LNCrawler

บทที่ 412 อาจารย์วิชาทำยา (อ่านฟรี 22 เม.ย. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 412 อาจารย์วิชาทำยา (อ่านฟรี 22 เม.ย. 69)

บทที่ 412 อาจารย์วิชาทำยา
 

หลิ่วโปที่กลายเป็นผู้ใช้พลังงาน เมื่อสมัครเข้าเรียนก็ได้รับอนุมัติอย่างรวดเร็ว อีกทั้ง…เขาได้เเสดงความสามารถในการบริหารจัดการและการทดสอบอยู่ในระดับสูง นี่ทำให้สถาบันเเผนและกลยุทธ์รับเขาโดยไม่สนใจว่าจะอายุเท่าไร ดังนั้นหลิ่วโปในตอนนี้จึงกลายเป็นเด็กอายุน้อยที่สุดในสถาบันเเล้ว  
 

ถึงอย่างนั้น...ด้วยความคิดของเขาก็ไม่ทำให้ดูเหมือนเด็กอายุน้อยเลย กลับกัน...เขายังสามารถข่มคนที่อายุมากกว่าในชั้นปีเดียวกันได้ด้วย จนสุดท้ายก็ขึ้นเป็นหัวหน้าชั้นปีได้ภายในเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
 

นอกจากนี้ ด้วยการฝึกหนักของหลิ่วโปก่อนเข้าสถาบัน มันทำให้เขาพัฒนาศักยภาพของการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  
 

วิธีการฝึกที่ซูหยวนให้เขาเริ่มจากการทำสมาธิ ทำให้เขาพัฒนาจนกลายเป็นความสามารถพิเศษไปอีกคน เเละนั่นก็ทำให้หลิ่วโปกำลังถูกจับตามองโดยกองกำลังพิเศษอยู่ เมื่อไรก็ตามที่พวกเขามั่นใจว่าเด็กคนนี้จะไม่ทรยศต่อมนุษย์ชาติ เวลานั้นหลิ่วโปจะถูกเชิญเข้าร่วมเเน่นอน
 

"หลิ่วโป?" เหลียนซิ่วอิงที่กำลังปวดหัวกับการวางแผนรับสมัครคนเข้ามาก็เอ่ยเรียกเด็กหนุ่มอย่างประหลาดใจ
 

นานเกือบ 2 สัปดาห์เเล้วที่หลิ่วโปไม่ได้กลับมาที่ทำงานเลย ซิ่วอิงยังคิดว่าหลิ่วโปอาจจะติดภารกิจที่สถาบันเสียอีก เธอทำใจไว้เเล้วว่าจะไม่ได้เจอเขาอีกหลายวัน คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้เขาจะกลับมา
 

"คุณหนูเหลียน ได้ยินว่าเจ้านายให้งานสำคัญกับคุณ"
 

"อ้อ อืม ใช่เเล้ว เเต่ว่า...ฉันไม่คิดว่าจะทำสำเร็จด้วยดี"
 

"ทำไมหรือ? งานนี้ยากเกินไป หรือว่ามีอะไรที่เป็นปัญหาสำหรับคุณ" หลิ่วโปเลิกคิ้วขึ้น  
 

เห็นท่าทางเป็นห่วงของเขา เหลียนซิ่วอิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกดี ถึงจะไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มหลิ่วโปเป็นห่วงตัวเองหรือเป็นห่วงงาน แต่ช่วงนี้ที่ไม่ค่อยเจอหลิ่วโป เหลียนซิ่วอิงก็รู้สึกเหงามาก ยังดีที่มีงานให้ทำตลอดช่วงที่ผ่านมา เธอจึงมุ่งมั่นอยู่กับการทำยาอย่างเดียว ไม่อย่างนั้นคงจะฟุ้งซ่านจนกลับไปคิดเรื่องน่าเศร้าอีกเเน่
 

"ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ก็เเค่...ฉันไม่อยากให้เจ้านายล้มเหลวกับเเผนนี้ แต่ฉันก็อยากจะเชื่อว่าเจ้านายคิดถูก ฉัน...ฉันมีเเค่เจ้านายเเละทุกคนเท่านั้นที่พึ่งพาได้ ถ้าเจ้านายล้มลง ฉันกลับตระกูลเหลียนก็เหมือนกลับไปตกนรก ฉัน..."
 

 เห็นเหลียนซิ่วอิงผู้บอบช้ำจนกลายเป็นหวาดกลัวทุกสิ่งเช่นนี้ หลิ่วโปก็อดสงสารเธอไม่ได้ เขาคิดเล็กน้อยก่อนจะถาม
 

"อยากให้ช่วยไหม"  
 

ซิ่วอิงเลิกคิ้วขึ้น เธอส่ายหน้าปฏิเสธ หญิงสาวรู้ว่าหลิ่วโปหมายถึงอะไร เเละก่อนหน้านี้เขาก็เคยใช้ พลังพิเศษของตนเองช่วยเธอมาเเล้ว เเต่....ซิ่งอิงรู้ว่านั่นเป็นแค่การหนีปัญหา ถ้าเธออยากเเข็งแกร่งขึ้น อย่างนั้นปมในใจเหล่านี้ก็ต้องแก้ไขด้วยตัวเอง
 

"ไม่เป็นไร ฉันรู้ว่าฉันยังมีเด็กน้อยหลิ่วโป มีเจ้านายที่เเข็งแกร่ง ดังนั้น...ต่อให้ครั้งนี้ล้มเหลว ฉันก็จะร่วมมือกับเจ้านาย เริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้ง"
 

"อืม คิดเเบบนั้นก็ดี เเต่...เจ้านายจะไม่ล้มเหลว"
 

"หลิ่วโปเชื่อใจเจ้านายมากเลยสินะ" เหลียนซิ่วอิงคลี่ยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ซึ่งหลิ่วโปไม่ได้ปฏิเสธ เขาพยักหน้ารับเเล้วยังยืนยันให้อีกครั้ง
 

“ใช่ มีแค่เจ้านายเท่านั้นที่ฉันจะไม่คิดสงสัยเธอ” ได้ยินคำพูดของหลิ่วโป เหลียนซิ่วอิงก็พยักหน้ารับ  
 

เธอรู้เรื่องของหลิ่วโปมาบ้างแล้วจากการพูดคุยกันในช่วงที่ผ่านมา หลิ่วโปได้รับความช่วยเหลือจากสาวน้อยอันซูหยวน ไม่ใช่แค่ทำให้เขาไม่อดตายเท่านั้น แต่ยังมอบโอกาสให้เขาได้แก้แค้นด้วย ตอนนี้แม้ความแค้นของเขาจะยังไม่ถูกสะสาง แต่หลิ่วโปก็เข้าใกล้เป้าหมายไปมากแล้ว  
 

จากเด็กที่อยู่ในสังคมระดับต่ำสุด เวลานี้ปีนป่ายขึ้นมาสูงมากจริงๆ กระทั่งเข้าสถาบันแผนและกลยุทธ์อย่างภาคภูมิใจ อาจารย์ที่สถาบันนั้นยังรับเขาเป็นศิษย์ส่วนตัวด้วย อนาคตของหลิ่วโปหลังจากนี้จะต้องไปไกลแน่นอน และน่าจะไปไกลกว่าคนขี้ขลาดเช่นเธอด้วย
 

เหลียนซิ่วอิงกำหมัดแน่น ตอนนี้เธอทำอะไรไม่ได้เลย พรสวรรค์ของเธอมีอยู่ก็จริง แต่ถ้าเทียบกับคนอื่นๆแล้ว มันก็แค่พรสวรรค์ของเด็กน้อยเท่านั้น  
 

“คุณหนูเหลียน ตราบเท่าที่คุณพิสูจน์คุณค่าของตนเองได้สำเร็จ เจ้านายจะไม่ทอดทิ้งคุณแน่” ราวกับหลิ่วโปเข้าใจความคิดของหญิงสาว เขาพูดขึ้นมาทำลายความเงียบ  
 

เหลียนซิ่วอิงคิดตามคำพูดของเขาแล้วก็คลี่ยิ้มอย่างเข้าใจ
 

“ฉันรู้แล้ว...”  
 

ดังนั้นตอนนี้ สิ่งที่ซิ่วอิงต้องทำให้ดีก็คืองานที่เจ้านายมอบหมายมาให้ เธอเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องการทำยามากที่สุดแล้ว หากเธอพิสูจน์ให้เจ้านายเห็นว่าเธอยังควบคุมเรื่องการทำยาได้ เช่นนั้นเธอก็จะยังเป็นแขนขาในด้านการทำยาให้เจ้านายได้อยู่ รวมทั้ง...อาจจะอยู่เคียงข้างหลิ่วโปได้ด้วย
 

ความคิดของเหลียนซิ่วอิงที่ไม่ได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเธอกำลังมองหลิ่วโปเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่แค่หนุ่มน้อยผู้มีพระคุณ กำลังผลักดันให้เธอกลายเป็น “ราชินีทำยา” ในอนาคต
 

จากเด็กสาวที่ใช้ชีวิตเหมือนไม่มีชีวิต เหลียนซิ่วอิงจะกลายเป็นผู้มีอิทธิพลในวงการทำยาอย่างมาก จนแม้แต่ตระกูลเหลียนทั้งตระกูลก็ยังต้องก้มหัวให้ ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น แล้วจะต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะไปถึงจุดนั้น...
 

หลังจากจัดการเรื่องยาที่ต้องการนำไปเปิดตลาดใหม่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว ซูหยวนก็ต้องกลับไปที่สถาบันเพื่อดำเนินการเรียนรู้สิ่งต่างๆของชั้นปีที่ 3 เสียที เพราะเมื่อเธอกลับมาที่สถาบัน ยังไม่ทันได้ทำอะไรก็ต้องไปพื้นที่ล่าเพื่อช่วยเปลี่ยนสถานการณ์ที่พวกเพื่อนๆกำลังเผชิญกับความยากลำบากเสียแล้ว
 

สำหรับชั้นปีที่ 3 นี้ นอกจากเรื่องการเรียนรู้วิชาพื้นฐานแล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของการแข่งขันที่พวกเขาต้องสนใจเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับชั้นปีที่ 4 นอกจากนั้นก็ยังมีการแข่งขันย่อยสำหรับพวกชั้นปีที่ 3 เอง อย่างเช่นการล่า การทำยา และการแข่งขันส่วนอื่นๆ  
 

เนื่องจากนักเรียนของชั้นปีที่ 3 มักจะไม่ค่อยอยู่ในสถาบันมากนัก รวมกับการที่ปีนี้มีนักเรียนปี 3 เพียงไม่กี่คน ดังนั้นพวกอาจารย์จึงไม่ได้เข้าสอนตามกำหนดการเหมือนชั้นปีที่ 1 และ 2 แต่พวกเขาให้นักเรียนที่สนใจความรู้มาพบที่ห้องทำงานด้วยตัวเอง จากนั้นก็จะมอบเอกสารที่เกี่ยวข้องต่างๆให้ไปศึกษาเอง หากมีคำถามก็มาพบพวกเขาได้
 

ซูหยวนยังไม่เคยเจออาจารย์ของชั้นปีที่ 3 เลย ดังนั้นเธอจึงตั้งใจจะใช้เวลาไม่กี่วันนี้ไปรับเอาเอกสารที่จำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อมาศึกษาเพิ่มเติม  
 

ชั้นปีที่ 3 มีวิชาบังคับไม่กี่อย่าง และหนึ่งในนั้นก็คือวิชาทำยาที่เงื่อนไขการจบการศึกษาก็คือต้องทำยาระดับต่ำอย่างน้อย 3 ชนิดให้ได้ ซูหยวนรู้ว่าวิชานี้เป็นวิชาที่เข้มงวดที่สุดในบรรดาวิชาทั้งหมด เพราะที่เหลือแค่อาศัยความรู้แล้วก็เข้าทดสอบก็เพียงพอ แต่วิชาทำยา...จะต้องมีการปฏิบัติจริงด้วย
 

ห้องเรียนของอาจารย์วิชาทำยาอยู่ในห้องทำยา เขาเองมีนักเรียนส่วนตัวอยู่ 7-8 คนด้วย ทำให้ในห้องนั้นไม่ได้เงียบเหงาเกินไป อย่างน้อยๆบรรยากาศในห้องก็ดีกว่าตอนที่เรียนวิชาเกษตร
 

“สวัสดีค่ะอาจารย์ ฉันชื่ออันซูหยวน เป็นนักเรียนชั้นปีที่ 3 ค่ะ”  
 

เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เจอเขา อันซูหยวนจึงแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับ เขารู้ดีว่าอันซูหยวนเป็นใคร เด็กอัจฉริยะที่หลายๆสาขาต่างก็คาดหวังในความสำเร็จของเธอ แต่สำหรับเขาที่เป็นอาจารย์ประจำวิชาทำยาไม่ได้มีเธอเป็นเป้าหมายเหมือนกับคนอื่นๆ เพราะเขาเองก็มีนักเรียนที่มีความสามารถเช่นกัน
 

แม้จะเป็นอย่างนั้น แต่การที่อันซูหยวนเป็นนักเรียนดี ทั้งยังอ่อนน้อมมากกว่าที่คิด ความประทับใจแรกพบของเขาจึงไม่ได้แย่ รอยยิ้มอบอุ่นถูกส่งให้เธอ
 

“อืม ยินดีต้อนรับเข้าสู่ชั้นเรียนวิชาทำยา เหมือนกับที่เธอรู้...วิชานี้จะผ่านได้ด้วยเงื่อนไขเพียง 1 ข้อ นั่นก็คือ...จะต้องทำยาระดับต่ำให้สำเร็จ 3 ชนิด ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องเรียนซ้ำชั้นปีที่ 3 อีกครั้ง แต่ถ้าเธอขยันหน่อย ในสัปดาห์สุดท้ายก็เข้ามาหาฉัน ฉันจะสอนการทำยาที่ง่ายที่สุดให้จนสามารถผ่านไปได้แน่นอน อ่า....แต่ถ้าหากเธอขี้เกียจเกินไป ฉันก็ไม่รับปากหรอกนะว่าจะช่วยเหลือได้”
 

อาจารย์พูดไปก็หัวเราะไปด้วย แม้ว่าเขาจะคิดว่าตัวเองกำลังเล่นมุกตลก ทว่าซูหยวนกลับไม่เห็นว่ามันน่าขำตรงไหนเลย แถมนักเรียนของเขาก็ยังไม่ได้หัวเราะด้วย
 

“โอ้ ไม่ต้องแปลกใจกับคำพูดของฉันนะ มันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวน่ะ ถือว่ามาเปลี่ยนบรรยากาศก็แล้วกัน” ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะรู้ตัวเองเสียด้วยว่าเป็นคนอย่างไร สิ่งนี้ทำให้อันซูหยวนยิ้มตามเขา
 

“อ๋อ แล้วก็...อาจารย์ได้ยินมาแล้วนะว่านักเรียนอันทำคะแนนในการล่ามากถึงหนึ่งหมื่นคะแนน เรื่องนี้ทำให้เด็กๆในสถาบันของเราตื่นเต้นกันยกใหญ่ อาจารย์เองก็ให้กำลังใจอยู่ห่างๆด้วยนะ แล้วก็...เพื่อสนับสนุนการแข่งขันครั้งนี้ อาจารย์อยากจะมอบยารักษาบาดแผลระดับกลางไว้ให้ เอาไปเผื่อพวกเพื่อนๆด้วยล่ะ”
 

คนเป็นอาจารย์ผายมือไปทางด้านข้างที่มีขวดสีฟ้าสีเขียวอ่อนตั้งเรียงรายอยู่ บนชั้นนั้นยังมีติดป้ายเอาไว้ว่า “ยาระดับกลาง” ซึ่งเป็นการแยกจากยาระดับต่ำและระดับสูงที่อยู่ชั้นอื่น
 

“ยาพวกนี้เป็นยาที่พวกนักเรียนปรุงไว้ ไม่สามารถนำไปขายได้เพราะพวกเขายังไม่เป็นนักทำยาที่ผ่านการรับรอง แต่ถ้าเป็นคุณภาพของยา อาจารย์รับประกันได้เพราะตรวจสอบทุกขวดแล้ว”
 

เมื่อพูดถึงตรงนี้ คนเป็นอาจารย์ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ยาพวกนี้ไม่สามารถสร้างเป็นรายได้ได้ เพราะข้อจำกัดของการขายที่ต้องมีมาตรฐานตามองค์กรผู้ทำยาประกาศเอาไว้ หากพบเจอว่ามีการซื้อขายยาชนิดนี้จะถือว่าเป็นการซื้อขายที่ผิดกฎหมายทันที ทั้งคนซื้อและขายก็จะถูกจับไปดำเนินคดี ดังนั้นทุกๆปีจะมียอดความเสียหายพวกนี้เกิดขึ้น และมันก็เป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่สถาบันต่างๆต้องแบกรับเอาไว้
 

อันซูหยวนที่ได้ยินคำพูดของอาจารย์ก็คิดเล็กน้อย สิ่งที่เธออยากได้มากในตอนนี้ไม่ใช่ปริมาณยาที่ต้องการเอาไปทำตลาดหรือ? ถ้าสถาบันต้องสอนนักเรียนแต่ไม่สามารถทำรายได้จากยาของพวกเขา เช่นนั้น...ก็ต้องเอาไปแจกจ่ายฟรีๆเช่นนี้ตลอดหรือ? แล้วพวกเขาก็ต้องเบิกเงินจากสถาบันเพื่อเอาไปใช้ในการฝึกฝนซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้ ดูแล้ว...เหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่อยู่จริงๆ
 

เธอต้องใช้ความคิดเล็กน้อย เพราะถึงซูหยวนอยากจะรับซื้อทั้งหมดเพื่อเอาไปขายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะไม่ใช่แค่ผู้ขายเท่านั้น ผู้รับซื้ออย่างเธอก็จะโดนข้อหาไปด้วย ถึงซูหยวนจะใช้สิทธิในการเป็นพลทหารพิเศษเพื่อรอดพ้นข้อกฎหมายนี้ ทว่า...อาจารย์และนักเรียนคนอื่นๆจะรอดไปด้วยได้อย่างไร
 

“อาจารย์คะ ถ้าไม่ใช่การซื้อขายแต่เป็นการแลกเปลี่ยน...มีข้อห้ามหรือเปล่าคะ” ซูหยวนลองถามอาจารย์ ซึ่งอีกฝ่ายก็ยินดีตอบคำถามของเธออย่างใจเย็น
 

“การแลกเปลี่ยน? โอ้ แน่นอนว่าที่สถาบันก็มีการแลกเปลี่ยนอยู่บ้าง พวกนักล่าที่เพิ่งจบจากสถาบันไปใหม่ๆก็จะไปหาซื้อวัตถุดิบสมุนไพรมาเพื่อแลกกับยาของพวกเด็กๆ แต่ปัญหาก็คือ...พวกเขาต้องแบกรับต้นทุนสูงเกินไป”
 

“พวกเกษตรกรก็ไม่ได้โง่ เมื่อต้องการขายผลผลิต พวกเขาก็มักจะอยากขายผลผลิตยกแปลงให้ผู้ซื้อเลย ทำไปทำมา...การจ่ายแค่ค่ายาไม่กี่เครดิตนั้นดีกว่าการที่ต้องเหมาแปลงเพาะปลูกหลายแสนเครดิตนั้น” เมื่อได้ยินคำตอบของอาจารย์ ซูหยวนก็พอใจแล้ว
 

“เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าอย่างนั้น...ฉันคิดว่าตัวเองน่าจะช่วยจัดการเรื่องนี้ได้นะคะ”
 

“หืม?”
 

“ฉันมีเงินมากพอที่จะเหมาแปลงเพาะปลูกสมุนไพรของเกษตรกรได้ แล้วก็ต้องการยาจำนวนมากด้วย จะระดับต่ำ ระดับกลาง หรือระดับสูงก็สามารถรับแลกเปลี่ยนได้ อาจารย์ช่วยคำนวณจำนวนสมุนไพรที่ต้องใช้ในทุกๆปีได้หรือเปล่าคะ”
 

“นักเรียนอัน....ฉันรู้ว่าเธออยากจะช่วยพวกเรา แต่ยานั่น...ต่อให้เธอคิดจะเอาไปขายกินส่วนต่างก็ไม่ได้หรอกนะ อย่าลืมว่าเธอแลกเปลี่ยนกับสถาบันได้ แต่เอาไปขายไม่ได้...ต่อให้เป็นองค์กรนักล่าสกุลจางก็ไม่ควรเสี่ยงกับการซื้อขายยาที่ผิดกฎหมายแบบนี้นะ” ได้ยินคำเตือนของเขา ซูหยวนก็หัวเราะเบาๆ
 

“เข้าใจค่ะ แต่ยาพวกนี้ไม่ได้ซื้อเอาไปให้สกุลจางค่ะ ฉันต้องการแลกเปลี่ยนเพื่อเอาไปให้พวกรุ่นพี่ในกองกำลังพิเศษ บังเอิญว่าฉันมีเรื่องที่จะรบกวนพวกเขาเหมือนกัน ดังนั้นก็เลยอยากจะมอบของพวกนี้ให้เป็นของขวัญค่ะ”
 

“โอ้ ถ้าเป็นกองกำลังพิเศษล่ะก็...คงไม่มีใครตรวจสอบพวกเขา”
 

“ใช่ค่ะ ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนอาจารย์ด้วยนะคะ”
 

“อืม อาจารย์จะรีบสรุปมาให้ทันที ขอบใจจริงๆ หลังจากนี้....ถ้าพวกเราสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ต้องซื้อสมุนไพรจำนวนมากเข้ามาโยนทิ้งได้ ก็จะรับนักเรียนเข้ามาได้มากขึ้น ที่ผ่านมาอาจารย์ต้องควบคุมจำนวนนักเรียนให้ไม่เกิน 10 คนต่อปี เพื่อให้พัฒนาพวกเขาให้มีศักยภาพสูง เพราะทรัพยากรที่สถาบันให้ได้มีจำกัด ดังนั้น....อาจารย์ต้องขอบคุณเธอมากๆ”
 

“นี่เป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมค่ะ อาจารย์ไม่มีอะไรต้องขอบคุณ” แม้ซูหยวนจะพูดเช่นนั้น แต่ลึกๆแล้วเธอกลับรู้สึกเกรงใจเขามากกว่าอีก
 

การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมหรือ? แน่นอนว่าในสายตาอาจารย์อาจจะเป็นเช่นนั้น แต่สำหรับซูหยวนที่รู้ดีว่าเธอจะเอายาพวกนี้ไปแลกเปลี่ยนกับอะไร ย่อมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเอาเปรียบอาจารย์อยู่
 

เธอใช้สมุนไพรเพียงเล็กน้อยเพื่อรับยาที่ผ่านกระบวนการทั้งหมดมาแล้ว หลังจากนั้นก็เอาไปแลกเปลี่ยนกับทรัพยากรล้ำค่าในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นก็เอามาทำกำไรในราคาสูง ตอนนี้ซูหยวนมองเห็นแค่เครดิตลอยอยู่เต็มท้องฟ้าไปหมด
 

………………..