บทที่ 381 ร่วมวง (อ่านฟรี 22 มี.ค. 69)
บทที่ 381 ร่วมวง (อ่านฟรี 22 มี.ค. 69)
บทที่ 381 ร่วมวง
หลังจากที่ซูหยวนรายงานสถานการณ์ให้หัวหน้าเข้าใจแล้ว เธอก็ไม่ออกไปข้างนอกเพื่อช่วยเหลือพวกทหารรุ่นพี่ในการซ่อมแซมอีก ไม่มีใครกล้าตำหนิอะไรเธอหลังจากที่รู้เรื่องผ่านหัวหน้า
ปรากฏว่าสาเหตุที่ทำให้พวกองค์กรสกุลจางมาด่าทอพวกเขาก็มีอยู่ เป็นพวกเขาเองที่รู้เรื่องช้ากว่าคนพวกนั้น ทั้งยังส่งรุ่นน้องไปเสี่ยงตายอีกต่างหาก
ถ้าไม่ใช่เพราะประธานจางช่วยเหลือ ไม่รู้ว่าตอนนี้รุ่นน้องจะกลับมาอย่างปลอดภัยได้อย่างไร ไม่ต้องพูดถึงว่าเธอจะมีผลึกบาเรียมาให้พวกเขาหรือเปล่าเลย....
แน่นอนว่าการซ่อมแซมบาเรียนั้นกินเวลานานมาก หลังจากที่ซูหยวนกลับมาแล้วก็ผ่านไปอีก 3 วัน การซ่อมแซมจึงสำเร็จไป 80 ส่วนจาก 100 ส่วนแล้ว สาเหตุที่ช้าแบบนี้ก็เพราะพวกเขาไม่ได้ซ่อมแซมแค่ส่วนที่เสียหาย หากแต่เพิ่มความแข็งแรงให้ส่วนอื่นๆไปด้วยเลย
ซึ่งการตัดสินใจเช่นนี้ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องโชคดีหรือโชคร้าย ในตอนที่ซูหยวนกำลังใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือที่ได้มาจากคุณชายสี่ ตอนนั้นเสียง “ตู้ม!!” ที่ดังสนั่นหวั่นไหวใกล้หูก็ทำให้เธอต้องออกมาจากที่ซ่อนตัว
“เกิดอะไรขึ้นคะ” เธอเอ่ยถามพวกรุ่นพี่ที่กำลังเฝ้าระวังสถานการณ์อยู่ พวกเขารับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติข้างนอกบาเรียนั้นก่อนแล้ว จึงได้ซ่อนตัวอยู่ในเขตปลอดภัย
เดิมทีไม่คิดว่าจะมีเสียงระเบิดที่รุนแรงนั้นเช่นกัน เข้าใจว่าอาจจะเป็นพวกก่อกวนของดินแดนลับ ทว่า...ยังไม่ทันที่พวกเขาจะเล่าสถานการณ์ใด เสียงตะโกนที่ดังมาจากข้างในก็ทำให้ซูหยวนต้องขมวดคิ้ว
“อันซูหยวน!!” น้ำเสียงที่คุ้นเคย และการเรียกชื่อของเธอโดยตรง ทำให้ซูหยวนไม่สามารถอยู่เฉยๆได้ หญิงสาวรีบใช้แผนที่ของตนเองเพื่อตรวจสอบ พบว่าด้านหลังบาเรียหรือก็คือ...ในเขตดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้น เวลานี้มีคน 4 คนที่เคลื่อนไหวอยู่ข้างหน้า และอีก 20 กว่าคนกำลังไล่ตามด้วยความเร็ว
สถานการณ์นี้ดูเหมือนจะเป็นการไล่ล่ากันใช่หรือไม่? ทั้งเสียงที่ดังขึ้นนั้นก็ควรจะเป็นเสียงจากฝั่งของผู้ถูกไล่ล่าด้วย!
“รุ่นน้อง...”
“ช่วยส่งคนไปแจ้งคนสกุลจาง บอกพวกเขาว่าคุณชายสี่เกิดเรื่อง ฉันจะเข้าไปช่วยคุณชายสี่ค่ะ” ซูหยวนไม่มีเวลาอธิบายอะไร เธอเพียงขอให้พวกเขาช่วยเหลือ ในขณะที่ตัวเองพุ่งตัวไปข้างหน้าเท่านั้น
รุ่นพี่หลายคนมองหน้ากันเอง ก่อนที่สองคนจะรับหน้าที่ไปตามคนสกุลจางมา เป็นสองคนที่มีความเร็วมากที่สุด เพื่อให้สามารถพาตัวพวกเขามาที่นี่ได้ทัน ก็มีแค่พวกเขาเท่านั้น
รุ่นพี่คนอื่นๆก็ไม่ปล่อยให้ซูหยวนไปเสี่ยงอันตรายเพียงลำพังเช่นกัน พวกเขาไม่ต้องขออนุญาตจากหัวหน้าภารกิจด้วยซ้ำ เพราะว่าหัวหน้าภารกิจของพวกเขาวิ่งไปข้างหน้าก่อนแล้ว
ซูหยวนพุ่งผ่านบาเรียเข้ามา เธอไม่ได้สนใจว่าจะถูกทหารเฝ้าประตูหยุดเอาไว้หรือไม่ เพียงพุ่งผ่านพวกเขาไปด้วยความเร็วที่เหนือกว่า คนเหล่านั้นทำได้แค่อ้าปากค้างในขณะมองดูแผ่นหลังของเธอ หลังจากนั้นก็ถูกทำให้สลบโดยรุ่นพี่พลทหารพิเศษที่วิ่งตามมา
เสียงระเบิดยังคงดังขึ้นต่อเนื่อง ซูหยวนไล่ตามตำแหน่งของพวกเขาไปและตั้งใจจะไปดักเจอกันข้างหน้า นี่ทำให้เธอไปถึงตำแหน่งนั้นเร็วกว่าพวกเขา คนทั้ง 4 นี้ตั้งใจจะวิ่งออกมาที่ชายแดนอย่างชัดเจน เมื่อเห็นซูหยวนก็ผ่อนคลายลงบ้าง ดูเหมือนว่าความพยายามของพวกเขาจะสำเร็จจริงๆ
“ฉันต้องการเวลาครึ่งชั่วโมงก่อนที่กองกำลังของฉันจะมาถึง” คุณชายสี่เป็นหนึ่งในสี่คนเหล่านั้นที่ซูหยวนเห็นจริงๆ ข้างกายของเขาเป็นหญิงสาวผู้หนึ่งที่ดูบอบบางอ่อนแอ ไหล่ขวาของเธอยังมีรอยบาดแผลลึกอยู่ด้วย สิ่งนี้ส่งผลให้ใบหน้าของเธอซีดเซียว คงจะเสียเลือดมาไม่น้อยแล้ว
ซูหยวนรู้ทันทีว่าผู้หญิงคนนี้ก็คือ “คนโง่” ที่คุณชายสี่พูดถึงก่อนหน้า สายตาของคุณชายที่มองสาวเจ้าทำให้ซูหยวนตัดสินใจจะช่วยเหลือ
“ยาสมานแผลนี้ลองใช้ก่อน” เธอโยนขวดยาให้คุณชายสี่ ปกติแล้วเมื่อได้รับของแปลกใหม่จะต้องให้คนประเมินก่อน ทว่าคุณชายสี่รู้ว่าสถานการณ์นี้ไม่มีตัวเลือกนัก เขาให้หญิงสาวคนรักดื่มยานี้ทันที
“ขอโทษนะคะที่ฉันเป็นต้นเหตุให้คุณชายสี่ต้องมาเจอกับปัญหานี้ด้วย...”
“ยังจะพูดอีก” คนสองคนที่เหมือนอยู่คนละโลกกับสถานการณ์ตอนนี้ทำให้ซูหยวนได้แต่มองด้วยสายตาว่างเปล่า พวกเขายังจะพลอดรักกันให้ใครดู ช่างไม่เลือกสถานการณ์เอาเสียเลย
แม้จะพูดแบบนั้น แต่เธอก็ทำหน้าที่เฝ้าระวังให้พวกเขาจริงๆ นอกจากนี้ยังมีรุ่นพี่พลทหารพิเศษที่ตามมาด้วย พวกเขาไม่ถามอะไรแต่ก็ยืนเรียงหน้ากระดาน เตรียมยกอาวุธของพวกเขาขึ้นมาแล้ว
“รุ่นพี่...”
“รุ่นน้อง พวกเรารอเวลานี้มานานแล้ว จะต้องสู้กับพวกคนของดินแดนลับใช่ไหม ฮ่าๆ พวกเราจะได้ระบายความอึดอัดใจจากที่ผ่านมาเสียที!”
“ถูกต้องแล้ว ที่ผ่านมาพวกเราต้องอดทนมาตลอด เวลานี้ได้ยืดเส้นยืดสายเสียที” ไม่รู้ว่าพวกเขาพูดจริงหรือเพียงพูดเพื่อให้ซูหยวนสบายใจ แต่ท่าทางกระตือรือร้นของคนเหล่านี้ทำให้ซูหยวนได้แต่นึกย้อนไปถึงการเกี่ยงงานก่อนหน้า
ตอนที่ต้องเลือกตัวแทนไปเจรจา พวกเขาแทบจะวิ่งหนี แต่พอมีเรื่อง...ทุกคนกลับพุ่งตัวออกมาโดยไม่ต้องให้บอก ช่างเป็นรุ่นพี่ที่ดีจริงๆ....เหอ เหอ เหอ
ทางด้านคุณชายสี่ที่ได้เห็นทหารของเขตมลพิษออกมาช่วยเหลือตนเองนี้ เขาก็ตะลึงไปเล็กน้อย เเต่พอได้ยินคำพูดของพวกเขาเเล้ว คุณชายสี่ก็พลันเข้าใจ เขารู้ว่าสถานการณ์ก่อนหน้านี้ของพวกคนจากเขตมลพิษไม่ค่อยดีนัก เเต่ก็ไม่คิดว่าจะหนักถึงขนาดสร้างความโกรธเเค้นได้เช่นนี้เลย เมื่อเป็นเช่นนี้เเล้ว เขาก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ควรจะยิ้มเพราะรู้สึกยินดี หรือจะร้องไห้เพราะรู้สึกอึดอัดใจเเทน
ไม่ว่าจะเป็นเเบบไหน เเต่ตอนนี้ที่พวกเขาต้องการก็คือความช่วยเหลือเหล่านี้ สุดท้ายเเล้ว...ถ้าพวกเขารอดไปได้ อย่างนั้นก็ถือว่าคนจากเขตมลพิษเป็นผู้มีพระคุณของเขากับคนรักเเล้ว
สำหรับเรื่องนี้ คงต้องย้อนกลับไปเมื่อไม่นานมานี้ ตอนที่เขากำลังยุ่งอยู่กับการสืบสวนหาคนลงมือ ไม่ได้คิดเลยว่าด้านหลังจะมีคนเพ่งเล็งไปที่คนรักของเขา สวี่เหมย..
ถึงจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำเรื่องนี้อย่างอุกอาจ เเต่เขาก็สาบานเอาไว้เเล้วว่าจะเอาคืนพวกมันให้สาสม
ตอนที่สวี่เหมยเพิ่งพ้นจากการจับกุม เธอยังไม่ทันได้พักผ่อนจากภาระร่างกายเเละจิตใจที่หนักอึ้ง กลับถูกคนจับตัวไป โชคดีที่เขาส่งคนไปรอรับเธอเพื่อที่จะหาโอกาสไปปลอบประโลม คิดไม่ถึงว่าการตัดสินใจนั้นจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง คนของเขาสามารถเห็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เเละรู้ทันทีว่าเกิดเรื่อง
เเต่เพราะเกิดเรื่องกะทันหันเกินไป เขาไม่มีเวลาเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับปัญหานี้ อีกอย่าง...ตอนนี้เขายุ่งอยู่กับการสอบสวนเสียจนไม่ได้กลับไปที่คฤหาสน์หรือไปที่ค่ายทหารใต้การดูเเลของตนเอง ดังนั้นตอนที่ตัดสินใจออกหน้าไปช่วยเหลือสวี่เหมย จึงมีเเค่เขาเเละองครักษ์ข้างกายมาเพียง 3 คนเท่านั้น
เเม้ว่าจะสามารถช่วยเหลือคนออกมาจากเงื้อมือของคนร้ายได้ ทว่าพวกมันกลับไม่คิดจะปล่อยพวกเขาไป คำสั่งของเจ้านายพวกมันก็คือ ถ้าจับเป็นไม่ได้ก็จับตาย สิ่งนี้ทำให้เขารู้ว่าพวกมันไม่ได้มีเจตนาที่จะทำข้อตกลงกับเขาเลย
ก่อนหน้านี้คิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนของฝ่ายที่ลงมือ เพื่อไม่ให้ตัวเองถูกจับจึงได้จับคนสำคัญของเขาไปเป็นตัวประกัน คาดไม่ถึงเลยว่าพวกมันกลับคิดจะสังหารสวี่เหมยให้ได้ ทำราวกับว่าเป็นศัตรูคู่เเค้นกันมานาน เเต่สวี่เหมยมีศัตรูที่ไหนบ้างล่ะ?
เธอเป็นเด็กกำพร้าเหมือนกันกับเขา เติบโตมาด้วยกันตั้งเเต่เด็ก ทั้งเป็นเด็กสาวขี้อาย หากเลือกได้ก็เลือกที่จะหลบเลี่ยงมากกว่าเข้าปะทะ เด็กสาวเเบบนี้จะสร้างความเกลียดชังได้อย่างไร เว้นเสียเเต่ว่า...จะมีเขาเป็นสาเหตุให้ลงมือ
เเม้คุณชายสี่จะสงสัยเช่นนั้น เเต่เขาก็ยังไม่มีหลักฐานมากพอ ตอนนี้ที่เขาทำได้ก็คือพยายามปกป้องชีวิตของสวี่เหมย ไม่สิ! ปกป้องทั้งสวี่เหมยเเละตัวเขาเองด้วย
เเรกเริ่ม คนร้ายพวกนี้คิดจะสังหารสวี่เหมยเพียงคนเดียวเท่านั้น เเต่พอเขาเข้ามาปกป้องอีกฝ่าย ประกาศตัวไปว่าตัวเองเป็น “คุณชายสี่” ผู้เป็นหนึ่งในบุตรบุญธรรมของท่านอัศวินเพื่อให้พวกเขายอมถอย เเต่ไม่คิดเลยว่ายิ่งได้ยินเเบบนั้น กลับยิ่งเพิ่มการโจมตีมากขึ้น กระทั่งประกาศว่านี่เป็นโอกาสในการสังหารเขาไปด้วยเลย
ช่างเป็นกลุ่มที่น่าสนใจจริงๆ .... เพราะเเบบนี้ ตัวตนของคนลงมือจึงซับซ้อนมากขึ้นอีก
เขารู้ว่าถ้าคนลงมือคือคุณหนูสกุลหลาง เจตนาสังหารสวี่เหมยก็ถูกต้องเเล้ว ทว่า...หากเป็นเธอ ไม่มีทางที่จะลงมือกับเขาเช่นนี้ ดังนั้น ไม่เเน่ว่านี่อาจจะเป็นการลงมือของคนอื่นที่อาศัยมือของหลางอันเสวี่ยก็เป็นได้
ในขณะที่คุณชายสี่กำลังใช้ความคิด คนลงมือไม่ได้ใจดีขนาดปล่อยให้เขามีเวลามากนัก ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงตำแหน่งที่ทั้งหมดยืนอยู่ เมื่อเห็นว่ามีคนของเขตมลพิษจำนวนมากอยู่ที่นี่ สีหน้าของพวกเขาก็ประหลาดใจเล็กน้อย
“พวกคนจากเขตมลพิษไม่เกี่ยวอะไรด้วย อย่ามาขวางการลงมือของพวกเรา ไม่อย่างนั้นก็อย่าหาว่าพวกเราใจร้ายรังแกคน!”
แม้ว่าการที่ต้องลงมือกับคนของเขตมลพิษจะไม่ใช่สิ่งที่พวกเขากังวล ในใจทุกคนเชื่อมั่นว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่า หากต้องลงมือก็ไม่มีทางเสียเปรียบ ถึงอย่างนั้น...หากต้องเสียเวลาจัดการคนไร้ค่าเช่นนี้จนทำให้ภารกิจของพวกเขาล่าช้า ก็คงจะทำให้รำคาญใจไม่น้อย
“เจ้านายของพวกเราที่สั่งให้ลงมือเป็นคนใหญ่คนโตในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ หากพวกแกคิดจะต่อต้าน ระวังไว้เลยว่าครั้งหน้าที่พวกแกเข้ามานั้นจะต้องเจอกับปัญหามากมายแน่ คิดให้ดีเถอะว่าจะขวางทางเพื่อให้พวกเราเสียเวลา หรือจะหลีกทางให้”
เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่ยอมขยับ ทางนั้นก็พูดข่มขู่มาอีกคำ ซึ่งประโยคนี้ก็ยังทำให้คุณชายสี่กังวลใจไปด้วย เขาประคองสวี่เหมยที่ตัวสั่นเทาเพราะผลกระทบจากการเสียเลือดมาก พยายามปลอบประโลมเธอ ให้เธอไม่หมดสติไปก่อน ถึงอย่างนั้น...สวี่เหมยกลับเป็นห่วงเขามากกว่าตนเองเสียอีก
“คุณชาย...ใช้เวลานี้หนีไปเถอะค่ะ คำขู่ของคนพวกนั้นจะต้องใช้ได้แน่ พวกคนของเขตมลพิษมาที่นี่ก็เพื่อต้องการแลกเปลี่ยนทรัพยากรเท่านั้น ฉันคิดว่าพวกเขาคงไม่อยากก่อปัญหา....” สวี่เหมยแม้จะไม่ได้มีความเข้าใจในเรื่องการต่อสู้มากนัก แต่ปัญหาจิตวิทยาเหล่านี้เธอย่อมรู้ดี
คนของเขตมลพิษที่ผ่านมาอดทนอดกลั้นไม่น้อย พวกเขาถูกดูแคลนมาสารพัดแล้วแต่ไม่ยอมต่อสู้ลงมือ นี่หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าพวกเขาทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองสามารถกลับมาแลกเปลี่ยนทรัพยากรได้อย่างไรล่ะ ดังนั้น...เพื่อไม่ให้เกิดความยากลำบากในอนาคต อย่างไรก็ต้องยอมถอยตามคำขู่
“ฉันเชื่อใจอันซูหยวน” คุณชายสี่ขมวดคิ้วแน่น
จะให้เขาหนีไปงั้นหรือ? จะหนีไปได้อย่างไร? ความหมายของสวี่เหมยก็คือการให้เขาหนีไปโดยทิ้งตนเองที่บาดเจ็บเอาไว้น่ะสิ ถ้าเขาคิดจะหนี เขาคงไม่ยื่นมือเข้ามาตั้งแต่แรกหรอก
สำหรับเขาแล้ว สวี่เหมยก็คือคนสำคัญที่สุด ดังนั้นต่อให้ต้องตาย...เขาก็จะไม่หนีเอาตัวรอดเด็ดขาด
ในขณะที่บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดัน ตอนนั้นเองที่หัวหน้าภารกิจก็หันมาถามอันซูหยวน
“พลทหารพิเศษอัน คนที่เธอออกมาช่วยนี้เป็นคนสำคัญของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่า” ซูหยวนหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะตอบหัวหน้ากลับไป
“ใช่ค่ะ”
“คนสำคัญคนนี้สามารถช่วยพวกเราในการแลกเปลี่ยนครั้งหน้าได้ไหม” หัวหน้าถามอีกครั้ง ครานี้ซูหยวนหันไปมองคุณชายสี่เล็กน้อย พวกเขาสบตากันอย่างจริงจัง ก่อนที่เธอจะหันมาตอบ
“ค่ะ เขาเป็นบุตรบุญธรรมคนหนึ่งของท่านอัศวินหงส์ขาว ดังนั้นถ้าเขายังรอดชีวิต การแลกเปลี่ยนก็ยังทำได้”
ซูหยวนไม่ได้พูดว่า หากช่วยเหลือคุณชายสี่แล้ว วันหนึ่งคนที่เป็นศัตรูกับคุณชายสี่ขึ้นตำแหน่งอัศวินขึ้นมา พวกเธอก็จะเจองานยากขึ้น เพราะถึงแม้โอกาสจะมีเช่นนั้นจริงๆ แต่ถ้า...หากเธอไม่ช่วยคุณชายสี่ครั้งนี้ คิดว่าครั้งหน้าคนที่อยู่เบื้องหลังนักฆ่าพวกนี้จะปล่อยพวกเธอไปจริงหรือ?
ซูหยวนไม่คิดหวังพึ่งน้ำบ่อหน้ามากนัก ตราบเท่าที่โอกาสสำเร็จยังไม่แน่นอน ดังนั้นจึงตัดสินใจจะเชื่อมั่นในคุณชายสี่มากกว่า
“เข้าใจแล้ว” เมื่อหัวหน้าภารกิจได้ยินเช่นนั้น เขาก็ก้าวเท้าออกมาแล้วใช้ค้นใหญ่ในมือไปที่คนตรงหน้า
“ต้องขออภัยด้วย แต่พวกเราเลือกจะปกป้องคุณชายสี่แล้ว”
คำประกาศนี้ทำให้สีหน้าของคุณชายสี่ดีขึ้น ถึงจะไม่รู้จักฝีมือของพลทหารพิเศษจากเขตมลพิษนี้เป็นอย่างไร ทว่า...เขาก็คาดหวังเอาไว้ไม่น้อย
ขอแค่พวกเขายื้อเวลาไว้ได้นานหน่อยก็พอแล้ว กองกำลังของเขาน่าจะกำลังเดินทางมาเช่นกัน หากครั้งนี้เขารอดไปได้ เขาจะต้องตอบแทนคนจากเขตมลพิษให้ดี ไม่ปล่อยให้พวกเขาเสียเปรียบแน่!
“โง่เขลา!!”
นักฆ่าพวกนั้นสบถออกมาอย่างนึกรำคาญใจ เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองพูดขนาดนี้แล้ว คนของเขตมลพิษจะยังโง่งมอยู่อีก ทำไมพวกมันถึงไม่เข้าใจว่าตอนนี้...ควรจะต้องหนีเอาตัวรอดแล้ว ไม่ใช่มาอวดดีกับพวกเขาอีก!
“พวกแกคิดจริงๆหรอว่าจะสามารถช่วยเหลือคุณชายสี่ได้ พวกเราให้โอกาสวิ่งหนีหางจุกตูดแล้วกลับไม่ยอมไป ถ้าอย่างนั้นก็ตายที่นี่แหละ!”
……………………………….