บทที่ 422 มองหาจุดผิดพลาด (อ่านฟรี 2 พ.ค. 69)
บทที่ 422 มองหาจุดผิดพลาด (อ่านฟรี 2 พ.ค. 69)
บทที่ 422 มองหาจุดผิดพลาด
ในขณะที่สถานการณ์ของตระกูลใหญ่ทั้งหลายกำลังวุ่นวายใหญ่โต การทำกิจการของอันซูหยวนเองก็รุกคืบหน้าขึ้นทุกวัน เคลื่อนไหวภายใต้เงาของความวุ่นวายนี้ เช่าพื้นที่ในเขตชั้นในอีก 1 แห่ง เพื่อก่อตั้งเป็นโรงทำยา
ตามปกติแล้ว การทำโรงทำยาขึ้นมาขายนั้นจะต้องผ่านการรับรอง การตรวจสอบ กระบวนการทำเอกสารร้องขอให้ทางการอนุญาต โดยต้องมีองค์อนุมัติทั้งทางทหาร ทางองค์กรนักทำยา องค์กรเเพทย์ผู้รักษา และองค์กรอื่นๆรวมแล้วต้องมากกว่า 20 ตัวแทน
ทว่า…กรณีของอันซูหยวนแตกต่างไปเล็กน้อย เพราะเธอไม่ได้สร้างโรงทำยาขึ้นมาเพื่อขายยาพวกนี้ให้ประชาชนในพื้นที่ปลอดภัยใช้ หากแต่เป็นกิจการที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อขายให้คนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจึงไม่ติดปัญหาเรื่องการนำผลิตภัณฑ์ออกไปขาย
ตอนนี้เหลียนซิ่วอิงได้จ้างคนงานมามากกว่า 60 คนเเล้ว ถือเป็นโรงทำยาขนาดย่อมเเห่งหนึ่งเลย การที่จู่ๆก็มีโรงทำยาปรากฎขึ้นมาอย่างกระทันหัน ซึ่งแม้เเต่องค์กรทำยาก็ยังไม่รู้เรื่อง แต่มีผู้ทำยามากมายถูกจ้างไป เรื่องนี้ทำให้คนมากมายประหลาดใจอย่างมาก
เดิมทีพวกเขาไม่รู้เรื่องมาก่อน ทว่าการจ้างงานด้วยเงินเดือนที่ค่อนข้างอยู่ในระดับสูงกว่าโรงทำยาอื่นๆได้ส่งผลกระทบต่อพวกเขาเเล้ว
เพราะฉะนั้น … จากที่ไม่เคยสนใจ กลับมีบางโรงทำยาที่ปกติเเล้วใช้ความเป็นโรงทำยาไม่กี่เเห่งเพื่อทำการกดขี่ข่มเหงนักทำยาที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่ๆ หรือบางคนที่ยังไม่มีชื่อเสียง โดยให้รายได้พวกเขาเพียงน้อยนิด ไม่สนใจเลยว่าพวกเขาจะลำบากมากขนาดไหน
ที่ผ่านมา…ต่อให้คนทำยาเหล่านั้นไม่พอใจก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี พวกเขาอยากได้เงินเพิ่มก็ต้องไปสอบยกระดับนักทำยาเอา ที่ผ่านมาเป็นเช่นนี้ พวกเขาในฐานะนายทุนก็ได้ประโยชน์ไม่น้อย ทว่า… ตอนนี้เมื่อคนเหล่านั้นมีทางเลือกอื่น ย่อมไม่เข้ามาทำงานกับพวกเขาอีก แห่กันไปสมัครงานกับโรงทำยาของเหลียนซิ่วอิงกันหมด บางโรงทำยาถึงกับขาดเเคลนผู้ทำยาไปเลย เกิดแบบนี้แล้วจะยังไม่สนใจอีกก็คงไม่ได้
สิ่งนี้ทำให้เกิดความวุ่นวายในวงการทำยาไม่น้อยเลย…
“เจ้านาย วันนี้ก็ยังมีคนมาขอลาออกอีก 3 คนครับ พวกมันล้วนเป็นคนนักทำยาที่เพิ่งจบใหม่ทั้งหมดเลย พอถามว่าจะไปทำงานที่ไหนก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าจะไปทำงานที่โรงทำยาของคุณหนูรองสกุลเจียง พวกนั้นบอกว่าคุณหนูรองนั้นยังรับสมัครนักทำยาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นนักทำยาระดับกลางหรือต่ำก็ล้วนแต่รับทั้งหมด แถมยังให้รายได้ดีด้วย”
“เจ้านาย หากยังปล่อยไปเช่นนี้ โรงทำยาของพวกเราจะลำบากแล้วครับ แม้ว่าเด็กจบใหม่จะมีมาก แต่พอพวกนั้นมีทางเลือกมากขึ้นก็ย่อมไม่มาเลือกงานจากพวกเรา ตอนนี้เหลือก็แค่นักทำยาที่มีฐานเงินเดือนสูงกว่า หากพวกเราต้องจ้างนักทำยาทั้งหมดที่เรียกเงินเดือนสูง แต่ทำได้แค่ยาระดับต่ำและกลางเท่าเดิม นั่นแปลว่ากำไรของพวกเราจะลดลงไปมากเลยครับ”
“อีกอย่าง สถานการณ์นี้ก็ไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหนด้วย ไม่รู้ว่าคุณหนูสกุลเหลียนคนนั้นคิดจะรับคนมากเท่าไร หากเธอยังต้องการรับคนเรื่อยๆแบบนี้ ต่อไปคนงานจะขาดแคลนแน่ แถมยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการทำยาอีก” เจ้าหน้าที่ดูแลพนักงานเข้ามาพูดกับหัวหน้าตระกูลซึ่งเป็นเจ้าของกิจการโดยตรง
ตอนแรกปัญหานี้ ทุกคนคิดว่าเป็นปัญหาขนาดเล็ก การมีโรงทำยาใหม่ๆเกิดขึ้นมาไม่ใช่เรื่องแปลก แต่จะเข้ามาต่อสู้ในตลาดได้หรือไม่นั้นต้องดูความน่าเชื่อถือด้วย อย่างไรก็เป็นเรื่องของยาที่ต้องกินต้องดื่ม แถมยาบางชนิดก็เป็นยาที่จะใช้ช่วยชีวิตด้วย หากซื้อยาที่ไม่มีคุณภาพไป พอเอาไปใช้แล้วไม่ได้ผลดี กลับมีแต่จะทำให้ตัวเองตายเท่านั้น
สำหรับเรื่องยาแล้ว นับเป็นเรื่องอ่อนไหวมากกว่าเรื่องของอาหารหรือเรื่องของอาวุธที่ใช้ในการต่อสู้เสียอีก เพราะมันเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แถมยังเป็นของที่จะเอามาใช้ยามจำเป็น สุดท้ายแล้ว...ความน่าเชื่อถือนี้ก็ต้องใช้เวลา บางโรงทำยาเปิดขึ้นมาได้ไม่ถึงปีก็ต้องปิดตัวไปเพราะขายไม่ออก นี่ยังต้องดูกันต่อในอนาคต
แต่โรงทำยาที่เปิดขึ้นมาใหม่นี้ไม่เล่นตามกระดานเลย ไม่เพียงแค่ไม่เดินเป็นขั้นเป็นตอนเท่านั้น ยังจะกระโดดเข้ามาใช้มีดจ้วงแทงพวกเขาด้วย ทำเอาหลังบ้านของพวกเขาสั่นคลอนไปหมด การทำเช่นนี้ไม่เรียกว่าหาเรื่องตายแล้วจะให้เรียกว่าอะไร!!
“ฉันจะไปคุยกับตระกูลเหลียนดู เอาข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องมา”
“ครับ เข้าใจแล้ว”
สองคนเจ้านายและลูกน้องไม่สามารถรอดูอยู่เฉยๆได้อีกแล้ว พวกเขาไม่ได้มีทีท่าว่าจะหยุดจ้างคนเข้าทำงานเลย เหมือนกับถ้าใครมีความสามารถ ผ่านการทดสอบเกี่ยวกับการทำยาก็รับเข้าทำงานทั้งหมด
ตอนนี้มีคนงาน 60 คนแล้ว นับแค่จำนวนนักทำยาเท่านั้น แล้วยังมีโอกาสที่จะเพิ่มจำนวนสูงขึ้นเรื่อยๆด้วย คงไม่ได้วางแผนที่จะยึดครองตลาดทำยาหรอกใช่ไหม?
ไม่ใช่แค่สองเจ้านายลูกน้องคู่นี้เท่านั้น แต่เจ้าของโรงยาคนอื่นๆก็คิดเหมือนกัน พวกเขาตรงไปยังตระกูลเหลียนซึ่งเป็นตระกูลนักทำยาเช่นกันกับพวกตน
การเคลื่อนไหวนี้ของคุณหนูรองเหลียน แม้จะไม่รู้ว่ามีเบื้องหลังเป็นใครกันแน่ ... จะเป็นพลทหารพิเศษอันที่มีชื่อเสียงในช่วงนี้ หรือจะเป็นประธานจางที่มีการเคลื่อนไหวผิดปกติมาหลายครั้งหลายครา กระนั้น...คนออกหน้าจัดการก็คือคุณหนูรองเหลียน ถ้าพวกเขาต้องหาใครสักคน การหาตระกูลเหลียนย่อมถูกต้องที่สุดแล้ว
ตอนนี้ตระกูลเหลียนจำเป็นต้องรับแขกมากหน้าหลายตาทั้งๆที่พวกเขาก็ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ทำเอาคนทั้งตระกูลต้องปวดหัวไปกันหมด
ผู้นำตระกูลถึงกับส่งคนไปตามเหลียนซิ่วอิงเพื่อมาสอบถามสถานการณ์ แต่เธอกลับส่งคนมาบอกว่า “ไม่สะดวก” หรือไม่ก็ “กำลังยุ่งกับงานชิ้นใหญ่อยู่” ทำเอาผู้นำตระกูลได้แต่กัดฟันกรอด
เขารู้อยู่แล้วว่าเหลียนซิ่วอิงกำลังทำงานใหญ่อยู่ ทั้งยังเป็นการทำงานเพื่อประธานจางด้วย ทว่า...งานใหญ่ที่ว่านี้ก็คือการทำลายวงการนักทำยาหรือ? ประธานจางคนนี้มีแผนการอะไรกันแน่ ทำไมถึงต้องการให้พวกเขาตายกันเช่นนี้!!
ทางด้านตระกูลเหลียนที่กำลังปวดหัว ช่างต่างกับบรรยากาศของอันซูหยวนที่เงียบสงบเหลือเกิน ในห้องทำยาห้องหนึ่งที่ซูหยวนยึดเป็นห้องทำงานของตนเอง เธอกำลังกอดอกพิจารณาเอกสารดำเนินการในมือ หลังจากที่ทำยาขึ้นมา 2 ชนิดแล้วพบว่ามันไม่ได้ประสบความสำเร็จ
แต่เดิมเธอเชื่อว่าการปรุงยาไม่น่ามีอะไรยาก ขอแค่ทำตามขั้นตอนที่เขียนเอาไว้ในตำราก็น่าจะประสบความสำเร็จแล้ว แต่ปัญหาก็เกิดขึ้น เพราะยาที่ทำออกมาได้กลับมีคุณสมบัติต่ำกว่ามาตรฐาน
กล่าวคือ...ยารักษาบาดแผลกับยาหยุดเลือดระดับต่ำของเธอไม่สามารถใช้งานได้จริง นี่ทำให้ซูหยวนต้องกลับมาตรวจสอบผลการทำงานของตนเองอีกครั้ง จำเป็นต้องรู้ว่างานนี้ผิดพลาดที่ตรงไหน
ยารักษาบาดแผลระดับต่ำ เป็นยารักษาบาดแผลทั่วไป ไม่ได้สมานแผลให้เชื่อมกันสนิท แค่รักษาบาดแผลด้วยการเคลือบชั้นบางๆ ป้องกันไม่ให้สารพิษเข้าไปข้างใน และกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในร่างกายเพื่อให้ค่อยๆรักษาตัวเอง
หากเป็นบาดแผลขนาดเล็กทั่วไป ยานี้ก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยรักษาได้ ไม่ต้องใช้ยาระดับสูงให้สิ้นเปลือง ส่วนประกอบของมันก็ทำมาจากสมุนไพรระดับต่ำคือว่านหางจระเข้ ผสมกับหญ้าดอกเหลือง ซึ่งมีทั้งคุณสมบัติช่วยฆ่าเชื้อ และป้องกันเชื้อโรค
การทำไม่ซับซ้อน สมกับที่เป็นแค่ยาระดับต่ำเท่านั้น โดยเริ่มจากการขูดเอาเมือกที่ต้นของว่านหางจระเข้มา 1 กิโลกรัม จากนั้นก็โยนลงหม้ออุ่นร้อนในอุณหภูมิ 60 องศา ห้ามไม่ให้เดือดก่อนที่จะใส่ลงไป จากนั้นค่อยๆเคี่ยวให้น้ำต้มกับเมือกของว่านหางจระเข้ผสมกันเป็นเนื้อเดียว ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็เพียงพอแล้ว
หลังจากที่ว่านหางจระเข้ละลายไปกับน้ำ ก็ให้ใส่หญ้าดอกเหลืองในปริมาณ 50 กรัมลงไป โดยหญ้าดอกเหลืองพวกนี้จะต้องบดป่นให้เป็นชิ้นเล็กๆก่อน เพื่อที่จะแทรกซึมไปกับเจลต้มก่อนหน้านี้
ขั้นตอนหลังจากนี้ก็คือการเคี่ยวไปเรื่อยๆอีก 1 ชั่วโมง โดยใส่พลังงานเข้าไปตลอดการเคี่ยวเพื่อให้ประสิทธิภาพของยาดีขึ้น โดยต้องทำให้พลังงานที่ใส่เข้าไปมีความเสถียรด้วย
ซึ่งทุกขั้นตอนที่กล่าวมา...ซูหยวนมีความมั่นใจมาก เธอเชื่อว่าตัวเองไม่พลาดแม้แต่ขั้นตอนเดียว แต่พอยาที่ปรุงออกมา มันควรจะเป็นเมือกเหลวสีเหลืองอ่อน กลับเปลี่ยนเป็นเมือกเหลวสีน้ำตาลเข้มแทน สิ่งนี้ทำให้ซูหยวนรู้ได้เลยว่ามันผิดปกติ
ซึ่งนอกจากยารักษาบาดแผลแล้ว ก็ยังมียาหยุดเลือดระดับต่ำ ซึ่งคุณสมบัติของมันก็ตามชื่อ หากใช้งานแล้วจะทำให้หยุดเลือดจากบาดแผลขนาดเล็กได้ โดยส่วนประกอบก็มีว่านหางจระเข้เหมือนเดิม แต่ผสมกับเปลือกสมุนไพรสนหางเขียวที่เผาไหม้ ซึ่งขั้นตอนการทำเจลว่านหางจระเข้นั้นไม่มีความแตกต่าง ที่สำคัญที่สุดของการทำยาหยุดเลือดระดับต่ำนี้ก็คือการจัดการกับเปลือกสมุนไพรสนหางเขียวต่างหาก
ตั้งแต่ตอนที่ทำยารักษาบาดแผล ซูหยวนก็เผาเปลือกไม้ไปพลางด้วย เพราะการจะทำให้ไม้เผาไหม้เท่ากันอย่างสมบูรณ์ ทำให้มันเหมือนผงถ่านสีดำที่สามารถเอามาทำยาได้นั้นจะต้องใช้เวลามาก ฉะนั้นขั้นตอนนี้จึงเริ่มทำตั้งแต่ 1 ชั่วโมงก่อน เมื่อทำผงไม้ได้ก็ต้องเอามาป่นจนเป็นเศษผง แล้วนำไปทำความสะอาดอีกครั้งก่อนจะเอาลงหม้อ
และก็เหมือนเดิม แทนที่มันจะเป็นสีดำเนื่องจากสีของเปลือกไม้ กลับเปลี่ยนเป็นสีเทาอย่างน่าประหลาด ซูหยวนที่เป็นพวกมั่นใจในความสงบนิ่งของตนเอง ไม่คิดอยู่แล้วว่าปัญหาจะมาจากการควบคุมพลังงาน แต่มันจะต้องอยู่ในขั้นตอนที่เธอทำตามนี้
ก่อนหน้าที่จะมายืนกอดอกปวดหัวเช่นนี้ เหลียนซิ่วอิงได้แวะมาดูการศึกษาของเธอแล้วเช่นกัน อีกฝ่ายดูตั้งแต่ตอนกลางไปกระทั่งจบขั้นตอนทั้งหมด แต่ก็พบว่าวิธีการของอันซูหยวนถูกต้อง ไม่มีข้อผิดพลาดอะไรเลย แถมยังทำได้ดียิ่งกว่านักทำยาคนอื่นด้วยซ้ำ
ทว่า...ความถูกต้องนี้กลับทำให้เกิดยาที่ผิดพลาดขึ้นมา มันทำให้เหลียนซิ่วอิงปวดหัวออกไป ถ้าไม่ใช่เพราะเธอยังมีงานต้องจัดการ เช่นนั้นก็คงอยู่ในห้องกับเจ้านายเพื่อหาว่ามันผิดพลาดที่ตรงไหนไปแล้ว
ตอนที่ซูหยวนกำลังทบทวนกระบวนการทั้งหมดนั้นเอง เพราะยังไม่พอใจที่ตัวเองหาข้อบกพร่องไม่เจอ ตอนนั้นกลับมีเสียงโหวกเหวกดังขึ้นจากด้านหน้าสถานที่ทำการเสียแล้ว
เพราะในห้องทำยาส่วนใหญ่จะเป็นห้องเก็บเสียง เพื่อไม่ให้เสียงคนข้างนอกทำลายสมาธิของนักทำยา ดังนั้นจึงจ่ายเงินค่าเช่าในราคาสูง ทว่า...เสียงข้างนอกตอนนี้ดังมากเกินไป มากจนมันเก็บเสียงไม่ได้อีกต่อไป
สุดท้ายเพราะอยู่ต่อก็คิดไม่ออก แถมกิจการนี้ก็เพิ่งเริ่มต้นขึ้นด้วย ดังนั้นอันซูหยวนจึงไม่อยากให้มีข้อผิดพลาดใดขึ้นอีก หญิงสาวจึงเดินออกไปเพื่อฟังว่าข้างนอกเกิดปัญหาอะไรกันแน่
ตรงทางลานพักผ่อนและเป็นสถานที่รับแขกด้วย เพราะที่นี่คือโรงทำยา ปกติแล้วไม่ค่อยมีคนเข้าออกนัก ก็แค่วันนี้ที่มีคนมากมายมาด่าทออยู่หน้าที่ทำการ ซูหยวนจึงรู้สึกว่าลานพักผ่อนนี้คับแคบไปเลย
“พวกเราต้องการมาสมัครงาน พวกคุณรับนักทำยาระดับต่ำมากมายเช่นนี้ ให้เงินเดือนเท่ากับพวกเราที่เป็นนักทำยาระดับกลางไปถึงระดับสูง แต่ทำไมถึงไม่ยอมรับพวกเราด้วยล่ะ!! แบบนี้เรียกว่าลำเอียงแล้ว!”
“ใช่ๆ พวกเราลาออกจากงานมาแล้ว พวกคุณจะปฏิเสธได้ยังไง ที่นี่ยังเป็นโรงทำยาอยู่หรือเปล่า หรือคิดจะผลิตอะไรที่ผิดกฎหมายกันแน่!”
“โรงทำยาที่นี่เป็นโรงทำยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับองค์กรผู้ทำยาด้วยซ้ำ หรือว่าจะทำงานผิดกฎหมายจริงๆ คิดจะทำยาอะไรขึ้นมากันแน่ คงจะไม่ใช่ยาพิษที่เอาไว้ฆ่าคนหรอกใช่ไหม”
“นั่นสิ จู่ๆก็เปิดโรงทำยา รับแต่นักทำยาระดับต่ำ ไม่ยอมรับนักทำยาระดับสูง เรื่องนี้ก็แปลกๆอยู่นะ”
“ฉันไม่สนใจหรอกว่าจะแปลกขนาดไหน ฉันต้องการเงินเดือนมากกว่าเดิมสองเท่า เป็นอัตราที่มากกว่าพวกนักทำยาระดับต่ำเหมือนที่ตลาดปกติเขาทำกัน ไม่ว่ายังไง...เจ้าของกิจการนี้ก็ต้องให้เงินฉัน!!”
กลุ่มคนที่มาโวยวายอยู่ข้างหน้าดูแล้วไม่ได้มาด้วยกัน แต่จุดประสงค์ก็คือการที่ทำให้เธอต้องปวดหัว มาสร้างความวุ่นวายให้กับโรงทำยาของเธอ!
คนพวกนี้มีทั้งคนที่อยากจะสร้างความผิด หาเรื่องผิดกฎหมายให้โรงทำยาถูกจับ ส่วนอีกบางกลุ่มก็เห็นแก่ตัว รู้สึกว่านักทำยาระดับต่ำพวกนี้ได้เงินเดือนมากเกินไปจนอยู่ในระดับเดียวกันทั้งๆที่พวกเขาควรจะได้เงินเดือนมากกว่า
ดังนั้นจึงมาเรียกร้องให้รับพวกตนเข้าร่วมด้วย โดยต้องจ่ายเงินให้มากกว่าเดิม แต่ถ้าไม่ได้....อย่างนั้นก็ควรจะเลิกจ้างพวกนักทำยาระดับต่ำพวกนี้ไปเสีย
การโต้เถียงที่ต่างคนต่างก่อความวุ่นวายนี้ทำให้เหลียนซิ่วอิงผู้ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนสับสนมึนงง ปกติแล้วเธอเก็บตัวเองอยู่ในตระกูลเหลียน ใช้ชีวิตเหมือนกับคนตาย มีแค่ช่วงนี้ที่รู้สึกว่าชีวิตของเธอช่างไม่มีความสงบเอาเสียเลย
“ทุกคนช่วยหยุดกันก่อนค่ะ”
หญิงสาวพูดออกไป แต่เพราะเสียงของเธอค่อนข้างเบา ดังนั้นคนที่มาโวยวายอยู่ย่อมไม่ได้ยิน ไม่สิ! ต่อให้พวกเขาได้ยิน ก็คงจะไม่ยอมหยุดพูดง่ายๆ เหลียนซิ่วอิงค่อยๆหน้ามืดครึ้มลง รู้สึกว่าความโกรธของตนเองกำลังพลุ่งพล่าน นับเป็นความรู้สึกที่ไม่ได้สัมผัสมานานแล้ว
“หยุดเดี๋ยวนี้!! ไม่อย่างนั้นฉันจะให้คนไล่ออกไปให้หมดเลย!”
เธอตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง แม้จะยังเบาอยู่เมื่อเทียบกับเสียงจอกแจกจอแจก่อนหน้านี้ ทว่า...เสียงของเธอก็ทำให้ทุกคนหยุดหันมามองจนได้
………………..