LNCrawler

บทที่ 441 ทำลายกับดัก (อ่านฟรี 21 พ.ค. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 441 ทำลายกับดัก (อ่านฟรี 21 พ.ค. 69)

บทที่ 441 ทำลายกับดัก

 

ตัวเอลฟ์หนุ่มเองก็ได้รับยาฟื้นฟูพลังงานจากซูหยวนไปด้วย ซึ่งยานี้ก็สร้างความรู้สึกแปลกใหม่ให้แก่เขาไม่น้อย เพราะปกติแล้วพวกเอลฟ์สามารถฟื้นฟูพลังงานของตนได้ด้วยการขอให้ต้นไม้โลกช่วยเหลือ ดังนั้นจึงไม่เคยสนใจยารักษาหรืออะไรทำนองนี้เลย คิดไม่ถึงว่าวันนี้ได้ใช้ยาฟื้นฟูพลังงานแล้วก็ทำให้พบว่า...ยานี้เป็นของวิเศษไม่ต่างอะไรกับพลังที่ต้นไม้โลกมอบให้เลย

            

ถึงจะไม่บริสุทธิ์เท่า ถึงจะไม่ได้มากมายอัดแน่นเท่า แต่ก็เพียงพอสำหรับการฟื้นฟูพลังได้เล็กๆน้อยๆแล้ว...

            

ดังนั้นมันจึงเสียเวลาตื่นเต้นของยาฟื้นฟูพลังงานจนไม่ได้ออกไปร่วมต่อสู้ด้วย กว่าจะรู้ตัวว่าตนเองทำอะไรลงไป ก็เห็นสัตว์ขี่ของท่านผู้มีพระคุณกำลังกระโจนเข้าไปโจมตีในระยะประชิด ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามที่สุดในการรับมือกับพวกมารแล้ว

            

เขาทำได้แค่ตะโกนออกไป ภาพที่เห็นเหมือนกับเป็นภาพช้า ร่างของสัตว์ขี่ลอยอยู่บนอากาศ ในขณะที่พวกมารแสยะยิ้มพอใจเมื่อเห็นสุนัขทมิฬลอยเข้ามาใกล้ ถ้าเป็นการโจมตีเหมือนพวกหนูทองลายขาวก่อนหน้านี้พวกมันอาจจะวิตกได้ เพราะการโจมตีจากพลังบริสุทธิ์จากระยะไกลจะทำให้พวกมันเสียเปรียบ กระนั้น...ถ้าเป็นการโจมตีทางกายภาพ นั่นก็ไม่อาจจะสะกิดให้พวกมันเกิดรอยแผลได้ด้วยซ้ำ

            

อย่างไรก็ตาม...สิ่งที่ทุกคนคิดกลับไม่เกิดขึ้นจริง หลังจากที่พวกมารและพวกเอลฟ์คิดเหมือนกันว่าสุนัขทมิฬแย่แน่ๆ ตอนนั้นเสี่ยวหยินก็ฟาดกรงเล็บของตนเองออกไปแล้ว

 

“ก็แค่นี้...” เสียงของมารร้ายยังไม่ทันจบ ร่างของมันก็ค่อยๆแตกสลายออกเป็นสองฝั่ง

            

เนื่องจากมารร้ายพวกนี้มีร่างกายเป็นการควบแน่นของพลังมาร ซึ่งสืบทอดมาจากจอมมารอีกที ดังนั้นร่างกายของพวกมันจึงเหมือนไม่มีอยู่จริง แต่ว่า... “เหมือนไม่มีอยู่จริง” ไม่ได้แปลว่าไม่มีอยู่จริง!

            

เสี่ยวหยินเข้าใจเรื่องนี้ดี รวมทั้งอันซูหยวนก็คิดเอาไว้แล้วด้วย เพราะถ้าพวกมันยังตายจากพลังบริสุทธิ์ของพวกเอลฟ์ได้ แปลว่าพวกมันไม่ได้อยู่ยงคงกระพัน เช่นนั้นโอกาสที่จะถูกโจมตีก็ยังมีอยู่ และพวกหนูทองลายขาวก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว

            

ในเมื่อพวกมันกลัวพลังของหนูทองลายขาว แปลว่าไม่ใช่แค่พลังเอลฟ์เท่านั้นที่ฆ่าพวกมันได้ ดังนั้นพลังมืดมิดของเสี่ยวหยินจะไม่มีประโยชน์ได้อย่างไร

            

พลังของพวกมันเหมือนกันจนอาจจะทำให้มารร้ายไม่คาดคิด แถมยังเป็นการโจมตีในระยะประชิดที่พวกมันมั่นใจมาก ท้ายที่สุดแล้วทั้งหมดนี้ก็คือแผนของซูหยวนนั่นเอง น่าเสียดายที่มารร้ายเจ้าของกับดักสัตว์เทพยูนิครอนระวังตัวมาก ต่อให้เป็นการโจมตีที่ไม่มีความเสี่ยงนี้ มันก็ไม่เข้ามารับง่ายๆ ดังนั้นแผนการที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียวนี้จึงเป็นมารตนอื่นที่แบกรับไป

            

พวกมารเองก็ไม่อยากจะเชื่อเช่นกันว่าจะได้เห็นภาพนี้ มารร้ายตกตายด้วยการโจมตีเดียว ในขณะที่เป็นการโจมตีจากสุนัขทมิฬตัวหนึ่งที่กระโดดเข้ามาเหมือนกับหมาโง่ ทว่า...หมาโง่ที่แท้จริงไม่ใช่สุนัขทมิฬตรงหน้า หากแต่เป็นพวกมันเอง!

 

“ระวังให้ดี นี่เป็นกับดัก!” 

            

กว่าที่มารร้ายจะรู้ตัวว่าตนเองกำลังเจอซูหยวนใช้วิธี ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ที่เธอถนัดก็ช้าไปเสียแล้ว มารร้ายตนหนึ่งเสียโอกาสในการโจมตีไปเลย ในขณะที่มารร้ายอีกตนใช้พลังเรียกกับดักออกมาอย่างไร้ประโยชน์ไปแล้ว ไพ่ลับในมือของพวกมันยังเหลือแค่ใบเดียวเท่านั้น

           

 แผนการนี้เป็นแผนการที่ทุกคนไม่คาดคิดมาก่อน ปกติแล้วเมื่อมีสัตว์เทพถูกกับดักขังเอาไว้ คนที่พยายามเข้ามาช่วยเหลือก็ต้องเล็งไปที่กับดักสัตว์เทพนั้นก่อนไม่ใช่หรือ? เพราะแบบนั้นพวกมันจึงระวังตัวกันมาก ป้องกันมารที่เรียกใช้กับดักก่อนเป็นอันดับแรก แต่ซูหยวนกลับไม่เล่นไปตามเกมของพวกมัน

            

เธอใช้แผนการที่ไม่มีใครคาดคิด วางกับดักซ้ำไปซ้ำมาจนสุดท้ายเป็นพวกมารเองที่ได้พบกับความกดดันนี้!

            

พวกมันเข้าใจสถานการณ์เช่นกัน เหลือแค่มารอีกตนเดียวเท่านั้นที่ยังใช้พลังอย่างเต็มที่ทั้งหมดได้ แม้ว่าพวกมันจะยังต่อสู้ได้โดยไม่ใช้กับดักใหญ่ก็ตาม แต่...พลังที่พวกมันมีจะรับมือกับศัตรูที่กล้าวางแผนเล่นงานพวกมันถึงสองรอบสามรอบเช่นนี้ได้หรือ?

            

ในขณะที่พวกมันกำลังอยู่ในความสับสน ตอนนั้นเองก็เกิดปรากฏการณ์ครั้งใหญ่เกิดขึ้นจากอีกฝั่งหนึ่งที่พวกมันมองข้ามในตอนแรก

 

“นั่นเป็นตำแหน่งที่พวกเอลฟ์บุกเข้ามา!” มารตนหนึ่งกล่าวขึ้น พวกเอลฟ์ถูกพวกมันมองข้ามไปก่อนหน้านี้เพราะเจ้าพวกนั้นดูจะไม่มีพลังงานเหลืออยู่แล้ว

            

พวกมารนี้เข้าใจพวกเอลฟ์มากเกินไป เมื่อพวกมันมาหาตนเองได้อย่างถูกต้อง ก็เชื่อว่าผู้สื่อจิตเทพของพวกมันคงระดมเอาพลังงานทั้งหมดไปใช้ในการระบุตำแหน่งแล้ว อีกอย่าง...เมื่อครู่ พวกมันเองก็สัมผัสได้ถึงพลังธรรมชาติที่แปรปรวนเช่นกัน ดังนั้นจึงมั่นใจว่าพวกเอลฟ์พวกนี้ก็เป็นแค่ร่างไร้ค่า มาก็เพื่อตาย!

            

ทว่าตอนนี้...พวกเอลฟ์ที่เชื่อว่าไม่เหลือพลังงานแล้วกลับกำลังเตรียมพร้อมการโจมตีใหญ่ พวกมันกระตุ้นพลังงานธรรมชาติรอบๆไปเป็นพรรคพวกตนเอง เกิดลมกรรโชกรุนแรงและบีบอัดพวกมารอย่างหนัก แน่นอนว่าการกดดันนี้ทำให้พวกมารรำคาญใจ แต่ไม่ได้ทำให้พวกมันบาดเจ็บ ถึงอย่างนั้น...พวกมันก็ไม่อาจรับแรงโจมตีที่กำลังพุ่งมาทางนี้ได้

            

มารทั้งสามสบตากัน พวกเอลฟ์เหมือนกับพวกโง่งม คิดได้อย่างไรว่าจะโจมตีพวกตนได้ เหอ เหอ เหอ เห็นแบบนี้แล้วก็อดคิดไม่ได้จริงๆ ต่อให้พวกมันยังมีต้นไม้โลกค้ำจุนพลังงานอยู่ พวกเอลฟ์นี้ก็อาจจะโจมตีมารร้ายอย่างตนเองไม่ได้เพราะความโง่เขลานี่แหละ

            

ก่อนที่การโจมตีจะมาถึงตัว มารร้ายก็แค่ขยับหลบ ขอแค่ไม่อยู่ตรงการโจมตีนั้นก็เพียงพอแล้ว ถึงมันจะทรงพลังขนาดไหน แต่ถ้าไม่โดนก็ไม่เป็นอันตรายไม่ใช่หรือ?

            

ตู้ม ตู้ม ตู้ม!!

            

ปรากฏการณ์ที่สวยงามแต่แฝงไว้ด้วยอันตรายมากมายทำเอาผืนป่าทั้งหมดเปลี่ยนเป็นสีเขียวทอง เชื่อว่าผู้คนที่อยู่ในหมู่บ้าน ถึงจะไกลออกไป 2 หมู่บ้านก็น่าจะมองเห็นการโจมตีนี้ได้ 

 

“บัดซบ! พวกมันไม่ได้จงใจโจมตีพวกเรา!” และถูกต้องแล้ว! เอลฟ์พวกนี้ทำตามคำสั่งของอันซูหยวนผ่านเจ้าหนูทองลายขาวที่กำลังกำกับพวกมันอยู่

           

เธอไม่ได้วางแผนให้มีชาวบ้านหรือทหาร NPC มาช่วยในการกำจัดมารร้าย หากแต่ต้องการสร้างค่าความนิยมโดยการใช้โอกาสนี้ นอกจากนั้น...เบื้องหลังการสร้างความโกรธของพวกมารร้ายนี้ก็คือ...ตัวเธอเอง!!

           

 ในเมื่อจะให้พวกเอลฟ์ดึงดูดความสนใจของมารร้ายแล้ว ก็ให้พวกมันทำให้ตำแหน่งที่รัดกุมของมารร้ายผู้ใช้กับดักเปลี่ยนไปด้วยเลย

            

ถ้ายังปล่อยให้มันซ่อนตัวอยู่เชิงผา การโจมตีของเธอก็จะลำบากมากขึ้น เพราะมารร้ายมีพรรคพวกปกป้องอยู่ เธอโจมตีได้จากทางด้านข้างและข้างหน้าเท่านั้น หากแต่จุดที่สำคัญในการโจมตีแท้จริงก็คือข้างหลัง ขอเพียงกระตุ้นการรับรู้จากด้านหลังได้ มารร้ายก็จะเพิ่มความกังวลในการรับมือมากขึ้นแล้ว

            

ซูหยวนเองก็จะมีพื้นที่โจมตีมากขึ้น แล้วก็โชคดีที่พวกมารร้ายไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้ พวกมันหลบการโจมตีออกมาโดยไม่ได้ระวังว่าข้างหลังของตนเองกำลังเปิดโล่ง

            

หนูทองลายขาวรอจังหวะอยู่แล้ว เธอปล่อยให้พวกมันกระจายตัวอยู่รอบๆ ไม่ว่ามารร้ายจะไปทิศทางไหนก็จะมีหนูทองลายขาวประจำตำแหน่งอยู่ ถึงอย่างนั้น...การโจมตีของหนูทองลายขาวก็ยังพลาดท่าอยู่ดี

            

มารร้ายไม่ใช่อ่อนแอที่จะถูกจัดการได้ง่ายๆ มันเตรียมพร้อมอยู่แล้ว และก็สามารถหลบการโจมตีของหนูทองลายขาวได้ในทันที อย่างไรก็ตาม...พวกมันไม่ได้คิดว่าจะมีการโจมตีที่สามารถ “ซ่อน” การรับรู้ของพวกมันได้

            

ก่อนหน้านี้ ซูหยวนให้หนูทองลายขาวและสุนัขทมิฬปล่อยแรงกดดันออกมาเต็มที่ ไม่เก็บเจตนาสังหารเลย ทั้งหมดก็เพื่อให้เจ้ามารร้ายพวกนี้ไม่ทันระวังตัวว่าจะมีคนลอบโจมตีด้วยการอำพรางรังสีสังหารของตนเอง ดังนั้นเมื่อซูหยวนเลี้ยงความรู้สึกของพวกมารร้ายเสร็จแล้ว เธอก็พร้อมสำหรับการโจมตีนี้

            

จนกว่าซูหยวนจะลงมือ เธอทำให้มั่นใจว่าการโจมตีของเธอนี้จะต้องแรงพอที่จบการต่อสู้นี้ได้ พูดให้ถูกก็คือ...การโจมตีตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ แม้จะมีตัวแปรอย่างพวกเอลฟ์เข้ามาวุ่นวายก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแผนการของเธอไปทั้งหมด แค่เปลี่ยนจากการโจมตีของพวกหนูขาวจำนวนมาก เป็นพวกเอลฟ์ที่ระดมโจมตีออกมาแทนก็เท่านั้น

            

ขั้นศรพริบตา

            

พลังธรรมชาติเข็มเกร็ดหิมะ

            

ทักษะธนูระดับสูงถูกเรียกใช้ออกมา ปกติแล้วก็มีการใช้พลังงานที่เฉียบคมหากแต่เบาบางจนไม่รับรู้ตัวตน แถมยังใช้พลังงานเพื่ออำพรางตำแหน่งศรจนทำให้เหมือนกลายเป็นศรที่เพิ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า เมื่อรวมกับพลังธรรมชาติเข็มเกร็ดหิมะที่เพิ่งได้รับมา การหลอมรวมเข้ากับธรรมชาตินั้นยอดเยี่ยมกว่าเดิมเสียอีก ต่อให้เป็นพวกระดับสูงหรือทหารพิเศษก็ไม่มีทางสัมผัสถึงลูกศรที่ถูกปล่อยออกไปนี้

            

นอกจากนั้น...

            

ปุ!

            

แรงโจมตีที่เบาบางเหมือนกับการเจาะลูกโป่ง ตอนที่ยิงทะลุเข้าไปนั้นไม่มีเสียงใดๆ หากแต่เข็มเกร็ดหิมะเข้าไปในร่างกายของมารร้ายทันที ในขณะที่มันเพิ่งจะรู้สึกเจ็บจากการโจมตีโดยศรพริบตา ตอนนั้นร่างของมันก็ถูกพลังธรรมชาติทิ่มแทงเข้าไปแล้ว

            

เปรี๊ยะ!!

            

เสียงน้ำแข็งที่แตกกระจายเป็นเกร็ดหิมะตามชื่อพลังธรรมชาติ เรียบง่าย แต่กลับทรงพลังอย่างยิ่ง! ตอนนี้น้ำในตัวของมันที่เป็นส่วนหล่อเลี้ยงชีวิตมารร้ายค่อยๆเปลี่ยนไป สุดท้ายก็ค่อยๆเกิดเสียงปริแตกดังออกมา และแน่นอนว่าร่างกายที่ค่อยหนักอึ้งของมันก็แตกสลายกลายเป็นเศษหิมะโดยที่มันก็ไม่รู้ว่าตนเองพลาดท่าที่ตรงไหนและตอนไหน!

            

แคร็ก!!

            

เมื่อร่างของมารร้ายล้มลง กับดักที่ทำงานอยู่ตลอดก็เกิดสั่นไหวอย่างรุนแรง พวกสัตว์เทพยูนิครอนที่อยู่ในกับดักและคิดว่าตนเองไม่น่าจะออกมาได้เร็วๆนี้กลับรู้สึกตัว พวกมันระดมแรงโจมตีของตนเองไปที่กับดักเป็นจุดเดียวกันเพื่อให้การแตกสลายของกับดักเกิดเร็วขึ้น ซึ่งการโจมตีที่ทรงพลังนี้ก็ทำให้กับดักนั้นถูกทำลายได้ในทันที

            

ตู้ม!!

            

เมื่อพวกสัตว์เทพออกมาจากกับดักได้ ดวงตาของพวกมันก็เรืองแสงด้วยความโกรธ พวกมันมองหามารร้ายที่กล้าวางแผนเล่นงานตนเอง ตั้งใจจะแก้แค้นให้สาสมกับสิ่งที่พวกมันได้ทำไว้ พร้อมกันนั้นเอง...แรงโจมตีที่พวกเอลฟ์ได้กระทำไปก่อนหน้านี้ก็เรียกให้มนุษย์จากเมืองต่างๆส่งทหารมาจำนวนมาก พวกมันได้เห็นฉากนี้ และเป็นพยานให้กับการโจมตีอันทรงพลังของสัตว์เทพไปพร้อมกัน

            

ฟิ้ว....

            

เวลาผ่านไปแค่ไม่กี่วินาที เมื่อพวกสัตว์เทพสามารถลงมือได้ พวกมารร้ายที่เหลือรอดก็ไม่นับเป็นตัวอะไรได้ พวกมันถูกสัตว์เทพจัดการจนกลายเป็นฝุ่นผงในเวลาไม่นานเท่านั้น ตอนนี้ภาพที่เห็นก็เหลือแค่ร่องรอยของการโจมตีเท่านั้น

            

พวกเอลฟ์เข้ามารวมตัวกับซูหยวน แสดงให้พวกสัตว์เทพได้เห็นว่าผู้ใดกันที่ช่วยเหลือพวกเขาออกมาจากกับดักของพวกมาร หนึ่งในพวกเอลฟ์ยังพูดอย่างตรงไปตรงมาด้วย

 

“ท่านสัตว์เทพยูนิครอน ขออภัยที่พวกข้ามาช่วยเหลือท่านได้ช้านัก เรื่องนี้ต้องขอบคุณท่านผู้มีพระคุณที่ท่านสัตว์เทพติดต่อเอาไว้ พวกเราจึงได้รู้ว่าท่านสัตว์เทพเกิดปัญหา แต่เพราะก่อนหน้านี้พวกเราขี้ขลาดเกินไป กลัวว่าจะช่วยเหลือท่านไม่ได้ แถมยังจะต้องเอาชีวิตมาทิ้ง ไม่สามารถปกป้องต้นไม้โลกได้อีกต่อไป จึงไม่กล้ายื่นหน้าเข้ามา ทว่า....ท่านผู้มีพระคุณได้ช่วยเหลือพวกเรา ทิ้งน้ำบริสุทธิ์ที่ล้ำค่าไว้ข้างหลังโดยไม่เรียกร้องให้พวกเราทำอะไรตอบแทน ดังนั้น...พวกข้าเผ่าเอลฟ์จึงเข้าใจว่าตนเองทำสิ่งใดผิด”

 

“ท่านสัตว์เทพจะไม่พอใจพวกข้าก็ไม่ผิดอันใด แต่การที่ท่านผู้มีพระคุณมาช่วยเหลือท่านช้าก็เพราะพวกข้าขวางทางเอาไว้เนื่องจากความเข้าใจผิด ขอให้ท่านสัตว์เทพลงโทษด้วย”

            

เอลฟ์อาวุโสไม่รับความดีความชอบใดๆ แถมยังแก้ตัวให้อันซูหยวนอีกด้วย เห็นท่าทางของพวกเขาเช่นนั้น...สัตว์เทพยูนิครอนก็มองไปยังมนุษย์หญิงข้างๆ พวกมันไม่ได้ตำหนิอะไร การที่มีใครสักคนที่อ่อนแอกว่ากล้ามาช่วยพวกตนก็นับว่าเป็นเรื่องที่ต้องชื่นชมแล้ว แม้แต่พวกเอลฟ์ก็ไม่ถือว่ามีความผิด

 

“พวกเจ้าไม่ต้องคิดมากไป หน้าที่ของพวกเจ้าก็คือการปกป้องต้นไม้โลก นี่เป็นบัญชาของท่านเทพ ดังนั้นพวกข้าไม่อาจจะตำหนิการตัดสินใจของพวกเจ้าได้ อย่างไรก็ตาม...มนุษย์ผู้นี้ช่างเป็นคนมีใจกล้าหาญ พวกเราสัตว์เทพไม่มีอะไรตอบแทนให้นอกจาก “หาง” ของพวกข้า”

 

“จงรับสิ่งนี้ไป” พวกสัตว์เทพยูนิครอนไม่ได้ขี้เหนียว ในเมื่ออันซูหยวนมาช่วยเหลือตนเองเช่นนี้ พวกมันก็พร้อมจะมอบของล้ำค่าให้

            

หางมากกว่า 100 เส้นถูกมอบให้เธอเป็นของตอบแทน ทั้งหมดนี้ซูหยวนคงจะต้องเอาไปมอบสำหรับภารกิจก่อน ซึ่งเธอไม่ได้มีธุระอะไรกับสัตว์เทพยูนิครอนพวกนี้อีก ดังนั้นจึงรับเอาหางของยูนิครอนมาเก็บไว้และเตรียมตัวจะเดินทางกลับ

            

ระหว่างทางเธอจะแวะไปที่เผ่าเอลฟ์เพื่อเอาธนูระดับสูงมาด้วย เชื่อว่าพวกเขาน่าจะเต็มใจมอบให้อย่างดี แต่ก่อนที่ซูหยวนจะได้กลับ...สัตว์เทพยูนิครอนตัวหนึ่งก็พูดขึ้นมา

 

“ช้าก่อนเถิดสาวน้อย...” น้ำเสียงของสัตว์เทพตนนี้ดูอ่อนแรงมาก เมื่อหันไปมองก็เห็นเป็นยูนิครอนตัวที่ล้มลงก่อนหน้านี้ ซูหยวนยังคิดว่ามันอาจจะตายไประหว่างการต่อสู้แล้ว คิดไม่ถึงเลยว่ายังมีชีวิตอยู่

 

“รับนี่ไปเถอะ” สัตว์เทพตนนั้นขยับเล็กน้อยก่อนจะทำลายเขาสีรุ้งบนหัวของตนเอง มันดันเขาที่ไม่ได้เปลี่ยนเป็นสีดำเหมือนยูนิครอนตัวอื่นๆที่ตายไปแล้วมาด้านหน้า เจตนาคือต้องการมอบให้อันซูหยวน

            

ถึงแม้ซูหยวนจะไม่รู้ว่าเจ้าสิ่งนี้คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร แต่เธอก็เลือกที่จะรับเอาไว้ เมื่อเห็นแบบนั้น...ยูนิครอนที่ล้มลงแล้วก็ค่อยๆหลับตาอย่างสงบ ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน!

 

…………………………….