บทที่ 380 ความจริงที่เกิดขึ้น (อ่านฟรี 21 มี.ค. 69)
บทที่ 380 ความจริงที่เกิดขึ้น (อ่านฟรี 21 มี.ค. 69)
บทที่ 380 ความจริงที่เกิดขึ้น
ความโกรธของคุณชายสามมีเหตุผล มีที่มาที่ไปที่นอกเหนือจากความโกรธที่คุณชายสี่ทำให้เขาต้องเสียหน้า หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ เมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน ตัวเขาที่เพิ่งรับหน้าที่สำคัญ ตั้งใจทำงานอย่างดีจนงานประสบความสำเร็จก็อยากจะไปรายงานความสำเร็จนี้ให้ท่านอัศวินผู้เป็นมารดาบุญธรรมฟัง
ทว่า...ใครจะไปคิด ตอนที่เขากำลังเดินเข้าไปนั้น กลับได้ยินเสียงคนพูดคุยกันจากในห้องเสียก่อน
“สวี่เหมย คิดว่าเจ้าสี่เป็นอย่างไรบ้างหรือ?”
“คะ? คะ คุณชายสี่หรอคะ” เสียงของหญิงสาวตอบกลับท่านอัศวินหงส์ขาวมีความประหม่าอยู่เต็มเปี่ยม ฟังแค่นี้ก็รู้แล้วว่าเธอเป็นหญิงสาวที่มีใจต่อเจ้าสี่ขนาดไหน
“ใช่ เธอคิดว่าเขาเป็นคนยังไง”
“เอ่อ ท่านอัศวิน...คือว่า ในความคิดของฉัน คุณชายสี่เป็นคนที่ดีมากเลยค่ะ มีความแข็งแกร่ง ห้าวหาญ และเด็ดขาด แต่อีกมุมกลับเป็นคนที่ดีต่อลูกน้องมากๆ เป็นคนใจกว้าง และซื่อสัตย์ที่สุด” หญิงสาวตอบท่านอัศวินด้วยน้ำเสียงเทิดทูน ได้ยินเช่นนี้...คุณชายสามที่แอบฟังอยู่ก็ยิ้มหยัน
นี่เป็นคำตอบของคนที่รักเจ้าสี่หมดใจไม่ใช่หรือ? ถ้าถามคนที่เกลียดเจ้าสี่ล่ะ อย่างไรก็จะต้องได้คำตอบตรงกันข้ามแน่ แม้เขาจะคิดเช่นนั้น แต่ก็ยังยืนฟังอยู่ข้างนอก อยากรู้ว่าทำไมท่านอัศวินจึงได้ถามเรื่องนี้ขึ้นมา
“อืม คำตอบของเธอมีหลายอย่างที่ตรงกับความคิดของฉัน เจ้าสี่เป็นเด็กกตัญญูและรู้ความมากจริงๆ...” ท่านอัศวินกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นใจ คำพูดเหล่านี้ทำให้สีหน้าของคุณชายสามเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ถึงเขาจะรู้ว่าเจ้าสี่เป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์ขนาดไหน ทั้งยังเป็นคนที่ไม่ชอบการบริหาร ไม่อยากเป็นอัศวินคนต่อไปของดินแดน ไม่อย่างนั้นคงไม่หนีไปอยู่ชายแดนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ทว่า...เขาก็ยังไม่ค่อยชอบเจ้าเด็กนี่อยู่ดี
ทุกครั้งที่อีกฝ่ายกลับมาเมืองหลวง ก็จะได้เห็นการเอาอกเอาใจของท่านแม่บุญธรรมกับมัน ทำราวกับว่ามันเป็นแค่เด็กสามขวบที่จะต้องป้อนข้าวป้อนน้ำ หาของกินที่มันชอบมาจัดวางไว้ให้ เหอะ!! เรื่องพวกนั้น สำหรับทุกคนที่เติบโตจนแทบจะมีลูกมีภรรยากันหมดแล้วยังจำเป็นอยู่หรือ?
แน่นอนว่าความคิดนี้ก็เพราะเขาอิจฉาเจ้าสี่นั่นแหละ นอกจากนี้...ความโอหังของเจ้าสี่ที่กล้าแม้แต่ข่มขู่พวกพี่ๆก็ทำให้เขาอยากจะตัดหัวมันสักวันละหลายๆรอบ ถ้าไม่ติดที่ว่าการเป็นศัตรูกับมันอย่างเปิดเผยจะทำให้พี่น้องคนอื่นๆใช้โอกาสนี้ดึงเอากองกำลังพิเศษของมันไป เขาคงจะลงมือไปนานแล้ว
“ทำไมท่านอัศวินถึงถามเรื่องนี้ล่ะคะ” ในที่สุด สวี่เหมยก็เอ่ยปากถามในสิ่งที่เขาเองก็อยากรู้ขึ้นมาเสียที คุณชายสามอดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อย ในใจพลันนึกถึงความเป็นไปได้ของคำตอบ
แต่ที่เขาไม่คิดเลยก็คือ...คำตอบนั้น กลับเป็นคำตอบที่ทำให้หัวใจของเขาหล่นลงไปที่เท้า
“ฉันกำลังคิดว่าจะให้เจ้าสี่กลายเป็นอัศวินคนต่อไป สวี่เหมยมีความคิดอย่างไร”
คำพูดเพียงประโยคเดียวแต่กลับเหมือนเสียงฟ้าผ่าเข้ามากลางใจของคนที่แอบฟังอยู่ เขาไม่คิดมาก่อนว่าท่านอัศวินจะลำเอียงมากขนาดนี้ ถึงจะรู้ว่าท่านอัศวินรักเจ้าสี่ที่สุด แต่ขนาดตำแหน่งอัศวินก็คิดจะมอบให้เขาหรือ? แบบนี้ทำได้ด้วยหรือ?
เจ้าสี่เป็นคนเดียวที่พูดว่าไม่อยากได้ตำแหน่งอัศวินคนต่อไปมากที่สุด ในขณะที่พี่น้องทั้งหมดต่างพยายามทำผลงานให้อยู่ในสายตาของท่านอัศวินกันทั้งนั้น นี่...นี่ไม่ได้หมายความว่าความพยายามทั้งหมดของพวกเขาเป็นแค่เรื่องตลกงั้นหรือ? ในขณะที่เจ้าสี่ใช้ชีวิตอย่างดีที่ชายแดน ไม่เป็นเป้าเล็งของใคร ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครลอบสังหารบ้าง สุดท้ายกลับเป็นมันงั้นหรือที่จะได้ตำแหน่งไป
ไร้สาระ!!
เขาจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร! เจ้าสี่ที่ควรจะถูกจัดการก็เรื่องหนึ่ง แต่ท่านอัศวินที่ลำเอียงขนาดนี้...แม้จะเป็นผู้มีพระคุณ แต่เขาก็คิดว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดเป็นการตอบแทนอีกฝ่ายไปแล้ว
ชายหนุ่มกำหมัดแน่น ลืมเรื่องที่จะเข้ามารายงานให้กับท่านอัศวินไปหมดแล้ว ดวงตาของเขาฉายแววอาฆาต แทนที่จะเริ่มจากเจ้าสี่ เขาตั้งใจจะเริ่มตั้งแต่ท่านอัศวินที่ลำเอียงคนนี้ก่อนเลย!
โดยที่ไม่รู้ตัว หลังจากเขาเดินจากไปแล้ว เสียงพูดคุยในห้องยังดำเนินต่อไป
“ทะ ท่านอัศวิน! ไม่ได้นะคะ คุณชายสี่ไม่อยากเป็นอัศวินคนต่อไป เขาบอกเสมอว่าตัวเขาบริหารจัดการเรื่องทั้งหมดไม่ได้ ทั้งยังมีคุณชายใหญ่ คุณชายรอง และคุณชายสามอีก ดังนั้น...” สวี่เหมยรีบโบกมือ ท่าทางรนรานของเธอทำให้ท่านอัศวินหัวเราะออกมา
จากท่าทางเงียบขรึมก่อนหน้านี้ เปลี่ยนเป็นอารมณ์ดีขึ้นมาก
ท้ายที่สุดแล้ว นี่ก็แค่การทดสอบสวี่เหมยเท่านั้น เธอรู้ดีว่าสวี่เหมยและเจ้าสี่มีใจต่อกัน สาเหตุที่สวี่เหมยไม่อยากเป็นธิดาบุญธรรมของตนเองก็เพราะเรื่องนี้ หากเธอถูกรับเลี้ยง อย่างนั้นก็กลายเป็นพี่น้องของเจ้าสี่แล้ว นี่หมายความว่า...ความรักครั้งนี้คงจะเป็นไปไม่ได้อีก
สวี่เหมยที่แสดงเจตนาชัดเจนเช่นนี้ ทั้งเจ้าสี่ก็อ่อนโยนแต่กับเจ้าตัว คนเป็นมารดาเช่นเธอก็อยากจะสานความสัมพันธ์นี้ให้ ก่อนหน้านี้เจ้าสี่ไม่ได้บอกว่าตัวเองอยากจะเป็นอัศวินคนต่อไปหรือไม่ ทั้งยังมีอายุน้อยมาก คนเป็นแม่จึงตั้งใจจะมอบอำนาจให้ไป การหมั้นหมายกับคุณหนูหลางก็เป็นเธอที่จัดเตรียมทั้งหมด ทว่า...เจ้าสี่คงจะไม่มีความสุขหากคู่ครองเป็นคนที่เขาไม่พอใจ
ท่านอัศวินรักเจ้าสี่และลำเอียงไปที่เขามากจริงอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แต่...ยิ่งรักมาก ก็ยิ่งไม่อยากให้เจ้าสี่ต้องเข้ามาพัวพันกับสถานการณ์แก่งแย่งอำนาจที่ไร้สาระนี้ เธอวางแผนแค่จะให้เจ้าสี่ได้อยู่อย่างมีความสุข ข้างกายมีคนที่เขารักตลอดไป
ดังนั้น เพื่อทดสอบว่าสวี่เหมยยังเป็นสวี่เหมยที่น่ารักคนเดิมหรือไม่ เธอจึงแสร้งเอ่ยว่าอยากจะมอบอำนาจให้กับเจ้าสี่ ถ้าสวี่เหมยมีความโลภจริง เธอจะต้องยุยงให้เขาแต่งตั้งเจ้าสี่แน่ ระหว่างนี้ก็จะเตรียมตัวไปเป็นเจ้าสาวให้เขา แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น...สวี่เหมยกลับคิดถึงความรู้สึกของเจ้าสี่มากที่สุด
เขาไม่ชอบ เช่นนั้นก็ไม่อยากให้เขาต้องทำ นี่เป็นความคิดของภรรยาที่ดีและรักสามีจริงๆ ถ้าเธอประกาศถอนหมั้นและให้ตำแหน่งอื่นกับคุณหนูหลาง จากนั้นก็มอบการแต่งงานที่เรียบง่ายให้เจ้าสี่กับสวี่เหมย เรื่องเจ้าสี่ก็ไม่มีอะไรให้เป็นห่วงอีกแล้ว
ที่ผ่านมา เพราะการจัดแจงของตนเองจึงทำให้เด็กสองคนนี้ทรมานมาไม่น้อยแล้ว ก่อนตายก็อยากจะแก้ปัญหาที่ตัวเองก่อไว้ โดยไม่รู้ว่าการทดสอบของตนเองถูกคนอื่นเข้าใจผิดไปแล้ว
นี่เป็นเหตุผลที่คุณชายสามลงมือกับท่านอัศวินอย่างโหดเหี้ยม ไม่นึกถึงว่าตัวเองที่เป็นเพียงเด็กกำพร้าได้ใช้ชีวิตอย่างดีเพราะใคร...
แน่นอนว่าความจริงทั้งหมดนี้จะถูกเปิดเผยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าความลับจะสามารถปิดบังไปได้ตลอด หรือจะมีคนค้นพบเข้า ดังนั้นคุณชายสามที่วางแผนมาอย่างดี และคิดว่าจะกดดันให้สวี่เหมย คนของคุณชายสี่ต้องตายไปพร้อมกับท่านอัศวินจึงผิดหวังไม่น้อย เขาหัวเสียขนาดทำลายข้าวของในบ้าน เรื่องนี้พูดถึงกันในวงกว้าง แม้จะรู้ว่าเป็นแค่การอาละวาดเพราะเสียหน้าต่อคุณชายสี่ เพราะตัวเขาสืบความไม่ได้ และเกือบจะจับแพะไปลงโทษ ทว่าตัวเขาจะไม่รู้ดีที่สุดได้อย่างไร
ทางด้านอันซูหยวนหลังจากกลับออกมาแล้วก็แยกกับคนของสกุลจาง เนื่องจากภารกิจของเธอคือการซ่อมแซมบาเรีย แม้จะให้ผลึกบาเรียกับพวกรุ่นพี่พลทหารพิเศษไปแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าการซ่อมแซมนี้จะสำเร็จโดยง่าย
ในเขต M ที่เป็นเขตสุดท้ายก่อนเข้าถึงดินแดนศักดิสิทธิ์นี้เป็นเขตที่อันตรายมาก พวกเขาสามารถทำงานได้แค่บางช่วงเวลาเท่านั้น เมื่อสัตว์กลายพันธุ์ที่ต่อกรได้ยากผ่านมา แทนที่จะเสียเวลาไปต่อสู้กับพวกมัน พวกเขาก็เลือกที่จะซ่อนตัวแล้วหยุดภารกิจไว้ก่อน ดังนั้นจึงทำให้เสียเวลาค่อนข้างมาก
อีกอย่าง ผลึกบาเรียที่ซูหยวนให้มามีถึง 500 ก้อน ดังนั้นหัวหน้าภารกิจจึงตัดสินใจให้พวกเขาซ่อมแซมทั้งหมดไปพร้อมๆกัน เพื่อที่จะได้ไม่เสียเวลากลับมาอีกรอบ
ถ้าเปลี่ยนผลึกบาเรียใหม่ ด้วยพลังงานที่ยังอัดแน่นอยู่ น่าจะทำให้บาเรียทั้งหมดไม่ถูกทำลายไปตลอด 1 ปี พวกเขาเองก็จะได้ไม่ต้องระแวงอีกว่าจะถูกเรียกทำภารกิจด่วนนี้อีกหรือไม่
“รุ่นน้อง?” ตอนที่ซูหยวนกลับมา พลทหารพิเศษคนหนึ่งก็เห็นเธอในทันที เขาลุกขึ้นยืนจากที่ซ่อนแล้วเรียกซูหยวนอย่างไม่มั่นใจ
“รุ่นพี่ ฉันเองค่ะ” ซูหยวนตอบกลับ ทำให้พลทหารพิเศษที่ซ่อนตัวทั้งหมดผ่อนคลาย
เพราะไม่อยากมีปัญหากับพวกคนจากเขตดินแดนลับนั้น จึงได้ซ่อนตัวเมื่อมีการสั่นไหวของบาเรีย ถึงคนพวกนั้นจะออกมาไม่ได้ แต่พวกเขาในฐานะที่ต้องพึ่งพาอีกฝ่ายก็ไม่สามารถแสดงท่าทางอวดดีต่อพวกมันได้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้เลยว่าการแลกเปลี่ยนครั้งต่อไปจะต้องเจอกับอะไร
“กลับมาแล้วหรือ? ยินดีต้อนรับกลับมา คงจะเหนื่อยไม่น้อยเลยนะ” รุ่นพี่คนหนึ่งพูดด้วยความห่วงใย แต่ก็มีประกายชื่นชมอยู่ด้วย
ก่อนหน้านี้ พวกเขาไม่คิดเลยว่าเด็กใหม่จะทำภารกิจสำเร็จ เธอเพิ่งเป็นทหารพิเศษ และเพิ่งเข้าไปในดินแดนลับครั้งแรก ที่ผ่านมาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมาโดยตลอด ไม่ว่าจะการเรียน หรือการทำภารกิจ การที่เธอกลายเป็นจ่าสิบเอกตั้งแต่อายุยังน้อยก็ยืนยันแล้วว่าเธอเป็นอัจฉริยะขนาดไหน และอัจฉริยะเหล่านี้ก็จะมีอัตตาเป็นของตนเอง
แม้แต่พวกเขาที่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นก็ยังรู้สึกว่าการเข้าดินแดนลับต้องใช้ความพยายามในการข่มใจอย่างมาก แล้วอัจฉริยะน้อยผู้นี้จะไม่รู้สึกอะไรได้อย่างไร
ทว่า....หลังจากผ่านไปไม่กี่วัน ผลึกบาเรีย 500 ก้อนก็ส่งกลับมา เรื่องนี้ทำให้พวกเขาประหลาดใจอย่างมาก คนของสกุลจางเป็นพวกปากหนัก ต่อให้ถามก็ไม่พูด ทั้งยังแสดงท่าทีรังเกียจพวกเขา พูดทิ้งท้ายว่าพวกเขาเอาเปรียบรุ่นน้อง ทำเอาเกือบจะมีเรื่องวิวาทกันเอง
แน่นอนว่าคำพูดของคนสกุลจางช่างเจ็บแสบเหลือเกินจึงทำให้เกิดอารมณ์เช่นนี้ เดิมทีพวกเขาก็รู้สึกผิดอยู่แล้ว ยิ่งได้ยินคนพวกนั้นตำหนิที่พวกเขาเห็นแก่ตัวก็ยิ่งรู้สึกผิดมากกว่าเดิม แต่ก่อนหน้านี้พวกเขาก็โดนมาเหมือนกันไม่ใช่หรือ? ทุกครั้งที่มีรุ่นน้องมาใหม่ก็ถูกรับน้องเช่นนี้มาแล้วทั้งนั้น
คนสกุลจางเอาแต่พูดว่า สิ่งที่พวกเขาไม่ชอบกลับยังให้คนอื่นต้องทำ มันก็แค่การส่งต่อปัญหานี้ต่อไปเท่านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขา....ประธานจางก็คงไม่ต้องมาที่นี่ด้วยตัวเองเพื่อปกป้องคนของตนเองหรอก ซึ่งพวกเขายังบอกอีกว่า สาเหตุที่ประธานจางไม่ยอมเป็นพลทหารพิเศษเหมือนพวกเขาก็เพราะแบบนี้
องค์กรที่ปากบอกว่ารักกันมาก แต่สุดท้ายกลับโยนคนอื่นไปสู่อันตรายนั้นจะดีกว่าองค์กรที่สร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง ทั้งยังเชื่อใจได้เต็มร้อยได้อย่างไร
พวกเขาจมอยู่กับความผิดมาหลายวัน เมื่อเห็นรุ่นน้องมาถึงอย่างปลอดภัยดีก็ได้แต่รีบออกมารับเท่านั้น
“มาเหนื่อยๆพักผ่อนก่อน หน้าที่หลังจากนี้ให้เป็นของพวกเราเอง”
“ใช่ๆ ที่ดินแดนนั้นคงจะเหนื่อยไม่น้อยเลยสินะ ได้รับผลึกบาเรียมามากมายขนาดนี้ ถือว่ารุ่นน้องทำได้ยอดเยี่ยมกว่าพวกเราทุกคนเลย”
“ภารกิจที่เหลือของกองกำลังพิเศษ รุ่นน้องก็ไม่ต้องรับแล้วล่ะ พวกเราจะบอกเรื่องนี้กับหัวหน้ากองกำลังแน่นอน รุ่นน้องทำได้ยอดเยี่ยมจริงๆ”
ซูหยวนได้ยินคำพูดชื่นชมเช่นนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่คลี่ยิ้มจางๆให้พวกเขาเท่านั้น ก่อนจะแยกย้าย...ประธานจางได้พูดแล้วว่าพลทหารพิเศษเหล่านี้เอาเปรียบเธอ ยังบอกให้เธอระวังตัวให้ดีด้วย แม้ว่าซูหยวนจะชอบนิสัยของรุ่นพี่พลทหารพิเศษเหล่านี้ แต่ก็คิดเหมือนกันกับประธาน
หากเป็นเรื่องอื่นที่พวกเขาต้องทำ รุ่นพี่พวกนี้ก็ทำอย่างดี กระทั่งหากต้องตายก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเจอเรื่องลำบากใจแล้วมีทางเลี่ยง พวกเขาก็อยากจะเลี่ยงเหมือนกัน
ถึงซูหยวนจะรู้ว่าไม่ได้มีคนที่ถนัดไปเสียทุกอย่าง ถึงอย่างนั้น...การที่พวกเขาไม่บอกอะไรเธอก่อนเลยเพราะกลัวว่าเธอจะถอนตัว นี่ต่างหากที่เป็นสิ่งที่เธอไม่ชอบ
เห็นเธอยิ้มออกมาแบบนี้ พวกพลทหารพิเศษคนอื่นๆก็รู้แล้วว่ารุ่นน้องได้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในดินแดนแล้วจริงๆ เธอคงจะโกรธพวกเขาหลังจากไปเจออะไรบางอย่างมา แม้ว่าจะยิ้มเหมือนปกติ ทว่า...ความรู้สึกที่ส่งผ่านสายตาไม่ปกติเลย
“ตามฉันมาหน่อย ฉันจะเตรียมรายงานภารกิจเบื้องต้น” คนเป็นหัวหน้าภารกิจรู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้อึดอัดแล้ว จึงได้เรียกซูหยวนไปพบตนเอง
เขารู้อยู่แล้วว่าเธอจะต้องโกรธหลังจากรู้ว่าถูกพวกรุ่นพี่โยนงานหนักให้ แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป ในฐานะพลทหารพิเศษ...มีงานไหนบ้างที่ไม่ยุ่งยาก
ซูหยวนไปในที่ซ่อนตัวเพื่อเล่าถึงสถานการณ์ที่เจอมาคร่าวๆในกระบวนการแลกเปลี่ยนทรัพยากร เธอไม่ปิดบังเลยว่าประธานจางช่วยเหลือตัวเองอย่างไร กระทั่งพากลุ่มสกุลจางเข้าไปในสถานการณ์เสี่ยงเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลึกเพิ่มพลังชีวิต นี่ก็เพื่อให้พลทหารพิเศษได้รู้ว่าถ้าไม่มีประธานจางหนุนหลัง ชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไรที่นั่น
ซึ่งดูเหมือนว่าหัวหน้าภารกิจเองก็จะไม่รู้เกี่ยวกับปัญหาที่ท่านอัศวินหงส์ขาวเผชิญอยู่ เมื่อได้ยินว่ามีปัญหาภายในและทำให้การเอาผลึกพลังชีวิตไปแลกเปลี่ยนเกือบจะกลายเป็น “มีด” ที่แทงคนให้ตาย เขาก็มองอันซูหยวนด้วยท่าทางรู้สึกผิด
หากรู้ก่อนว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เขาก็คงไม่ปล่อยเธอเข้าไปคนเดียวเช่นกัน เรื่องนี้เป็นพวกเขาเองที่ประมาท คิดแค่ว่าการแลกเปลี่ยนนี้ก็เหมือนครั้งก่อน ถึงจะน่าเบื่อแต่ก็ไม่ได้อันตรายขนาดนั้น เพียงแค่ต้องใช้ความอดทนอดกลั้นในขณะที่ฟังการดูแคลนและความต้องการเอาเปรียบของคนในดินแดน
“ฉันเข้าใจเรื่องแล้ว จะรีบแจ้งเรื่องนี้ให้กองทัพรู้ถึงปัญหาทันที พวกเราเองก็อาจจะต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ในดินแดนลับด้วย แล้วก็...สิ่งที่องค์กรนักล่าสกุลจางทำ พวกเราก็จะต้องตอบแทนแน่นอน”
……………………………..