LNCrawler

บทที่ 371 ปล้น (อ่านฟรี 12 มี.ค. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 371 ปล้น (อ่านฟรี 12 มี.ค. 69)

บทที่ 371 ปล้น
 

เหมือนที่เธอคาดเดาไว้ เมื่อคนของสกุลจางมาถึง พวกเขาก็พบว่าซูหยวนรออยู่ก่อนแล้ว จางอู่หยางได้ยินคำอธิบายของเธอเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น แทนที่จะมีความสุขที่ซูหยวนสามารถหาห้องพักให้พวกเขาเพิ่มได้ กลับขมวดคิ้วมุ่นแล้วดูหญิงสาวที่ไม่กลัวตายตรงหน้าแทน
 

ความเป็นห่วงของเขาที่มีต่อเธอยิ่งเพิ่มขึ้น ซูหยวนทั้งๆที่รู้ว่ามีคนคิดไม่ดีต่อเธอก็ยังกล้าเปิดประตูให้ มันทำให้เขาปวดหัวจริงๆ เดิมทีเพราะกลัวว่าจะเป็นอันตรายจึงไม่พาเธอออกไปข้างนอกด้วยกัน คิดไม่ถึงเลยว่านอนที่ห้องดีๆ เธอก็ยังทำให้ตัวเองเดือดร้อนได้
 

จริงอยู่ที่เธอแข็งแกร่งมาก แต่สำหรับจางอู่หยาง...เธอก็ยังเป็นเด็กสาวที่เขาต้องดูแลอยู่ดี
 

“ครั้งหน้าอย่าทำแบบนี้อีก อย่าเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอันตราย” จางอู่หยางเวลานี้พูดออกไปแล้วกลับรู้สึกว่าตัวเองเหมือนพ่อของเธอก็ไม่ปาน  
 

เทียบอายุกันแล้ว ซูหยวนยังเด็กมาก และเขาก็มีอายุมากกว่าเธอมาก ดังนั้น...สถานการณ์นี้จึงทำให้อึดอัดไม่น้อย
 

“ฉันพูดเพราะเป็นห่วง” แม้จะพูดเสริมขึ้นมาเพื่อให้สถานการณ์ดูดีขึ้น แต่กลับทำให้บรรยากาศแย่ลงไปกว่าเดิมเสียอีก เป็นแบบนี้แล้ว...คนเป็นผู้ช่วยก็อดไม่ได้ที่จะแทรกขึ้นมา
 

“คุณอัน เรื่องนี้ต้องพูดถึงว่าพวกเราเคยมีประสบการณ์มาก่อน ตอนนั้นเพื่อปกป้องตัวเอง กลับถูกโรงแรมจัดการแทนเสียอย่างนั้น พวกเราถูกเรียกค่าเสียหายไปมากกว่า 10,000 เหรียญ ต้องทำงานใช้หนี้สินนี้เกือบ 2 เดือน ดังนั้นประธานก็เลยไม่อยากให้คุณอันต้องเสี่ยงอันตรายแบบเดียวกันครับ”
 

เมื่อได้ยินคำอธิบายนี้ ซูหยวนก็เข้าใจมากขึ้น เธอรู้ว่าที่ตัวเองไม่ถูกพนักงานโรงแรมจัดการก็เพราะว่าเธอไม่ได้เป็นคนลงมือ แถมยังไปตามเขาขึ้นมาด้วย
 

หากเป็นเขาที่ตรวจสอบและพบว่าเธอกำลังต่อสู้กับคนเหล่านั้น ค่าเสียหายที่พวกเขาจะเรียกย่อมต้องสูงกว่าเรียกร้องจากคนในดินแดนของตนเองอยู่แล้ว
 

เธอไม่รู้เลยว่ากลุ่มสกุลจางตอนนั้นต้องทำงานหนักขนาดไหนเพื่อเงินหลักหมื่นเหรียญนี้ แน่นอนว่าเงินเหรียญพวกนี้เป็นเงินที่ดินแดนลับตั้งราคากันเอาไว้และใช้กันเองในดินแดน อย่างไรก็ตาม...พวกเขาไม่ได้ง้อคนอื่นอยู่แล้ว ยิ่งกับคนจากเขตมลพิษ พวกเขาไม่แม้แต่จะยอมจ่ายเป็นเหรียญทองด้วยซ้ำ แค่แลกเปลี่ยนเป็นสินค้าต่อสินค้า หากพวกเขาไม่มีสินค้ามาก็จะไม่มีสิทธิได้รับสิ่งใดกลับไป
 

ตอนที่กลุ่มสกุลจางเป็นหนี้แล้วต้องหาเหรียญทองเพื่อชดเชย พวกเขาไม่เหมือนกับคนในดินแดนนี้ที่ทำงาน จ่ายค่าแรงเป็นค่าชดเชย หรือการเข้าไปในพื้นที่เชื่อมมิติเพื่อล่าทรัพยากรเอามาขายแล้วจ่ายหนี้ เธอจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาจึงเป็นห่วงขนาดนี้
 

เธออยู่ที่นี่ ทั้งในฐานะกองทัพและในฐานะคนของสกุลจาง หากมีปัญหาจริงๆ...หัวหน้าของเธอจะรอดไปได้หรือ? ดังนั้น...ซูหยวนอาจจะสร้างปัญหาให้พวกเขาโดยไม่รู้ตัวก็ได้ โชคดีที่เธอระวังอยู่ก่อนแล้ว จึงไม่คิดจะลงมือ เพียงปล่อยให้พวกเขาสู้กันเองผ่านคำพูดยุแยงไม่กี่คำ นับว่าทำให้พ้นภัยครั้งนี้ไปได้อย่างหวุดหวิด แต่ครั้งหน้า...เธอจะไม่ทำเช่นนี้อีก
 

“ขอโทษด้วยค่ะ ครั้งต่อไปจะไม่สร้างความเดือดร้อนอีก”
 

“.............”  
 

จางอู่หยางมองเด็กสาว อยากจะพูดความจริงออกไปว่าเขาเป็นห่วงเธอ ก็เพราะไม่อยากให้เธอต้องเสี่ยงเจ็บตัว เรื่องการชดเชยอะไรนั่นไม่ได้เกี่ยวกับเลยสักนิด แต่คิดไปคิดมา....เขาก็ไม่กล้าที่จะพูดออกไปโดยตรง
 

ถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาจะดี แต่มันก็เป็นแค่ความสัมพันธ์ของเจ้านายและลูกน้องเท่านั้น ซูหยวนไม่เคยมองเขาในฐานะอื่น และตอนนี้ก็ยังไม่ใช่เวลาที่จะเปลี่ยนความคิดของเธอ ดังนั้นจางอู่หยางจึงทำได้แค่กลืนคำพูดของเขาลงท้อง รอเวลาที่เหมาะสมแล้วค่อยเปิดเผยทุกอย่างก็ไม่น่าจะสายเกินไป
 

“สำหรับห้องพักที่ได้มาเพิ่ม ให้ซูหยวนใช้ 1 ห้อง ฉัน 1 ห้อง ที่เหลือก็แบ่งกันก็แล้วกัน”
 

จางอู่หยางเปลี่ยนเรื่องไปเป็นเรื่องอื่น เพราะซูหยวนหาห้องมาเพิ่มได้โดยไม่ต้องจ่ายเงิน ดังนั้นก็ต้องให้เธอได้พักที่ดีๆหน่อย ส่วนเขา...จางอู่หยางรู้ว่าต่อให้ตัวเองต้องการใช้ห้องร่วมกับคนอื่น พวกเขาก็คงจะยินดีที่ใช้ห้องพักที่อัดแน่นกัน มากกว่าการที่จะมาอยู่กับตนเอง
 

ดังนั้นจึงไม่ได้พูดเกรงใจคนอื่น ซึ่งพวกเขาก็เห็นด้วย ตอนนี้มีห้องเพิ่มมาอีก จากที่มีแค่ 2 ห้องสำหรับพวกเขา เวลานี้เพิ่มเป็น 3 ห้อง ทั้งห้องหนึ่งก็เป็นห้องใหญ่กว่า สะอาดกว่าด้วย นี่ยิ่งเป็นเรื่องดี
 

“ห้องใหญ่นอนได้ 10 คน ส่วนห้องเล็กก็เหลือแค่ห้องละ 3-4 คนก็พอ ผลัดกันนอนที่ห้องใหญ่ จะได้สูดกลิ่นเหม็นเน่าน้อยลงก็แล้วกัน” ผู้ช่วยโบกมือ เขาสรุปใจความอย่างรวดเร็ว ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย
 

ได้ยินการแยกย้ายเช่นนี้ ซูหยวนแต่เดิมแล้วคิดจะแชร์ห้องร่วมกับคนอื่นก็เงียบไป เธอรู้ว่าพวกเขาเองก็คงจะอึดอัดใจเหมือนกัน ครั้นจะไปนอนห้องเดียวกับประธานอีกก็ไม่เหมาะสม สุดท้ายนี่ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
 

เมื่อแบ่งห้องกันแล้ว เรื่องสำคัญมากกว่านั้นก็คือสิ่งที่พวกเขาต้องมาสรุปสิ่งที่ไปสืบมาให้ทุกคนรู้พร้อมกัน ห้องของจางอู่หยางถูกเปิดใช้เป็นสถานที่พูดคุยเรื่องงานทันที โดยซูหยวนเองก็ได้นั่งอยู่ข้างในกับพวกเขาด้วย
 

“ประธาน ผมตรวจสอบอาการของท่านอัศวินหงส์ขาวแล้ว ดูเหมือนว่าเธอจะถูกโจมตีโดยมีดอาบยาพิษ ซึ่งทำให้สงสัยว่ามีคนภายในที่น่าจะเข้าถึงตัวของท่านอัศวินเป็นผู้โจมตี แต่...เมื่อตรวจสอบทั้งหมดแล้ว พบว่าไม่มีคนไหนน่าสงสัยเลย ตามตารางเข้าออกวันนั้นมีแค่ 7 คนเท่านั้นที่เข้าห้องของท่านอัศวินได้”
 

“และ 3 คนก็เป็นหลานของท่านอัศวินหงส์ขาวเอง แม้จะยังเป็นผู้ต้องสงสัย แต่ทั้ง 3 ก็ถูกกักบริเวณอยู่ที่บ้านเท่านั้น ในขณะที่อีก 4 คนที่เป็นคนรับใช้กำลังถูกสอบสวนอย่างหนักโดยใช้เครื่องมือทรมานครับ”
 

คนหนึ่งที่รับหน้าที่เป็นหัวหน้าภารกิจตรวจสอบสถานการณ์ของท่านอัศวินหงส์ขาวอธิบายสถานการณ์ขึ้นมา ซูหยวนเหลือบมองประธานที่ได้ยินข้อมูลนี้ เห็นเพียงเขากำลังขมวดคิ้วแน่นอยู่เท่านั้น
 

“ข้อมูลของ 4 คนนั้นมีไหม”
 

“ครับ ทั้ง 4 คน เป็นคนที่ไม่น่าจะลงมือมากที่สุดแล้ว หนึ่งคนเป็นเพื่อนตั้งแต่ยังเด็กของท่านอัศวิน จงรักภักดีกระทั่งยอมตายแทนได้ เมื่อตอนที่เกิดการต่อสู้แย่งชิงในอดีต ได้ยินว่าเคยเอาชีวิตเข้าปกป้องท่านอัศวินมาแล้ว ดังนั้นทุกวันนี้จึงมีร่างกายที่ไม่ดีนัก”
 

“อีก 3 คนแม้จะมาทีหลัง แต่ครอบครัวของพวกเขาได้รับความช่วยเหลือโดยท่านอัศวินหงส์ขาว ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงความกตัญญูใดๆ หากพวกเขากล้าลงมือ...สมาชิกในครอบครัวของพวกเขาจะต้องเจอกับปัญหาแน่ ต่อให้โง่งมแค่ไหนก็ไม่มีทางลงมือได้”
 

“ส่วนผลการสอบสวนสายเลือดทั้งสาม พบว่าทั้งสามยืนยันหนักแน่นว่าไม่ใช่คนลงมือ ทั้งสามคนเป็นหลานสายตรงที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ทั้งยังไม่ได้มีสิทธิในการชิงตำแหน่งอัศวินด้วย หากหนึ่งในสามคนนี้เป็นคนที่มีสิทธิชิงอำนาจอัศวิน อาจจะมองว่าเป็นแรงจูงใจได้ แต่นี่....” ยิ่งพูดก็ยิ่งสับสน พวกเขาวิเคราะห์สถานการณ์นี้แล้วก็คิดว่าโอกาสที่ทั้ง 7 คนจะเป็นผู้ลงมือนั้นยากจริงๆ
 

“ถ้าท่านอัศวินจากไปทั้งแบบนี้ โดยที่ตามหาตัวร้ายไม่พบ จะเกิดปัญหาใหญ่แน่ อีกอย่าง...ตำแหน่งอัศวินยังไม่ได้มอบให้คนอื่นไว้ ทายาทจำนวนมากคงจะลุกขึ้นมาต่อสู้กันเอง”
 

“นอกจากปัญหาภายในแล้ว พวกอัศวินคนอื่นๆคงจะไม่ปล่อยโอกาสนี้ไปหรอก พวกเขาย่อมต้องใช้ความโลภของลูกหลานอัศวินเพื่อชักใยอยู่เบื้องหลังแน่ อาจจะแลกกับทรัพยากร หรือเขตแดนบางส่วนด้วยซ้ำ”
 

คำวิเคราะห์ของพวกเขาทำให้ซูหยวนเก็บไปคิด ถ้าไม่ต้องการให้ดินแดนนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย สิ่งที่ต้องทำก็คือการช่วยชีวิตท่านอัศวินและตามหาคนร้ายให้เจอเช่นนั้นหรือ?
 

หากรู้ว่าใครเป็นคนลงมือ อย่างนั้นก็จะสาวไปถึงคนชั่วทั้งหมดได้ อาจจะตัดสิทธิ์บางคนที่คิดว่าตัวเองสามารถสืบทอดได้ นี่คือใจความสำคัญ
 

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการยื้อเวลาเอาไว้นี้ ภายในเชื้อสายของท่านอัศวินเองก็กำลังเดินหมากกันอย่างหนัก ตามหาเส้นสายที่พร้อมสนับสนุนตนเอง ไม่ใช่แค่ในอาณาเขตเท่านั้น แต่ภายนอกอาณาเขตก็ยังต้องติดต่อไว้ก่อนเลย
 

“พวกเราต้องมองหาเส้นทางแลกเปลี่ยนอื่นๆไว้บ้างแล้ว อีกไม่นานที่ดินแดนนี้จะต้องวุ่นวายแน่” จางอู่หยางถอนหายใจออกมา ถ้ามีคนที่ลงมือแล้วจับตัวไม่ได้ ปัญหาหลังจากนั้นจะต้องเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว!
 

“เหลือทางเข้าที่เขตราชินีเหมันต์ แต่ความต้องการของคนที่นั่นค่อนข้างสูงเกินไป ถ้าพวกเราเอาผลึกพลังงานไปแลก คงจะได้ทรัพยากรมาแค่เล็กน้อยเท่านั้น”
 

“ดินแดนของราชินีเหมันต์ พูดตามตรงก็ไม่ค่อยต่างจากพวกเรานัก ที่นั่นเพาะปลูกพืชดีๆไม่ได้ด้วยซ้ำ เว้นแต่พืชที่โตในที่หนาวเย็นได้ แต่นั่นก็เป็นพืชที่ไม่มีคุณค่าอะไร กินก็ยังไม่ได้ สุดท้ายแม้แต่ผู้คนที่นั่นก็ยังอยากจะให้อัศวินของตนเองยึดพื้นที่อื่นๆมาเพิ่มเพื่อที่จะได้เพิ่มอาหารให้คนในอาณาเขต”
 

“สิ่งที่พวกเขาต้องการที่สุดก็คืออาหาร แต่พวกเราก็ขาดอาหารเช่นกัน ดังนั้น...การแลกเปลี่ยนนี้ไม่น่าสนใจสำหรับพวกเขา”
 

จางอู่หยางฟังคนของตนเองพูดก็ถอนหายใจออกมา นี่เป็นปัญหามาโดยตลอด และทำให้พวกเขาสามารถกลายเป็นผู้แลกเปลี่ยนที่อาณาเขตของอัศวินหงส์ขาวได้ดีที่สุด นั่นก็เพราะพวกเขาต้องการอาหารและอาวุธ ในขณะที่อาณาเขตอัศวินหงส์ขาวต้องการความแข็งแกร่งเพิ่ม
 

“พยายามหาทางออกให้ได้ ระหว่างนี้ก็คอยดูการเคลื่อนไหวของที่นี่ไปด้วย ถ้าโชคดี...อัศวินหงส์ขาวรอดตายและจัดการแต่งตั้งผู้สืบทอดให้เรียบร้อย พวกเราก็น่าจะยังอยู่ที่นี่ต่อไปได้อย่างปกติ” จางอู่หยางสรุปใจความ
 

เรื่องนี้ยังต้องใช้เวลาเพื่อคิดหาทางออก ต่อให้เขาอยากจะบังคับให้คนคิดได้เวลานี้ มันก็ยากเกินไป ขนาดตัวเขาเองก็ยังไม่มีความคิดดีๆเลย
 

“เอ่อ ขออนุญาตสอบถามค่ะ” ซูหยวนที่ฟังเงียบๆมาโดยตลอด จู่ๆก็ยกมือขึ้น  
 

ทุกสายตาหันมามองที่เธอเป็นจุดเดียว ซึ่งคนปกติคงจะรู้สึกประหม่าไปแล้ว แต่ซูหยวนคุ้นเคยกับการทำงานที่มีเพื่อนร่วมทีมจำนวนมากอยู่แล้ว ย่อมไม่รู้สึกอะไร
 

ในเมื่อเป็นเรื่องงาน ท่าทางของเธอย่อมมั่นคงอยู่เสมอ
 

“ฉันอยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับการโจมตีท่านอัศวินค่ะ พวกคุณบอกว่าทั้ง 7 คนที่เข้าออกห้องท่านอัศวินไม่น่าจะมีปัญหา แล้ว...พวกเขาตรวจสอบคนอื่นๆเพิ่มเติมไหมคะ แทนที่จะตรวจสอบแค่ 7 คนที่เข้าห้อง มีตรวจสอบคนอื่นที่ผ่านเข้าออกที่พักของท่านอัศวินด้วยไหมคะ”
 

ได้ยินคำถามนี้ ผู้ที่ไปสืบเรื่องมาก็พูดเพิ่มเติม
 

“พวกเขาตรวจสอบครับ ที่จริงมีคนอยู่ในช่วงเวลาที่ท่านอัศวินถูกโจมตีประมาณ 70 กว่าคน คนรับใช้ทั้งหมดก็ 50 กว่าคนแล้ว มีคนเข้าออกบ้านท่านอัศวินอีกประมาณ 10 กว่าคน ไม่รวมหลานทั้ง 3 ที่กำลังตรวจสอบอยู่ ก็มีแขกคนอื่นที่เข้ามาอีกแค่ 7 คนเท่านั้น”
 

“คนหนึ่งก็คือห้องชายของท่านอัศวินหงส์ขาว คนนี้ไม่ค่อยถูกกับท่านอัศวินนัก ที่มาก็เพราะอยากจะพูดเรื่องส่วนแบ่งของการทำเส้นทางเดินเรือ”

 

“คนๆนี้เป็นที่จับตามากที่สุด ถึงเขาจะบอกว่าตัวเองไม่ได้ลงมือ ทั้งยังไม่มีหลักฐาน ก็มีคนสงสัยเขามาก บอกว่าเขาอยากจะได้ทรัพยากรเพิ่มก็เลยต่อสู้กับท่านอัศวิน แต่...คนๆนี้ไม่ค่อยน่าสนใจ เพราะโดยพื้นฐานของเขาไม่ใช่คนแข็งแกร่ง ดูเป็นคนเจ้าอารมณ์แต่ขี้ขลาดมาก นอกจากนี้...เขารู้ดีว่าถ้าพี่สาวของตัวเองเป็นอะไรไป คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คือตัวเขาเอง”
 

“แล้วคนอื่นที่เหลือ...”
 

“คนอื่นก็มีทายาทสายตรงอีก 2 คนที่พาผู้ติดตามมาด้วย แต่ดูจากผู้ติดตามของเขาแล้ว ไม่มีสายต่อสู้ระยะประชิดเลย ถ้าจะเข้าถึงตัวของท่านอัศวิน จะต้องมีความเร็วมาก หรือสามารถเข้าประชิดตัวได้เร็ว ดังนั้นจึงไม่น่าสงสัยเช่นกัน แม้ว่าถ้าท่านอัศวินจากไป พวกเขาจะเป็นคนที่ได้รับผลกระโยชน์มากที่สุดก็เถอะ”
 

“อีกอย่าง....หลังจากที่เกิดเรื่อง พวกเขาก็รีบมาเพื่อช่วยเหลือทันที ท่านขุนนางที่มาเอาผลึกเพิ่มพลังชีวิตไปจากพวกเราครั้งก่อนก็คือคนของหนึ่งในสองคนนี้”
 

“โจมตีระยะไกลงั้นหรอ...” ซูหยวนคิดเล็กน้อย เธอรู้สึกว่าพวกเขากำลังมองข้ามบางอย่างไป ถ้าหากถามเรื่องการสืบสวนสอบสวนล่ะก็...ดูเหมือนว่าที่นี่จะมีกระบวนการคิดน้อยกว่าที่เขตมลพิษเสียอีก
 

………………