บทที่ 403 ปรับกลยุทธ์ (อ่านฟรี 13 เม.ย. 69)
บทที่ 403 ปรับกลยุทธ์ (อ่านฟรี 13 เม.ย. 69)
บทที่ 403 ปรับกลยุทธ์
“ไอ้พวกสถาบันนักล่า ทำเเบบนี้เเล้วมีความสุขรึไง? เห็นได้ชัดว่าพวกแกเเข่งขันอย่างไม่ยุติธรรม ต่อให้จะบอกว่าตัวเองมีฝีมือขนาดไหน ก็ไม่น่าจะมีใครล่าได้ครั้งเดียวเกือบร้อยตัวหรือเปล่า ก่อนหน้านี้ที่เขต C ก็ยังทำไม่ได้ ครั้งนี้ที่เขต D กลับทำได้ นี่มันไม่ผิดปกติเกินไปหรือ?”
แม้จะถูกดูแคลนถึงขนาดนั้น แต่นักเรียนจากสถาบันเกษตรกรก็ไม่อยากยอมรับความจริงเอาเสียเลย ตัวแทนนักเรียนคนหนึ่งกระโจนออกมาท่ามกลางพายุความเห็นสะใจทั้งหลาย ทั้งยังเรียกรวมกำลังพลของตัวเองมาร่วมด้วยอีก
“นั่นสิ พวกเราไม่เชื่อเด็ดขาด จะต้องมีปัญหาเกิดขึ้นในการเเข่งขันเเน่ ฉันคิดว่าพวกแกกำลังโกง อาจจะให้คนอื่นมาช่วยก็ได้!!”
“ใช่แล้ว จะต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ ต่อให้พวกนั้นมีความสามารถขนาดไหนก็ไม่ควรจะทำได้ถึงขนาดนี้”
“แบบนี้ไม่ยุติธรรมกับสถาบันอื่นๆเลย ยังจะเรียกว่าการแข่งขันได้อีกหรอ? อีกอย่าง...ถ้าทำได้ขนาดนี้แล้ว ทำไมไม่ปรากฏตัวมาตั้งแต่แรก ทั้งหมดก็เพราะรู้ว่าต่อสู้อย่างตรงไปตรงมาแล้วเอาชนะพวกเราไม่ได้ก็เลยคิดจะโกงต่างหาก!!”
ฝ่ายนักเรียนจากสถาบันเกษตรกรพยายามหาข้ออ้างต่างๆนานามาพูด แต่พวกเขาทำเช่นนี้ก็ยิ่งให้คนหัวเราะมากขึ้นเท่านั้น
“โถ พวกนักเรียนสถาบันเกษตรกรช่างหาข้ออ้างเก่งจริงๆ ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้บอกให้พวกเรายอมรับผลหรอ? ทำไมตัวเองถึงได้โวยวายเเบบนี้ล่ะ ทางผู้ตรวจสอบระบบเก็บคะเเนนก็พูดเเล้วว่าไม่มีข้อผิดพลาดอะไร ยังจะมาตั้งข้อสงสัยนั่นนี่อีก พอตัวเองชนะก็บอกไม่มีปัญหา พอคนอื่นชนะบอกว่านั่นแหละคือปัญหา ใจเเคบเสียจริง”
“ฮ่าๆ นี่เป็นการยืมเอาประโยคเด็ดที่คนพวกนี้พูดกันมาใช้เลยไม่ใช่หรอ? ก่อนหน้านี้คนสถาบันเกษตรกรก็พูดเเบบนี้แหละ ไม่ให้อ้างว่านักเรียนสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งเหลือเเค่ 11 คนที่กำลังต่อสู้กับคนร้อยกว่าคน ฮ่าๆ น่าหัวเราะเป็นบ้า”
“เเต่เรื่องที่นักเรียนคนเดียวล่าพวกกลายพันธฺ์ได้เป็นร้อยตัวนี้ก็น่าสงสัยจริงๆนั่นแหละ ย้อนกลับไป...ไม่สิ กระทั่งตอนนี้ฉันก็ยังล่าไม่ได้เหมือนเดิม”
“ใช่ ฉันก็คิดเหมือนกัน เเม้ฉันจะมาจากสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งเเละดีใจกับผลลัพธ์เเบบนี้ เเต่มันจะเป็นไปได้จริงๆหรอ? ถึงอยากจะชนะเเค่ไหนก็อยากชนะอย่างใสสะอาดนะ” เห็นว่ามีคนสงสัยเพิ่มมากขึ้นแบบนี้ นักเรียนบางคนที่รู้ความจริงจากสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งก็เริ่มออกมาพูดบ้าง
“พวกรุ่นพี่รู้จักอันซูหยวนไหม พลทหารพิเศษอันซูหยวนน่ะ ตอนนี้เธอเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 ของสถาบันนักล่าอันดับหนึ่ง ทีนี้เข้าใจหรือยังว่าคะเเนนที่เพิ่มขึ้นครั้งละ 100 คะเเนนมาจากไหน”
คนหนึ่งทิ้งประเด็นสำคัญเอาไว้ แค่พูดชื่อ “อันซูหยวน” ชื่อที่เป็นตำนานนี้ก็น่าจะทำให้ทุกคนคิดได้ว่าความจริงแล้วเป็นอย่างไร พวกเขาโกงจริง หรือนี่ก็คือการแข่งขันอย่างตรงไปตรงมา แน่นอนว่าเมื่อมีคนเปิดประเด็นนี้แล้ว คนอื่นๆก็เข้ามาสมทบด้วย
“อัจฉริยะอันกำลังล่าอยู่ คนอื่นทำไม่ได้ เเต่เธอทำได้เเน่นอน ดังนั้นช่วยทำความเข้าใจใหม่ด้วย ไม่ใช่ตัวเองทำไม่ได้ก็บอกว่าคนอื่นทำไม่ได้”
“ฉันเป็นรุ่นน้องที่สถาบัน วันนี้รุ่นพี่มาที่สถาบันเเล้วก็มอบปุ๋ยวิเศษให้ฉันเป็นของขวัญด้วย ฉันได้บอกสถานการณ์การล่าให้รุ่นพี่ฟังเเล้ว เธอบอกว่าจะไปช่วยจัดการเรื่องนี้ทันที คิดไม่ถึงเลยว่ายังไม่นานเท่าไรหลังจากที่เเยกกันไป รุ่นพี่ก็สามารถเอาชนะพวกสถาบันเกษตรกรได้เเล้ว รุ่นพี่อันของพวกเราสุดยอดจริงๆ กระทั่งเรื่องการเพาะปลูกก็คว้าอันดับหนึ่งมาได้ ตอนนี้สถาบันเกษตรกรก็คือคู่เเข่งตลอดกาลของรุ่นพี่อันพวกเราเเล้ว”
ถ้าอันซูหยวนได้อ่านความคิดเห็นนี้ เธอจะได้รู้ทันทีว่ารุ่นน้องที่เธอเพิ่งใจดีมอบปุ๋ยวิเศษไปให้ กำลังมาช่วยพูดชื่นชมเธอในที่สาธารณะเช่นนี้ ซึ่งใต้ความคิดเห็นของเขาย่อมมีคนมาแสดงความคิดต่อมากมาย
ไม่ว่าจะเป็น “รุ่นน้องคนนี้โชคดีจริงๆ ฉันขอแบ่งปุ๋ยวิเศษนั่นด้วยได้ไหม ได้ยินว่าเพาะปลูกอะไรก็ขึ้น ฉันเองก็กำลังเรียนปี 2 เหมือนกัน สอบไม่ผ่านวิชาเกษตร”
หรือจะเป็น “นักเรียนคนนี้ ฉันมาจากตระกูล XXX เพื่อที่จะเพาะปลูกสมุนไพรระดับสูงได้สำเร็จ ฉันขอปุ๋ยวิเศษนี้ได้หรือไม่ แน่นอนว่าจะแลกกับสมุนไพรระดับสูงหากสามารถเพาะปลูกได้สำเร็จ” ทว่า...ไม่ว่าใครจะแสดงความคิดเห็นอย่างไร นักเรียนคนนั้นก็ไม่ได้เข้ามาตอบอะไรอีก ดังนั้นประเด็นนี้จึงไม่ได้ไปต่อ ทว่าความคิดเห็นหลังจากนี้ก็ยังคงเกี่ยวกับตัวตนของอันซูหยวนอยู่
เมื่อมีคนเปิดเผยว่าอันซูหยวนที่เป็นพลทหารพิเศษอยู่ในสถาบันนักล่าอันดับหนึ่ง ก็เริ่มมีคนนอกสถาบันจำชื่อนี้ได้เสียที
“พลทหารพิเศษ? หรือว่าจะเป็นเด็กที่ได้ตำแหน่งจ่าสิบเอกคนนั้น?”
“ใช่เเล้ว เป็นเธอจริงๆ ถ้าเป็นคนๆนี้ล่ะก็...น่าจะทำได้นะ อย่าลืมว่าทหารพิเศษนั้นเป็นอย่างไร พวกเขาก็คือบุคคลที่ลึกลับอย่างมาก การล่าครั้งละ 100 ตัว คงจะเป็นเเค่เรื่องง่ายๆสำหรับพวกเขา”
“แต่ฉันมีคำถามนะ ถ้าเด็กคนนี้เข้าร่วมเเข่งขันด้วย นี่จะไม่ยุติธรรมกับเด็กคนอื่นๆหรือเปล่า เธอเป็นถึงพลทหารพิเศษเลยนะ ต่อให้เป็นสถาบันเพลิงพลองก็เอาชนะทหารพิเศษไม่ได้หรอก”
“นั่นน่ะสิ เเต่มันก็ไม่ผิดกติกาไม่ใช่หรอ?”
“ไม่ผิดกติกาก็เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมีนักเรียนที่เข้ากองทัพพิเศษก่อนที่จะเรียนจบอย่างไรล่ะ อย่างมากก็ได้ตำแหน่งจ่าสิบตรีกัน นี่เป็นกรณีพิเศษ”
“พูดอะไรกันอยู่วะ พอสถาบันของพวกเรามีนักเรียนพิเศษช่วยในการล่า กลับบอกว่าอาจจะผิดกติกา เเต่พอสถาบันของพวกเรามีนักเรียนเเค่ 11 คน จนทำให้การล่าไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร กลับบอกว่าเป็นเเค่ข้ออ้าง ตอนนี้ฉันบอกได้ไหมว่าการเอากติกามาพูดก็แค่ข้ออ้างของคนที่จะเเพ้น่ะ”
“ข้างบนไม่เข้าใจหรอว่ามันต่างกัน”
“ใช่ๆ เรื่องนี้ต่างกันนะ จะเอามาเทียบกันได้ยังไง”
“พวกคุณอย่าเพิ่งทะเลาะกันอีกเลย ตอนนี้รีบดูคะแนนเร็วเข้า มันบ้าไปกันใหญ่เเล้ว คะเเนนของสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งพุ่งไปเป็น 422 แล้ว กำลังจะเเซงหน้าสถาบันเพลิงพลองเเล้ว ความเร็วนี้มันน่ากลัวเกินไป!!”
“ถ้าบอกว่าพลทหารพิเศษคนนั้นเป็นคนทำจริงๆ แบบนี้…ฉันก็เชื่อเเล้วว่าพลทหารพิเศษพวกนั้นไม่ใช่คน”
“ใช่ ฉันกลัวไปหมดเเล้ว นี่เป็นอีกครั้งที่พลทหารพิเศษพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของตัวเอง ทุกครั้งก่อนหน้านี้ที่คนในตระกูลพูดว่าอย่ามีปัญหากับกองกำลังพิเศษ ฉันก็คิดอยู่ในในว่า ทำไมจะต้องขนาดนั้น พวกนั้นมีคนน้อยกว่าพวกเราเสียอีก ถ้าคิดจะต่อต้านก็เเค่รวมกันจัดการก็ได้แล้ว แต่พอเห็นเเบบนี้…ฉันก็เข้าใจทันที หากมี 100 คน ทหารพิเศษก็คงจัดการได้ 100 คนในการโจมตีเดียว หากมี 1,000 คน พวกเขาก็แค่จัดการ 1,000 คนเท่านั้น ง่ายเหมือนสะบัดมือไปมา”
“ฟังเเล้วรู้สึกขนลุกจริงๆ ฉันกำลังรู้สึกกลัว”
“อืม เหมือนกัน ทำไมทหารพิเศษถึงน่ากลัวขนาดนั้น”
“ก็เพราะเเบบนี้ ทหารพิเศษจึงไม่ได้เป็นได้ทุกคนยังไงล่ะ ตอนนี้ฉันกำลังพนันว่าฝั่งของสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งกำลังจะกลายเป็นอันดับหนึ่งจริงๆ ถ้าทำได้ขึ้นมา นี่เท่ากับว่าพวกเขาจะไม่เสียอันดับไปเลย ต่อให้มีเเค่ 11 คนก็ตาม ดังนั้น …. นักเรียนที่จบรุ่นนี้ได้ จะเป็นคนสำคัญของพวกเราในอนาคต”
“คนข้างบนคงจะเห็นโปรไฟล์ของคุณหนูจูล่ะสิ ถึงพูดแบบนี้น่ะ”
“ฮ่าๆ รู้ได้ยังไง ฉันชื่นชอบสาวงามที่เก่งกาจ เรื่องพลทหารพิเศษอะไรนั่นก็ปล่อยไปเถอะ ยังไงก็อยู่คนละระดับกับพวกเราอยู่เเล้ว”
“ใช่ๆ ตอนเเรกคิดว่าจะมีเรื่องสนุกให้ดูก็เลยมามุงในกระดานนี้ พอสุดท้ายสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งทวงบัลลังก์คืน อย่างนั้นก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเเล้ว”
“ใช่ พวกเขาทำดีก็แค่เสมอตัว เมื่อไรที่ทำไม่ได้ เวลานั้นก็คือเวลามุงของพวกเรา”
ความคิดเห็นบนกระดานสนทนาอาจจะยังมีต่ออีกมาก ทว่าเวลานี้คะแนนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอันซูหยวนได้กลายเป็นการกดดันคนอื่นๆไปเสียแล้ว
นักเรียนจากสถาบันเพลิงพลองรู้ข่าวในเวลาไม่นานว่าคะแนนของตนเองกำลังจะถูกแซงหน้าโดยผลงานของเด็กสาวคนหนึ่งจากสถาบันนักล่าอันดับหนึ่ง พวกเขารีบส่งข่าวนี้แจ้งนักเรียนที่เกี่ยวข้องทันที เพราะที่ผ่านๆมา สถาบันเพลิงพลองและสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งแข่งกันล่าทรัพยากรในชั้นปี 3 นี้ ไม่อันดับ 1 ก็อันดับ 2 มาตลอด ความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่ได้ต่างกันมากนัก เพียงแต่...เมื่อเปลี่ยนพื้นที่ล่าสัตว์กลายพันธุ์จากเขต C เป็นเขต D พวกเขาจากสถาบันเพลิงพลองก็ดูจะเสียเปรียบกว่ามาก
นี่เป็นเพราะลักษณะของสัตว์กลายพันธุ์ที่เขต D เป็นพวกเน้นความเร็ว ทั้งยังไม่เข้าโจมตีระยะประชิด หากเป็นสถาบันที่ใช้ธนู ใช้การโจมตีระยะไกล สิ่งเหล่านี้จะทำให้ล่าสัตว์กลายพันธุ์จำนวนมากได้ทันที แต่พวกเขาเป็นสายประชิด พวกกลายพันธุ์เขต D ก็ไม่ใช่พวกโง่ หลังจากเห็นศัตรูเกาะกลุ่มกันอย่างนั้น กระแตหางม้วนย่อมไม่เข้ามาโจมตี สัตว์ที่จะเจอก็ล้วนเป็นสัตว์ที่ต่อสู้ตามลำพัง เทียบกับจำนวนการล่ากระแตหางม้วนของอันซูหยวนแล้วไม่ได้เลย
“พวกเราจะต้องปรับกลยุทธ์” คนเป็นหัวหน้าชั้นปีที่ 3 อ่านจดหมายแล้วขมวดคิ้วมุ่น
ก่อนหน้านี้ จากผลการวิเคราะห์ข้อมูล นักเรียนของสถาบันนักล่าไม่ได้น่ากลัวนัก เพราะอัตราการล่าของพวกเขาก็เท่าๆกับฝ่ายตนเอง แต่นี่พูดถึงกรณีที่จำนวนคนเท่ากัน ทว่าพวกเขามีคนมากกว่าหลายเท่า สุดท้ายแล้วการจะเอาชนะเป็นเพียงแค่เรื่องธรรมดาที่เข้าใจได้ และพวกเขาจากสถาบันเพลิงพลองก็ไม่เคยดูถูกคนที่พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว
ด้วยจำนวน 10 คน ล่าได้ 56 ตัวนั้นยอดเยี่ยมแล้ว ขนาดพวกเขาที่มาเขต D ช่วงแรกๆก็ยังเจอกับความลำบากเลย กว่าจะหาที่พักที่ซ่อนตัวได้เหมาะสมก็กินเวลาไปนานแล้ว อีกทั้งจำนวนที่มากกว่าก็ทำให้พวกเขาพักผ่อนได้มากกว่า ผลัดเปลี่ยนกันล่าและพัก ในขณะที่คนของสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งไม่มีคนทำงานให้ตลอดเวลา
ที่สำคัญที่สุดก็คือ...ทุกคนเข้าใจว่าทำไมนักเรียนสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งถึงมีคนผ่านวิชาเกษตรเพียงแค่ 11 คนเท่านั้น เพราะที่สถาบันของพวกเขาเองก็มีสถานการณ์ไม่แตกต่างกันมากนัก ยังดีที่อาจารย์ประจำวิชาต่อสู้ให้วิธีการฝึกฝนด้วยการยกน้ำ พรวนดิน และอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการทำการเพาะปลูก ทำให้พวกเขาได้ดูแลพืชพรรณมากกว่าพวกนักเรียนจากสถาบันนักล่า ดังนั้นจึงสามารถจบชั้นปีที่ 2 กันมาได้อย่างฉิวเฉียด
แต่ถ้าถามเรื่องพรสวรรค์ในการเพาะปลูกหรือความเข้าใจ บอกได้เลยว่าพวกเขาก็ไม่มีเหมือนกัน!!
“ปรับกลยุทธ์หรือ? ปรับอย่างไร? พวกเรามีแค่หอกนี้เท่านั้น” นักเรียนชายคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมาด้วยท่าทางโง่งม สำหรับเขาแล้ว...ถ้าให้เขากระโจนออกไปแล้วจัดการศัตรู เขาก็ทำได้โดยไม่ยากเย็น แต่ถ้าขอให้เขาแสดงความคิดเห็นว่าจะเอาอย่างไรต่อ ต่อสู้เช่นไรดี นั่นคงจะต้องฝันเอาแล้ว เพราะเขาเองก็คิดไม่ออกเหมือนกัน!
นักเรียนคนอื่นๆส่วนใหญ่ก็แสดงสีหน้าราวกับต้องการบอกว่า “นั่นน่ะสิ พวกเราก็แค่ถือหอกแล้วก็ต่อสู้กับพวกมันไม่ได้หรือ? กลยุทธ์คืออะไร? ถ้าพวกเขาแข็งแกร่งพอก็สามารถจัดการสัตว์กลายพันธุ์ได้แล้ว ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่ากลยุทธ์ก็ไม่จำเป็นหรอก!” ซึ่งเมื่อคนเป็นหัวหน้าที่มีความคิดกว่าคนอื่นได้เห็นท่าทางเช่นนั้น เขาก็อยากจะยกมือขึ้นมากุมขมับ
ไอ้ต่อสู้เหมือนปกติก็ต้องทำอยู่แล้ว แต่พวกเขาจะต้องเร่งความเร็วให้มากขึ้น นี่ต่างหากที่เป็นปัญหา! แต่จะบอกให้เร่งความเร็ว พวกนั้นคงทำได้แค่เพิ่มความเร็วในการกวัดแกว่งหอกเท่านั้น ในฐานะหัวหน้าที่ได้รับฝากมาจากอาจารย์ ... เขาจะต้องคิดก่อนอธิบายให้เจ้าพวกเพื่อนๆพวกนี้ฟัง
“คู่แข่งของเราตอนนี้คือนักเรียนหญิงที่ใช้ธนูในการต่อสู้...” เมื่อเขาเกริ่นมาเช่นนี้ ดวงตาของเพื่อนนักเรียนก็มีประกายบางอย่างส่องสว่างวิบวับ
“ตอนนี้เธอเพียงคนเดียวจัดการสัตว์กลายพันธุ์ไปแล้วกว่า 300 ตัว และน่าจะใกล้ 400 ตัวเร็วๆนี้ นี่ก็เพราะว่าพวกเราไม่สามารถกำจัดสัตว์กลายพันธุ์จำนวนมากไปได้จนทำให้นักเรียนหญิงของสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งเป็นคนลงมือเอง”
“อะไรนะ!!”
“นี่...นี่พวกเราทำผิดขนาดนี้ได้อย่างไร”
“นั่นน่ะสิ พวกเราไม่ควรปล่อยให้เด็กสาวต้องเจอกับอันตรายนะ สัตว์กลายพันธุ์พวกนั้นจะปล่อยให้ไปเจอกับเธอได้อย่างไร!”
เมื่อเห็นพวกเพื่อนๆเริ่มคิดไปในทิศทางที่ต้องการแล้ว คนเป็นหัวหน้าก็พยักหน้าหงึกหงักแล้วพูดต่อ ท่าทางราวกับผู้ผดุงความยุติธรรมของโลก
“ทุกคนก็เห็นด้วยใช่หรือไม่? ถ้าอย่างนั้น...พวกเราก็ควรจะต้องช่วยเหลือเด็กสาวคนนั้นในเขต D นี้ให้ปลอดภัย ฉันจะแบ่งกำลังออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกให้ผลัดไปพักและเฝ้าค่ายเอาไว้เหมือนเดิม ส่วนที่สองก็คือพวกที่จะต้องล่าสัตว์กลายพันธุ์ต่อไปเพื่อทำคะแนน ส่วนที่สามก็คือ...คนที่จะต้องไปจัดการสัตว์กลายพันธุ์รอบๆนักเรียนหญิง อย่าปล่อยให้เธอต้องเจอกับอันตรายเด็ดขาด”
ทันทีที่คำพูดของเขาออกมา แม้แต่เจ้าตัวก็อยากจะกัดลิ้นตัวเอง เขาพูดโกหกอย่างมีเหตุผลไปขนาดนั้นได้อย่างไร ช่างน่าอับอายจริงๆ
แต่....เมื่อพวกเพื่อนๆได้ยิน ทุกคนกลับมีความมุ่งมั่นมากขึ้นแล้ว
“ฉันอยากจะเป็นกลุ่มแรก ฉันต้องการเป็นกลุ่มแรกที่ไปปกป้องเด็กหญิงคนนั้น”
“ฉันก็ด้วย นักเรียนหญิงที่อ่อนแอและน่าสงสาร พวกเราจะปกป้องเธอให้ได้เลย!!” ทุกคนกระตือรือร้นกันมาก หารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วเป็นแผนที่คนเป็นหัวหน้าต้องการลดจำนวนสัตว์กลายพันธุ์เพื่อไม่ให้อันซูหยวนล่าได้ตามอำเภอใจอีก
กลยุทธ์นี้ก็นับเป็นกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมได้เช่นกัน แต่เขายังไม่รู้ว่านอกจากเขาที่สามารถหลอกใช้คนของสถาบันเพลิงพลองได้แล้ว อันซูหยวนก็มีเทคนิคที่ไม่น้อยหน้าเช่นกัน....
……………………….