LNCrawler

บทที่ 435 เอลฟ์ (อ่านฟรี 15 พ.ค. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 435 เอลฟ์ (อ่านฟรี 15 พ.ค. 69)

บทที่ 435 เอลฟ์

            

ธนูเรืองแสงสีเขียวอ่อนจางๆ ให้ความรู้สึกถึงการเชื่อมต่อกับธรรมชาติ หากแต่เป็นธรรมชาติที่ดุดันและน่าเกรงขามสำหรับผู้บุกรุกอย่างซูหยวน

            

ก่อนหน้านี้เธอเคยได้ยินอาจารย์เติ้งพูดถึง “จิตวิญญาณแห่งธนู” มาบ้างแล้ว อาจารย์อธิบายเกี่ยวกับมันว่า “จิตวิญญาณแห่งธนู” ก็คือจิตวิญญาณของอาวุธที่หลอมรวมเป็นหนึ่ง เมื่อผู้ใช้และจิตวิญญาณของธนูเชื่อมต่อถึงกัน เช่นนั้นการโจมตีก็จะทรงอำนาจมากขึ้น

            

แม้แต่อาจารย์เติ้งก็ไม่ได้เรียกใช้จิตวิญญาณแห่งธนูในการโจมตีได้ทุกครั้ง หากเปรียบเปรยให้เหมือนกับตอนเล่นเกม คิดว่ามันน่าจะเป็นอัตรา “คริติคอล” ซึ่งระบุออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ แน่นอนว่ากับเรื่องของคริติคอลนั้นยังมีความแตกต่างอยู่บ้าง แต่เพื่อให้เข้าใจง่ายจะคิดเช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

            

ซูหยวนลองพยายามที่จะปลุกจิตวิญญาณแห่งธนูของเธอขึ้นมาบ้าง น่าเสียดายที่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นนั้น บางครั้งการทำความเข้าใจให้ละเอียดก็ไม่ใช่ทุกอย่าง ยังต้องอาศัยโชคชะตา จังหวะเวลา และอื่นๆ มาเกื้อหนุนอีกมาก ไม่เช่นนั้นคงจะเห็นปรมาจารย์ทุกคนเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณแห่งธนูไปแล้ว

            

ทว่า...ภาพที่เธอเห็นอยู่ตอนนี้ คล้ายกับว่ามันจะเรียกว่าจิตวิญญาณแห่งธนูหรือเปล่านะ...ไม่ใช่แค่นั้น แต่ในมือของพวกเขายังเป็นภาพเดียวกัน นั่นก็คือจิตวิญญาณแห่งธนูซึ่งเชื่อมต่อกับธรรมชาติจนเป็นหนึ่งเดียวกัน

            

ซูหยวนไม่รู้ว่าจิตวิญญาณแห่งธนูของอีกฝ่ายนั้นเป็นรูปแบบไหน เพราะยังไม่เคยมีข้อมูลเกี่ยวกับตัวคนเหล่านี้ ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเวลาให้เรียนรู้อีกมาก หากเป็นไปได้...เธอก็อยากจะเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเขามากกว่าที่จะเป็นศัตรู ไม่อย่างนั้นตั้งแต่ตอนที่เห็น “จุดสีฟ้า” เธออาจจะโจมตีไปก่อนแล้วก็ได้

            

ไม่เหมือนกับพวกสัตว์ร้ายทั้งหลายในป่ามงกุฎแห่งนี้ที่จะปรากฏเป็นจุดสีแดง พวกเอลฟ์เหล่านี้มีจุดสีฟ้า หมายความว่าพวกมันอาจจะเป็น “NPC” ที่จะเปลี่ยนเป็นมิตรหรือศัตรูในภายหลังได้

            

ก็มีปรากฏให้เห็นบ่อยๆ หลายครั้งที่ผู้เล่นทำผิดกฎของหมู่บ้านหนึ่งๆ พวกเขาก็จะถูกลงโทษจากระบบด้วยการให้กลายเป็นศัตรูกับ NPC ทั้งหมู่บ้าน ถูกไล่ล่าโดยพวกเขา ดังนั้นซูหยวนจึงคาดว่าเอลฟ์เหล่านี้ก็น่าจะเป็นแบบเดียวกัน แต่...สถานการณ์ที่มีเอลฟ์มากมายเช่นนี้ปรากฏอยู่ไม่เคยเห็นเขียนรายละเอียดบนกระดานสนทนา หมายความว่าน่าจะเป็นอีเว้นท์พิเศษที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เท่านั้น

            

ซูหยวนรู้สึกว่าเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับการที่เธอได้รับภารกิจตามหาหางของยูนิครอนก็เป็นได้ ดังนั้นจึงไม่ตั้งเป้าเป็นศัตรูกับพวกเอลฟ์เหล่านี้ตั้งแต่แรก

 

“ที่แท้ก็เป็นพวกท่านนี่เอง แต่ว่า...ทำไมพวกท่านถึงต้องมาหยุดฉันด้วย” ซูหยวนกล่าวอย่างมั่นใจ นี่เป็นป่ามงกุฎที่สิ่งมีชีวิตทั้งหมดใช้ร่วมกัน ไม่เหมือนกับเขตพื้นที่ล่าที่แบ่งระดับชัดเจน ดังนั้นพวกเขาหยุดเธอจะต้องมีเหตุผลแน่

            

เอลฟ์ชายคนหนึ่งเชิดหน้าของตนเองขึ้นสูง ในมือยังไม่ลดธนูลง ท่าทางสูงส่งของเขาเหมือนกับที่พวกอนิเมชั่นหรือนิยายทั้งหลายบรรยายเอาไว้ทั้งหมด การออกแบบตัวละครนี้เหมือนกับสร้างขึ้นมาเพื่อดึงดูดผู้เล่นสาวๆโดยเฉพาะ ด้วยใบหน้าที่งดงามและหล่อเหลาเหมือนพระเอกซีรี่ย์ พอเข้าโหมดเย็นชาเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้สาวๆหลงใหลได้ไม่ยาก เพียงแต่...ซูหยวนไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่จะมาชื่นชมความหล่อเหลาของคนอื่น

            

เหมือนกับพวกเขาที่ระวังตัวอยู่ตลอด เธอเองก็ไม่สามารถลดการป้องกันได้เช่นกัน บาเรียป้องกันถูกเรียกออกใช้ตั้งแต่ต้น ในมือถือธนูเอาไว้เช่นกัน แม้จะไม่รู้ว่าพลังของจิตวิญญาณธนูของตัวละครเอลฟ์เหล่านี้จะสูงส่งขนาดไหน ทว่าทักษะธนูระดับสูงรวมกับบาเรียป้องกัน ทั้งยังมีผู้ช่วยอย่างพวกหนูทองลายขาวกับสุนัขทมิฬ เธอก็มั่นใจว่าน่าจะเพียงพอสำหรับการเอาชนะพวกเขา

            

เกมนี้สร้างเพื่อให้ผู้เล่นได้เล่นสนุกไปกับกิจกรรมและปริศนาต่างๆ คงไม่ได้จะทำลายความสนุกของผู้เล่นด้วยการไม่เหลือทางออกให้หรอก

 

“ตั้งแต่เมื่อ 6 เดือนก่อน พวกเราก็ได้กลายเป็นผู้พิทักษ์ป่าแห่งนี้แล้ว ดังนั้นทางข้างหน้านี้ก็เป็นทางที่พวกข้าต้องปกป้อง ย่อมไม่สามารถให้เจ้าผ่านไปได้ จงไปใช้เส้นทางอื่นเสียเถอะ” เอลฟ์หนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาไม่เปิดโอกาสให้ใครสามารถต่อรองได้ หากต้องการจะผ่านเส้นทางนี้ ก็จะต้องต่อสู้กับพวกเขาทั้งหมด

            

อันซูหยวนเลิกคิ้วเล็กน้อย แม้คำพูดนี้จะดูไม่น่าฟัง หากแต่ความหมายที่แฝงอยู่ก็น่าสนใจไม่น้อย การที่เจ้าตัวบอกว่า “เมื่อ 6 เดือนก่อน” หมายความว่าก่อนหน้านี้ พวกเอลฟ์ไม่ได้เป็นผู้พิทักษ์ป่านี้ตั้งแต่แรก ถ้าอย่างนั้น...มีเหตุผลอะไรให้พวกเขามาที่นี่

            

เธอรู้ว่านิสัยของเอลฟ์เหล่านี้ก็เป็นพวกที่ขี้ระแวง ทั้งยังดูแคลนสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น เนื่องจากมีความเชื่อว่าตัวเองเป็นผู้รับใช้ของผู้สร้าง เป็นเหมือนเจ้านายแห่งผืนป่านี้ ทุกสรรพชีวิตจะต้องอยู่ใต้การดูแลของพวกมันอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะไม่ยอมให้ผู้อื่นผ่านทางของตนเอง

            

ถ้าไม่ใช่ข้อมูลที่มีชาวบ้านเคยเห็นยูนิครอนผ่านมาทางนี้ ซูหยวนก็คงจะไม่เข้าไปยุ่งเพื่อสร้างปัญหาให้ตัวเองเพิ่ม ทว่า...การที่มีอีเว้นท์เช่นนี้ แถมยังเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย มันก็ทำให้ซูหยวนอยากจะหาเบาะแสเพิ่มเติมจากพวกเขาไปด้วย

 

“ตั้งแต่เมื่อ 6 เดือนงั้นหรอ? ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้เป็นที่อยู่ของเหล่าสัตว์เทพยูนิครอนหรือ แล้วทำไมพวกท่านถึงได้มาครอบครองที่นี่ได้” ซูหยวนแสดงท่าทีสงสัย แน่นอนว่าเธอไม่ได้รู้เกี่ยวกับสัตว์เทพยูนิครอนมากนัก แต่มันก็ไม่เป็นอุปสรรคในการโกหกของตนเอง

            

ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้มีคนบอกเคยเห็นยูนิครอนแถวนี้หรอกหรือ? ต่อให้พวกมันแค่ผ่านไป เธอจะเข้าใจว่าที่นี่เป็นที่อาศัยของสัตว์เทพยูนิครอนก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องจะเอาผิดกันได้

            

เอลฟ์ทั้งหลายได้ยินเช่นนั้นก็ลอบมองหน้ากันเอง พวกมันไม่คิดว่าหญิงสาวตรงหน้าจะพูดถึงเทพยูนิครอนขึ้นมา เพียงแต่...คีย์เวิร์ดนี้คงจะถูกตั้งค่าเอาไว้แล้ว เมื่อพวกเขาได้ยินคำว่า “ยูนิครอน” ก็เริ่มเปิดเผยข้อมูลเล็กๆน้อยๆออกมา

 

“จริงอยู่ที่ก่อนหน้านี้เป็นที่พักชั่วคราวของสัตว์เทพยูนิครอน แต่ตอนนี้เหล่าสัตว์เทพได้ย้ายที่พักไปแล้ว ตอนนี้จำเอาไว้แค่ว่าพวกเราเผ่าเอลฟ์เป็นผู้ปกครองของที่นี่เท่านั้น”

 

“ย้ายที่พักหรือ? แต่ว่า....” ซูหยวนได้ยินคำตอบของเอลฟ์ก็ทำทีเป็นตกใจทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าพวกยูนิครอนคงไม่อยู่ที่นี่แล้ว แต่นอกจากการแสดงความตกใจแล้ว เธอก็ยังใช้คำพูดทิ้งให้เป็นปริศนาด้วย ทำเอาเอลฟ์ทั้งหลายถึงกับสงสัยคำพูดที่เกือบจะหลุดออกมาของเธอ

            

เอลฟ์หนุ่มคนเดิมที่เย่อหยิ่ง เวลานี้ถึงไม่ได้ลดความเย่อหยิ่งของตนเองลง หากแต่กลับแสดงความใคร่รู้ออกมา เรียกว่าตกหลุมพรางของซูหยวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

“แต่ว่าอันใด?” เขาถามขึ้นด้วยท่าทีราวกับว่า หากเธอไม่ยอมพูดคำที่ขาดห้วงไปก่อนหน้านี้ก็จะไม่ยอมปล่อยเธอไปแน่

            

ซูหยวนแสดงออกว่าไม่อยากพูดให้คนนอกฟัง เธอส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วปฏิเสธอย่างสุภาพ

 

“ในเมื่อที่นี่เป็นเขตของเอลฟ์แล้ว ฉันก็ไม่ต้องการรบกวนพวกคุณหรอก ฉันยังต้องหาช่องทางติดต่อสัตว์เทพให้ได้ อย่างไรก็มีเรื่องจำเป็นที่จะต้องติดต่อพวกท่านให้ได้อยู่”

            

หญิงสาวยอมถอยแต่โดยดี ทว่าเอลฟ์ที่ถูกกระตุ้นความสงสัยแล้วจะปล่อยให้ไปง่ายๆได้อย่างไร หนึ่งในชาวเอลฟ์ปล่อยลูกศรของตนเองออกมาทันที แม้เป้าหมายจะไม่ใช่ตัวซูหยวนเอง ทว่าการกระทำเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการข่มขู่เธอ

            

ลูกศรที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งธนูปักไปที่ต้นไม้ใหญ่ ก่อนที่มันจะมีออร่าสีเขียวกระจายไปรอบๆจนเห็นเป็นภาพเงาของเถาวัลย์ที่กระจายออกไปรอบๆ หากมีคนอยู่แถวนั้นคงจะถูกเถาวัลย์หนามทิ่มแทงเหมือนกับถูกหัวกระสุนปืนยิงเข้าใส่ ช่างเป็นพลังจิตวิญญาณแห่งธนูที่น่ากลัวจริงๆ 

 

“พวกข้าบอกให้เจ้าไปแล้วหรือ?” 

 

“หืม? หมายความว่ายังไง? ไม่ใช่ว่าฉันผ่านทางนี้ไม่ได้หรอกหรอ ถ้าในเมื่อผ่านไม่ได้จะต้องเสียเวลาที่นี่อีกทำไม” 

 

“ผ่านไม่ได้นั้นถูกต้องอยู่แล้ว แต่ผ่านไม่ได้ ก็ไม่ได้แปลว่าพวกข้าจะปล่อยให้เจ้ากลับไปได้เช่นกัน!” อีกฝ่ายพูดขึ้นราวกับตัวเองเป็นเจ้านายของเธอ ซูหยวนแค่นหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะยกธนูในมือที่เตรียมลูกศรเอาไว้พร้อมยิงแล้วขึ้นมาบ้าง

 

“บอกตามตรงนะ การที่ฉันหันหลังกลับไปไม่ใช่เพราะฉันกลัว แต่เป็นเพราะฉันไม่อยากมีปัญหา ไม่อยากเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทว่า...ถ้าคิดจะหยุดฉันไว้ที่นี่ล่ะก็...อย่างนั้นก็ฝันเอาเถอะ อย่าคิดว่าฉันมาตัวคนเดียวแล้วจะรังแกกันได้ง่ายๆ” ซูหยวนพูดจบก็ปล่อยพลังงานของตัวเองออกมาบ้าง

            

พลังงานที่แปลกประหลาดแต่อัดแน่นจนทำให้พวกเขาหายใจไม่ออกส่งผลให้เอลฟ์อาวุโสที่ยืนฟังนิ่งๆมาตลอดก้าวออกมาเพื่อสร้างเกราะป้องกันให้เอลฟ์รุ่นใหม่ที่อาจจะตายเพราะถูกคนๆหนึ่งกดดันเข้า

 

“ใจเย็นๆก่อนเถิดผู้ผ่านทาง” เขาชี้ไม้เท้าของตนเองขึ้น ปรากฏบาเรียธรรมชาติที่สะท้อนออร่ากดดันของซูหยวนไปเกือบทั้งหมด ทำให้พวกเอลฟ์หนุ่มๆที่เย่อหยิ่งในคราแรกหลุดพ้นการทรมานของเธอไปได้

 

“แค่กๆ เจ้า เจ้ากล้า!!”

 

“เงียบได้แล้ว” เอลฟ์อาวุโสเห็นว่าเอลฟ์หนุ่มยังอยากจะสร้างปัญหา เขาจึงหันไปตำหนิอีกฝ่ายโดยตรง ทำเอาเอลฟ์ที่เหมือนพระเอกซีรี่ย์ต้องหน้าตึงด้วยความอับอาย

            

ตัวเขาไม่ได้โง่ขนาดที่จะไม่รู้ว่าหากเกิดการต่อสู้จริง เขากับหญิงสาวคนนั้นก็ไม่แน่ว่าใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน แม้ธนูในมือของเธอจะดูไม่มีจิตวิญญาณปรากฏให้เห็น แปลว่าเธอยังไม่รู้วิธีการเข้าถึงจิตวิญญาณของธนู ยังไม่เคยเชื่อมต่อกับโลกลึกลับในจิตวิญญาณ แต่...ดูจากพลังและออร่าของเธอแล้ว น่าจะเชี่ยวชาญในการใช้ทักษะไม่น้อย ถ้าต้องต่อสู้...เธออาจจะวางแผนใช้กลยุทธ์ต่างๆจนเขาพลาดท่าได้

            

อีกอย่าง หญิงสาวผู้ผ่านทางคนนี้น่าจะรู้จักกับเหล่าสัตว์เทพยูนิครอนที่เพิ่งย้ายถิ่นฐานไป ดังนั้นมันเป็นเรื่องดีกว่าที่จะเป็นมิตรกับเธอ สุดท้ายเขาก็ต้องยอมถอยด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ การที่ผู้อาวุโสออกหน้าให้ เท่ากับเป็นการรักษาใบหน้าให้กับพวกเขาต่างหาก

            

เชื่อฟังผู้อาวุโสในเผ่า ก็ยังดีกว่าพ่ายแพ้เด็กสาวเผ่ามนุษย์คนหนึ่ง!

 

“ผู้ผ่านทาง พวกข้าเผ่าเอลฟ์เพิ่งย้ายมาที่นี่ก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเราไม่ได้รับการยอมรับจากเหล่าสัตว์เทพ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของสัตว์เทพยูนิครอน การที่คนเผ่าเอลฟ์ต้องปกป้องเรื่องของท่านก็ถูกต้องแล้ว ขอให้ผู้ผ่านทางเข้าใจด้วย”

 

“อย่างไรก็ตาม เมื่อครู่ท่านพูดเหมือนกับว่ามีเหตุผลที่ทำให้ต้องติดต่อเหล่าสัตว์เทพหรือ? ถ้าหากเหตุผลนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก บางทีพวกเราอาจจะขออนุญาตจากหัวหน้าเผ่าและผู้สื่อจิตเทพเพื่อช่วยเหลือท่านก็ได้...”

            

เห็นคนอายุมากเอาเรื่องการติดต่อสัตว์เทพยูนิครอนขึ้นมาพูด ซูหยวนก็เข้าใจทันทีว่าทางนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ ในชีวิตก่อนของเธอมีคำพูดว่า “ขิงยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ด” ดูท่าจะเป็นจริงตามนั้น เพราะเอลฟ์ที่อายุมากกว่า ยังสามารถใช้วิธีนี้เพื่อล้วงความลับจากเธอได้ ในขณะที่ฝ่ายตัวเองอาจจะไม่ต้องเสียอะไรเลย

            

การที่เขาบอกว่าจะช่วย “ขออนุญาต” จากคนอื่นเพื่อช่วยเธอ นี่มันต่างอะไรกับการปฏิเสธ? หลังจากรู้เหตุผลที่เธอมาแล้ว พวกเขาจะลงมือกับเธออย่างไรก็ยังไม่รู้

            

หากบอกว่ามีข่าวสำคัญ เช่นนั้นพวกเขาก็ต้องรู้ข่าวสำคัญนั้นก่อนสัตว์เทพหรือ? หากบอกว่ามีของล้ำค่าที่จะมอบให้ อย่างนั้นของพวกนั้นจะอยู่ในมือของเธอต่อไปหรือไม่? บางทีอาจจะเป็นพวกเขาที่แย่งชิงของแล้วเอาไปมอบให้สัตว์เทพเพื่อเอาหน้าแทนก็ได้ ทั้งหมดนี้เป็นความคิดสุดโต่งของเธอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้

            

คนตัดสินใจไม่ใช่พวกเขาที่อยู่ที่นี่สักคน เช่นนั้นเอาอะไรมามั่นใจว่าพวกเขาจะยอมทำตามที่พูดจริง หรือถ้าทำตาม...ก็ไม่ใช่จะได้รับการเห็นด้วยโดยคนสำคัญของเผ่าเสียหน่อย โยนเรื่องนี้ไปให้หัวหน้าเผ่าและผู้สื่อจิตเทพก็จบแล้ว 

            

ซูหยวนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เธอทำเป็นไม่เข้าใจเจตนาเบื้องหลังของเอลฟ์อาวุโส 

 

“นั่นไม่จำเป็น ฉันรู้ว่าเผ่าเอลฟ์ไม่ต้อนรับคนนอก เรื่องสำคัญนี้ก็ไม่ควรจะบอกให้ผู้อื่นรู้ด้วย ดังนั้นทั้งสองฝ่ายไม่ยุ่งกันเหมือนกับว่าเรื่องวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้นก็พอแล้ว เอาล่ะ...ตอนนี้ฉันก็กำลังรีบอยู่ด้วย เช่นนั้นต้องขอตัวก่อน”

            

เห็นคนอยากจะไปเช่นนี้ พวกเอลฟ์ยิ่งรู้สึกสับสน เริ่มจากการที่พวกเขาต้องการหยุดเธอเอาไว้ คิดว่ามนุษย์ผู้นี้อย่างไรก็ต้องสู้จนกว่าจะผ่านทางไปได้ ถึงอย่างไรก็มีคนเช่นนี้มากมายอยู่แล้ว ถ้าพวกเขาไม่มีทรัพยากรอะไรที่สนใจก็คงจะไม่ผ่านมาทางนี้ ทว่า...ผู้ผ่านทางตัวน้อยคนนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น

            

เธอบอกว่าตัวเองมาที่นี่เพื่อติดต่อสัตว์เทพ และยังเป็นเรื่องสำคัญ แต่กลับไม่ยอมบอกคนอื่น ต่อให้พวกเขาจะเสนอตัวช่วยเหลือแล้วก็ตาม นี่แปลว่าอะไร? แปลว่าเรื่องที่เธอต้องทำนั้นสำคัญมากอย่างไรล่ะ!

            

เผ่าเอลฟ์และเผ่ายูนิครอนไม่ได้มีสถานะเท่าเทียมกัน เผ่าเอลฟ์ดูผิวเผินแล้วน่าจะอยู่ระดับสูงกว่าสัตว์เทพ เพียงแต่....ปัญหาก็คือ หางของยูนิครอนพวกนั้นล้ำค่าเกินไป

            

ด้วยเงื่อนไขการใช้งานที่ว่า ยูนิครอนจะต้องเต็มใจมอบหางของตนเองให้จึงจะสามารถเอาไปใช้งานได้ หากไม่เช่นนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับหางม้าป่าธรรมดาๆเลย ดังนั้น...หลายเผ่าพันธุ์จึงต้องการเป็นพันธมิตรกับพวกสัตว์เทพยูนิครอนมาก หากมีโอกาสพวกเขาก็ต้องการจะสร้างบุญคุณให้อีกฝ่าย และผู้ผ่านทางคนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องสำคัญที่อาจจะช่วย “แก้ปัญหา” ให้พวกสัตว์เทพได้ ไม่เช่นนั้นทำไมจึงจะต้องรีบร้อนมาพบในเวลานี้ด้วย

            

คิดไปคิดมา เอลฟ์อาวุโสก็พูดขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้...น้ำเสียงกลับเป็นทางการมากกว่าเดิม หมายความว่าเขาต้องการเป็นมิตรกับซูหยวนด้วย

 

“เอาล่ะ ในเมื่อผู้ผ่านทางกล่าวว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ พวกเราก็ไม่อยากจะสร้างปัญหาให้ท่านสัตว์เทพยูนิครอน ดังนั้น...พวกข้าจะลองขอให้ท่านผู้นำเผ่าและผู้สื่อจิตเทพยื่นมือเข้าช่วยเหลือสักครั้งก็แล้วกัน..”

 

……………………………