LNCrawler

บทที่ 436 เทพสงคราม? (อ่านฟรี 16 พ.ค. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 436 เทพสงคราม? (อ่านฟรี 16 พ.ค. 69)

บทที่ 436 เทพสงคราม?

 

ได้ยินคำพูดของเอลฟ์อาวุโสที่เหมือนกับว่าตัวเองกำลังจะสร้างบุญคุณครั้งใหญ่ให้กับเธอ อันซูหยวนก็ทำท่าทางคิดเล็กน้อยเหมือนกับต้องการชั่งใจว่าควรจะเชื่อพวกเขา ให้พวกเขาช่วยเหลือ หรือตัวเองควรจะดำเนินการเอง

            

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นการแสดงทั้งสิ้น ซูหยวนไม่ได้มีเบาะแสอะไรนอกจากเส้นทางการเดินทางของพวกยูนิครอนที่พวกชาวเมืองต่างๆพบเจอ แต่ก็เป็นแค่ข้อมูลคร่าวๆเท่านั้น เวลานี้พวกยูนิครอนอยู่ที่ไหนไม่มีใครรู้ได้ แต่พวกเอลฟ์เหล่านี้อาจจะทำได้!

            

ไม่ใช่ว่าพวกเขาเป็นผู้เชื่อมต่อกับธรรมชาติหรอกหรือ? หากเป็นผู้เชื่อมต่อกับธรรมชาติ เป็นเผ่าพันธุ์ที่ถูกตั้งค่าให้เป็นเผ่าพันธุ์ระดับสูงแล้วก็ยังไม่สามารถหาตัวของยูนิครอนได้ เช่นนั้นงานนี้ก็คงจะยากขึ้นอีกมาก อย่างไรก็ตาม...ซูหยวนได้แต่คาดหวังว่ามันไม่ควรจะยากเย็นเกินไปนัก นี่เป็นภารกิจที่ NPC มอบให้เพื่อรับจำนวนแมวขโมยเพิ่มขึ้น หากคนอื่นๆเพียงแค่ล่าทรัพยากร หรือทำภารกิจเล็กๆน้อยๆแล้วก็ได้รับกันไปคนละ 1 ครั้งหรือ 2 ครั้ง เช่นนั้นภารกิจของเธอก็จะต้องมีจุดหนึ่งที่ทำได้ง่ายๆไม่ใช่หรือ?

            

เพราะความเชื่อเช่นนั้น ซูหยวนจึงคาดหวังกับพวกเอลฟ์เอาไว้มาก หลังจากแสร้งใช้เวลาคิดสักครู่แล้ว เธอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

 

“เอาล่ะ เช่นนั้นต้องขอรบกวนพวกคุณด้วย ฉันอยากจะติดต่อสัตว์เทพให้เร็วที่สุด...หลังจากที่ฉันติดต่อสัตว์เทพได้ แน่นอนว่าจะต้องตอบแทนกลับ” ได้ยินซูหยวนพูดเช่นนั้น พวกเอลฟ์ก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย

            

โชคดีที่มนุษย์ผู้นี้ยังพูดคุยด้วยได้ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ต้องการต้อนรับคนนอก ทั้งยังเป็นคนของเผ่ามนุษย์ที่อ่อนแอ แต่นี่ก็เป็นโอกาสสำคัญที่อาจจะช่วยเหลือเผ่าเอลฟ์ของพวกเขาได้เช่นกัน

            

หากสัตว์เทพยูนิครอนช่วยเหลือ บางที...พวกท่านอาจจะมอบหางยูนิครอนทิ้งไว้ให้ ทำให้พวกเขามีเวลาในการตามหาน้ำบริสุทธิ์ที่จะเอามาใช้ฟื้นฟูต้นไม้โลกที่เผ่าเอลฟ์มีหน้าที่ปกป้อง

            

ใช่แล้ว! สาเหตุที่เผ่าเอลฟ์ต้องย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆก็เพราะปัญหานี้เอง หากย้อนกลับไปเมื่อ 6 เดือนก่อน พวกเขาก็ได้ยินข่าวเกี่ยวกับสารพิษจำนวนมากที่ไหลเข้าสู่ป่าไม้ต่างๆ ไม่ใช่แค่เอลฟ์ที่ป่ามงกุฎเท่านั้นที่เดือดร้อน เอลฟ์จากป่าอื่นๆเองก็เช่นเดียวกัน หลายเผ่าไม่ยอมย้ายถิ่นฐาน ตั้งใจจะปกป้องต้นไม้โลกที่ตัวเองดูแลแล้วก็ตกตายไปพร้อมๆกัน เมื่อหัวหน้าเผ่าและผู้สื่อจิตเทพของเผ่าพวกเขารู้เรื่องก็ตัดสินใจที่จะเริ่มย้ายถิ่นฐานเพื่อหนีสารพิษเหล่านั้น

            

ไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากที่ไหน ทุกคนรู้แค่ว่ามันเป็นสารพิษอันตรายที่จะทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งหมด เปลี่ยนป่าสีเขียวให้กลายเป็นไม้แห้งสีน้ำตาล!

            

เหล่าสัตว์เทพยูนิครอนเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน การที่พวกท่านเปลี่ยนที่พำนักไปเรื่อยๆนี้ แท้จริงก็เป็นเพราะสัตว์เทพได้รับบัญชาจากเทพให้ตามหาวิธีการจัดการแหล่งที่มาของสารพิษนั้น

           

 ไม่ใช่แค่สัตว์เทพยูนิครอนเท่านั้นที่ได้รับบัญชาจากท่านเทพ แต่สัตว์เทพเผ่าอื่นๆเองก็เช่นกัน จะเห็นได้ว่าช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานี้เกิดความวุ่นวายมาก สัตว์น้อยใหญ่มากมายก็ได้รับผลกระทบไปด้วย พวกเขาเอง...ถ้าไม่อพยพมาก็คงจะตายกันไปทั้งหมู่บ้านแล้ว

            

ท่านผู้สื่อจิตเทพทำพิธีกรรมเพื่อขอให้ต้นไม้โลกมาอยู่กับพวกตน ทิ้งต้นไม้โลกใหญ่ที่ปกป้องมานานหลายพันปีไว้ข้างหลัง ภาพที่ต้องละทิ้งท่านมานั้นยังจำฝังอยู่ในใจของทุกคน ตอนนี้พวกเขามีเพียงกิ่งไม้เล็กๆของต้นไม้โลกที่กำลังเสี่ยงอยู่กับตนเอง ด้วยพลังงานที่สมาชิกทุกคนในเผ่ามอบให้ต้นไม้โลก ทำให้ท่านยังไม่ดับสูญไปทันที แต่นั่นก็ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน เพราะถ้ายังช้ากว่านี้...บางที กิ่งไม้เล็กๆของท่านก็อาจจะค่อยๆหมดสิ้นพลังชีวิตไปก็ได้

            

วิธีการที่จะเพาะปลูกต้นไม้โลกอีกครั้งก็คือการได้รับน้ำบริสุทธิ์เพื่อปลุกจิตวิญญาณของต้นไม้โลกกลับคืนมา แต่น้ำบริสุทธิ์เหล่านั้นหามาได้ง่ายๆหรือ? 

            

เมื่อหาน้ำบริสุทธิ์ไม่ได้ง่ายๆ เช่นนั้นพวกเขาก็มีแค่ต้องหาวิธีอื่นๆเพื่อช่วยประคองให้ต้นไม้โลกยังไม่ดับสูญไปทั้งอย่างนั้น ความตึงเครียดในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้แสดงออกผ่านการกระทำของพวกเขาก่อนหน้านี้แล้ว

            

ไม่ต้องการต้อนรับคนนอก ทั้งยังพร้อมจะสังหารผู้บุกรุกทั้งหมด แต่โชคดีที่หญิงผู้นี้พูดถึงท่านสัตว์เทพขึ้นมาก่อน นี่ย่อมทำให้เอลฟ์ทุกตนมีความหวังขึ้นมา

            

หากไม่เจอน้ำบริสุทธิ์ เช่นนั้นได้รับความช่วยเหลือจากสัตว์เทพยูนิครอนก็ยังจะพอยื้อเวลาให้พวกเขาตามหาน้ำบริสุทธิ์ต่อไปได้อีกหน่อย ดังนั้นตอนแรกจึงคิดจะจับอันซูหยวนไว้แล้วเอาของที่เธอมีไปให้ท่านสัตว์เทพเพื่อแลกกับหางของท่าน แต่โชคดีที่ไม่ต้องทำเช่นนั้น พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าสัตว์เทพต้องการอะไรจากเธอ หากไม่ใช่สิ่งของ แล้วพวกเขาเผลอทำร้ายคนของท่านสัตว์เทพไป อาจจะกลายเป็นเรื่องแย่มากกว่าเรื่องดี

            

ซูหยวนเดินตามเอลฟ์เหล่านั้นเข้าไปในหมู่บ้านของพวกเขา บทสนทนาของเธอและพวกเอลฟ์ไม่ได้ถูกคนอื่นได้ยิน แต่ผู้ที่แอบตามมาก็รู้ว่าเธอเจอกับเอลฟ์หนุ่มหล่อแล้ว ยังถ่ายรูปหน้าจอเพื่อเอาไปลงบอกกับพวกผู้เล่นคนอื่นๆอย่างตื่นเต้นด้วย น่าเสียดายที่เอลฟ์พวกนั้นไม่ต้อนรับคนนอก ทำให้พวกเขาไม่กล้าเข้าไปใกล้มากนัก สำหรับผู้เล่นอันซูหยวนผู้ร่ำรวยคงจะได้รับภารกิจมาจึงสามารถเข้าไปกับพวกเขาได้

            

เวลานี้หลายคนตั้งใจจะไปที่ส่วนกลางเพื่อพบกับชายชราบ้างแล้ว พวกเขาเองก็อยากได้ภารกิจที่จะทำให้พวกเอลฟ์ชวนพวกเขาเข้าไปในหมู่บ้านเอลฟ์เช่นกัน

            

ทางด้านซูหยวน ใช้เวลาไม่นานก็เข้ามาถึงตัวหมู่บ้านขนาดเล็กที่เหมือนถูกสร้างขึ้นมาลวกๆ นอกจากเอลฟ์ทั้งหลายที่ดูสูงส่ง ทั้งการแต่งกายและออร่าที่ปล่อยออกมาแล้ว ก็ไม่มีอย่างอื่นที่ทำให้ดูว่าเป็นเผ่าพันธุ์ระดับสูงเลย

 

“นั่น...พวกนั้นไม่ใช่กลุ่มที่ไปเฝ้าระวังวันนี้หรือ? ทำไมพวกเขาถึงพาคนนอกมาด้วย”

 

“คงจะต้องมีเรื่องอะไรแน่ ดูจากการพาเข้ามาแล้ว ไม่ใช่การควบคุมตัว ทั้งไม่ได้มีร่องรอยของการต่อสู้ น่าจะเป็นเรื่องดีหรือเปล่า”

 

“เรื่องดี? เวลานี้ยังจะมีเรื่องดีอะไร อีกอย่าง...นั่นก็เป็นพวกคนจากเผ่ามนุษย์ไม่ใช่หรือ? พวกนั้นเป็นพวกเผ่าพันธุ์ระดับต่ำ นอกจากความชั่วร้ายแล้วก็ไม่มีอะไรอีก พวกเขาก็คือกลุ่มคนที่มีโอกาสเข้ากับพวกมารได้มากที่สุดแล้ว เอาคนพวกนี้เข้ามามีแต่จะเป็นปัญหาให้ตัวเองก็เท่านั้น”

 

“ข้ากลัวว่ามนุษย์ผู้นี้จะเล็งไปที่ต้นไม้โลกของพวกเราอยู่ ตอนนี้ต้นไม้โลกอ่อนแอมาก พวกเรานำเพียงเสี้ยวจิตวิญญาณของท่านติดมาด้วย ในขณะที่จิตวิญญาณส่วนใหญ่คงจะถูกทำลายไปเพราะปัญหาของสารพิษก่อนหน้านี้แล้ว เวลานี้แม้จะเป็นแค่มนุษย์ก็น่าจะทำลายต้นไม้โลกได้อย่างง่ายดายเลย”

 

“พวกเราก็อยู่นี่ไม่ใช่หรือ? ถ้ามนุษย์ผู้นั้นต้องการจะลงมือ ยังจะกลัวอะไร”

 

“พวกเจ้าไม่รู้ว่ามนุษย์น่ากลัวอย่างไรหรือ? พวกเขาน่ะ...มีฝีมือไม่เท่าไร แต่เจ้าเล่ห์มากแผนการ ดังนั้นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่พลังของพวกเขา แต่เป็นความชั่วร้ายในจิตใจของพวกเขาต่างหาก!”

            

เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นตลอดทางที่ซูหยวนเดินผ่านเข้ามา เธอมีประสาทสัมผัสที่ดีมาก ย่อมได้ยินคำพูดเหล่านี้เหมือนกับมาพูดข้างๆหู อย่างไรก็ตาม...เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่เธอจต้องใส่ใจ เพราะตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดก็คือข้อมูล

           

 เธออยากรู้เกี่ยวกับสถานการณ์นี้ให้มากขึ้น ระหว่างเดินเข้าหมู่บ้าน นอกจากจะฟังคำพูดของพวกเอลฟ์ไปเรื่อยๆแล้ว ก็ยังหาอ่านข้อมูลเกี่ยวกับพวกเอลฟ์ในเกมไปด้วย

            

“เอลฟ์” เป็นเผ่าพันธุ์ระดับสูงที่เข้ากับธรรมชาติมากกว่า 90% การตั้งค่าเช่นนี้ทำให้พวกเขากับธรรมชาติในเกมแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกัน

            

พวกเอลฟ์จะมีหน้าที่ในการปกป้องต้นไม้โลก ซึ่งเชื่อว่าเป็นแกนหลักของโลกนี้ ทั้งหมดมี 12 ต้น หากถูกทำลายทั้งหมด โลกของเกมก็จะถูกทำลายไปด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงมีหน้าที่ต้องปกป้องพวกมันแม้ว่าตัวเองจะตายก็ตาม 

            

นอกจากเรื่องต้นไม้โลกนี้ ก็ยังมีลักษณะนิสัย ทักษะพลังของพวกเขา และอื่นๆให้อ่านอีกมากมาย แต่ที่ซูหยวนสนใจไม่ใช่เรื่องพวกนั้น แต่เป็นปัญหาที่ทำให้พวกเขาย้ายถิ่นฐานมาที่นี่ต่างหาก

            

ในเมื่อเธออ้างว่ารู้จักกับพวกสัตว์เทพยูนิครอน เช่นนั้นจะต้องแสดงความรู้ออกมาให้มากหน่อย ถ้าทำไม่ดีอาจจะโป๊ะแตกจนภารกิจล้มเหลวก็เป็นได้ ทว่า...น่าเสียดายที่กระดานข้อมูล แม้แต่ข้อมูลเก่าๆก็ไม่มีรายละเอียดของเรื่องนี้ อาจจะเพราะมันเป็นกิจกรรมใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือไม่ก็เป็นเพราะมีผู้เล่นอยู่ในเกมนี้น้อยเกินไป ไม่ได้อัพเดตสถานการณ์ต่างๆครบถ้วนทั่วทั้งเกม

            

โชคดีที่เสียง “ซุบซิบ” พวกนั้น นอกจากจะสร้างความรำคาญใจแล้ว ก็ยังให้ประโยชน์เล็กๆน้อยๆด้วย ตอนนี้ซูหยวนรู้คีย์เวิร์ดใหม่ๆอย่าง “ต้นไม้โลก” “มาร” “พิษ” และ “ปัญหา” เชื่อว่าเรื่องพวกนี้น่าจะเชื่อมกันทั้งหมด 

 

“เจ้าจงรออยู่ที่นี่ก่อน อย่าคิดจะทำอะไรแปลกๆ ทุกคนในเผ่าของพวกเราพร้อมที่จะโจมตีอยู่เสมอ ข้าไม่อยากสร้างปัญหา ไม่อยากให้ทุกคนลงมือกับเจ้า เข้าใจหรือไม่?”

            

ผู้อาวุโสพูดเหมือนเป็นห่วง แต่ความหมายทั้งหมดกลับเป็นคำข่มขู่ทั้งสิ้น เขาต้องการจะบอกว่า... หากเธอคิดจะทำอะไร เช่นนั้นก็ตายเอาได้ง่ายๆเลย อย่างไรล่ะ!

            

คนพูดจบ ส่งสายตาให้เอลฟ์ที่ติดตามมาด้วยกันเพื่อควบคุมเธอไว้ให้ดี ส่วนตัวเองก็เข้าไปในกระโจมใหญ่ ซึ่งด้านหน้ามีแท่นบูชาลวดลายสวยงามตั้งอยู่ด้วย คาดว่าน่าจะเป็นกระโจมที่พวกหัวหน้าของเผ่าเอลฟ์มาอยู่รวมกันเพื่อประชุมใหญ่

            

ผ่านไปครู่หนึ่ง กระโจมก็มีการเคลื่อนไหว เมื่อเปิดออกก็เห็นคนข้างใน 5 คนเดินออกมา สีหน้าดูไม่ดีนัก และด้านหลังสุดก็คือเอลฟ์ชราที่แม้จะมีร่องรอยตามวัยแล้วแต่ก็ยังงดงามมากอยู่ดีเดินออกมาด้วย

            

มือของเธอถือไม้เท้าที่มีกระพรวนดังกรุ้งกริ้ง คอยประคองไม่ให้ล้มลง ในขณะที่ไม้เท้านั้นก็มีเถาวัลย์สีเขียวงดงามพันอยู่โดยรอบ คล้ายกับมีพลังงานบางอย่างที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยพลังชีวิตห่อหุ้มเอาไว้ ทำให้หญิงชราที่อายุมากยังสามารถเดินได้เหมือนกับวัยผู้ใหญ่ธรรมดาๆ

 

“ท่านหัวหน้าเผ่า ท่านผู้สื่อจิตเทพ ท่านอาวุโส” สมาชิกเผ่าเอลฟ์รีบทำความเคารพคนใหญ่คนโตที่ออกมานี้ ซูหยวนเองก็ไม่ใช่จะเป็นคนไร้มารยาท เมื่อพวกเขาก้มหัวทำความเคารพ เธอก็ทำตามอย่างรื่นไหล

            

เมื่อเห็นว่าเธอเป็นเด็กดี หญิงชราผู้สื่อจิตเทพก็คลี่ยิ้มอ่อนโยนให้ เป็นเธอที่กล่าวขึ้นมาก่อน

 

“ผู้ที่จะมาช่วยเหล่าสัตว์เทพในการทำภารกิจก็คือเจ้าหรือ? ยังเด็กอยู่แท้ๆ แต่กลับต้องรับภาระใหญ่โตเช่นนี้ เจ้าคงจะกังวลไม่น้อยเลย” เธอเอ่ยถามเหมือนกับเป็นห่วงลูกหลานคนหนึ่ง

            

แต่สีหน้าของคนอื่นๆที่ได้ยินกลับไม่สบอารมณ์นัก มีเพียงหัวหน้าเผ่าที่ยังรักษาความสงบของตนเองเอาไว้ได้ คนอื่นๆมีแต่สีหน้าดูแคลนเท่านั้น ถ้าพวกเขาไม่กลัวว่าจะเสียมารยาทต่อท่านผู้สื่อจิตเทพ คงจะพูดออกมาอย่างดูแคลนแล้วว่า “มนุษย์ตัวจ้อยที่ดูอ่อนแอคนนี้หรือ ที่จะมาช่วยจัดการปัญหา?” พวกเขากำลังคิดว่าเด็กคนนี้ก็แค่แอบอ้างเท่านั้น คงอยากจะมาหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง หรือไม่...ก็อาจจะเป็นสายให้กับพวกมาร

            

เดิมที เมื่อผู้อาวุโสเข้าไปเล่าสถานการณ์ให้ฟัง ทุกคนก็ไม่ต้องการช่วยมนุษย์ผู้นั้น มีแค่ผู้สื่อจิตเทพเท่านั้นที่บอกว่าอยากจะพูดคุยกับเธอก่อนตัดสินใจ

            

แม้ว่าพวกเขาจะรวมเป็น 4 เสียง และท่านผู้สื่อจิตเทพก็มีเพียงเสียงเดียว กระนั้น...เสียงเดียวของผู้สื่อจิตเทพกลับเป็นการตัดสินใจของผู้คนทั้งหมด นี่ก็คือเหตุผลที่พวกเขาหน้าตาเหมือนกับโกรธคนอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้...

 

“ที่กังวลมากที่สุดก็คือการที่ฉันต้องเสียเวลาในการตามหาเหล่าสัตว์เทพ เดิมทีคิดว่าจะใช้ความสามารถของตนเอง แต่เห็นว่าผู้อาวุโสเผ่าเอลฟ์สามารถช่วยได้ก็เลยติดตามมาที่นี่เพื่อขอให้ช่วยเหลือ”

 

“เจ้าคิดง่ายเกินไปหน่อยแล้ว อยากจะให้พวกเราพาไปหาสัตว์เทพงั้นหรือ? เจตนาของเจ้าคือสิ่งใดก็ยังไม่รู้ คำพูดเชื่อได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่ชัด หากเจ้าไปพบสัตว์เทพแล้วสร้างปัญหาแก่ท่าน ไม่ใช่ว่าพวกเราจะต้องรับผลกระทบนี้ด้วยหรือที่เป็นตัวการชี้ตำแหน่งของท่านสัตว์เทพให้เจ้าน่ะ”

            

เมื่อซูหยวนพูดจบ เอลฟ์ตนหนึ่งก็โพล่งขึ้นมาทันที น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจของเขาสามารถกดข่มเอลฟ์ตนอื่นๆได้ ทว่าซูหยวนที่รับแรงกดดันนี้เต็มๆกลับไม่ได้แสดงท่าทางอะไรเลย ยังคงยืนนิ่งเหมือนกับก่อนหน้านี้

            

เห็นว่าอีกฝ่ายมีความสามารถบ้าง เอลฟ์อาวุโสกลับไม่ชอบใจมากขึ้น นี่หมายความว่า...ถ้ามนุษย์ผู้นี้เป็นศัตรู เช่นนั้นพวกเขาก็อาจจะต้องเจอกับปัญหาใหญ่แล้ว

            

ต้นไม้โลกหลักของพวกตนถูกเอลฟ์ทั้งหมู่บ้านละทิ้งมา ตอนนี้เหลือแค่เสี้ยวจิตวิญญาณต้นไม้โลกเท่านั้นที่จะต้องปกป้องให้ได้ แล้วถ้าเกิดปัญหาอีก...เผ่าเอลฟ์ของพวกเขาไม่ใช่ถูกมองว่าเป็นเอลฟ์ที่ชั่วร้ายแทนหรือ?

            

หากตายไปกับต้นไม้โลก เมื่อกลายเป็นวิญญาณแล้ว ก็จะติดตามต้นไม้โลกไปด้วยกัน ทว่าเวลานี้...ถ้าพวกเขาตายไป สุดท้ายก็เหมือนกับวิญญาณกระทำความผิด ท่านเทพผู้สร้างจะไม่ปล่อยพวกเขาไปแน่!

            

เนื่องจากความเชื่อเช่นนั้น พวกเขาจึงไม่ยอมให้ใครทำอะไรกับต้นไม้โลกของตนเองได้อีก ต่อให้เป็นสัตว์เทพหรือใครก็ตาม...

 

“คำพูดนี้เป็นการตัดสินใจพูดด้วยตัวท่านเอง หรือในนามตัวแทนของเผ่าเอลฟ์....” 

            

แทนที่ซูหยวนจะโกรธเมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอกลับเงียบขรึมลงกว่าเดิมแล้วเอ่ยถามประโยคนี้ออกไป แรงกดดันของเธอสวนกลับเอลฟ์อาวุโสจนทำให้เขารู้สึกอึดอัด

            

พลังของซูหยวนไม่เหมือนพลังธรรมชาติของที่นี่ มันเป็นพลังที่ “แปลก” แต่รุนแรงกว่ามากๆ ทั้งเข้มข้นและน่ากลัว เหมือนกับว่ามนุษย์ผู้นี้ได้สังหารสิ่งมีชีวิตมาแล้วมากกว่าพันชีวิต นี่...ถ้าบอกว่าเป็นจิตสังหารของเทพสงครามก็ยังเชื่อได้เลย

            

เอลฟ์อาวุโสหน้าเปลี่ยนสี รู้สึกว่าตัวเองอาจจะสงสัยผิดคนแล้ว ด้วยแรงสังหารของเธอที่แสดงออกมานี้ แปลว่ามนุษย์ตัวเล็กน่าจะเป็นผู้มีฝีมือพอตัว การที่คนมากทักษะเช่นนี้จะได้รับการไหว้วานโดยสัตว์เทพยูนิครอนให้ช่วยจัดการปัญหาเรื่องพิษที่พวกเผ่ามารจงใจก่อขึ้นนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้!

 

…………………………………