บทที่ 399 กลับไปยังสถาบัน (อ่านฟรี 9 เม.ย. 69)
บทที่ 399 กลับไปยังสถาบัน (อ่านฟรี 9 เม.ย. 69)
บทที่ 399 กลับไปยังสถาบัน
หลังจากที่ซูหยวนกลับออกมาจากคฤหาสน์ของท่านอัศวิน เธอก็ตรงไปยังที่พักของคนเป็นเจ้านายเพื่อรายงานสถานการณ์และแผนของตนเองให้เขาฟัง แม้ว่าจางอู่หยางจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่ซูหยวนพาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอันตราย แต่ในเมื่อนี่เป็นความตั้งใจของเธอ เขาก็ไม่ห้าม เพียงแค่บอกว่าจะสนับสนุนเธอต่อไปเท่านั้น
ส่วนรุ่นพี่ทหารพิเศษ คนเหล่านี้มีความสุขมากกว่าที่จะเสียใจ พวกเขาก่อนนี้สามารถได้รับผลประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนกับคุณชายสี่ ให้สามารถเข้าพื้นที่เชื่อมมิติของพวกเขาได้เพียง 5 วัน จำนวน 20 คนเท่านั้น
แต่คนสกุลจางกลับได้ผลประโยชน์ยิ่งใหญ่กว่า กระทั่งสามารถเป็นเจ้าเมืองในดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้เลย ดังนั้นจึงรู้สึกว่าตัวเองทำผลงานตามหลังคนสกุลจางไปมาก
หากนำเรื่องนี้ไปรายงานคงจะถูกพวกหัวหน้าเปรียบเทียบอีก ดีไม่ดี...หัวหน้าอาจจะรีบมาขอร้องให้จางอู่หยางนั่นเข้าร่วมกองกำลังพิเศษของเขาอีกครั้งก็เป็นได้ ช่าง...เป็นการสร้างความอัปยศครั้งใหญ่ให้พวกเขาจริงๆ
โชคดีที่ซูหยวนของพวกเขาทำงานได้ดีมาก ตอนนี้ไม่ใช่ว่าเธอมาทำงานในฐานะสมาชิกของกองกำลังพิเศษหรือ? ในเมื่อเธอประสบความสำเร็จ กลายเป็นบุตรีบุญธรรมของท่านอัศวินหงส์ขาวแล้ว เช่นนั้นพวกตนก็เท่ากับประสบความสำเร็จไปด้วยสิ!
คนสกุลจางก็เป็นได้แค่เจ้าเมืองเท่านั้น แต่รุ่นน้องอันของพวกเขาเป็นถึงกับบุตรีท่านอัศวินเชียวนะ!
พวกเขาตื่นเต้นจนลืมไปแล้วว่าซูหยวนก็เป็นคนของสกุลจางเหมือนกัน ที่สำคัญที่สุด...ดูเหมือนว่าเธอจะให้ความสำคัญกับตระกูลจางมากกว่ากองกำลังพิเศษอย่างพวกเขาเสียด้วย...
พิธีการแต่งตั้งบุตรีบุญธรรมค่อนข้างใหญ่โต ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของผู้คนมากมาย ส่วนใหญ่แล้วเป็นพวกขุนนางที่พยายามก่อหวอดขึ้นมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากการเคลื่อนไหวใหญ่โตเกินไปของพวกเขาจะทำให้ท่านอัศวินไม่พอใจจนเอาเรื่องที่พวกเขาคิดสนับสนุนคุณชายสามที่เป็นคนผิดขึ้นมาพูดต่อหน้าสาธารณะชน เวลานั้นคนที่จะเดือดร้อนก็คือพวกเขาเอง
ตอนนี้สถานการณ์ของคุณชายสามย่ำแย่มาก ต่อให้เรื่องจริงจะยังไม่สรุปผล แต่ผู้คนมากมายที่ได้รับความเดือดร้อนเพราะนักฆ่า ต่างก็ต้องการแก้แค้นคุณชายสามกันทั้งนั้น
ขุนนางมากมายที่เคยสนับสนุนเขามาก่อนก็เริ่มปลีกตัวออกห่าง ถ้าเป็นเรื่องอื่นทุกคนก็ยังสามารถรับมือได้ แต่ความโกรธของคนมหาศาลเช่นนี้...ไม่สิ! แม้แต่ขุนนางบางคนในหมู่พวกเขาก็ยังได้รับความเดือดร้อน ต้องเสียญาติพี่น้องและคนที่ตัวเองรักไปเพราะนักฆ่าเหล่านี้เลย
สิ่งนี้ทำให้พวกเขายิ่งส่งมอบหลักฐานมาให้โดยไม่เปิดเผยที่มา ทำให้คุณชายสี่ทำงานได้ง่ายขึ้นไม่น้อย
เรื่องยุ่งๆทั้งหมดนี้เป็นส่วนของพวกขุนนางที่จะต้องรับผลกรรมของตนเอง ส่วนประชาชนที่ได้ยินว่าท่านอัศวินจะแต่งตั้งธิดาบุญธรรมขึ้นมาใหม่นั้นต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มพูดถึงเรื่องนี้ แต่การที่ท่านอัศวินที่ดูแลอาณาเขตด้วยความทุ่มเทมาตลอดถูกลอบสังหารโดยบุตรชายบุญธรรมทำให้ท่านเจ็บปวดอย่างมาก จนกระทั่งได้เจอกับเด็กสาวจากเขตมลพิษ จึงทำให้กลับมาแข็งแกร่งเหมือนเดิมได้ สิ่งนี้ทำให้การยอมรับของประชาชนเปิดกว้างมากขึ้น
แม้จะดูแคลนคนจากเขตมลพิษเหมือนเดิม ทั้งยังไม่ยอมรับหากจะมอบอำนาจใดๆให้อีกฝ่าย แต่....ถ้าเป็นแค่การแต่งตั้งเพื่อรักษาจิตใจของท่านอัศวิน พวกเขาย่อมไม่ต่อต้านใดๆ
เมื่อเธอกลายเป็นบุตรีบุญธรรมอย่างเป็นทางการ ก็ได้รับคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ท่านอัศวินมอบให้ ทำเอาคนของสกุลจางและคนของกองทัพย้ายที่อยู่กันเป็นแถว
หลังจากนี้พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปพักแรมที่โรงแรมราคาถูกแสนแออัดอีกต่อไป ซึ่งนอกจากพวกเขาแล้ว ซูหยวนก็ยังเรียกให้คนของเผ่าวิหคดำที่ทำสัญญาจะรับใช้เธอตลอด 1 ปีนี้มาที่คฤหาสน์ด้วย ไม่ใช่ว่าเชื่อใจพวกเขา แต่เธอมีงานที่จะให้พวกเขาต้องจัดการให้
ทั้งสามคนไม่รู้ว่าโชคดีหรือร้าย เวลานี้พวกเขาอาจจะเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป...พวกเขาจะรู้เองว่าชีวิตที่เต็มไปด้วยอำนาจนั้นมีความสุขขนาดไหน พอย้อนกลับมายังต้นเหตุของเรื่องนี้ อดที่จะหัวเราะแห้งๆออกมาไม่ได้
ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องในอนาคต เพราะในปัจจุบันนี้...สิ่งที่พวกเขาต้องแบกรับก็คือหม้อดำใบใหญ่...
“นั่นเป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ต่อให้พวกเราอยากจะทำ ก็ทำไม่สำเร็จ!”
หนึ่งในคนของเผ่าวิหคดำส่ายหน้ารัวๆ งานนี้ยากเกินไป คิดจะให้พวกเขาทำมันงั้นหรือ? ถ้าไม่ถูกตีหัวกลับมาก็คงจะไม่ใช่คนของเผ่าวิหคดำแล้ว
อันซูหยวนมองหน้าพวกเขานิ่ง เธอไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก ต่อให้พวกเขาอยากทำหรือไม่ สุดท้ายก็ต้องทำมันอยู่ดี! หน้าที่ของพวกเขาก็คือการทำตามคำสั่งของเธอ นี่ไม่ใช่สัญญาที่ระบุเอาไว้แล้วหรือ?
เห็นซูหยวนแสดงออกเช่นนั้น ทั้งสามก็กัดฟันกรอด
“คุณอาจจะไม่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ แต่ตัวตนของคุณที่มาจากเขตมลพิษนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะยอมรับได้ง่ายๆ ต่อให้สินค้านี้เป็นของดีขนาดไหน ก็ไม่มีทางเลยที่คนจะเปลี่ยนจากสินค้าที่พวกเขาเคยใช้มาเป็นของคุณ”
“ดังนั้น...นี่จึงเป็นงานที่ฉันทำเองไม่ได้” ซูหยวนยักไหล่
สิ่งที่เธอต้องการให้พวกเขาทำก็คือการเอาตัวอย่างปุ๋ยของเธอไปใช้ที่หมู่บ้านของพวกเขา เธอตั้งใจจะให้ที่นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของ “ปุ๋ยวิเศษ” ที่จะทำให้ผู้คนมากมายต้องหาซื้อมาใช้ในอนาคต
ก็เหมือนกับที่รุ่นพี่พลทหารพิเศษได้พูดไว้ก่อนหน้านี้ เธอเองก็ได้สำรวจตลาดของปุ๋ยและสารบำรุงดินแล้วเช่นกัน แต่พบว่าปุ๋ยของพวกเขานั้นเป็นเหมือนปุ๋ยหมักทั่วไป ถึงจะดีกว่าสารบำรุงดินที่เขตของพวกเธอใช้ กระนั้นก็ไม่อาจจะเทียบกับปุ๋ยวิเศษของเธอได้
อย่าลืมว่าในปุ๋ยนั้นมีส่วนผสมของน้ำบริสุทธิ์จากฟาร์มของเธอด้วย เทียบคุณสมบัติกันแล้วย่อมเห็นได้ชัดเจน แต่ก็เหมือนกับที่ทั้งสามจากเผ่าวิหคดำพูด ถ้าอาศัยแค่การโฆษณาเรื่องคุณสมบัติของปุ๋ยอย่างเดียว พวกเขาย่อมไม่มีทางเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยของเธอเด็ดขาด ดังนั้น...จนกว่าพวกเขาจะเห็นด้วยตาของตนเอง นั่นคงจึงจะได้รับการยอมรับ
แต่ซูหยวนไม่สามารถทำเช่นนั้นด้วยตัวเองได้ เดิมที...เธอต้องการขอยืมอำนาจของสกุลจางที่กำลังจะได้เป็นเจ้าเมืองคนต่อไป ทว่า...ดูเหมือนการจะกลายเป็นเจ้าเมืองนั้นก็ไม่ได้ง่ายๆ แค่พวกเขาต้องทำให้คนในเมืองยอมรับในฐานะผู้นำก็ยากแล้ว จะให้มายุ่งไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องของเธออีกได้อย่างไร
การใช้เผ่าวิหคทั้งสามที่ติดหนี้เธออยู่จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด และทั้งสามก็ไม่อาจปฏิเสธได้..
“เริ่มจากครอบครัวของพวกคุณ ทำให้พวกเขาเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยวิเศษของฉัน โดยบอกว่าเป็นพวกคุณที่หาซื้อมาทำกำไร ไม่จำเป็นต้องบอกว่าเป็นปุ๋ยที่ได้มาจากฉัน จากนั้นก็รอจนกว่าผลลัพธ์จะแสดงออกมาแล้วค่อยบอกว่ามันเป็นปุ๋ยวิเศษจากเขตมลพิษ อ้อ พยายามให้พวกเขายืนยันให้มั่นใจก่อนว่าต่อให้กินเข้าไปก็ไม่มีอันตราย ไม่อย่างนั้นพวกเขาอาจจะไม่กล้ากินพวกมันอีก”
ซูหยวนบอกแผนการให้พวกเขาหลังจากเห็นว่าทั้งสามคนยังทำหน้าตาบูดบึ้งเพราะคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร เมื่อได้ยินแผนการของเธอแล้ว สามคนยิ่งทำหน้าน่าเกลียดมากขึ้นไปอีก
“แบบนี้ไม่เท่ากับให้พวกเราไปโกหกรึไง”
“ใช่ๆ แบบนี้ก็เหมือนว่าพวกเขาต้องโกหกคนรู้จักเลย” พวกเขาต่างก็โวยวายขึ้นมา ทว่าสีหน้าของซูหยวนเมื่อได้ยินเช่นนี้กลับมีร่องรอยของความดูแคลน
“งั้นหรือ? .... แล้วอย่างไรล่ะ ทั้งหมดนี้ไม่ได้เริ่มมาอย่างผิดพลาดตั้งแต่ต้นแล้วหรือ? ตอนนี้จะโวยวายเพียงเพราะต้องโกหก มันไม่น่าขำไปหน่อยรึไง”
“นะ นี่....”
“ฉันไม่อยากเสียเวลาอธิบายอะไรอีก ไปจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จ” เธอโบกมือไล่พวกเขา เพราะนี่ไม่ใช่คำขอ แต่เป็นคำสั่งจากเธอต่างหาก
ทั้งสามคนเดินหน้ามุ่ยออกไป คำพูดของซูหยวนไม่ผิด ถ้าวันนั้นพวกเขาไม่โลภมากแล้วคิดว่าคนจากเขตมลพิษรังแกได้ง่ายๆ คงไม่มีปัญหามาจนถึงตอนนี้หรอก
น่าหงุดหงิดใจ แต่ก็ไร้ทางเลือก....
ทางซูหยวนเองก็ไม่ได้มีเวลาที่เขตศักดิ์สิทธิ์นี้มากนัก หลังจากให้คนของเผ่าวิหคดำทั้งสามไปจัดการเรื่องแล้วก็เตรียมพร้อมเดินทางกลับบ้านตนเอง
การเดินทางครั้งนี้เสียเวลาไปมากกว่าที่คิดจริงๆ กระทั่งที่สถาบันเปิดเรียนไปแล้ว 2 เดือน ทำให้เธอพลาดโอกาสที่จะวัดค่าพลังงานพร้อมกับคนอื่นๆ ยังดีที่คนของกองทัพพิเศษนั้นไม่ใช่คนที่สถาบันจะกล้าต่อต้าน เมื่อพวกเขาทำเรื่องไปขอเลื่อนการกลับมาของอันซูหยวนก็ย่อมได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว
แต่ทันทีที่เธอกลับมาถึงเขตชั้นใน จะต้องรีบเข้ามาวัดพลังโดยด่วนเพื่อไม่ให้ทุกคนกล่าวหาว่าซูหยวนกำลังเอาเปรียบเพื่อนๆรุ่นเดียวกัน แน่นอนว่าไม่มีใครกล้ากล่าวหาเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะคนที่สามารถขึ้นไปเรียนชั้นปีที่ 3 ได้ ปีนี้มีแค่ 11 คน รวมซูหยวนด้วยเท่านั้น โดยที่อีก 7 คนก็คือเพื่อนของเธอ ซึ่งผ่านวิชาเกษตรมาได้เนื่องจากความช่วยเหลือของซูหยวนเอง
ค่าพลังงานครั้งนี้ของหญิงสาวสูงมาก ไม่น่าแปลกใจเลยที่การต่อสู้กับนักฆ่าเมื่อครั้งก่อนจะราบรื่นดี ท้ายที่สุดแล้วเธอก็กินอาหารดีๆตลอด แถมพอไปที่เขตศักดิ์สิทธิ์นั้นก็ได้กินอาหารอย่างเต็มที่ เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี กินอาหารดี นอนหลับได้ดี ผลมันก็ปรากฏให้เห็น
“นะ นี่....” เจ้าหน้าที่ของสถาบันที่ตรวจสอบพลังงานให้นักเรียนทุกคนอ้าปากค้าง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผลลัพธ์จะปรากฏดังนี้
เขาหันไปมองนักเรียนหญิงที่อายุน้อยกว่าเขาหลายสิบปี ปีนี้เธอน่าจะอายุแค่สิบกว่าปีเท่านั้น แต่กลับมีค่าพลังงานสูงกว่าเขาไป 3-4 เท่าแล้ว
“ผลการตรวจสอบเป็นอย่างไรคะ” ซูหยวนเอ่ยถามอย่างใจเย็น อีกฝ่ายจึงสามารถเรียกคืนสติของตนเองกลับมาได้
เขารู้ว่านักเรียนอันซูหยวนเป็นใคร เธอก็คือนักเรียนทุนที่ประธานจางคนนั้นรับเข้ามาดูแลด้วยตัวเอง แถมยังเป็นพลทหารตำแหน่งจ่าสิบเอก นอกจากนี้...ก็ยังเข้าร่วมกองกำลังพิเศษของมนุษย์ชาติ เป็นเกษตรกรระดับผู้เชี่ยวชาญ และยังเป็นนักวิจัยที่ยอดเยี่ยม
ในสถาบันตอนนี้ แค่ได้ยินชื่ออันซูหยวน อาจารย์ทั้งหมดก็เกือบจะคลี่ยิ้มออกมา เพราะแค่ 2 ปีที่แล้ว เธอคว้าอันดับหนึ่งให้สถาบันนักล่าของพวกเขา 2 ปีซ้อน และทุกคนก็กำลังคาดหวังกับชั้นปีที่ 3 นี้เช่นกัน
ชั้นปีที่ 3 นี้ การทดสอบจะไม่เหมือนกับปีก่อนๆ เพราะไม่ได้พึ่งพาแค่ทักษะด้านเดียวอีกแล้ว แต่จะเป็นการประลองโดยรวมเอานักเรียนชั้นปีที่ 4 และปีที่ 3 เข้าด้วยกันหมด
ไม่ว่าจะเป็นการประลองด้วยทักษะการต่อสู้ การประลองด้วยทักษะความรู้ การประลองด้วยการวางแผนและกลยุทธ์ การประลองด้วยการทำเกษตร และอื่นๆอีกมากมาย
ซึ่งพวกชั้นปีที่ 3 นี้ ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยจริงจังกับการประลองระหว่างสถาบันมากนัก อย่างไรก็ยังถือว่าอ่อนแอกว่านักเรียนชั้นปีที่ 4 อยู่ เพียงแต่...สำหรับปีที่สาม พวกเขารู้กันดีกว่ามีการแข่งขันย่อยอย่างหนึ่งที่มักจะถือว่าเป็นการแข่งขันของพวกเขา นั่นก็คือการแข่งขันการปรุงยา
เนื่องจากนักเรียนทุกสถาบันจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำยาระดับต่ำ รวมถึงความรู้ในการใช้ยาต่างๆ เพื่อเป็นพื้นฐานให้สามารถออกไปใช้ชีวิตข้างนอกได้ ช่วยชีวิตผู้คนพื้นฐานได้
สำหรับสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งนี้ก็มีหลักสูตรเกี่ยวกับการปรุงยาที่บังคับให้นักเรียนเข้าเรียนด้วยเช่นกัน ก็เหมือนกับอาจารย์ของวิชาเกษตร ยังดีที่วิชาปรุงยาไม่ได้มีสถานะที่ย่ำแย่เหมือนกับวิชาเกษตร ดังนั้นจึงมีนักเรียนที่สนใจการปรุงยาไม่น้อย
อย่างไรก็เป็นวิชาที่จะช่วยให้พวกเขาสกัดยาเบื้องต้นเอามาใช้รักษาได้ในตอนที่อยู่เขตพื้นที่ล่า ดังนั้นจึงถือว่าเป็นอีกวิชาที่สำคัญ
ผู้วัดผลคะแนนมองหน้าซูหยวนก่อนจะเผยรอยยิ้มของเขาขึ้นจนเห็นฟันเกินครึ่งที่มี
“เห็นผลคะแนนรอบนี้ของนักเรียนอันแล้ว ก็น่าจะสามารถคาดหวังการแข่งขันชิงกับพวกชั้นปีที่ 4 ได้เลยนะ” เพราะคะแนนของเธอตอนนี้ เรียกได้ว่าสูงกว่านักเรียนทั้งหมดเสียอีก
ยังมีการแข่งขันอย่างหนึ่งที่อันซูหยวนชนะได้แน่นอน นั่นก็คือการแข่งขันด้วยการวัดค่าพลังงาน ไม่เสียเวลามากนัก แต่นับเป็นคะแนนเอามารวมกับคะแนนด้านอื่นๆ เพื่อประเมินว่าสถาบันไหนจะคว้าอันดับหนึ่งของปีไป
แม้ก่อนหน้านี้ สถาบันนักล่าของพวกเขาก็จะได้รับอันดับหนึ่งจนถึงอันดับ 5 มาเสมอ ทว่า...ในปีนี้อาจจะได้มากกว่า 5 ตำแหน่งก็ได้
“ค่าพลังงานของนักเรียนอันตอนนี้อยู่ที่ 233 นับเป็นค่าพลังงานที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของนักเรียนเลย ขอแสดงความยินดีด้วยนะ แล้วก็ขอให้นักเรียนอันประสบความสำเร็จต่อไป” เขาพูดขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ยอมบอกผลการทดสอบให้ซูหยวนจริงๆจังๆเสียที
…………………………………