บทที่ 437 ตรวจสอบตำแหน่ง (อ่านฟรี 17 พ.ค. 69)
บทที่ 437 ตรวจสอบตำแหน่ง (อ่านฟรี 17 พ.ค. 69)
บทที่ 437 ตรวจสอบตำแหน่ง
“ต้องขออภัยแทนคนของข้าด้วย เนื่องจากสถานการณ์ในตอนนี้มีแต่ความวุ่นวายและอาจจะมีเผ่ามารเข้ามาก่อกวนเมื่อไรก็ได้ เผ่าเอลฟ์ของพวกเราแบกความกดดันมานานเกินกว่าที่วางใจได้ง่ายๆ ดังนั้นย่อมต้องมีอคติกับสมาชิกต่างเผ่าพันธุ์อยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม...หากท่านเป็นคนที่เผ่าสัตว์เทพเชื่อมั่นจริง เช่นนั้นพวกเราก็ไม่มีเหตุผลที่จะต่อต้านท่าน”
ตัวแทนของเผ่าเอลฟ์อีกคนพูดขึ้นมา เขาเองก็รู้สึกถึงแรงกดดันที่มนุษย์ตัวจ้อยตรงหน้าปล่อยออกมาเหมือนกัน ดังนั้นย่อมไม่ต้องการให้พวกเขามีปัญหาไปมากกว่านี้
“ฉันเข้าใจ หากพูดในนามของตัวเองก็แล้วไป แต่ถ้าพูดในนามของเผ่าเอลฟ์...ฉันก็จะได้จดจำเอาไว้” อันซูหยวนยังพูดด้วยท่าทางจริงจัง สายตาของเธอที่มองผู้อาวุโสคนนั้นมีเพียงความไม่พอใจที่เหลืออยู่
“เอาล่ะ ในเมื่อท่านมาเพื่อต้องการทราบตำแหน่งของท่านสัตว์เทพยูนิครอน เช่นนั้นพวกเราก็จะช่วยเหลือท่านตามหาร่องรอยของท่านสัตว์เทพยูนิครอน แต่...ป่านี้กินพื้นที่กว้างขวางมาก หากโชคดีก็อาจจะพบเจอในเวลาไม่นาน แต่ถ้าโชคร้าย...พวกเราสุ่มไปไม่เจอตำแหน่งของท่านสัตว์เทพก็อาจจะกินเวลานานหน่อย”
“พลังของพวกเราเพียงพอที่จะตรวจสอบตำแหน่งของท่านสัตว์เทพ 2-3 แห่งต่อวันเท่านั้น ถ้าวันนี้ตรวจสอบไม่พบ อาจจะขอให้ท่านพักอาศัยในหมู่บ้านของพวกเราไปพลางก่อน แน่นอนว่าพวกเราจะต้อนรับท่านเป็นอย่างดี” ผู้นำเผ่าเอลฟ์กล่าวขึ้นมา ในเมื่อท่านผู้สื่อจิตเทพเห็นด้วยว่าอยากจะช่วยเหลือมนุษย์คนนี้ ทั้งเธอก็น่าจะมีความสามารถไม่น้อย ดังนั้นจึงไม่อยากจะเสียเวลาไปมากกว่านี้
การใช้พลังธรรมชาติในการตามหาตำแหน่งของใครสักคนนั้นเป็นสิ่งที่พวกเขาทำได้ แต่ไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ ต้องใช้พลังงานจำนวนมหาศาลเป็นค่าใช้จ่ายด้วย
ก่อนหน้านี้เผ่าเอลฟ์มีต้นไม้โลกคอยมอบพลังให้ ต่อให้พลังงานของสมาชิกในเผ่าหมดลงก็ยังสามารถยืมพลังงานจากต้นไม้โลกได้ เรียกว่า...ตราบเท่าที่พวกเขามีต้นไม้โลก ก็เหมือนกับมีพลังงานไม่มีวันหมด
ซูหยวนได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น เธอไม่คิดมาก่อนว่าจะมีเงื่อนไขเช่นนี้อยู่ด้วย ดีไม่ดี...การออกตามหาด้วยตัวเองอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าก็ได้ ถึงต้องสุ่มตามหาจากร่องรอยของยูนิครอนที่ NPC ชรากับ NPC ทหารมอบให้ แต่เชื่อว่าด้วยความเร็วของเธอกับสุนัขปีศาจและหนูทองลายขาว น่าจะใช้เวลาเพียง 3 วันในเกมเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม โควตา 3 ครั้งนั้นไม่ถือว่าไร้ค่าไปเสียทีเดียว หากเธอเลือกให้ดี...ไม่แน่ว่าอาจจะช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก บางที...นี่ก็อาจจะเป็นหนึ่งบททดสอบที่เกมจัดขึ้นมาก็ได้
ไม่ใช่ว่ามีทั้งข้อมูลที่พอจะจับทางได้ และมีทั้งไพ่พิเศษที่จะช่วยลดเวลาไปหรอกหรือ?
ซูหยวนพยักหน้ารับให้กับอีกฝ่ายก่อนจะเดินตามพวกเขาเข้าไปยังแท่นพิธี ที่นั่นมีกิ่งไม้สีเขียวสะท้อนเป็นสีทองอ่อนๆอยู่ด้วย ดูศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์อย่างบอกไม่ถูก
“นั่นคือกิ่งของต้นไม้โลกที่พวกเราเชิญจิตวิญญาณเพียงเล็กน้อยของท่านมากับพวกเราด้วย หากพวกเราไม่ได้เจอกับเหตุวิกฤติจนต้องอพยพมา การตามหาตัวของท่านสัตว์เทพคงจะง่ายกว่านี้...” ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวขึ้น เขามองต้นไม้โลกที่เหลือเพียงกิ่งขนาดเล็กด้วยความเศร้าใจ
อันที่จริง เขาก็คือหนึ่งในคนที่ลงชื่อเห็นด้วยที่จะอพยพหนีมา แทนที่จะตายไปพร้อมกับต้นไม้โลกเหมือนเอลฟ์เผ่าอื่นๆ เขากลับคาดหวังว่าอาจจะรักษาจิตวิญญาณของต้นไม้โลกเอาไว้ได้ แต่ตอนนี้...เมื่อเวลาผ่านไปถึง 6 เดือน ความหวังที่จะได้เจอน้ำบริสุทธิ์ก็น้อยลงไปเรื่อยๆ นี่เท่ากับว่าการอพยพของพวกเขาไม่มีประโยชน์เลย และนอกจากนั้นก็ยังทำให้เสื่อมเกียรติด้วย
ภาพที่เห็นตอนนี้เหลือแค่กิ่งไม้ขนาดเล็ก ในขณะที่ต้นไม้โลกตายไปตามลำพังเช่นนั้น...ช่าง น่าสมเพชเสียจริง! การที่เผ่าเอลฟ์ไม่ได้อยู่เพื่อปกป้องต้นไม้โลกจนวินาทีสุดท้าย หากจะบอกว่า “ขี้ขลาด” ก็คงจะเป็นคำด่าที่น้อยเกินไป การที่พวกเขาต้องอยู่อย่างอัปยศอดสู พลังที่เคยแข็งแกร่ง เวลานี้เหมือนเผ่าพันธุ์ระดับต่ำ แม้แต่มนุษย์คนหนึ่งที่ปล่อยรังสีฆ่าฟันก็ยังทำให้พวกเขาวิตกได้ เหอะ! หากรู้ว่าทุกอย่างจะเป็นเช่นนี้ สู้ตกตายอย่างมีเกียรติคงจะดีกว่า
น่าเสียดายที่คำว่า “ถ้า” ไม่มีอยู่จริง ดังนั้นเขาก็ทำได้แค่พยายามอย่างสุดความสามารถเท่านั้น ส่วนความรู้สึกผิดนั้น...ทำได้แค่เก็บเอาไว้ไปใช้หลังจากลงสู่ปรโลกกันหมดแล้วเท่านั้นแหละ
ซูหยวนมองไปยังกิ่งไม้ขนาดเล็กที่มีพลังงานบางอย่างด้วยความสนใจ สิ่งนี้ก็คือกิ่งของต้นไม้โลกในตำนาน สำหรับข้อมูลในเกมนั้นมีเรื่องต้นไม้โลกปรากฏอยู่ แต่กลับไม่มีผู้เล่นคนไหนเคยพบมันเลย พูดให้ถูกก็คือ...ทุกครั้งพวกเขาจะถูกเผ่าเอลฟ์เชิญออกไป หรือไม่ก็ต้องตายก่อนจะบุกเข้าไปในหมู่บ้านของพวกเอลฟ์ได้
ต้นไม้โลกก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา ไม่มีทางที่พวกเอลฟ์จะยอมให้พบเจอได้ง่ายๆ ครั้งนี้เธอมีโอกาสโดยบังเอิญที่เห็นชิ้นส่วนของต้นไม้โลก ความรู้สึกตื่นเต้นในอกนี้เกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ
“เอาล่ะ พวกเราจะเริ่มไล่จากตำแหน่งไหนก่อนดี” ผู้สื่อจิตเทพหันมาถามอันซูหยวนหลังกางแผนที่ให้เธอดู
ซูหยวนคิดเล็กน้อยก่อนจะเลือกตำแหน่งทั้ง 3 ให้พวกเขา ตำแหน่งทั้ง 3 นี้ไม่ใช่ตำแหน่งที่ได้มาจากการสุ่ม แต่เป็นตำแหน่งที่ซูหยวนคิดว่าน่าจะมียูนิครอนพักอาศัยอยู่ นั่นเป็นเพราะครั้งล่าสุดที่มีคนพบเจอพวกมันอยู่ห่างไปเพียง 1 ป่าเท่านั้น เธอไล่มาจากตำแหน่งที่อยู่ไกลที่สุดแล้วถอยกลับมา ต่อให้ยูนิครอนไม่ได้อยู่แถวนั้น...เธอก็ยังไม่ต้องเดินทางไปไกลมากนัก ถือว่าเป็นการประหยัดเวลาไปในตัวด้วย
“ตำแหน่งทั้งสามนี้หรือ?”
“ใช่ รบกวนด้วย” หญิงสาวพยักหน้ารับ ทางผู้สื่อจิตเทพไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร เพียงทำตามที่อันซูหยวนบอกเท่านั้น
เอลฟ์จำนวน 30 คนได้รับคำสั่งจากหัวหน้าเผ่าให้มารวมตัวกันเพื่อมอบพลังงานให้กับท่านผู้สื่อจิตเทพ อันที่จริง...การทำเช่นนี้ถือว่าเป็นความเสี่ยงอยู่บ้าง ถ้าพวกเขาทั้ง 30 ใช้พลังของตัวเองจนหมดแล้ว หลังจากนั้นเกิดปัญหาขึ้น เช่น ถ้ามีผู้บุกรุกเข้ามา นี่ไม่เท่ากับว่าพวกเขาจะกลายเป็นคนไร้ความสามารถไปเลยหรือ?
การตกลงที่จะช่วยมนุษย์ผู้หนึ่งตามหาตำแหน่งของสัตว์เทพยูนิครอนนั้นไม่ได้รับความเห็นด้วยจากทุกคน แต่เมื่อท่านผู้สื่อจิตเทพสั่งออกมา พวกเขาไม่ทำตามได้หรือ?
“ธรรมชาติหลอมรวมเป็นหนึ่งกับดวงตาที่เทพเจ้ามอบให้ข้า ขอใช้พลังที่ท่านมอบให้ในการมองตาสหายสิ่งมีชีวิตในเขตป่า เหล่าต้นไม้น้อยใหญ่จงเปิดทางให้พลังงานบริสุทธิ์นี้.....”
ผู้สื่อจิตเทพรับเอาพลังงานที่พวกเอลฟ์ส่งไปให้แล้วเริ่มทำพิธีกรรมของเธอ ดวงตาของผู้สื่อจิตเทพเปลี่ยนเป็นสีเขียวก่อนที่สีเขียวนั้นจะพุ่งออกไปด้านหน้า ซูหยวนรับรู้ได้ถึงพลังงานที่ไหลเวียนเข้มข้น พวกเอลฟ์ยังคงส่งต่อพลังงานให้ท่านผู้สื่อจิตเทพของพวกเขา จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบ 5 นาที ในที่สุดร่างของผู้สื่อจิตเทพก็ทรุดลง
“เจอแล้ว...”
“!!”
“หือ?”
แม้จะเป็นการพึมพำออกมาของท่านผู้สื่อจิตเทพ แต่เอลฟ์ที่อยู่ใกล้ที่สุดย่อมได้ยินอย่างดี เดิมทีพวกเขาคิดว่าควรจะต้องใช้เวลาอีกนานในการตามหาตำแหน่งของสัตว์เทพยูนิครอน
ทั้งยังมีคนที่คิดในแง่ลบ อย่างเช่น...มนุษย์หญิงผู้นี้คงจะให้ตำแหน่งแบบสุ่ม ยิ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่ควรจะพบเจอสัตว์เทพยูนิครอนก็ยิ่งดี เพราะพวกเขาเชื่อว่ามนุษย์หญิงผู้นี้ไม่ได้ต้องการตามหาสัตว์เทพจริงๆ ก็แค่อยากจะเข้ามาในหมู่บ้านเอลฟ์เพื่อลงมือทำอะไรบางอย่าง
ตัวอย่างเช่น อาจจะต้องการมาขโมยกิ่งไม้โลกที่พวกเขานำมาก็ได้ หรืออาจจะเป็นการทำลายหมู่บ้านของพวกเขาเพื่อเป็นการรับใช้พวกมาร ดังนั้นพวกเขาไม่ได้คาดคิดว่าในการตรวจสอบเพียงครั้งเดียว ท่านผู้สื่อจิตเทพก็สามารถหาตำแหน่งของสัตว์เทพยูนิครอนได้
ส่วนผู้ที่ไม่ได้คิดในแง่ร้าย พวกเขาก็ไม่ได้เชื่อเช่นกันว่าการตามหาสัตว์เทพยูนิครอนเป็นเรื่องง่าย ต่อให้พิจารณาอย่างดีแล้วก็ใช่ว่าจะเจอตัวของท่าน หากไม่ใช่โชคชะตาเชื่อมต่อถึงกัน การตามหากันย่อมเป็นเรื่องยาก
ดังนั้นทั้งสองกลุ่มความคิดทำได้แค่อ้าปากค้างเมื่อท่านผู้สื่อจิตเทพบอกว่าตัวเองพบตำแหน่งของสัตว์เทพยูนิครอนแล้ว มีเพียงอันซูหยวนเท่านั้นที่ประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างผ่อนคลาย
“อยู่ในตำแหน่งไหนใน 3 ตำแหน่งนี้หรือ?” ซูหยวนเอ่ยถามเพื่อยืนยันตำแหน่งของยูนิครอน โชคดีจริงๆที่เธอคาดเดาตำแหน่งของพวกนั้นได้ถูกต้อง ทำให้การทำงานหลังจากนี้จะกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น
ทว่า...สีหน้าของผู้สื่อจิตเทพกลับไม่ได้ดีเลย นางยังคงเงียบอยู่ และใบหน้าก็มีเหงื่อซึมในขณะมองอันซูหยวนคล้ายว่ากำลังตัดสินใจทำเรื่องใหญ่บางอย่าง
“เเขกของสัตว์เทพยูนิครอนที่เคารพ ฉันมองเห็นตำแหน่งของสัตว์เทพเเล้วจริงๆ แต่กลับมีปัญหาใหญ่ยิ่งกว่านั้น…” ผู้สื่อจิตเทพพูดขึ้นมาในที่สุด นางเป็นกังวลอย่างมากกับเหตุการณ์นี้ เเละคิดจะยื่นมือเข้าช่วยเหลืออีกแรง
“ตอนนี้สัตว์เทพยูนิครอนกำลังเผชิญหน้ากับมารระดับสูง พวกเขากำลังต่อสู้กันอย่างหนัก โดยจากภาพรวมที่เห็น…ฝ่ายของสัตว์เทพเพลี่ยงพล้ำอยู่มาก ฝ่ายมารได้เปรียบในการต่อสู้นี้ เพราะพวกมันเอากองกำลังขนาดใหญ่เข้าโจมตี โดยไม่สนใจผู้บริสุทธิ์หรือคู่ต่อสู้ที่เเท้จริง ทำให้สัตว์เทพต้องคอยระวังไปด้วย”
“หากท่านไปเวลานี้ ต่อให้เเข็งแกร่งมากแค่ไหนก็คงไม่สามารถเอาชนะพวกมันได้โดยง่าย เเทนที่ท่านจะเดินทางไปเพียงลำพัง เช่นนั้นให้สมาชิกของเผ่าเอลฟ์ติดตามไปด้วยเถิด”
เมื่อผู้สื่อจิตเทพกล่าวเช่นนั้น สมาชิกของเผ่าเอลฟ์ก็ตกใจมาก พวกเขาไม่อยากเชื่อเลยว่าท่านผู้สื่อจิตเทพจะตัดสินใจเช่นนั้น โดยเฉพาะกับผู้นำเผ่าเอลฟ์ที่ขมวดคิ้วมุ่น
ผู้สื่อจิตเทพผู้นี้กำลังทำสิ่งใด? นางเป็นผู้สื่อสารจิตกับเทพ ตำแหน่งนี้สำคัญมากกับเผ่าเอลฟ์ แต่ไม่ได้หมายความว่านางมีอำนาจในการสั่งการเเทนเขา ความไม่พอใจนี้ฉายชัดออกทางแววตา กระนั้นผู้สื่อจิตเทพกลับเข้าใจความคิดนี้ได้ นางจึงอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้เผ่าเอลฟ์เข้าใจ
“สถานการณ์การต่อสู้นี้ดูไม่ค่อยดีเท่าไรนัก หากสัตว์เทพยูนิครอนพ่ายแพ้การต่อสู้ ไม่ต้องพูดถึงเผ่าสัตว์เทพยูนิครอนที่อาจจะสูญหายไป แต่พวกเราที่เป็นพวกเอลฟ์ก็ใช่ว่าจะรอดไปได้”
“พวกมารกล้าโจมตีสัตว์เทพยูนิครอนด้วยตัวเองเช่นนี้ย่อมต้องมีความมั่นใจมาก พวกมันอาจจะหาวิธีการรับมือกับสัตว์เทพเอาไว้แล้ว แต่...ไม่น่าจะคิดว่าพวกเราเผ่าเอลฟ์จะเข้าไปสมทบช่วยเหลือ ดังนั้นถ้าจะเอาชนะพวกมันได้ ก็ต้องเป็นการต่อสู้นี้นี่แหละ”
“อีกอย่าง เรื่องนี้ไม่อาจจะช้าได้ หากสัตว์เทพยูนิครอนพ่ายแพ้ไปแล้ว พวกเราเผ่าเอลฟ์ไปก็แค่เสียเวลาเปล่าเท่านั้น ดีไม่ดีอาจจะกลายเป็นเหยื่อของพวกมันเพิ่มก็ได้ แน่นอนว่าการตัดสินใจทั้งหมดนี้ยังขึ้นอยู่กับผู้นำเผ่าเอลฟ์ ข้าเพียงแสดงความคิดเห็นในฐานะของผู้สื่อจิตเทพเท่านั้น...”
คิ้วของผู้สื่อจิตเทพขมวดมุ่น เวลานี้แล้ว...คนเป็นผู้นำก็ยังคิดว่าการมีอำนาจ “ผู้นำเผ่า” เป็นสิ่งสำคัญและไม่ควรให้ผู้อื่นแตะต้อง สำหรับนางที่เป็นผู้สื่อจิตเทพ...นางไม่สนใจตำแหน่งอะไรทั้งหลายนั่นอยู่แล้ว ขอเพียงธรรมชาตินี้ยังดีเหมือนเดิม ขอเพียงทำตามบัญชาของท่านเทพเพื่อปกป้องสิ่งมีชีวิตดีงามเอาไว้ได้ นั่นก็คือทั้งหมดที่นางต้องการ
ภาพที่เห็นแม้จะเพียงชั่วขณะ ก็เป็นภาพที่อันตรายมากๆ สัตว์เทพยูนิครอนกำลังเดือดร้อนเพราะตกหลุมพรางของพวกมาร เจ้าพวกนั้นใช้กับดักที่ทำให้พลังของสัตว์เทพยูนิครอนใช้ออกมาไม่ได้ หากต้องการช่วยเหลือสัตว์เทพก็ต้องโจมตีจากข้างนอกเข้าไป แล้วผู้ใดจะโจมตีจากข้างนอกได้กันล่ะ...ถ้ามีก็คงจะเป็นพวกเขาที่รู้ตำแหน่งของสัตว์เทพยูนิครอนเท่านั้นแหละ!
เมื่อคำพูดของผู้สื่อจิตเทพจบลง สมาชิกเผ่าเอลฟ์หลายคนก็ตระหนักได้ถึงความสำคัญนี้ พวกเขาพยักหน้าเห็นด้วย แม้ว่าตอนนี้พลังงานของพวกตนจะหมดไปกับการให้ท่านผู้สื่อจิตเทพค้นหาตำแหน่งของสัตว์เทพ กระนั้น...มันก็คือโอกาสเดียวของพวกเขาแล้ว
ขอเพียงทำลายกับดักเหล่านั้นสำเร็จ แล้วปล่อยสัตว์เทพออกมา พวกมารจะยังเหลืออะไรอีก!!
แม้ว่าจะมีคนเห็นด้วยมากขึ้น แต่ก็มีกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยเช่นกัน พวกเขาส่งตัวแทนออกมาพูดบ้าง
“ท่านผู้สื่อจิต พวกเรารู้ดีว่าการเชื่อมต่อกับเทพเป็นหน้าที่ของท่าน แต่อย่าลืมว่าพวกเราเผ่าเอลฟ์มีหน้าที่อะไร หากพวกเราสนใจแค่การต่อสู้กับพวกมาร แล้วทำให้โอกาสในการปกป้องต้นไม้โลกเสียไป เช่นนั้นก็ถือเป็นความผิดต่อหน้าที่ไม่ใช่หรือ? ในสถานการณ์อันตรายเช่นนี้...พวกเราจะไปปรากฏตัวเพื่อให้พวกมารฆ่าตายทำไม ข้าคิดว่าที่พวกเราควรจะทำก็คือการอยู่ที่นี่เพื่อปกป้องกิ่งไม้โลกที่เหลืออยู่เอาไว้”
“ใช่แล้ว พวกเราก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน พวกเราไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ของสัตว์เทพและพวกมารก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ไม่ว่าจะพ่ายแพ้หรือชนะ ก็ไม่ใช่ว่าการตามหาน้ำบริสุทธิ์เพื่อดูแลต้นไม้โลกของพวกเราจะคืบหน้า....”
“สถานการณ์ของพวกเราตอนนี้ก็แย่พอแล้ว ยิ่งทหารเอลฟ์ 30 คนเพิ่งเสียพลังงานไปทั้งหมด เท่ากับการต่อสู้ของพวกเราแทบจะไม่เหลือเลยไม่ใช่หรือ? หากต้องไปต่อสู้อีก...มีแต่จะไปเป็นเหยื่อให้พวกมารเล่นสนุกเท่านั้น”
“นั่นน่ะสิ แม้จะเห็นด้วยว่าพวกเราควรจะไปช่วยสัตว์เทพ แต่ก็ไม่ควรไปตอนนี้ ควรจะรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ที่พลังทุกคนกลับมาเหมือนเดิมก่อน”
“ใช่ๆ เอาเช่นนั้นเถอะ”
“ใช่แล้ว” หลายคนแสดงความเห็นกันออกมา อ้างเหตุผลมากมายแต่สุดท้ายก็แค่ไม่ต้องการจะเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงเท่านั้น
……………………………………..