บทที่ 413 ส่งหัวกลับคืน (อ่านฟรี 23 เม.ย.69)
บทที่ 413 ส่งหัวกลับคืน (อ่านฟรี 23 เม.ย.69)
บทที่ 413 ส่งหัวกลับคืน
เหมือนที่อาจารย์บอกกับซูหยวนไว้ เขารีบร้อนที่จะนำสรุปข้อมูลมาให้เธอจริงๆ ทั้งสมุนไพรที่ต้องใช้ทั้งหมดต่อปี กับจำนวนยาโดยเฉพาะที่จะทำให้ได้ นอกจากนี้เขายังรับปากด้วยว่าจะทำยาระดับสูงให้เธอด้วยตัวเองหากจำนวนยาที่พวกนักเรียนทำไม่ได้ นี่เป็นการแสดงความจริงใจของเขาแล้ว และซูหยวนก็ตกลงที่จะแลกเปลี่ยนด้วย
“เอ่อ นักเรียนอัน...” เมื่อลงชื่อในสัญญากันแล้ว อาจารย์ก็แสดงออกอย่างลังเล เขากำลังสู้กับตัวเองว่าควรจะพูดกับอันซูหยวนเรื่องนี้ดีหรือไม่ แต่เมื่อสบตากับนักเรียนหญิง สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจจะเตือนเธอ
หลังจากนี้ อันซูหยวนก็คือความหวังของห้องเรียนทำยา ถ้าเกิดปัญหาขึ้นกับเธอ...อย่างนั้นความร่วมมือนี้ก็อาจจะหยุดลงไปด้วย ซึ่งเขาไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้นเลย
“นักเรียนอัน ได้ยินว่าเธอลงมือกับคนของตระกูลใหญ่ทั้ง 7 ตระกูลหรือ? เเม้ว่าเด็กๆจะพูดกันว่าเธอทำไปเพราะช่วยรุ่นน้องปี 2 คนหนึ่งที่ถูกรังแก เเต่....การเป็นศัตรูกับตระกูลใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการเลยนะ”
“อาจารย์รู้ว่านักเรียนมีความสามารถในการปกป้องตัวเอง เเล้วก็มีตระกูลจางอยู่เบื้องหลัง แต่...สาเหตุที่พวกเขาเป็นตระกูลใหญ่ เเละไม่มีใครกล้ายุ่งเเม้แต่พวกตระกูลใหญ่เอง นี่เป็นเพราะ...พวกตระกูลใหญ่มีลูกเล่นมากมาย”
“ระวังหลังให้ดี ฉันกลัวว่าคนพวกนั้นตะไม่ลงมือกับเธอโดยตรง แต่จะเล่นงานคนที่เกี่ยวข้องกับเธอเเทนเพื่อสั่งสอน”
อาจารย์คนนี้เห็นได้ชัดว่าผ่านโลกมาไม่น้อยจริงๆ ดังนั้นจึงคาดเดาเเผนการของคนตระกูลใหญ่พวกนั้นได้ ซูหยวนยิ้มตอบเขา ไม่ได้พูดอะไรกลับไป ซึ่งหลังจากนั้นก็จะมีคนเข้าใจว่าสาเหตุของรอยยิ้มนั้นคืออะไรกันเเน่
ค่ำคืนหนึ่งที่เขตชั้นกลาง ครอบครัวอันกำลังแยกย้ายกันไปพักผ่อน เนื่องจากอันซูหยวนผู้เป็นลูกสาวอยู่ที่สถาบัน ดังนั้นในบ้านจึงมีแค่สองสามีภรรยาเท่านั้น
ยิ่งช่วงนี้กิจการของบ้านดีมาก ทำให้มีการขยายพื้นที่เช่าเพื่อทำกิจการข้างนอกอีก พวกคนงานที่ไม่อยากเดินทางไปกลับก็พักกันที่นั่น ขนาดคุณหนูเหลียนที่พวกเขาเชิญมาพักที่บ้านก็ยังไม่ยอมมาอยู่ด้วยเพราะเกรงใจ สุดท้ายจึงปล่อยให้บ้านหลังน้อยนี้อยู่กันอย่างเงียบเหงา
โชคดีที่เหมือนอันเหลียงจะมีเจ้าตัวน้อยอยู่ในท้องแล้ว ดังนั้นทั้งสองคนจึงตื่นเต้นมาก ทุกวันต้องประคบประหงมกันอย่างดี และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้อันเหลียงต้องลาออกมาจากงานประจำที่โรงผลิตอาหารสังเคราะห์สกุลเจียง
“ท้องนี้ไม่เหมือนกับตอนที่พวกเราท้องหยวนเอ๋อร์เลย ตอนนั้นยากลำบากมากๆ แม้แต่กำลังตั้งครรภ์ก็ต้องออกไปช่วยเก็บขยะกลับมา ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีอาหารสำหรับลูก...” อันเหลียงพูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ สามีอย่างอันเฉินที่นั่งลูบท้องของเธอก็หวนนึกถึงอดีตไปด้วย
ตอนนั้นพวกเขาเจอความยากลำบากกว่านี้มากๆ กินก็ไม่อิ่มท้อง ตอนที่ซูหยวนเกิดมาก็ยังร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเลย เดิมที...พวกเขาคิดจะมีลูกแค่คนเดียวด้วยซ้ำ เพราะชีวิตที่ขัดสนนี้ย่อมไม่อยากให้ลูกเกิดมาลำบากกับตัวเองด้วย
แต่เพราะลูกสาวที่เป็นเหมือนตัวนำโชค ครอบครัวเล็กๆของพวกเขาจึงสามารถอยู่อย่างสุขสบายได้ ในความคิดของพวกเขา...ซูหยวนรับหน้าที่หนักเกินไป ไม่ใช่แค่ต้องดูแลมนุษย์ชาติในฐานะทหารพิเศษ ยังจะต้องมาดูแลพวกเขาอีก ดังนั้นสองสามีภรรยาจึงตัดสินใจที่จะมีลูกอีกคนเพื่อให้หญิงสาวสบายใจ
อีกอย่าง นี่ก็เป็นความต้องการของซูหยวนด้วย เธอเคยบอกพวกเขาว่าถ้าพวกเขามีลูกอีกสักคน เธอก็อยากให้น้องช่วยดูแลพ่อแม่ให้ ส่วนตัวเองก็จะได้ทำหน้าที่ของทหารให้ดี...
ถึงคนเป็นพ่อแม่อยากจะขอให้ลูกสาวไม่ไปทำงานเสี่ยงอันตรายอีก ใช้ชีวิตในฐานะเกษตรกรอย่างปลอดภัย แต่...พวกเขามีสิทธิพูดเช่นนั้นด้วยหรือ?
ขนาดตัวเองยังพึ่งพาลูกสาวเพื่อใช้ชีวิต ยังจะมีอะไรไปสั่งสอนลูกอีก...
“อย่าพูดถึงเรื่องเศร้าอีกเลยนะ หลังจากนี้ครอบครัวของพวกเราก็จะมีความสุขตลอดไปแล้ว”
“ฉันก็อยากให้เป็นอย่างนั้นค่ะ แต่ว่าลูกหยวน...”
“นั่นเป็นความชอบของเธอ แล้วลูกสาวของพวกเราก็เก่งมากไม่ใช่หรอ? ตอนนี้เธอไม่ได้ทำแค่เพื่อพวกเราแล้ว แต่ยังทำเพื่อมนุษย์ชาติทั้งหมดด้วย”
“ฉันรู้ค่ะ ดังนั้นจึงไม่เคยพูดต่อหน้าของเธอเลย ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังห่วงอยู่ดี”
“ตอนนี้ที่ต้องห่วงก็คือลูกในท้องนะ ถ้าทำให้ลูกน้อยในท้องรับรู้ว่าแม่กำลังกังวลอยู่ นั่นอาจจะทำให้เขาร้องไห้ตามไปด้วยก็ได้ ถ้าเธอเป็นแบบนี้บ่อยๆ หยวนเอ๋อร์ก็จะเครียดไปด้วย”
คนเป็นสามีกล่าวปลอบโยน ซึ่งอันเหลียงก็พยักหน้าเข้าใจ เธอรู้ว่าเครียดมากไปก็ไม่ดี เพราะตอนที่เธอท้องอันซูหยวน ตอนนั้นมีปัญหาจนคลอดก่อนกำหนด หากชะตาซูหยวนไม่แข็งแกร่ง เด็กน้อยก็อาจจะไม่รอดก็ได้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันดี อันเหลียงจะต้องฝึกความคิดของตนเองให้ดี
สองสามีภรรยาปลอบโยนกันเช่นนี้ช่างเป็นภาพที่แสนสงบสุขจริงๆ ต่างจากสถานการณ์ข้างนอกบ้านที่ตอนนี้มีเงาร่างใหญ่สามสี่ร่างปรากฏขึ้นแล้ว
“เหยื่ออยู่ข้างใน พวกเราจะสังหารแค่ผู้หญิง ส่วนผู้ชายก็ทำให้มันพิการ เข้าใจไหม”
คนที่เป็นหัวหน้าภารกิจออกคำสั่ง ซึ่งพวกลูกน้องที่ติดตามมาก็พยักหน้ารับ งานนี้ไม่ใช่งานยากอะไร แค่จัดการกับพวกที่อ่อนแอสองคน เดิมทีการส่งพวกเขามา 4 คนยังถือว่ามากเกินไปด้วย แค่หนึ่งในพวกเขาก็สามารถทำภารกิจนี้สำเร็จแล้ว ไม่รู้ว่าเจ้านายกังวลอะไรหนักหนา
“ฉันจะนับหนึ่งถึงสาม หลังจากนั้นให้รีบบุกเข้าไปพร้อมกันเข้าใจไหม” ทั้งสามคนที่เหลือพยักหน้าอีกครั้ง เมื่อตกลงกันเข้าใจแล้ว คนเป็นหัวหน้าก็เริ่มส่งสัญญาณ
“หนึ่ง!”
“สอง!”
“จี๊ด!”
“หืม? จี๊ดหรอ?” สามคนที่รอคำว่า “สาม” เกือบจะพุ่งตัวออกไปตามสัญชาตญาณแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อพวกเขาขยับตัวก็นึกขึ้นได้ว่าหัวหน้ายังต้องการสั่ง “สาม” ก่อน แล้วพวกเขาค่อยเคลื่อนไหว เช่นนั้นทำไมจึงเป็นการให้สัญญาณว่า “จี๊ด” กันล่ะ
ตอนที่พวกเขากำลังสับสนอยู่นั้นเอง เสียง “กุกกัก” ก็ดังขึ้น มีของสิ่งหนึ่งหมุนมาแตะที่เท้าของเขา ซึ่งเมื่อมองลงไป พวกเขาก็ได้เห็นแล้วว่าเจ้าสิ่งนั้นคืออะไร
หัวของหัวหน้าภารกิจ!
“อ๊ะ! อั่ก!”
ไม่ทันที่จะได้ส่งเสียงอะไรออกไป ท่ามกลางความมืดนั้นเอง ร่างของคนทั้ง 4 ก็ค่อยๆล้มลงในอ้อมแขนของหนูทองลายขาวทั้ง 5 ตัว
“จี๊ด! ตกใจที่เสียงของพวกเราเพราะเกินไปใช่ไหม จี๊ด!”
รอยยิ้มเย็นชาปรากฏที่ใบหน้าของหนูทองลายขาว พวกมันรออยู่ตั้งหลายวันแล้ว ดูว่าเมื่อไรจะลงมือเสียที โชคดีที่วันแห่งความสนุกก็มาถึง แต่น่าเสียดายที่ศัตรูอ่อนแอเกินไป พวกมันยังไม่ทันได้เล่นสนุก ก็ทำให้คนพวกนี้ตายเสียแล้ว...
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อแสงสว่างอันเกิดจากเครื่องมือของรัฐบาลกลางก็ทำหน้าที่แทนแสงตะวัน ตอนนั้นผู้คนก็เริ่มตื่นขึ้นมาเพื่อเตรียมพร้อมเริ่มชีวิตวันใหม่ ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาได้เห็นเหตุการณ์ที่น่าตกใจแล้ว
“กรี๊ด!!”
“อ๊า! ใครมันทำขนาดนี้ นั่นมันหัวของคนใช่ไหม!”
“หัวของคนแน่ๆ เป็นหัวของคน 4 คนเลย! น่ากลัวมากๆ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมถึงมีการฆ่าคนแล้วยังเอาหัวมาแขวนไว้อีก”
“คนลงมือนั้นน่าจะอยากตายแล้วจริงๆ พวกมันเอาหัวของคนมาแขวนที่หน้าตระกูลไห่ที่เป็นทหาร นี่ไม่ใช่ต้องการเย้ยตระกูลไห่หรอกหรือ? ทำแบบนี้...ตระกูลไห่คงไม่ปล่อยไปแน่”
“ใช่ๆ ช่างเป็นการกระที่โง่เขลาจริงๆ”
“โง่เขลาหรือ? นี่เรียกว่าเป็นการกระทำที่เหมือนกับการเหยียบหน้าตระกูลไห่ต่างหาก ปกติแล้วตระกูลทหารไม่ค่อยมีคนกล้าแตะต้องพวกเขามากนัก ครั้งนี้เป็นครั้งแรกเลย เป็นสัญญาณว่ามีใครบางคนไม่ยอมตระกูลไห่อีกต่อไปแล้ว”
“จะดูว่าโง่หรือไม่นั้นยังต้องดูว่าตระกูลไห่จะจัดการพวกมันได้หรือเปล่า”
“ใช่ๆ พวกเรารอดูเรื่องใหญ่ได้เลย”
เสียงของประชาชนในเขตชั้นในดังขึ้นรอบๆบ้านตระกูลไห่ ตอนแรกพวกเขายังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น กระทั่งได้เห็นหัวของมนุษย์ 4 คนแขวนอยู่ ตอนนั้นทหารก็เข้ามาปิดล้อมสถานที่ทั้งหมดแล้ว ผู้นำตระกูลไห่นั่งอยู่กลางบ้านในห้องทำงานของตัวเอง เขากำลังโกรธจัด!
“ท่านหัวหน้าหน่วยสนับสนุนที่ 1 ที่บ้านของท่านมีคนเอาศพมาแขวนแบบนี้ ทางการจะต้องตรวจสอบให้ชัดเจนแน่นอน เพียงแต่..พวกเราก็อยากได้ความร่วมมือจากท่านก่อน ท่านรู้จักทั้ง 4 คนนี้หรือไม่ แล้วช่วงนี้ท่านมีปัญหาอะไรกับใครหรือเปล่า” อีกฝ่ายถามขึ้นเป็นพิธี ทั้งๆที่ความจริงแล้ว เขารู้ดีว่าผู้นำตระกูลไห่ช่วงนี้กำลังมีปัญหากับใคร
ไม่ใช่ว่าลูกชายของเขาเพิ่งตายไปหรือ? แถมหลังจากนั้นเขาก็ประกาศจะจัดการอันซูหยวน ทหารพิเศษและคนของประธานจาง ความขัดแย้งครั้งใหญ่โตนี้ทำให้องค์กรนักล่าสกุลจางออกมาพูดด้วยตัวเองว่าพวกเขาจะสนับสนุนและปกป้องอันซูหยวนต่อไป ใครอยากจะลงมือกับเธอก็แปลว่าเป็นศัตรูขององค์กรด้วย นี่ทำให้ตระกูลใหญ่ 3 ตระกูลยอมก้มหัวให้อันซูหยวนที่ฆ่าลูกหลานของตนเองแทน แต่ก็มีอีก 4 ตระกูลรวมตระกูลไห่ที่ไม่ยอมแพ้
คนทั้ง 4 ที่ถูกแขวนคอนั้น ดูจากสัญลักษณ์แล้วก็น่าจะเป็นคนของผู้นำตระกูลไห่นี่แหละ ถูกฆ่าตายในระหว่างทำภารกิจแล้วยังเอามาแขวนที่หน้าบ้าน แบบนี้ก็แปลว่าเป็นการระบุตัวตนแล้ว
คนที่ลงมือไม่ใช่ทหารพิเศษอันก็ต้องเป็นองค์กรนักล่าสกุลจาง แต่ไม่ว่าจะใครที่ลงมือก็ตาม...คนพวกนั้นก็ใช่จะเป็นคนที่เขาแตะต้องได้ง่ายๆ
“หัวหน้าหน่วยตรวจสอบ คุณไม่รู้หรือว่าตระกูลไห่ของฉันมีความขัดแย้งกับใครอยู่” หัวหน้าตระกูลไห่กัดฟันกรอด
เขารู้อยู่แล้วว่าคนของทางการจะไม่เข้าข้างตนเอง ดังนั้นคนทั้ง 4 ที่ส่งไปก็คือการเล่นเกมใต้กระดานเพื่อแก้แค้นของเขา หากฆ่าครอบครัวของอันซูหยวนได้ เช่นนั้นก็เท่ากับได้แก้แค้นแทนลูกชาย ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่ได้มีแผนจะลงมือแค่ครั้งนี้ แต่อยากจะค่อยๆบีบคั้นเธอให้อยู่ไม่สู้ตาย! อยากให้มันคลานเข่ามาร้องขอความเมตตาให้ปล่อยคนที่มันรักไป
ทว่า....แค่การลงมือครั้งแรกก็ล้มเหลวเสียแล้ว แถมนังเด็กนั่นก็ยังส่งคนของเขากลับคืนในรูปแบบการเยาะเย้ยอีก!
เขาคิดอยู่แล้วว่าอันซูหยวนคนนี้คบหาไม่ได้ ตั้งแต่ตอนแรกที่อยากจะฆ่าเธอ นี่เป็นสัญชาตญาณที่ถูกต้องของเขาจริงๆ ถ้าหากฆ่าเด็กนั่นได้ตั้งแต่แรก คงจะไม่มีปัญหามาจนถึงตอนนี้หรอก
“ฉันจะไปรู้ได้อย่างไรล่ะ เพราะแบบนั้นจึงต้องมาขอข้อมูลจากผู้เสียหายก่อน”
คนพูดต่อ ไม่สนใจว่าตัวเองจะถูกพลังของหัวหน้าหน่วยสนับสนุนกดดันขนาดไหน สุดท้ายแล้วหัวหน้าหน่วยสนับสนุนก็คือหัวหน้าหน่วยสนับสนุนในการปฏิบัติการ ส่วนเขาเป็นหัวหน้าหน่วยสอบสวน ไม่ได้ต้องร่วมงานกันอยู่แล้ว มองจากมุมมองของเขา...ตำแหน่งของหัวหน้าหน่วยสอบสวนสูงกว่าหัวหน้าหน่วยสนับสนุนด้วยซ้ำ ดังนั้นท่าทางวางอำนาจของเขาไม่มีผลอะไรกับตนเองเลย
“เหอะ! พวกเราตระกูลไห่จะมีปัญหากับใครได้ บรรพบุรุษหลายรุ่นเสียสละชีวิตเพื่อป้องมนุษย์ชาติ สร้างคุณงามความดีไว้มาก คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีใครลงมือกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์ของฉัน”
“เข้าใจแล้ว ตระกูลไห่ก็ไม่รู้ว่าผู้ลงมือทำลงไปทำไมสินะ เพราะไม่มีต้นเหตุจากความแค้นใจใดๆ ถ้าอย่างนั้น...คำถามต่อไป คุณรู้จักทั้ง 4 คนที่ถูกฆ่าไหม”
“รู้จักสิ ทั้ง 4 คนคือคนของฉันเอง เมื่อคืนทั้งสี่คนก็ฝึกฝนกันอย่างหนัก คงตั้งใจจะใช้ความแข็งแกร่งของตนเองเพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์” ผู้นำตระกูลไห่พูดประชดประชันอีกครั้ง แต่หัวหน้าหน่วยสอบสวนก็ทำเป็นมอบไม่เห็นความตั้งใจนี้
“ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าทั้ง 4 คนอาจจะตายพราะคนที่รู้การเคลื่อนไหวของพวกเขา หรือไม่...พวกเขาก็วางแผนจะทำอะไรบางอย่างจนถูกสวนกลับมา”
“เหอะ! ในเมื่อถามหมดแล้ว อย่างนั้นตระกูลไห่ก็ขอเชิญท่านกลับไปทำสรุปรายงานของตนเองเถอะ” เขาลุกขึ้นด้วยความโกรธ ไม่ต้องการเสียเวลากับคำพูดเล่นลิ้นพวกนี้อีก ผายมือเชิญส่งอีกฝ่ายออกไป ซึ่งหัวหน้าหน่วยสอบสวนก็ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วเช่นกัน
หัวหน้าหน่วยสนับสนุนที่ 1 เป็นคนอย่างไรเขาจะไม่รู้หรือ? ทุกครั้งที่มีคดีความเกี่ยวกับลูกชายของเขา คนก็พูดจาวกไปวนมาเช่นนี้ เปลี่ยนดำเป็นขาวได้อย่างหน้าไม่อาย
เหล่าหน่วยตรวจสอบรับเรื่องมาจากผู้เสียหาย รู้ถึงความเสียใจของพวกเขา แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี คนที่รู้กฎหมาย ทั้งยังเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายเองด้วย พอมีเรื่องแบบนี้ก็เลยยากที่จะจัดการ เมื่อได้ยินว่าเจ้าสารเลวคนนั้นตาย...ถึงตามกฎแล้วพวกเขาไม่ควรจะดีใจ ลึกๆแล้วก็ยังอดที่จะยินดีไม่ได้จริงๆ
เพล้ง!!
ลับหลังที่หัวหน้าหน่วยสืบสวนเดินไปไม่ทันพ้นประตูดี หัวหน้าตระกูลไห่ก็ทำลายเครื่องประดับที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานจนแตกกระจาย
คนรับใช้ที่เพิ่งจะผายมือเชิญเจ้าหน้าที่และเพิ่งจะสบตากับเขารู้สึกอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง เจ้านายของเขาส่งแขกด้วยท่าทางเช่นนี้ เขาที่เป็นคนใช้จะทำอย่างไรต่อ...
……………………………………