บทที่ 363 ทางรอด (อ่านฟรี 4 มี.ค. 69)
บทที่ 363 ทางรอด (อ่านฟรี 4 มี.ค. 69)
บทที่ 363 ทางรอด
คนเป็นนายหญิงแห่งร้านปีกวิหคได้ยินคำถามนี้ก็หัวเราะออกมาเบาๆ เธอไม่ทันได้คิดมาก่อนว่าเจ้าคนจากเขตมลพิษจะเจ้าเล่ห์ขนาดลากเธอมาเกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตาม...ร้านปีกวิหคไม่ได้เสียอะไร แถมยังจะทำให้ชื่อเสียงของพวกเขาเพิ่มมากขึ้นด้วย ถึงจะหมันไส้ที่พวกมันกล้ารวมเธอในแผนการด้วย แต่ผลออกมาแบบนี้แล้วก็ไม่ได้แย่อะไร
ทำธุรกิจ มีใครบ้างที่มือสะอาดใจสะอาดไม่วางแผนที่เจ้าเล่ห์แสนกลเช่นนี้...
“เรื่องความร่วมมือนั้นเป็นไปได้หรือไม่ ต้องดูว่าสินค้าของพวกคุณน่าสนใจอย่างที่พูดออกมาหรือเปล่า ถ้าไม่น่าสนใจ...แทนที่จะมีความร่วมมือกัน บางที...หลังจากนี้ร้านค้าของฉันอาจจะไม่อยากร่วมมือกับพวกคุณอีกเลยก็ได้” เธอวางท่าทางของตนเองในตำแหน่งที่ถูกต้อง
อีกทั้งคนของเขตมลพิษมีชื่อเสียงด้านการหลอกลวงมาก แม้ว่าองค์กรนักล่าสกุลจางจะไม่เคยทำเช่นนั้น และสินค้าของพวกเขาทุกครั้งล้วนตรงไปตามที่อธิบายไว้ แต่ก็ใช่ว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นไม่ได้
ตอนนี้สิ่งที่เธอต้องทำก็คือการรอฟังคำตอบของพวกผู้นักประเมิน พร้อมกันนั้น...สายตาของเจ้าของร้านที่เฉียบคมก็เหลือบมองไปยังเด็กสาวที่น่าจะเป็นคนสำคัญของกลุ่ม
เธอรู้ว่าเจ้าจางอู่หยางคนนั้นจงใจจะให้เธอเห็นสายตาเช่นนั้นของเขา คล้ายว่าอยากจะให้เธอช่วยดูแลอีกฝ่ายในอนาคต ถึงเธอจะไม่รังเกียจ และไม่คิดสร้างปัญหากับใครโดยไม่มีประโยชน์ กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะเป็นนักบุญที่ช่วยเหลือทุกคนเช่นกัน
“หญิงสาวคนนี้น่าจะมาเป็นครั้งแรก กลิ่นของเธอค่อนข้าง...ไม่สกปรกเหมือนทุกคนนะ ถ้าไม่บอกว่ามาจากเขตมลพิษ อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเธออาศัยที่เขตนี้อยู่แล้วเลย”เมื่อพิจารณาให้ดี ก็พบว่าเด็กสาวคนนี้ค่อนข้างผิดปกติอยู่บ้าง
ซูหยวนเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินอย่างนั้น แต่ก็แค่ชั่วขณะเดียว หลังจากที่รู้ว่าตัวเองถูกดึงเข้าบทสนทนา เธอก็กล่าวทักทายอีกฝ่ายอย่างสุภาพเพื่อแนะนำตัว
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อว่าอันซูหยวน เป็นสมาชิกขององค์กรนักล่าสกุลจางก็จริง แต่ที่ฉันมาที่นี่ครั้งนี้ก็เพราะต้องการทำหน้าที่ของกองทัพมนุษย์จากเขตมลพิษด้วยค่ะ อย่างที่คุณน่าจะรู้อยู่แล้ว...พวกเรามีหน้าที่ปกป้องเขตบาเรียให้สมบูรณ์อยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้สารพิษจากดินแดนของของพวกเรามายังพื้นที่นี้ ดังนั้นครั้งนี้จึงมาที่นี่เพื่อหาแลกเปลี่ยนผลึกบาเรียค่ะ”
ซูหยวนไม่มีเจตนาที่จะปิดบัง เธอรู้ว่าผู้หญิงตรงหน้าฉลาดมาก ทั้งยังมีความรู้ไม่น้อย ฉะนั้นการพูดออกไปตรงๆน่าจะทำให้ความรู้สึกของการแรกเจอนี้เป็นไปในทิศทางที่ดีกว่า
แล้วก็เป็นอย่างที่เธอคาดเดาไว้ นายหญิงของร้านปีกวิหคเข้าใจสถานการณ์ดี ปกติแล้วจะมีทหารของเขตมลพิษพวกนี้มาหาซื้อผลึกบาเรียอยู่เสมอ แม้ว่าในดินแดนของพวกเธอเอง...ผลึกบาเรียพวกนี้ก็เป็นของมีราคาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ของที่จะหาได้ยากเย็นอะไร ทว่า...เพราะคนจากเขตมลพิษเป็นพวกไร้ค่าในสายตาของคนที่นี่ ทำให้การหาซื้อผลึกบาเรียจึงค่อนข้างยากสำหรับพวกเขา
ทุกคนรู้ว่าตามสัญญาแล้ว ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็ตาม คนของเขตมลพิษจะต้องจัดการไม่ให้สารพิษที่เกิดขึ้นในเขตของตนเองไหลเข้ามาในดินแดนสวรรค์แห่งนี้ ถ้าไม่อย่างนั้น...เขตของพวกเขาจะถูกทำให้ต้องหายไป
เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว พวกเขาก็สามารถจะทำอย่างไรกับเขตชายแดนก็ได้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยๆก็คือ...ใครบางคนอยากขายผลึกบาเรียในราคาสูง ไม่ก็ต้องการผลึกพลังงานเอามาขาย ดังนั้นจึงเข้าไปสร้างปัญหาให้เขตชายแดนเพื่อให้กองกำลังของมนุษย์เขตมลพิษต้องนำทรัพยากรมาแลกเปลี่ยน
บางทีเรื่องนี้ คนของฝั่งเขตมลพิษก็รู้ด้วยเช่นกัน แต่พวกเขาไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากจะต้องเดินตาม หรือไม่...พวกเขาก็ต้องหาต้นตอของมลพิษให้เจอแล้วกำจัดมัน ซึ่งเป็นไปได้ยากมากๆนั่นเอง
น่าเสียดายที่ร้านค้าของเธอไม่ได้มีผลึกบาเรียมาวางขายมากนัก ส่วนใหญ่แล้วในอาณาเขตของท่านอัศวินหงส์ขาวจะมีประตูเชื่อมมิติไปล่าทรัพยากรได้ 2 ชนิด นั่นก็คือ ผลึกความเย็น และผลึกหยดน้ำ โดยผลึกหยดน้ำนี่เองที่เป็นสาเหตุให้ท่านอัศวินหงส์ขาวได้กลายเป็นเจ้าของอาณาเขตแห่งนี้ และก็ทำให้ผู้คนที่ดินแดนนี้มีความเชี่ยวชาญในการเพาะปลูกสมุนไพร
ผลึกหยดน้ำเป็นผลึกที่จะช่วยเร่งการเติบโตของพืชได้ พวกเขาเอามาใช้เพิ่มการเติบโตของสมุนไพรเพื่อให้เก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการโสม 100 ปี เวลาที่พวกเขาเพาะปลูกจริงๆจะเหลือแค่ 10 ปีเป็นต้น
อย่างไรก็ตาม...การที่พวกเขาได้ครองประตูเชื่อมมิติที่เก็บเกี่ยวผลึกความเย็นได้ก็เป็นปัญหาไม่น้อย เพราะนอกจากท่านอัศวินหงส์ขาวที่ต้องการแล้ว ก็ยังมีอัศวินราชินีเหมันต์ และอัศวินแห่งภูติที่ต้องการใช้ผลึกความเย็นนี้ด้วย
ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ก็เกิดจากความขัดแย้งนี้ แต่บางครั้งก็มีมือที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเหมือนกัน
เรื่องพวกนั้นเป็นเรื่องภายในระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา ไม่เกี่ยวกับคนของเขตมลพิษพวกนี้ กลับมาพูดเรื่องที่เกี่ยวกับพวกเขาโดยตรง นั่นก็คือเรื่องของผลึกบาเรีย...
ผลึกบาเรียนี้จะหาได้จากอาณาเขตของอัศวินพันปี เป็นอัศวินที่วิวัฒนาการมาจากเต่าพฤกษาที่อายุหลายพันปี พวกเขามีความแข็งแกร่งในเรื่องการป้องกันอย่างมาก ไม่ใช่แค่ร่างกายของพวกเขาเท่านั้น แต่กลวิธีในการใช้ค่ายกลป้องกันก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน
บาเรียป้องกันมลพิษที่อยู่กั้นระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขากับดินแดนมลพิษ แท้จริงก็เป็นค่ายกลบาเรียที่ท่านอัศวินพันปีคิดค้นขึ้นมา ดังนั้นวัตถุดิบที่พวกเขาจะต้องใช้อยู่เสมอก็คือผลึกบาเรียนั่นเอง
ทว่าการจะเดินทางไปยังพื้นที่ของอัศวินพันปีนั้นค่อนข้างยากเย็นสำหรับพวกมนุษย์จากเขตมลพิษ เพราะนอกจากจะต้องผ่านอาณาเขตของอัศวินหงส์ขาวของพวกเขาแล้ว ก็ยังต้องไปผ่านเขตแดนของอัศวินแห่งภูติก่อน หรือถ้าต้องการจะไปยังเส้นทางอื่น ก็ต้องผ่านอาณาเขตของท่านอัศวินราชินีเหมันต์แล้วก็ไปผ่านเขตแดนอัศวินแห่งภูติอีกอยู่ดี จุดที่จะไปยังเขตของท่านอัศวินพันปีได้ง่ายที่สุด ก็คือต้องผ่านอาณาเขตของท่านอัศวินแห่งภูติเท่านั้น
ถึงจะมีวิธีอื่นๆอยู่อีก แต่แค่คิดก็ต้องล้มเลิกแล้ว เพราะทางผ่านของเขตอื่นๆนั้นอันตรายยิ่งกว่า และไม่ได้รับการยอมรับยิ่งกว่าดินแดนของอัศวินหงส์ขาวและอัศวินราชินีเหมันต์เสียอีก...
เนื่องจากการเดินทางที่ยากลำบาก และอุปสรรคเรื่องเผ่าพันธุ์รวมถึงเชื้อชาติ ทำให้การเดินทางไปเขตอื่นๆของคนจากเขตมลพิษยุ่งยากมาก แต่แน่นอนว่าเรื่องที่ยากลำบากของใครบางคน ก็สามารถกลายเป็นผลกำไรของใครอีกคนได้ นี่เป็นหลักการทั่วไปของธุรกิจ สิ่งนี้ทำให้พ่อค้าจำนวนหนึ่งที่ปกติก็เดินทางไปแลกเปลี่ยนทรัพยากรจากอาณาเขตอื่นๆอยู่แล้ว ทั้งยังมีช่องทางการซื้อขายผลึกบาเรียอยู่แล้ว เริ่มให้ความสนใจกับมนุษย์จากเขตมลพิษ
พวกเขาอาศัยการแลกเปลี่ยนที่คนของเขตมลพิษไม่มีทางเลือกมากนัก ทำกำไรก้อนโตได้ทุกครั้ง เมื่อไรก็ตามที่พวกเขาต้องการทำเงิน ก็แค่ส่งคนไปให้ก่อปัญหาขึ้นก็ได้แล้ว อย่างไรเผ่ามนุษย์จากเขตมลพิษก็ทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ดี เว้นแต่พวกเขาจะหาวิธีป้องกันการก่อกวนนี้ได้
น่าเสียดายที่ผู้วางเขตบาเรียก็คือคนของดินแดนสวรรค์ ดังนั้นจุดสำคัญที่ทำให้บาเรียถูกทำลายได้ง่ายๆย่อมเป็นจุดที่อยู่ในดินแดนสวรรค์เอง
ในขณะที่ฝั่งของเขตมลพิษทำได้แค่การซ่อมแซม เสริมความแข็งแกร่ง และปรับไขตรงที่ชำรุดเท่านั้น สุดท้ายต่อให้พวกเขารู้ดีแก่ใจว่ากำลังถูกเอาเปรียบ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากก้มหน้าก้มตายอมรับความอยุติธรรมนี้...
เจ้าของร้านปีกวิหคไม่ใช่พวกที่สนใจแค่การทำกำไรจากธุรกิจเท่านั้น ด้วยแนวคิดที่ต้องการพัฒนาทุกด้านไปพร้อมๆกัน ไม่ว่าจะชื่อเสียง อำนาจ หรือเส้นสาย รวมทั้งการกลายเป็นเจ้าของตลาด เธอจึงได้เลือกสินค้ามาขายในราคาที่จับต้องได้ แต่จะเป็นสินค้าที่ทุกคนขาดไม่ได้แทน
เพราะแบบนั้น...ผลึกบาเรียที่มีไว้สำหรับเหล่านักสู้ พวกนักล่า ในเขตเชื่อมมิติซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง อีกทั้งยังต้องเสียค่าขนส่งเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่แค่นั้น...แต่การที่ไปทำธุรกิจเดียวกับคนอื่น ก็เหมือนกับต้องการประกาศสงครามกับผู้อื่นด้วย ดังนั้นเธอจึงไม่เคยเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้
“สาวน้อยอันซูหยวน เธอมาที่นี่ช่างเป็นจังหวะที่ไม่ดีเอาเสียเลย ไม่ใช่แค่ราคาแลกเปลี่ยนของผลึกบาเรียจะเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น แต่เธอ...เสี่ยงมากที่จะกลายเป็นเป้าหมาย...” เจ้าของร้านพูดก่อนจะมองไปยังจางอู่หยาง
“ถ้านี่เป็นคนของคุณ ไม่แน่ว่าพวกคุณเองก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย” เธอไม่ได้สนใจอันซูหยวนโดยเฉพาะ ไม่เหมือนกับกลุ่มของจางอู่หยางที่มีการร่วมมือค่อนข้างหลากหลายในช่วงก่อนหน้านี้ สุดท้าย...ในฐานะเพื่อนร่วมธุรกิจด้วยกัน เธอจึงกล้ากล่าวเตือนเขา
ในแวดวงร้านค้าปลีกนี้ ต่อให้เธอจะมีชื่อเสียงมาก ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะต่อกรกับร้านค้าของพวกระดับสูงที่มีตำแหน่งได้
เธอไม่ใช่ขุนนางของอาณาเขตนี้ อำนาจในมือไม่มากเท่าพวกเขา ด้วยสาเหตุนี้เอง...เธอจึงต้องเลือกใช้วิธีที่ยุ่งยากกว่าในการทำธุรกิจเหมือนทุกวันนี้อย่างไรล่ะ!
“ฉันจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้น”
“มั่นใจตัวเองเกินไปแล้ว ต่อให้พวกคุณไม่อยากให้เกิดปัญหา แต่คนที่ต้องการนั้นยังมีอยู่” เจ้าของร้านหัวเราะออกมาด้วยท่าทางดูแคลน จางอู่หยางมีข้อเสียคือมั่นใจในตัวเองเกินไป เธอก็ไม่รู้หรอกว่าเขามีอะไรให้มั่นใจ แต่...คนที่นี่ก็ไม่ได้จัดการได้ง่ายๆเช่นกัน
ในขณะที่พวกเขากำลังจะพูดกันต่อ เวลานั้นประตูห้องทำงานส่วนตัวของนายหญิงเจ้าของร้านก็ถูกเคาะรัวๆ คนข้างนอกยังส่งเสียงดังขึ้น ฟังจากน้ำเสียงของเขาแล้วดูตื่นตระหนกมาก เช่นนี้เป็นสัญญาณที่ไม่ดีเท่าไรนัก!
“รีบเข้ามา!”
“นายหญิง! นายหญิงแย่แล้วครับ!” เมื่อได้รับอนุญาต คนก็รีบเข้ามาพร้อมกับสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าเหงื่อกำลังไหลซึมตามกรอบใบหน้าของเขา
“อธิบายรายละเอียดให้ฉัน” เธอว่าอย่างนั้น คนงานก็รีบอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นทันที
“ตอนนี้ขุนนางอู๋กำลังมาทางนี้แล้ว พวกเขาพากำลังคนมาด้วยมากมายราวกับต้องการมาจับพวกเรา ด้านหลังก็ยังมีเจ้าของร้านอสุราด้วยครับ แบบนี้แล้ว...จะต้องเป็นการมาเอาเรื่องพวกเราแน่!”
“ชิ! เร็วๆจริงๆ” แม้จะไม่ได้คาดคิดว่าเจ้าของร้านอสุราจะไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ตื่นตระหนกมากนัก เธอมองไปยังจางอู่หยางที่ยังนั่งนิ่งอยู่
“ถ้าฉันดูสถานการณ์แล้วพบว่าจะเกิดปัญหากับตัวเอง ฉันจะไม่ช่วยพวกคุณทันทีเตรียมหาทางรอดเอาไว้ด้วยล่ะ” พอเธอพูดจบก็เดินออกไปทันที มือยังคว้าเสื้อคลุมที่มีสีรุ้งอันเป็นสัญลักษณ์ของเผ่าพันธุ์ไปด้วย หวังว่าขุนนางที่มาจะไม่ลงมือรุนแรงเกินไป
“ประธาน...” คนของจางอู่หยางมองดูเจ้าของร้านปีกวิหคเดินจากไปก็รีบเข้ามาปรึกษากับประธานของตนเองทันที เหมือนที่เจ้าของร้านพูดไว้ พวกเขาก็ต้องหาทางรอดด้วยเช่นกัน
ครั้งนี้แม้ว่าเจ้าของร้านปีกวิหคจะยอมออกหน้า แต่กลับกลายเป็นปัญหาใหญ่กว่านั้น นั่นก็คือขุนนางที่คุมหัวร้านอสุรามาที่นี่ด้วยตัวเอง เห็นได้ชัดว่าอัศวินหงส์ขาวนั้นอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายขนาดไหน
ถ้าพวกเขาสามารถรับเอาผลึกพลังชีวิตทั้งหมดไปได้ จะทำให้ต่อลมหายใจของท่านอัศวินอย่างเร่งด่วนได้ ความดีความชอบนี้จะไม่ธรรมดาแน่นอน ยิ่งถ้าเป็นในตอนนี้...มันก็ไม่ต่างอะไรกับการยื่นฟืนให้ในยามหนาวเหน็บ! ความดีความชอบนี้ จะปล่อยให้คนอื่นได้ไปได้อย่างไร!
“ประธาน หรือจะใช้คนๆนั้น...” อีกฝ่ายเข้ามากระซิบ ถ้าพวกเขาให้ “คนๆนั้น” ที่ซ่อนตัวอยู่ออกหน้าให้ ก็น่าจะจัดการปัญหานี้ได้ แต่...ปัญหาก็คือ หลังจากใช้ไพ่ลับนั้นแล้ว เท่ากับว่าพวกเขาเปิดหน้าไพ่ออกมาใบหนึ่ง อนาคตจะใช้งานอีกก็จะไม่มีประสิทธิภาพเท่าเดิมอีกแล้ว
คนที่ออกหน้าแทนพวกเขาในสถานการณ์เลวร้าย ถ้าจะถูกสงสัยในอนาคตก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ดังนั้น...ถ้าเลือกได้ พวกเขายังไม่ต้องการดึงไพ่ในมือออกมาเปิด
ซึ่งถ้ามันเข้าสู่สถานการณ์เลวร้ายเมื่อไร เวลานั้นพวกเขาก็คงไม่มีทางเลือก ทว่า...เวลานี้ล่ะ? ถือว่าพวกเขามีทางเลือกอยู่หรือไม่?
จางอู่หยางคิดเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้า เรื่องนี้ยังไม่ต้องถึงกับเปิดไพ่ลับใบสำคัญออกมา ถ้าหากว่านั้นให้ความสำคัญกับผลึกพลังชีวิตจริงๆ อย่างนั้นก็ควรจะไม่ทำให้เรื่องใหญ่โตหรือยืดเยื้อเกินไป
“รอดูสถานการณ์ก่อน” ได้ยินแบบนั้น คนเป็นลูกน้องก็เพียงแค่พยักหน้ารับ
เขาไม่กลัวว่าตัวเองจะต้องตายอยู่แล้ว ถ้าต่อสู้กันจริงๆ ต่อให้ฆ่าพวกมันทั้งหมดไม่ได้ แต่การหนีเอาตัวรอดก็ยังพอจะทำได้อยู่
สำหรับพวกเขาที่โดนดูถูกดูแคลนมานักต่อนัก ในความจริงย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าทำไมถึงโดนดูถูก นี่ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีฝีมือ แต่เป็นเพราะคนอื่นแสดงออกว่าไร้ฝีมือต่างหาก อีกอย่าง...การอยู่แบบคนเจียมตัวจะทำให้สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่ามาก แทนที่จะเปิดเผยพลังของตนเองไปทั้งหมดแล้วทำให้เจ้าพวกนั้นหวาดระแวง สู้อดทนอดกลั้นแล้วรวบรวมข้อมูล แลกเปลี่ยนทรัพยากรและเพิ่มความแข็งแกร่งอย่างลับๆดีกว่า
ก็นะ...ถ้าพวกเขาไม่มีความสามารถจริง จะทำธุรกิจได้นานขนาดนี้เชียวหรือ?
ทุกคนเอาแต่ดูถูก ทว่าก็ยังรอที่จะร่วมมือกับพวกเขาอยู่ดี เป็นแบบนี้แล้ว...ถ้าทบทวนให้ดี ก็จะรู้เองว่าใครกันแน่ที่มีราคามากกว่ากัน!
“ซูหยวน ยังไม่ต้องพูดเรื่องผลึกพลังชีวิตที่เธอเอามาล่ะ บางทีอาจจะสามารถแลกเปลี่ยนได้ในราคาที่ดีจากการประมูล...” จางอู่หยางกำชับก่อนที่จะพาซูหยวนออกไปข้างนอกตามหลังเจ้าของร้านปีกวิหคที่นำไปก่อนแล้ว
………………………………