LNCrawler

บทที่ 368 ของเล่น (อ่านฟรี 9 มี.ค.69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 368 ของเล่น (อ่านฟรี 9 มี.ค.69)

บทที่ 368 ของเล่น

 

“หืม? ทำไมห้องนี้ถึงได้ล็อกจากข้างใน หรือว่า...”

 

“ไม่มีทาง ฉันนับจำนวนพวกมันตลอด”

 

“ไม่สิ! ที่นับ นับแค่พวกกลุ่มสกุลจางใช่ไหม? ไม่ได้ยินหรอว่าก่อนหน้านี้มีหญิงสาวไม่คุ้นหน้าร่วมขบวนมาด้วยน่ะ”

 

“เด็กสาวหรอ?”

 

“ใช่ เป็นเผ่าเดียวกับเผ่ามนุษย์หรือไม่ก็พวกเอลฟ์นั่นแหละ แต่ดูแล้วน่าจะเป็นพวกมนุษย์มากกว่า”

 

“ถ้าอย่างนั้น...นายกำลังหมายถึงว่าในห้องมีเผ่ามนุษย์หญิงซ่อนอยู่หรอ?”

 

“ใช่ ฉันคิดแบบนั้น”

 

“โอ้...” หนึ่งในเสียงทุ้มอุทานออกมาคำเดียว ในน้ำเสียงแฝงความเจ้าเล่ห์เอาไว้ไม่น้อย หลังจากที่คาดการณ์แบบนี้ พวกเขาก็ยังกระซิบกระซาบ ตั้งใจจะวางแผนการกลั่นแกล้งต่อไป

 

“ไม่ล่ะ ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ ต่อให้จะอดอยากมาจากไหน ฉันก็ไม่คิดจะเล่นกับพวกมนุษย์ขยะ”

 

“อืม ฉันก็ไม่ได้มีรสนิยมแปลกแบบนั้นเหมือนกัน” เสียงของเพื่อนสองคนปฏิเสธขึ้นมา เนื่องจากพวกเขาพยายามเสียงเบามากขึ้น ซูหยวนจึงได้ยินไม่ครบถ้วน ทว่า...ต่อให้คนโง่ก็ยังคาดการณ์ได้ว่าพวกเขากำลังพูดถึงสิ่งใด

            

ซูหยวนแค่นหัวเราะออกมา เธอส่งสัญญาณให้เจ้าเสี่ยวหยินไปซ่อนตัวก่อน รอจนกว่าพวกเขาจะเข้ามาทั้งหมดแล้วค่อยลงมือ ก็อย่างที่เคยพูดและทำมาเสมอ...ซูหยวนไม่ชอบปล่อยคนคิดร้ายต่อเธอรอดไปได้ เมื่อพวกเขาคิดจะทำอะไรกับเธอ ก็ต้องรอรับผลกรรมนั้นคืนกลับไปเช่นกัน

           

 ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

            

เสียงเคาะประตูเป็นจังหวะข้างหน้าดังขึ้น จากนั้นก็มีเสียงคนพูดว่าให้เปิดประตู มีเรื่องด่วนเกี่ยวกับสามีของเธอจะแจ้ง ช่างเป็นบทละครที่คุ้นหูเหลือเกิน อย่างไรก็ตาม...พวกเขาไม่ได้รู้ว่าซูหยวนยังไม่มีสามี!

            

การจะหลอกลวงใดๆ ถ้าต้องการให้คนเชื่อ จะต้องพูดข้อมูลจริงบ้างเท็จบ้าง แต่ที่เธอได้ยินอยู่ตอนนี้...มีแค่คำหลอกลวงเท่านั้น ภาพรวมแล้วไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย...

 

“คนของเขตมลพิษอยู่กันหรือเปล่า มีใครยังอยู่ไหม เกิดเรื่องกับพวกที่ออกไปทำงานข้างนอกแล้ว!!” คนเคาะประตูไปด้วย แล้วก็ส่งเสียงไปด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะทั้งชั้นนี้มีแต่คนหาเช้ากินค่ำ ไม่สิ! มีแต่คนหาเช้า อดค่ำ ล่ะก็...น่าจะมีคนออกมามุงดูไม่น้อยแล้ว

           

คนพวกนี้รู้ดีกว่าออกมาเวลานี้ พวกเขาจะไม่ถูกเจอตัว แม้จะไม่ได้คิดว่าคนของเขตมลพิษจะยังอยู่ที่นี่อีกคน กระนั้นมันก็แค่ทำให้พวกเขาได้เล่นสนุกเพิ่มขึ้นเท่านั้น

            

ซูหยวนอยู่ข้างใน เธอค่อยๆเดินออกมาเปิดประตูห้องนอนของตนเอง เห็นสีหน้าของทุกคนที่รออยู่ข้างนอก ซูหยวนก็เผยรอยยิ้มให้พวกเขา ทำเอาคนของเผ่าวิหคดำทั้ง 3 คนอึ้งไป

            

เพราะที่นี่มีมาตรฐานความงามหลายแบบ ถ้าเป็นคนของเผ่าวิหคดำก็จะงดงามในแบบวิหคดำ กระนั้นก็มีหลายคนที่หลงรักคนข้ามเผ่า และชื่นชมใบหน้าของคนข้ามเผ่าอยู่เสมอ

            

แต่แนวโน้มความชมชอบความงามกลับคล้ายกันมากในเรื่องของการเห็นว่าเผ่ามนุษย์ค่อนข้างงดงาม รองมาจากเผ่าเอลฟ์ก็เท่านั้น ดังนั้น...เมื่อพวกมันเห็นอันซูหยวนที่สวยงามเช่นนี้ ย่อมต้องอ้าปากค้างอย่างเสียไม่ได้

            

ไม่เหมือนกับที่บ้านของพวกเธอ ไม่ว่าจะชีวิตนี้หรือชีวิตก่อน ที่ไม่นิยมแต่งงานตั้งแต่อายุน้อย เพราะกลัวว่าจะให้กำเนิดลูกขึ้นมาแล้วเลี้ยงไม่ได้ ทรัพยากรของพวกเขามีจำกัดมากๆ ทั้งยังมีทางการมาให้ความรู้ไม่น้อย เด็กๆที่เกิดมาไม่ใช่แค่ลำบาก แต่อาจจะอดตายได้ง่ายๆ เพราะแม้แต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ก็ยังไม่ได้มีของกินให้อิ่มท้องเลย           

           

 สิ่งมีชีวิตที่นี่นั้น การแต่งงานเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 10-13 ปี เมื่อร่างกายส่งสัญญาณว่าสามารถสืบพันธุ์ได้ พวกเขาก็เหมือนสัตว์ชนิดหนึ่งที่สามารถผสมพันธุ์และขยายเชื้อสายของตนเองได้เลย

            

แม้ว่าตอนนี้จะวิวัฒนาการมาไม่น้อยแล้ว แต่สัญชาติญาณในการเพิ่มโอกาสดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มันฝังลึกอยู่ใน DNA สุดท้ายก็เป็นอย่างที่เห็น

           

 ไม่พูดเรื่องราวในอดีต ซูหยวนตอนนี้เปิดประตูให้ชายเผ่าวิหคดำทั้งสามเข้ามาแล้ว พวกเขากำลังมองไปรอบๆเพื่อตรวจสอบว่าไม่มีใครอยู่จริงหรือไม่ อีกทั้งซูหยวนที่เชิญให้พวกเขาเข้ามาง่ายดายเกินไปนี้ทำให้ระแวงขึ้นมา แน่นอนว่าระแวงก็ส่วนระแวง หลังตรวจสอบแล้วก็คิดจะลงมือทันที

 

“สาวน้อย เธอมาจากเขตมลพิษใช่ไหม? ก่อนหน้านี้คงจะอยู่ลำบากเกินไปเลยสินะ ช่างน่าสงสารจริงๆ”

 

“นั่นน่ะสิสาวน้อย ในเมื่อมีโอกาสได้มาในแดนสวรรค์แห่งนี้แล้ว เธอก็ไม่ต้องกลับไปหรอกนะ แต่ว่า...กฎของอาณาเขตพวกเรายังมีอยู่ ถ้าอยากจะอยู่ในอาณาเขตเป็นเวลานาน จะต้องเปลี่ยนสถานะเป็นพลเมืองให้ได้ก่อน และเหตุผลที่จะทำให้เปลี่ยนสถานะพลเมืองก็คือ...เธอจะต้องมีครอบครัวอยู่ที่นี่” วิหคดำตนหนึ่งพูดออกมา

            

กฎนี้ไม่ได้มีเพื่อคนของเขตมลพิษตั้งแต่แรก หากแต่...มีเอาไว้ใช้กับทุกคนนั่นแหละ ป้องกันไม่ให้คนลักลอบเข้ามาสืบข้อมูล จำเป็นต้องให้พวกเขาลาออกจากการเป็นพลเมืองอาณาเขตเดิม แล้วมาเป็นพลเมืองในอาณาเขตของพวกเขาแทน เนื่องจากกรณีเช่นนี้ ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา ยังสามารถใช้กฎหมายกับพลเมืองของตนเองได้เลย ไม่ต้องทำเรื่องแจ้งคนนั้นคนนี้ให้วุ่นวาย

            

ข้อเสนอที่พวกเขาให้ซูหยวน ไม่ใช่เพราะอยากจะแต่งเธอเป็นภรรยา มอบสถานะพลเมืองให้เธอจริงๆ นี่ก็แค่การหยอกล้อเล่นๆเท่านั้น ถ้าเธอตกหลุมพรางก็คงจะสนุกกว่านี้ ทว่า...ซูหยวนเป็นคนโง่หรือ?

            

เธอเพียงคลี่ยิ้มให้พวกเขาก่อนจะโบกมือครั้งหนึ่ง ร่างสีดำของสุนัขทมิฬก็ปรากฏออกมา

 

“ฉันจะกลับหรือไม่กลับไป นี่ไม่ใช่เรื่องที่พวกคุณต้องสนใจค่ะ ปัญหาของเรื่องนี้ก็คือ...พวกคุณเข้ามาในห้องของฉันทำไม? คิดจะมาขโมยของ หรือคิดจะมารังแกฉันกันล่ะ” เธอเอียงคอขณะเอ่ยถาม ดวงตาหรี่ลงอย่างจับผิด เห็นท่าทางของเธอเช่นนี้แล้ว คนที่บุกรุกเข้ามาก็แค่นหัวเราะ

            

นังเด็กคนนี้ช่างอวดดีจริงๆ ตัวเองอยู่ในห้องเพียงลำพังก็ยังไม่กลัวพวกเขาอีก เอาเถอะ...ถ้าอย่างนั้นก็คงจะเป็นหน้าที่ของพวกเขาแล้วที่ต้องสั่งสอนเด็กน้อยให้รู้จักว่าความจริงเป็นอย่างไร

 

“จะขโมยของ หรือจะรังแกเธอ พวกเราก็ทำได้ทั้งนั้น แล้วทำไมจะต้องเลือกด้วยล่ะ” หนึ่งในนั้นตอบกลับมา ซึ่งดวงตาเขาก็ยังมองไปที่สุนัขทมิฬข้างกายด้วย

            

ก็แค่สัตว์ร้ายตัวหนึ่ง พวกเขาจำเป็นต้องกลัวด้วยหรือ? หากสัตว์เลี้ยงนี้แม้แต่มนุษย์อ่อนแอจากเขตมลพิษก็ยังควบคุมได้ ถ้าอย่างนั้น...มันก็คงจะกลายเป็นของเล่นให้พวกเขาได้เช่นกัน!

 

“โอ้....” ซูหยวนไม่คิดว่าพวกเขาจะยอมรับเช่นนี้ แต่ก็เป็นเรื่องดี เพราะมันจะได้จบง่ายขึ้นด้วย

 

“เสี่ยวหยิน” เธอโบกมือครั้งหนึ่ง ไม่ได้สั่งให้มันเข้าไปจัดการคน เพราะถ้าเป็นฝีมือของเสี่ยวหยิน เดี๋ยวเกิดปัญหาขึ้นมา พวกเขาก็จะโทษว่าสุนัขของเธอก่อปัญหาขึ้นเพราะเธอควบคุมไม่ได้อีก ดังนั้น...ซูหยวนจึงสั่งให้มันไปเฝ้าประตูเอาไว้เท่านั้น ถ้าใครต้องการหนี สามารถที่จะฆ่าได้ทันที

            

กรงเล็บของเสี่ยวหยินไม่ธรรมดาอยู่แล้ว แม้แต่เหล็กก็ตัดได้เหมือนเต้าหู้ ดังนั้นคอของมนุษย์พวกนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องยากอะไร พอมีเสี่ยวหยินเฝ้าประตูให้แล้ว ซูหยวนก็ก้าวเท้าลงมาจากเตียง ตอนนั้นจึงได้เห็นว่าบนเตียงเก่าที่เต็มไปด้วยเชื้อรา กลับมีฟูกนอนที่ดูนุ่มนิ่มอยู่ ช่างเป็นการใช้ชีวิตที่สุขสบายเสียจริง ทำเอาคนทั้ง 3 ได้แต่แค่นหัวเราะในลำคอ

           

 ในขณะที่พวกเขาต้องนอนอย่างยากลำบาก แต่ก็แทบจะหาเงินมาจ่ายค่าเช่าห้องที่เน่าเหม็นพวกนี้ไม่ได้ คนจากเขตมลพิษกลับนอนอย่างสบายใจ ด้วยการใช้ขนสัตว์ที่ดูมีราคามารองก้น ช่าง....

 

“ไอ้พวกขยะที่ไม่รู้จักฐานะของตนเอง วันนี้ฉันจะสั่งสอนให้ดีเลย!” หนึ่งในนั้นหมันไส้มาก เขาพุ่งตัวออกมา ตั้งใจจะสั่งสอนซูหยวนให้รู้สำนึกแล้วจะได้เอาของที่ควรจะเป็นของเขาไปให้หมดห้อง

            

กรงเล็บพิฆาตประจำเผ่าปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน หากไม่ระวังตัวตั้งแต่แรกก็คงจะบาดเจ็บไม่น้อย แต่ซูหยวนเพียงขยับหลบไปทางซ้าย แขนขวาที่มีกรงเล็บก็พลาดการโจมตีจนพุ่งไปข้างหน้า ทำให้กำแพงห้องมีรู 5 รูของการโจมตีด้วยกรงเล็บปรากฏอยู่

 

“เท่านี้หรือ? น่าผิดหวังจัง” ซูหยวนยิ้มเยาะที่มุมปาก เห็นภาพนั้นแล้วผู้โจมตีก็โกรธจนควันออกหู นังเด็กชั้นต่ำคนนี้กล้าเยาะเย้ยเขาเชียวหรือ?

 

“แน่จริงก็อย่าหลบสิวะ!” เขาพูดเหมือนคนโง่ ต่อให้เป็นเด็กทารก เมื่อรู้ว่ากำลังจะมีอันตราย ตัวมันจะไม่หลบหรือ? แต่เขาจะพูดอะไรได้ ในเมื่อการโจมตีของเขาไม่เป็นผลแค่เพราะอีกฝ่ายหลบได้ทัน

 

“ถ้ามีดีแค่นี้ คนอื่นๆก็เข้ามาเลยเถอะ ฉันไม่อยากเสียเวลา” ซูหยวนกระดิกนิ้วท้าทายอีก 2 คนที่เหลือ ทำเอาพวกเขาเริ่มหน้าแดงด้วยความโกรธ

 

“เป็นแค่ขยะ อย่ามาอวดดีเกินไปนักเลย” ถ้าเป็นพวกผู้ชายของกลุ่มนั้น พวกเขาก็ยังคิดว่าตัวเองอาจจะโจมตีไม่สำเร็จ แม้คนพวกนั้นจะมาจากเขตมลพิษ แต่มันก็เป็นกลุ่มที่ดูอันตรายอย่างบอกไม่ถูก

            

พวกมันเข้าออกในดินแดนของพวกเขาหลายต่อหลายครั้ง แลกเปลี่ยนทรัพยากรไปก็มาก ขนาดพวกร้านค้ามีชื่อบางร้านก็ยังร่วมมือกับพวกมัน ดังนั้นพวกเขาย่อมต้องรู้ว่าพวกมันมีอะไรดีอยู่ในใจ แม้แต่ครั้งนี้ที่ต้องการขโมยของ ก็ยังเลือกเวลาที่พวกมันออกไปกันหมดแล้วเลย

            

แต่นี่...เป็นแค่เด็กสาวคนหนึ่งไม่ใช่หรือ? เทียบขนาดร่างกาย พวกเขายังใหญ่โตกว่าเป็น 2 เท่าของเด็กผู้หญิงนี้ แล้วยังจะพ่ายแพ้ได้หรือ?

            

พวกเขาไม่มีทางปล่อยให้ความอัปยศนี้เกิดขึ้นได้ อย่าลืมว่าตัวพวกเขาเองก็เป็นผู้ล่าทรัพยากรคนหนึ่งเช่นกัน ผ่านการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน ต่อให้เลวร้ายแค่ไหนก็ต้องมีของดีกันอยู่บ้าง

            

ปัง!!

            

ทั้งสองคนที่เพิ่งเข้ามาไม่เหมือนกับคนแรกที่พลาดการโจมตี แม้แต่ตอนนี้ก็ยังไล่โจมตีเด็กสาวเหมือนกับลูกแมวที่ไล่จับแม่หนูตัวใหญ่ ซึ่งกรณีนั้น...เหยื่อแค่แกล้งว่าตัวเองอ่อนแอ ในขณะที่ความจริงยังดูแข็งแกร่งกว่า

            

แต่พวกเขามองเห็นแล้ว เด็กสาวคนนั้นมีร่างกายที่ดูอ่อนแอก็จริง ทว่าเทคนิคการเคลื่อนไหวไม่แย่เลย เธอน่าจะมีความเร็วที่เหนือกว่าพวกเขาไปอีกขั้น ทำให้หลบการโจมตีก่อนหน้านี้ได้อย่างหมดจรด

            

พอรู้ว่าศัตรูมีจุดแข็งด้านไหนแล้ว พวกเขาก็ไม่ประมาท สองคนสบตากันแล้วแยกกันออกเป็นสองทางเพื่อโจมตี ตั้งใจจะปิดทางหนีของเด็กสาวให้ได้ โดยไม่รู้เลยว่าพวกเขากำลังตกหลุมพรางของซูหยวนแล้ว

            

ปัง ปัง!!

            

การโจมตีที่รุนแรงของทั้งสองนั้นพุ่งออกมา ซูหยวนไม่ได้มีทางหลบมากนัก แต่เธอจำเป็นต้องหลบการโจมตีด้วยหรือ? พลั่วในมือขยับเล็กน้อยแล้วปัดเบี่ยงการโจมตีของพวกเขาด้วยทักษะกิ่งเหมยสู้ฝน ทำให้กรงเล็บของทั้งสองเปลี่ยนวิถีไป คนหนึ่งโจมตีพลาด กรงเล็บเหมือนถูกตีเข้าอย่างแรงจนกระดอนออกไปทางซ้าย ส่วนอีกคนออกไปทางขวา 

            

ร่างที่พุ่งออกมาเซไปพร้อมกับการโจมตีที่ถูกเบี่ยงวิถี ในขณะที่ผู้โจมตีคนแรกนั้นไม่ได้ระวังตัวเลยว่ากรงเล็บของเพื่อนจะแทงเข้ามาอย่างจัง!

 

“อ้าว ตีกันเองทำไมล่ะ” ซูหยวนหัวเราะออกมาเมื่อเห็นภาพนั้น ทำเอาพวกเขาที่ควรจะต้องหยุดดูเพื่อนที่เพิ่งได้รับบาดเจ็บไม่สามารถหยุดโทสะได้ หนึ่งในนั้นยังคิดจะโจมตีต่อไป ทว่า...คนที่เพิ่งได้รับบาดเจ็บจากกรงเล็บที่แทงเข้าไหล่เหมือนตายทั้งเป็น เพราะเมื่อเพื่อนถอนกรงเล็บออกกะทันหัน เลือดก็พุ่งกระฉูดออกมาทันที

 

“อ้าก!!” คนกรีดร้องออกมาสุดเสียง ทำเอาเพื่อนที่กำลังโกรธจัดเสียสมาธิไป

            

ซูหยวนที่ดูอยู่ก่อนแล้วไม่อยากให้พวกเขาหยุดลงมือแค่นี้ เพราะเธอไม่ใช่คนของที่นี่ จึงไม่อยากจะเป็นฝ่ายทิ้งร่องรอยการลงมือเอาไว้เอง ถ้าปล่อยให้พวกเขาตีกันแบบนี้ ต่อให้ทางการของอาณาเขตนี้มา เธอก็ไม่ใช่คนผิด

 

“โอ้ ถ้าไม่รู้มาก่อนก็ยังคิดว่าจะเข้ามาโจมตีฉัน สุดท้าย...พวกแกคงจะมีปัญหากันมาก่อนแล้ว คิดจะใช้ฉันเป็นข้ออ้างสินะ”

 

“แกพูดพล่ามอะไร อย่าคิดว่าฉันจะหลงกลไปด้วย!” ได้ยินซูหยวนพูดอย่างนั้น คนที่ฉลาดที่สุดก็ตะโกนออกมาทันที เรียกสติเพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บซึ่งกำลังขาดสติให้กลับมา

            

ซูหยวนหรี่ตาลง ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเป้าหมายของตนเองเป็นใคร!

           

 ถ้าต่อสู้กับคนโง่ เธอไม่กลัวเลย แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีฝีมือแค่ไหน ตราบเท่าที่เป็นคนโง่ก็จะกลายเป็นเหยื่อของเธออยู่ดี ดังนั้น...คนแรกที่ควรจะต้องกำจัดก็คือคนที่มีความคิดดีเกินไปแบบนี้

 

“ฉันก็แค่สงสัยเท่านั้น เห็นพวกแกสบตากันก่อนลงมือ ยังคิดว่ามีแผนจะจัดการฉัน ที่ไหนได้...พวกแกคงจะเห็นแล้วว่าฟูกนอนของฉันมีราคาสูงสินะ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องแบ่งส่วนนี้ให้ใคร การกำจัดไปคนหนึ่งก็น่าจะดีกว่า”

 

“ด้วยฟูกนอนนี้ ถ้าแบ่งกันสองคนก็น่าจะทำให้ชีวิตของพวกแกดีขึ้นได้ไม่น้อยเลย ถือว่าเป็นพวกแกที่รู้ความจริงๆ บอกเอาไว้เลยว่าฟูกนี้ พวกเราเตรียมเอาไว้ขายเย็นวันนี้ ได้ราคาดีเลยทีเดียว”

            

ซูหยวนพูดออกมาอย่างนั้น ก็ไม่ได้สนใจคนบาดเจ็บอีก ทำราวกับว่าคู่ต่อสู้ของเธอเหลือแค่ 2 คนแล้ว เห็นแบบนี้...คนที่เพิ่งได้รับบาดเจ็บ แถมยังไม่เข้าใจว่าเพื่อนของตนเองถอนมือออกไปจนเลือดเขาพุ่งกระฉูดทำไมก็ตีความเองทั้งหมด ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธ

 

“อย่ามาพูดไร้สาระ ถ้าฟูกของแกมีราคาจริง พวกเราสามคนแบ่งกันก็ยังได้ ไม่จำเป็นเลยที่จะต้อง...”

 

“อย่ามาโกหกอีกเลย!!” ก่อนที่คนจะแก้ตัวเสร็จ วิหคดำที่กำลังกุมบาดแผลของตนเองซึ่งมีเลือดไหลไม่หยุดก็ตะโกนออกมาด้วยความโกรธ

 

“นี่แก...”

 

“ฉันรู้อยู่แล้วว่าพวกแกต้องลงมือแน่! แก! แกอยากจะแต่งงานไม่ใช่รึไง ด้วยส่วนแบ่งนี้ แกคงจะเอาเงินไปใช้ชีวิตครอบครัวได้สินะ แล้วก็แก! ทุกวันบอกว่าอยากจะซื้อชุดป้องกันใหม่ ตราบเท่าที่มีชุดป้องกันใหม่ แกก็จะสามารถไปเข้าร่วมกับพวกกลุ่ม 5 คนที่เพิ่งมาชวนครั้งก่อนได้ แกคิดจะทิ้งฉันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว สายตาของแกวันนั้นทำไมฉันจะไม่เข้าใจ!!” ไม่คาดคิดว่าเจ้าตัวจะเก็บความรู้สึกเอาไว้มากมายขนาดนี้

            

เดิมทีซูหยวนแค่ต้องการเปิดแผลเล่นๆ ไม่คิดว่าจะมีคนเปิดแผลของตนเองให้ใหญ่เพื่อเชื้อเชิญให้เธอได้เล่นงาน ช่างเป็นวิหคดำที่ดีจริงๆ...

 

“จุ๊ จุ๊ จุ๊ ช่างใจร้ายกับเพื่อนร่วมต่อสู้จริงๆ น่าสงสารมากๆ ถ้าเป็นฉันล่ะก็...ต่อให้ต้องตาย ก็จะไม่ปล่อยให้เพื่อนทรยศพวกนี้ประสบความสำเร็จ”

            

คำกระตุ้นที่ดูโง่เขลาเช่นนี้ไม่มีทางใช้กับคนอื่นได้เลย แต่...เจ้านี่เป็นคนโง่เกินไป ซูหยวนไม่ต้องใช้เทคนิคอะไรก็ทำให้กลายเป็นบ้าคลั่งได้แล้ว การต่อสู้วันนี้ไม่ต่างอะไรกับการชมละครฉากหนึ่งเลย...

            

………………………..