่วยร้านที่คิดจะโกงราคาสินค้า เวลานี้เห็นว่าความตายใกล้จะมาเยือนแล้ว ดังนั้นจึงรีบสั่งให้ลูกน้องไปนำชาเกือบ 400 ห่อออกมา
“นะ หนึ่งผลึกพลังชีวิต มีค่าเท่ากับ 40 ห่อชาระดับกลาง นะ นายหญิงพอใจหรือไม่ครับ ถ้ายังไม่พอ...พวกเราจะเพิ่มชาระดับต่ำอีก 10 ห่อต่อ 1 ผลึกพลังชีวิตก็ได้...” คนร้อนรน กลัวว่าการคำนวณของตนเองจะไม่ถูกต้อง
สินค้านี้ไม่เคยวางขายในตลาด เขาย่อมไม่รู้ว่าคนอื่นให้ราคาประมาณไหนกัน ยิ่งถ้าเป็นร้านปีกวิหคที่ค่อนข้างยุติธรรมเรื่องราคา ไม่รู้ว่าพวกเธอตีราคาเท่าไร...
ทว่าเขาไม่ได้รู้ นี่เป็นแค่คำลวงของหญิงสาวเจ้าของร้านปีกวิหคเท่านั้น เธอพูดออกไปอย่างกำกวมว่า “ราคาที่คู่ควร” หมายความว่าเธอเองก็ยังไม่สามารถตีราคาสินค้าได้ อีกอย่าง...ต้องบอกว่าเธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “สินค้า” ที่พวกเขากำลังแย่งชิงนี้คืออะไร ดีที่เจ้าโง่นี้พูดออกมาทั้งหมด กล่าวว่าเป็น “ผลึกพลังชีวิต” เช่นนั้นก็ควรจะเป็นผลึกที่เกี่ยวกับการเพิ่มพลังชีวิตสินะ
ไม่น่าแปลกใจแล้วว่าทำไมร้านอสุราจึงต้องการเก็บมันไว้เพียงคนเดียว นั่นเพราะพวกเขาอยากจะใช้โอกาสนี้เพื่อก้าวหน้าอย่างนั้นสินะ
ถ้าผลึกพลังชีวิตนี้มีประโยชน์ในการรักษาท่านอัศวินหงส์ขาว อย่างนั้นขุนนางทั้งหลายก็จะหันมาให้ความสำคัญกับร้านอสุรามากขึ้นเพื่อแย่งกันเอาผลึกพลังชีวิตนั้นไปมอบให้ท่านอัศวินเพื่อเอาหน้า
ดีที่ตัวเองมาที่นี่ก่อน ไม่อย่างนั้นมนุษย์หน้าโง่พวกนี้คงจะต้องเสียเปรียบครั้งใหญ่ไปแล้ว...
แต่คิดไปคิดมา เธอกลับรู้สึกว่าเรื่องราวนี้อาจจะมีอย่างอื่นแฝงอยู่ แม้คนพวกนี้จะมาจากเขตมลพิษ แต่ในสายตาของเจ้าของร้านปีกวิหค พวกเขาไม่ใช่พวกอ่อนแอหรือพวกโง่เขลา ปกติแล้วเธอเห็นว่าพวกเขาขายของได้ตามราคาที่ควรจะเป็นตลอด แม้แต่การติดต่อกับร้านอสุราก็มีเหตุผล ทว่าครั้งนี้...เหตุใดพวกเขาจึงเลือกติดต่อร้านอสุราที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าเป็นพวกชอบเอาเปรียบก่อนกันล่ะ?
เธอไล่ความคิดในหัวออกไป เรื่องพวกนั้นยังหาเหตุผลได้ในภายหลัง ส่วนตัวเองกับร้านอสุรานี้...จำเป็นต้องพูดคุยให้รู้เรื่อง
“ฉันต้องการห่อชาระดับต่ำเพิ่มเป็น 15 ห่อ โดยผลึกพวกนั้นถือว่าฉันขายให้ ถ้าไม่ตกลงล่ะก็....”
“ตะ ตกลง ต้องตกลงแน่นอนอยู่แล้ว” ผู้ดูแลรีบนำห่อชาออกมาเพิ่ม เขาจะไปขัดกับเจ้าของร้านปีกวิหคได้อย่างไร อีกอย่าง...ราคาพวกนี้อาจจะเป็นราคาที่เธอประเมินไว้แล้วก็ได้ ถึงจะเสียใจที่ตัวเองไม่ได้ทรัพยากรนี้ แต่ก็ดีกว่าที่เอาร้านทั้งร้านไปเสี่ยงด้วย
เมื่อหญิงสาวได้ราคาขั้นต้นมาแล้ว เธอก็ส่งสัญญาณให้คนของตนเองไปเรียกผู้ประเมินมาเพื่อรู้รายละเอียดของทรัพยากรที่แท้จริงก่อนไปพบคนขององค์กรนักล่าสกุลจางเพื่อเจรจา
การที่เธอออกตัวมาที่นี่ด้วยตัวเองในวันนี้ไม่ใช่เพราะต้องการให้เกียรติพวกเขา แต่เป็นเพราะเธอได้ยินว่าพวกเขามีสินค้าแปลกใหม่นำมาขาย และแม้แต่ร้านชั่วๆอย่างร้านอสุราก็ยังอยากจะยึดมันเอาไว้เพียงลำพัง
กล่าวคือ...ในฐานะผู้ค้าขายแล้ว เธอให้ความสำคัญกับของที่จะเอามาวางขายในร้านมาก ดังนั้นจึงหมายความว่าเธอกำลังให้เกียรติผลึกพลังชีวิตของพวกเขาต่างหาก!
หลังจากที่จัดการกับตัวแทนของร้านอสุราแล้ว เจ้าของร้านปีกวิหคก็กลับไปที่ร้านของตนเองเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนผลึกพลังชีวิตกับคนของเขตมลพิษต่อ ซึ่งระหว่างนั้นผู้ประเมินก็ได้ดำเนินการในส่วนของตนเองด้วย หลังจากที่รู้ว่าคุณสมบัติที่แท้จริงของมันคืออะไร การเจรจาที่จริงจังจะได้เริ่มต้นขึ้นเสียที
ระหว่างนี้ หญิงสาวเจ้าของร้านก็พูดคุยเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนผลึกพลังชีวิตกับพวกเขาก่อนเบื้องต้น
“สำหรับผลึกพลังชีวิต 10 ชิ้นนั้น พวกร้านอสุราให้พวกคุณอยู่ที่ 40 ห่อใบชาระดับกลาง และ 10 ดังนั้นจะรวมทั้งสิ้นเป็น 400 ห่อชาระดับกลาง และ 100 ห่อใบชาระดับต่ำ ส่วนอีก 50 ห่อใบชาระดับต่ำที่ฉันต่อรองมาเพิ่มได้ ส่วนนี้จะเป็นของร้านค้าของเรา ส่วนนี้พวกคุณมีปัญหาหรือเปล่า”
“ไม่มีครับ”
“ดี...” เจ้าของร้านโบกมือเพื่อให้คนของเธอนำทรัพยากรที่อีกฝ่ายแลกเปลี่ยนได้ออกมา
อันที่จริง ราคานี้ย่อมไม่ใช่ราคาที่ดีที่สุด ทุกคนรู้ดีว่าร้านอสุราเป็นร้านค้าแบบไหน ทว่า...การที่เจ้าของร้านปีกวิหคออกหน้าให้ แค่นี้ก็เพิ่มราคาขั้นต่ำให้พวกเขาไปมากแล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะเธอไปที่นั่น ราคาของมันน่าจะอยู่ที่ 20 ห่อใบชาระดับกลาง และไม่มีห่อใบชาระดับต่ำแถมมาให้ด้วย นี่ก็เพราะร้านอสุราเป็นร้านค้าประเภทนั้น พวกมันโก่งราคาเอากำไรเกินควรอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขามีแผนการที่จะกระตุ้นความสนใจของผู้คนตั้งแต่แรก และการที่ทำให้ร้านอสุรายอมรับสินค้าได้ มันจะเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าของพวกเขาจนดึงดูดร้านค้าระดับสูงขึ้นมาร่วมมือ องค์กรนักล่าสกุลจางย่อมไม่มองหาพวกเขาก่อนเป็นอันดับแรก
เรื่องนี้ต้องบอกว่าเป็นการใช้กลยุทธ์เปิดตลาดสินค้าใหม่ได้ดีอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ อีกอย่าง...ใครจะรู้ว่าคนของร้านปีกวิหคที่วิ่งไปแจ้งข่าวนั้นทำไมจึงอยู่ที่นั่นเวลานั้นได้...ก็นะ เรื่องพวกนี้แม้จะมีเวลาเตรียมการน้อย ทว่าหากอยู่ในมือของประธานจางแล้ว ทางออกย่อมต้องดีเสมอ
“แม้จะยังไม่รู้แผนการขายขององค์กรนักล่าสกุลจาง แต่ฉันก็เดาได้ว่าพวกคุณคงไม่ได้มีเจตนาที่จะขายผลึกพลังชีวิตพวกนี้ให้ร้านอสุราทั้งหมดตั้งแต่แรกใช่ไหม”
“นายหญิงเจ้าของร้านปีกวิหคเข้าใจได้แจ่มแจ้งจริงๆ พวกเราซ่อนจากสายตาของท่านไม่ได้เลย” ตัวแทนหัวเราะออกมาแห้งๆ ทว่า...สายตาของเจ้าของร้านกลับไม่ได้มองเขา เพียงจับจ้องไปยังใบหน้านิ่งเฉยของจางอู่หยางแทน
“ถ้าอย่างนั้น..ฉันก็อยากรู้เหตุผลที่พวกคุณเปิดการค้าแรกกับพวกร้านอสุราจริงๆ คงไม่ใช่ว่า...นี่ก็เป็นแผนเรียกร้องความสนใจของพวกคุณหรอกนะ” เธอหรี่ตาลง ท่าทางราวกับกำลังบอกว่า “ฉันรู้แผนการของพวกแกทุกอย่างนั่นแหละ ทางที่ดีควรจะพูดความจริงออกมาเสียจะดีกว่า” อย่างไรอย่างนั้น
“ถ้านายหญิงรู้แล้ว เช่นนั้นความร่วมมือนี้ก็คงจะง่ายขึ้นมาก” จางอู่หยางแค่นหัวเราะออกมาเช่นกัน ดวงตาของคนเป็นผู้นำทั้งสองประสานกันนิ่งเกือบ 5 วินาที ก่อนที่หญิงสาวจะถอนหายใจออกมาแล้วหลบสายตาไปก่อน
“ก็คิดอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะกล้าเล่นขนาดนี้ ตอนนี้คนของร้านอสุราคงจะรีบไปแจ้งเจ้านายที่แท้จริงของพวกมันแล้ว ผลึกพลังชีวิตนั่น...มีประโยชน์ต่อท่านอัศวินจริงๆหรือ?”
“พวกเราเชื่อและหวังอย่างนั้น ผลึกพลังชีวิตนี้ช่วยเพิ่มพลังชีวิตให้พวกเราได้มาก แต่เทียบกับระดับของท่านอัศวินก็น่าจะเพิ่มขึ้นมาได้เล็กน้อย ถึงอย่างนั้น...ต่อให้มันจะเล็กน้อยขนาดไหน ถ้ารวมกันมากๆ ก็น่าจะยื้อเวลาให้ท่านอัศวินได้”
ตัวแทนของจางอู่หยางตอบคำถามนี้ให้ ส่งผลให้นายหญิงเจ้าของร้านปีกวิหคต้องคิดทบทวนแผนการดำเนินงานของตนเองอีกครั้ง แน่นอนว่ารวมถึงเจตนาที่แท้จริงของพวกเขาด้วย
“ถ้าต้องการสร้างเรื่องใหญ่ขนาดนั้น...หากเริ่มต้นขึ้นที่ร้านอสุราเพื่อดึงความสนใจ อย่างนั้น...ต้องการนำสินค้าเข้าโรงประมูลหรือ?” เธอเอ่ยถามอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ
แม้ว่ามันจะมีโอกาสมาก แต่พวกเขามั่นใจในสินค้าของตนเองขนาดนั้นเลยหรือ? หากทำเรื่องนี้ไปแล้วโรงประมูลก็ยังไม่สนใจ สุดท้ายคนที่จะต้องแบกรับกับความอันตรายนี้ก็คือพวกเขา!
แน่นอนว่าถ้าโรงประมูลสนใจขึ้นมา พวกเขาก็จะได้รับเกียรติครั้งใหญ่ ทรัพยากรที่จะแลกได้ย่อมมีค่ามากกว่าห่อใบชาขนาดกลางมากกว่า 50 ห่อเสียอีก!
จางอู่หยางไม่ได้ตอบอะไร เขาเหลือบมองอันซูหยวนเล็กน้อย ซึ่งสายตาที่อบอุ่นอ่อนโยนอย่างที่นายหญิงร้านปีกวิหคไม่เคยเห็นมาก่อนนี้ ทำให้เธอต้องเพิ่มความสนใจของตนเองมากขึ้น
แท้จริงแล้ว จางอู่หยางสร้างเรื่องใหญ่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะการเปิดตลาดให้ผลึกพลังชีวิตเพื่อหากำไรเท่านั้น ทว่า...ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้งานของซูหยวนง่ายขึ้นต่างหาก
ไม่ใช่ว่าเธอมีแกนพลังชีวิตมาจำนวนมากหรือ? พวกกองกำลังพิเศษนั่นคงจะคิดให้ซูหยวนลองแลกเปลี่ยนพวกมันกับผลึกบาเรียนั่นแหละ แต่...เจ้าพวกนั้นรังแกคนเกินไป!
ไม่ใช่แค่ซูหยวนมาที่นี่เป็นครั้งแรกเท่านั้น ปกติก็ยากที่จะรับมืออยู่แล้ว ยิ่งในสถานการณ์ที่สั่นคลอนเช่นนี้ก็ยิ่งเพิ่มความยากลำบากขึ้นไปอีก แต่พวกเขากลับไม่ยอมให้เธอทำงานได้ง่ายขึ้น กลับยังเพิ่มความยากไปกว่าเดิมอีก
จะเป็นอย่างไรถ้าจู่ๆก็เอาผลึกที่ไม่มีใครรู้จักมาขอแลกเปลี่ยน?
ราคาของพวกมันก็จะต้องต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แถมจะเปลี่ยนใจไม่แลกเปลี่ยนผลึกพลังชีวิตก็ทำไม่ได้แล้ว ทันทีที่ตกอยู่ในสายตาพวกโลภมาก เจ้าพวกนั้นจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเอาผลึกพลังชีวิตไป แม้จะเป็นการ “ฆ่า” เธอก็ตาม
ไม่ว่าใครก็ต้องการชิงความได้เปรียบกันทั้งนั้น ตอนนี้ที่ท่านอัศวินหงส์ขาวต้องการพลังชีวิตมากที่สุด หากพวกเขาสามารถรับทั้งหมดไว้ได้ อย่างนั้นก็จะสามารถสร้างความดีความชอบครั้งใหญ่ เมื่อท่านอัศวินรอดพ้นวิกฤติ หรือต่อให้ตกตายไป แต่คนสนิทหรือลูกหลานของท่านอัศวินก็จะยังจำความดีความชอบเหล่านี้ได้อยู่ดี ดังนั้น...จางอู่หยางจะปล่อยให้ซูหยวนของเขากลายเป็นเป้าหมายการล่าได้อย่างไร
แทนที่จะให้เธอเอาสินค้ามาขายตามปกติ เขาต้องการที่จะเปิดตลาดเพื่อเธอ ใช้องค์กรนักล่าสกุลจางเป็นหน้าด่านเพื่อรับความเสียหายครั้งนี้ แต่ถ้าแหวกทางสำเร็จ...ครั้งต่อไปที่ซูหยวนมาขายทรัพยากรนี้ก็จะง่ายมากขึ้น
จางอู่หยางรู้ว่าการกระทำเช่นนี้มีความเสี่ยง ทว่าเขาก็เลือกแล้ว ระหว่างให้ตนเองเสี่ยงกับซูหยวนต้องมาเสี่ยง การใช้องค์กรที่มีใบหน้าใหญ่โตกว่า ทั้งยังมีประวัติการแลกเปลี่ยนมานานกว่าออกหน้า จะต้องลดความเสี่ยงนี้ไปได้มาก
และก็ดูเหมือนว่าเขาจะเลือกพนันได้ถูกต้อง!
“ด้วยกำลังของพวกเราคงจะนำสินค้านี้เข้าประมูลด้วยตัวเองได้ยากเกินไป แต่มันจะง่ายขึ้นถ้าสินค้านี้มีความร่วมมือกับร้านปีกวิหค แล้วพวกท่าน...สนใจจะเป็นนายหน้าให้พวกเราไหม?”
……………………