LNCrawler

บทที่ 439 มาร (อ่านฟรี 19 พ.ค. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 439 มาร (อ่านฟรี 19 พ.ค. 69)

บทที่ 439 มาร

 

“ในที่สุดก็ได้รับความเมตตาจากท่านเทพแล้ว...” ผู้สื่อจิตเทพมือสั่นเทาในขณะพูด รู้สึกว่าขวดน้ำในมือนี้หนักเหลือเกิน มันมีค่ายิ่งกว่าชีวิตของนางเสียอีก 

            

การแสดงออกของหญิงชราทำให้ทุกคนประหลาดใจมาก ผู้นำเผ่าอยากจะถามให้เข้าใจ แต่ผู้สื่อจิตเทพก็เร็วกว่า นางรีบพูดออกคำสั่งให้ผู้รับใช้เทพซึ่งดูแลนางและขึ้นตรงต่อนางทั้งหมดเข้ามาเพื่อจัดการเก็บของวิเศษนี้ไปทันที

 

“ทุกคนรีบเก็บน้ำบริสุทธิ์นี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลังการต่อสู้ระหว่างสัตว์เทพยูนิครอนและพวกมารจบลง 7 วันหลังจากนั้นพวกเราจะปลูกต้นไม้โลกที่นี่ ปลุกจิตวิญญาณต้นไม้โลกกันอีกครั้ง ระหว่างนี้ให้รีบเตรียมความพร้อม ส่วนทหารเอลฟ์ทุกคนรีบฟื้นตัวให้เต็มกำลัง จะต้องติดตามท่านผู้นั้นไปช่วยจัดการกับพวกมารให้ได้!”

            

นางกล่าวเช่นนั้น เดิมทีผู้คนมากมายคงไม่คิดจะเชื่อฟังคำสั่ง แต่หลังจากที่พวกเขาเข้าใจความหมายทั้งหมดก็ทำได้แค่อ้าปากค้าง

            

น้ำบริสุทธิ์? ปลุกจิตวิญญาณต้นไม้โลก? 

            

นี่...นี่แปลว่าตอนนี้พวกเขามีน้ำบริสุทธิ์งั้นหรือ? ไม่สิ! น้ำบริสุทธิ์นี้มาจากมนุษย์ผู้นั้นงั้นหรือ? หลังจากที่นางสามารถปลุกพลังธรรมชาติได้ ก็มอบของขวัญเป็นน้ำบริสุทธิ์ที่ล้ำค่านี้เลยหรือ? นาง...นางเป็นผู้ใดกันแน่!

            

เอลฟ์ทุกคนรู้สึกขนลุกชันไปหมด โดยเฉพาะกลุ่มเอลฟ์ที่แสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน ตอนนี้พวกเขาเริ่มรู้สึกกลัวกันบ้างแล้ว 

            

มนุษย์ผู้นั้นมีตัวตนไม่ชัดเจน แต่การที่จะครอบครองน้ำบริสุทธิ์ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่สำคัญที่สุดก็คือนางสามารถมอบให้ผู้อื่นได้โดยง่าย นี่ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวตนของนางสูงส่งจริงๆ บางที...อาจจะสูงส่งกว่าพวกเขาด้วยก็ได้!!

 

“ตรวจสอบแล้วว่าเป็นน้ำบริสุทธิ์ในตำนานแน่หรือ?” หัวหน้าเผ่าเอลฟ์อดไม่ได้ที่จะถามอีกครั้ง เขารู้สึกว่าเรื่องนี้มันน่าเหลือเชื่อเกินไป แต่ผู้สื่อจิตเทพกลับมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ

            

ก่อนหน้านี้นางเก็บงำความรู้สึกมาตลอด ถูกหัวหน้าเผ่าปฏิเสธคำพูดไม่รู้กี่ครั้งแล้วแต่ก็ยังทนเรื่อยมา นางไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกหรือคิดผิด ทั้งเรื่องที่นางตัดสินใจทิ้งต้นไม้โลก หรือจะเป็นเรื่องอื่นๆ ดังนั้นนางจึงอยู่อย่างเจียมตัว ทั้งที่ความจริงแล้วตัวตนของผู้สื่อจิตเทพไม่ใช่ว่าเอลฟ์ตนไหนจะต่อต้านได้ แม้แต่ผู้นำเผ่าเองก็ตาม!

            

เห็นการแสดงออกของนาง ผู้นำเผ่าเอลฟ์ก็ชะงักไป รู้ตัวว่าตนเองกำลังถามเรื่องไร้สาระอยู่จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง

 

“ทำตามคำสั่งของผู้สื่อจิตเทพ พาคนที่ฝีมือดีที่สุดไปปกป้องน้ำบริสุทธิ์เอาไว้ แล้วก็เตรียมตัวให้พร้อม...ข้าเองก็จะไปช่วยสัตว์เทพยูนิครอนด้วย!” เมื่อได้ยินผู้นำเผ่าถอยให้ตนเองก้าวหนึ่ง ผู้สื่อจิตเทพก็รู้สึกพอใจอย่างมาก สุดท้ายแล้วเรื่องของเผ่าเอลฟ์ก็เป็นเช่นนี้ ส่วนทางอันซูหยวน...เมื่อได้ตำแหน่งที่ชัดเจนก็ไม่ต้องเสียเวลาสุ่มเดินทางอีก

            

กลับกัน...ผู้เล่นหนุ่มที่สามารถกลับเข้ามาในเกมอีกครั้งก็กำลังมุ่งหน้าเข้ามาในป่ามงกุฎแล้ว เขาได้ยินจากผู้เล่นคนอื่นๆว่าอันซูหยวนผู้ร่ำรวยคนนั้นเข้าไปยังหมู่บ้านเอลฟ์ ดังนั้นจึงต้องการจะมาแก้แค้นที่นี่ แต่เขาจะเจอซูหยวนหรือเจอดีอะไร นั่นยังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยที่ซูหยวนไม่สนใจจะรับรู้

            

หญิงสาวใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ด้วยความเร็วของสุนัขทมิฬ รวมทั้งการใช้พื้นที่ป่าในการตัดตรงไปยังตำแหน่งนั้น ไม่ผ่านหมู่บ้านให้วุ่นวาย ดังนั้นตอนนี้จึงเข้าสู่พื้นที่ป่าใหญ่ที่กำลังเป็นสนามต่อสู้ของสัตว์เทพและพวกมารแล้ว

            

บรรยากาศที่นี่ค่อนข้างเงียบสงบ หมู่บ้านที่อยู่ไกลออกไปยิ่งสงบกว่า ราวกับทั้งหมู่บ้านไม่มีผู้คนอยู่อีกต่อไป ซูหยวนเชื่อว่า NPC ในหมู่บ้านอาจจะอพยพไปหมดแล้ว หรือไม่ก็ถูกฆ่าตายโดยพวกมารไปแล้ว ทำให้ไม่มีการส่งทหารมาตรวจสอบดู 

            

เพราะมีแผนที่จากเอลฟ์ ซูหยวนจึงสามารถหาตำแหน่งเจออย่างรวดเร็ว ตอนนี้เธอจึงได้เข้าใจว่าทำไมจึงไม่มีเสียงการต่อสู้เลย ปรากฏว่าสัตว์เทพยูนิครอนมากกว่า 10 ตนนั้นกำลังถูกขังอยู่ในบาเรียขนาดใหญ่ ในบาเรียนั้นมีเงาสีดำปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างบาดแผลให้กับพวกยูนิครอนมาก แม้ว่าพวกมันจะพยายามต่อสู้ แต่ก็พบว่าคู่ต่อสู้ไม่เคยหายไปเลย ยิ่งฆ่าก็ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นมาเรื่อยๆ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะกับดักที่พวกมารสร้างขึ้นมานั่นเอง

            

พวกมันได้รวบรวมวิญญาณร้ายมาหลายสิบปีแล้ว ต่อให้พวกยูนิครอนฆ่าไปพันตัว ก็ยังเหลืออีกหลายแสนวิญญาณร้ายที่จะเข้าโจมตีพวกยูนิครอนได้ เว้นเสียแต่ว่าบาเรียกับดักนี้จะถูกทำลายเท่านั้น พวกยูนิครอนจึงจะรอดตายได้

            

ยูนิครอนที่ต่อสู้ได้เหลือเพียง 11 ตนเท่านั้น ในขณะที่มียูนิครอนที่ล้มลงไปไม่ขยับแล้ว 3 ตน และอีกตนยังขยับได้ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้มีสภาพที่ดูดีนัก

            

ซูหยวนมองเห็นรอบๆนั้นมีกลุ่มมาร 4 ตนที่กำลังเฝ้าระวังไม่ให้คนอื่นเข้ามาช่วยยูนิครอนพวกนี้ได้ ตอนนี้เธอเพิ่งเห็นลักษณะพวกมารเป็นครั้งแรก

            

อันที่จริงซูหยวนได้ยินเกี่ยวกับ “มาร” มาหลายครั้งแล้ว พบว่าเกมนี้มีอีเว้นท์หลายครั้งที่พูดถึงพวกมารบุกรุก หรือเข้าไปทำร้าย NPC พวกที่ชื่นชอบการต่อสู้ก็จะเข้าร่วมอีเว้นท์พวกนี้เพื่อรับรางวัลและทรัพยากรต่างๆ ทว่าน่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้ซูหยวนยุ่งเกินกว่าจะมาทำภารกิจระยะยาวได้ ดังนั้นจึงไม่ได้เข้าร่วมกับผู้เล่นคนอื่นๆเลย

            

ความรู้สึกที่ได้เห็นพวกมันเองกับตานั้นไม่ค่อยดีนัก เพียงกลิ่นเหม็นหืนเหมือนมีศพตายนับพันฟุ้งออกมาก็อาจจะทำให้คนตายได้ ไม่สิ! ต่อให้ไม่ใช่คนก็อาจจะตายได้เหมือนกัน ดูอย่างต้นไม้รอบๆที่พวกมารเคลื่อนตัวผ่าน จากสีเขียวก็เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงทั้งหมด กลายเป็นยืนต้นตายกันหมดเลย ไม่น่าแปลกใจที่พวกเอลฟ์ยังต้องย้ายหมู่บ้านนี้ ต่อให้เป็นต้นไม้โลกก็ไม่น่าจะทนทานกลับความเน่าเหม็นนี้ได้

 

ดีที่เธอมีบาเรียป้องกัน ทั้งยังสวมชุดป้องกันจากเขตมลพิษเอาไว้ด้วย ดังนั้นจึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ไม่อย่างนั้นตอนนี้อาจจะสลบไปแล้วก็ได้

 

มารทั้ง 4 ดูก็รู้ว่าแข็งแกร่งมาก แต่ซูหยวนก็คิดว่าตัวเองไม่ได้อ่อนแอเกินไป อีกอย่าง...เธอไม่จำเป็นต้องต่อสู้ด้วยตัวเอง หากสามารถปล่อยสัตว์เทพยูนิครอนออกมาได้ เชื่อว่าสัตว์เทพน่าจะมีความสามารถมากพอในการฆ่าพวกมารเหล่านี้

            

แต่...เธอจะช่วยพวกเขาอย่างไร? จะทำลายกับดักนี้อย่างไร?

            

หญิงสาวไม่ได้รีบร้อนพุ่งตัวเข้าไปโจมตี เธอส่งสัญญาณให้หนูขาวช่วยตรวจสอบจุดอ่อนของกับดักนี้ ถ้าหยุดพวกมันด้วยมือไม่ได้ เช่นนั้นก็ทำลายจากข้างนอกไปเสียเลย ทว่า...การจะทำเช่นนั้นได้จะต้องมองเห็นเงื่อนไขด้วย ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไป มีหวังเธอคงจะกลายเป็นเหยื่อของพวกมันด้วยเช่นกัน

            

เกมนี้ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เล่นรู้สึกสนุกสนานไปกับเนื้อเรื่อง ถ้าหากว่าพวกมารนี้อ่อนแอจนผู้เล่นทั่วไปจัดการได้ คงจะไม่มีอีเว้นท์เล็กๆอย่างการให้ไปรับพลังธรรมชาติจากพวกเอลฟ์มาก่อนหรอก ซูหยวนรู้สึกว่าเงื่อนไขอย่างหนึ่งที่จะทำให้การต่อสู้นี้เอาชนะพวกมารได้ จะต้องใช้พลังธรรมชาติช่วยด้วย

            

แต่จะใช้อย่างไร นั่นต้องดูอีกที...

            

ความใจเย็นของซูหยวน หรือไม่ก็เพราะความใจร้อนของพวกเอลฟ์ หลังจากที่ซูหยวนซ่อนตัวเงียบๆเกือบ 1 ชั่วโมง จู่ๆก็มีการเคลื่อนไหวที่เอิกเกริกเกิดขึ้นเสียอย่างนั้น ถ้าหากซูหยวนไม่ได้เปลี่ยนตำแหน่งที่ซ่อนตัว เชื่อว่าตัวเองก็น่าจะถูกพบเจอจากการก่อความวุ่นวายนี้ของพวกเอลฟ์เช่นกัน

 

“พวกมารอยู่ที่ไหน ทำไมพวกเจ้าไม่ออกมาสู้กันซึ่งๆหน้า!!”

 

“ใช่แล้ว มัวแต่ขี้ขลาดใช้กับดักในการจัดการผู้อื่น พวกมารอย่างพวกแกนั้นน่าสมเพชที่สุดแล้ว”

 

“พวกเราเผ่าเอลฟ์ไม่ได้อ่อนแอ ไม่ได้ขี้ขลาด ต่อให้พลังงานไม่เหลือแล้วก็ยังสู้กับพวกเจ้าได้อยู่ดี รีบมาเผชิญหน้ากันเดี๋ยวนี้ นี่เป็นคำท้าของพวกข้าเผ่าเอลฟ์!!”

            

ซูหยวนไม่รู้ว่าพวกเขาจงใจหรือไม่ พวกเอลฟ์มากันแบบไม่ซ่อนตัวเลยสักนิด ก้าวอาดๆมาถึงที่นี่เหมือนไม่กลัวตาย ซึ่งผิดวิสัยเป็นอย่างมาก

 

“ชู่!”

            

ในขณะที่ซูหยวนกำลังมองดูกลุ่มเอลฟ์ที่กำลังตะโกนโหวกเหวกอยู่นั้น เสียงกระซิบที่เบาเหมือนกับสายลมก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาซูหยวนยังประหลาดใจกับทักษะการซ่อนตัวนี้

            

เป็นเอลฟ์ตนหนึ่งที่อำพรางตัวเข้ามา ที่ว่าเอลฟ์สามารถหลอมรวมกับธรรมชาติได้ เวลานี้เธอรู้สึกว่ามันเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลย ขนาดเธอดูแผนที่อยู่ตลอดเวลา แต่เอลฟ์ที่ใช้ทักษะพรางตัวระดับสูงนี้ ยังไม่ปรากฏจุดสีฟ้าในแผนที่ หมายความว่าพวกเขาซ่อนจากการตรวจจับได้ด้วย!

 

“ท่านผู้มีพระคุณ พวกเราเผ่าเอลฟ์มาช่วยเหลือท่านแล้ว เอลฟ์ตนอื่นๆจะหลอกล่อให้พวกมารสนใจ จากนั้นจะเปิดโอกาสให้ข้าและท่านเข้าไปช่วยเหลือสัตว์เทพ แต่ที่สำคัญที่สุด...มารทั้ง 4 ตนนี้จะต้องมีหนึ่งตัวที่ใช้ชีวิตตัวเองเป็นเครื่องเปิดใช้กับดัก...”

 

“หืม?”

 

“หมายความว่า กับดักที่พวกมารทำเอาไว้ หากมารที่ใช้ชีวิตตัวเองเป็นเครื่องมือยังไม่ตาย เช่นนั้น..กับดักก็ไม่มีทางถูกทำลายลง ดังนั้น...อย่างน้อยๆก็ต้องสังหารมารที่ใช้ชีวิตตนเองเพื่อเปิดกับดักให้ได้ แต่ก็มีปัญหาอยู่หลายอย่าง เช่น ไม่รู้ว่ามารตัวไหนที่ยอมใช้ชีวิตตัวเองเปิดกับดัก หรือการที่มารเหล่านี้ไม่ได้ตายได้ง่ายๆ พวกมันเป็นมารระดับสูง ย่อมมีวิธีการต่อสู้ที่หลากหลาย แม้แต่พวกเราเผ่าเอลฟ์ก็ยังไม่กล้าสู้กับพวกมัน ถึงอย่างนั้น...เพราะท่านเป็นผู้ได้รับเลือก พวกเราจึงต้องการจะสู้เคียงข้างท่าน”

            

สายตาของเอลฟ์ตนนั้นยามมองอันซูหยวนเปลี่ยนไปมาก ไม่เหมือนกับสายตาดูแคลนที่เคยใช้มองก่อนหน้านี้ กลับมีเพียงความขอบคุณ เคารพ และยำเกรง

            

เมื่อเห็นเช่นนี้ ซูหยวนก็มั่นใจว่าน้ำบริสุทธิ์ที่พวกเขาตามหาก็คือน้ำจากบ่อน้ำในฟาร์มของเธอนั่นเอง ก็นะ...นี่เป็นเกมฟาร์มนี่ ถ้าของในฟาร์มไม่ใช่เงื่อนไขในการเอาชนะ นั่นก็คงจะไม่ถูกต้องแล้ว

            

เพียงแต่ผู้เล่นจะต้องรู้จักสังเกตและกล้าตัดสินใจ หากซูหยวนไม่ได้ฟังคำพูดของพวกเอลฟ์ทั้งหมด อาจจะไม่รับรู้ว่าพวกเขากำลังตามหาน้ำบริสุทธิ์ และนั่นจะทำให้พลาดโอกาสดีๆไปก็ได้

            

ตอนนี้เธอมีเอลฟ์ช่วยเหลือในการทำภารกิจนี้ แถมยังได้รับพลังใหม่เข้ามาด้วย ดังนั้นจึงค่อนข้างมีความมั่นใจ

            

ก่อนที่พวกเอลฟ์จะมาถึง ซูหยวนก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติเกี่ยวกับกับดักอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งมีการยืนยันจากพวกเอลฟ์ก็ยิ่งมั่นใจ ปรากฏว่าการแสดงออกของมารหนึ่งในนั้นที่ผิดปกติ แท้จริงแล้วมีเหตุผลเช่นนี้เอง

            

มารทั้ง 4 นั้นมองผิวเผินแล้วไม่มีอะไรแตกต่างกัน ทว่าถ้าตั้งใจสังเกตจริงๆจะรู้ว่าตำแหน่งในการยืนของพวกมันไม่ถูกต้อง หากพวกมันมีตำแหน่งเท่าเทียมกันจริง ทำไมมารตนหนึ่งถึงได้อยู่แถบใต้เชิงผาที่มีโอกาสถูกโจมตีน้อยที่สุด ในขณะที่มารตนอื่นๆสับเปลี่ยนกันไปลาดตระเวนรอบๆ มารตนหนึ่งกลับประจำจุดที่คิดว่าน่าจะไม่ค่อยถูกโจมตีมากที่สุดแล้ว

            

ที่สำคัญ...มาร 3 ตนนั้นจะคอยเปลี่ยนกันเดินวนเวียนอยู่รอบๆมารตนนั้น หากมองให้เป็นปกติก็มองได้ เพราะสามารถคิดได้ว่าพวกมันกำลังผ่านไปเพื่อพูดคุยกันแก้เบื่อ หรืออาจจะปรึกษาเกี่ยวกับการโจมตีครั้งต่อไป แต่...ตอนนี้พวกเขายังอยู่ในสนามต่อสู้ คงไม่ได้มีอารมณ์จะสนทนากันเช่นนั้นหรอกใช่ไหม?

 

“ฉันพอจะรู้ว่าเป็นมารตนไหน” ซูหยวนพูดขึ้น หากเป็นปกติแล้ว...เอลฟ์หนุ่มน่าจะสงสัยบ้าง ทว่าหลังจากที่เขารู้ว่าซูหยวนเป็นคนมอบของล้ำค่านั้นให้เผ่าของพวกเขาง่ายๆ ตอนนี้ก็ไม่มีเหตุอะไรให้ต้องสงสัยคำของนางอีกแล้ว ดังนั้นเอลฟ์หนุ่มจึงพยักหน้ารับ

 

“หากรู้ตัวมารตนนั้นจริงๆ เรื่องนี้ก็ง่ายขึ้นมาก พวกเราสามารถโจมตีมารตนนั้นให้ตกตายในตอนที่พวกมันยังไม่ตั้งตัว แต่พูดเช่นนี้ดูเหมือนง่ายดาย ความจริงแล้วไม่ได้ง่ายขนาดนั้น” ต่อให้พวกเขาช่วยกันโจมตี แต่พวกมารก็มีลูกเล่นมากเกินไป อาจจะจัดการพวกมันไม่ได้ก็ได้

 

“แล้วมีข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการต่อสู้กับพวกมารคร่าวๆบ้างไหม เช่น จุดอ่อน จุดแข็ง หรืออะไรพวกนี้” ซูหยวนรู้ว่าการต่อสู้นี้ไม่ง่าย ไม่เช่นนั้นคงไม่เป็นภารกิจพิเศษ ถึงอย่างนั้น...เธอก็เชื่อว่าถ้ามีข้อมูลมากพอ ก็น่าจะพบวิธีจัดการพวกมันได้

 

“จุดอ่อนของพวกมันเพียงอย่างเดียวที่พวกข้ารู้ก็คือ พวกมันแพ้พลังธรรมชาติของพวกเราเผ่าเอลฟ์ ดังนั้นที่ผ่านมาจึงพยายามไล่ทำลายเผ่าเอลฟ์และผืนป่าก่อนเป็นอันดับแรก เผ่าเอลฟ์อื่นๆถูกพวกมันทำลายไปไม่น้อยแล้ว หมู่บ้านของพวกเราแล้วต้นไม้โลกก็ถูกพวกมันทำลายเช่นกัน ตอนนี้พวกเราจึงมีพลังอ่อนแอไปมาก การต่อสู้นี้...พวกเราถือว่าเสียเปรียบอย่างสิ้นเชิง”

 

“แต่จุดแข็งของพวกมันมีมากมาย ทั้งวิธีการต่อสู้ที่หลากหลาย และในทางกลับกัน...พวกมันแพ้ทางให้พลังธรรมชาติ พวกเราเองก็แพ้ทางให้กับพลังอันดำมืดของมันเหมือนกัน”

 

“พลังของพวกมารนั้นเหมือนกับพิษร้าย หากถูกโจมตีก็จะตายอย่างทรมานที่สุด ดังนั้นพวกเราจึงต้องระวังกันให้มาก ตอนนี้ทหารเอลฟ์ที่ไม่มีพลังธรรมชาติเนื่องจากช่วยท่านหาตำแหน่งของสัตว์เทพได้อาสาจะเป็นผู้เสียสละพลีชีพเพื่อดึงความสนใจไว้ให้ ถ้าพวกเราสามารถลอบโจมตีได้สำเร็จ การเสียสละของพวกเขาก็ถือว่าได้ทำประโยชน์แล้ว”

            

เอลฟ์หนุ่มพูดเช่นนั้น ดวงตาของเขาก็หม่นแสงลงเล็กน้อย การต่อสู้นี้ทุกคนเตรียมใจแล้วว่าอาจจะต้องสูญเสียมาก แต่พวกเขาก็รู้เช่นกันว่าถ้าไม่ลงมือตอนนี้ พวกตนเองก็น่าจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว

            

เหมือนกับที่ผู้สื่อจิตเทพพูดในคราแรก ครั้งนี้ถ้าพวกเขาสามารถปลดปล่อยสัตว์เทพได้ นั่นก็จะทำให้การต่อสู้ง่ายดายขึ้น หากรวมพลังกันจัดการมารที่มาก่อกวนในช่วงนี้ไปได้ ป่ามงกุฎของพวกเขาก็จะสามารถอยู่อย่างสงบสุขเหมือนก่อน...

            

ซูหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย ปรากฏว่าเอลฟ์เหล่านั้นจงใจสร้างเสียงดังและยอมตายเลยหรือ? ช่างเป็นวิธีการที่โหดร้ายต่อตัวเองเสียจริง....แต่ มันมีความจำเป็นต้องทำกันถึงขนาดนี้จริงหรือ?

 

……………………………