LNCrawler

บทที่ 444 พบเจ้านายเพื่อพูดคุยแบบสบายๆ (อ่านฟรี 24 พ.ค. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 444 พบเจ้านายเพื่อพูดคุยแบบสบายๆ (อ่านฟรี 24 พ.ค. 69)

บทที่ 444 พบเจ้านายเพื่อพูดคุยแบบสบายๆ

 

จางอู่หยางไม่ได้พบเด็กสาวเป็นเวลานานแล้วเช่นกัน เห็นคนมาพบเขาด้วยตัวเอง งานที่รออนุมัติอยู่ก็ยังเลื่อนไปได้ทั้งหมด 

 

เขาและผู้ติดตามลงมาพบเธอเพราะซูหยวนแจ้งผ่านพนักงานรับรองว่าต้องการพูดคุยเกี่ยวกับความร่วมมือในการทำธุรกิจ ซึ่งทันทีที่เขาเห็นเด็กสาวที่ดูเหมือนจะสดใสขึ้นมากกว่าเดิม แปลว่าเธอคงสุขสบายดี แค่เห็นเท่านี้ก็ทำให้ใบหน้าของจางอู่หยางที่ตึงเครียดมาทั้งวันก็เหมือนได้รับการปลดล็อก แม้แต่คิ้วที่ขมวดอยู่ก็คลายลง 

 

เป็นเช่นนี้แล้ว บรรยากาศในห้องทำงานเปลี่ยนเป็นผ่อนคลายไปด้วย กระทั่งพนักงานที่แอบเห็นผ่านๆยังอยากจะขอร้องให้เด็กสาวอันซูหยวนผู้นี้มากินนอนเล่นๆที่องค์กรนักล่าของพวกเขาไปเสียเลย...เผื่อว่าประธานจางจะได้ลดแรงกดดันที่ทำให้พวกเขารู้สึกหายใจไม่ออกไปบ้าง

 

“เป็นอย่างไรบ้าง ได้ยินว่าเธอสอบผ่านการทำยาทั้งหมดแล้ว...” จางอู่หยางเอ่ยทักทายขึ้นก่อน น้ำเสียงของเขาทุ้มนุ่มไม่เหมือนกับก่อนหน้านี้ที่พูดคุยกับพวกลูกน้องเลย 

 

ซูหยวนไม่ได้รับรู้ความคิดของพนักงานในองค์กร เธอแค่คุ้นชินกับความใจกว้างของประธานจางที่เป็นเช่นนี้ จึงทำเพียงพยักหน้ารับให้อีกฝ่ายเท่านั้น

 

“ใช่ค่ะ เดิมทีก็ติดปัญหาอยู่เล็กน้อย แต่เมื่อได้คำแนะนำจากคุณชายเหอแล้วก็สามารถก้าวข้ามผ่านไปได้”

 

“คุณชายเหอ?” จางอู่หยางที่คิดจะพูดคุยเล่นธรรมดาๆ จู่ๆก็ได้รับคีย์เวิร์ดบางอย่างที่ทำให้คิ้วของเขากระตุกอย่างควบคุมไม่ได้

            

คุณชายเหอนี้...เห็นได้ชัดว่าเป็นบุรุษใช่ไหม? แล้วทำไมซูหยวนน้อยของเขาถึงได้ไปรู้จักกับเจ้านั่นได้? ตระกูลเหอเป็นตระกูลที่เชี่ยวชาญในการทำยา แม้ว่าซูหยวนจะรับสมัครนักทำยามากมายเพื่อเตรียมสินค้าไปขายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่...สมาชิกตระกูลเหอจำเป็นต้องมาทำงานกับเธอด้วยหรือ?

           

 พวกเขาเป็นตระกูลใหญ่ที่มีประวัติในการทำยานานนับหลายร้อยปี หมายความว่าพวกเขาไม่ขาดแคลนตลาด ไม่ขาดเงิน ไม่ขาดแหล่งสนับสนุนในการทำยา เช่นนั้น...คนตระกูลเหอก็น่าจะอยู่ในส่วนของตนเอง ดีไม่ดีอาจจะต้องออกมาต่อต้านซูหยวนของเขาด้วยซ้ำ เพราะทุกคนที่จับตามองเธออยู่ตอนนี้ ก็เพราะกลัวเธอทุ่มตลาดไม่ใช่หรือ?

            

ซูหยวนเห็นสายตาสงสัยของเจ้านายย่อมต้องอธิบายสถานการณ์ให้เขารับรู้

 

“คุณชายเหอมาสมัครทำงานกับฉันค่ะ คิดว่าน่าจะอยากมาหาประสบการณ์ใหม่ๆ อัจฉริยะที่ตระกูลใหญ่ก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่หรอคะ อยากจะออกจากปีกแข็งแกร่งที่ปกป้องตนเองจนเหมือนพระเจ้าแล้วได้เห็นความเป็นจริงข้างนอก ฉันดูแล้วว่าเขาไม่น่าจะเป็นอันตราย อีกอย่าง...ต่อให้เขาอยากจะก่อกวน ก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี เพราะยาของฉันไม่ได้ขายให้กับคนธรรมดา” 

 

ซูหยวนพูดเช่นนี้ จางอู่หยางก็พยักหน้าเข้าใจ แต่เขาไม่ได้สนใจเรื่องที่เจ้าเด็กตระกูลเหอนั้นอยากจะเข้ามาก่อกวนการทำงานของหญิงสาวหรือไม่ ที่เขาสนใจก็คือ...ตระกูลเหอคนนั้นเข้ามาวุ่นวายกับซูหยวนของเขาได้อย่างไรต่างหาก

 

“เห็นเธอบอกว่าเขาช่วยแนะนำในการทำยา...”

 

จางอู่หยางไม่ต้องพูดให้จบ เขามองหญิงสาวเพื่อให้อีกฝ่ายอธิบายเรื่องนี้เพิ่ม และซูหยวนก็ไม่ได้เข้าใจยากอะไร เธอพยักหน้ารับแล้วให้ข้อมูลทันที

 

“เพราะฉันทำยาระดับต่ำตามตำราอย่างไรก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งคุณชายเหอผู้นี้มาพบ เขาแนะนำให้ฉันเข้าใจว่าการทำตามตำราทั้งหมด แท้จริงแล้วจะเปลี่ยนยาระดับต่ำกลายเป็นยาที่ผิดพลาด แทนที่จะเป็นเช่นนั้น...ให้ลองใส่ข้อผิดพลาดในกระบวนการทำยาไป ฉันก็เลยสามารถเปลี่ยนวิธีการทำยาได้ค่ะ”

 

“งั้นหรือ? เขาก็ใจดีนะ ถึงกับให้คำแนะนำเธอ” 

 

จางอู่หยางพูดลอยๆ แต่กลับแอบใส่ใจการแสดงออกของซูหยวน เมื่อเห็นเธอไม่ได้ตอบสนองหรือสนใจเรื่องนี้มากนัก ก็แปลว่าอันซูหยวนของเขาไม่ได้สนใจเจ้าเด็กนั่นจริงๆ 

 

แน่นอนว่าเป็นแบบนี้แล้วเขาก็สบายใจขึ้นมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะปล่อยให้มีโอกาสที่เจ้าคนสกุลเหอจะเข้ามาป้วนเปี้ยนกับคนของเขาอีก

            

ภายหลังคงจะต้องส่งคนไปจับตามองเจ้าเด็กนั่นเสียหน่อยแล้ว ถ้าไม่มีอะไรแปลกๆก็ยังปล่อยให้เล่นต่อไปได้ แต่ถ้าคิดจะมาวุ่นวายกับซูหยวนของเขามากกว่าการทำงานร่วมกัน เขาเองก็ไม่รังเกียจที่จะกดดันสกุลเหอให้พาคนของตนเองกลับไปกกอยู่ในหินต่อไปหรอกนะ!

 

“หลังจากที่ฉันสอบผ่านวิชาทำยาแล้วก็ตอบแทนเขาด้วยการให้เข้าไปเป็นผู้ช่วยคุณหนูเหลียน ได้ยินจากการรายงานว่าคุณชายเหอผู้นั้นเป็นพวกมีความสามารถในการทำยาค่ะ ถ้าหากว่าใช้งานเขาดีๆก็น่าจะเป็นประโยชน์ได้ แม้ในอนาคตอาจจะต้องถอนตัวออกไปเพราะต้องกลับไปตระกูลเหอ แต่ระหว่างนี้ยังรีดประโยชน์จากเขาได้ไม่น้อย”

 

“ช่วงนี้ฉันเองกำลังจะเปลี่ยนแปลงเพาะปลูกทั้งหมดให้กลายเป็นแปลงเพาะปลูกสมุนไพรแทนเพื่อสนับสนุนการทำยาค่ะ ดังนั้นจะต้องหาแหล่งทรัพยากรสำหรับการทำอาหารสังเคราะห์ที่ร่วมมือกับสกุลเจียงใหม่ และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันมาพบประธานค่ะ” 

 

ซูหยวนอธิบายสถานการณ์คร่าวๆให้ฟัง ก่อนจะโยงเข้าเรื่องที่เธอมาพบเขาในวันนี้

 

“หนูขาวกลายพันธุ์ที่ฉันควบคุมได้พบตำแหน่งประตูเคลื่อนย้ายใหม่ในเขต D ค่ะ ที่นั่นเป็นสถานที่ลับที่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าไปพบได้ง่ายๆ ฉันก็เลยวางแผนว่าจะซ่อนพื้นที่นั้นไว้ใช้เอง”

 

“อย่างไรก็ผ่านมาหลายร้อยปี ตรงนั้นก็ไม่มีใครเคยค้นพบอยู่แล้ว เช่นนั้นก็จะไม่ให้คนอื่นค้นพบต่อไป แต่นี่ก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากสกุลจางด้วย ฉันกลัวว่าทหารระดับสูงอาจจะได้กลิ่นในอนาคตก็ได้ ดังนั้นถ้าองค์กรนักล่าสกุลจางช่วย...” ซูหยวนยังไม่ทันพูดจบ จางอู่หยางก็โบกมือขึ้นทันที

 

“สิ่งที่เธอทำจะได้รับการสนับสนุนจากฉันทั้งหมด ดังนั้นเรื่องนี้ก็เอาตามที่เธอว่าได้เลย” ได้ยินเขาพูดเช่นนั้น ซูหยวนก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ การแสดงออกว่าผ่อนคลายนั้นทำให้จางอู่หยางยกยิ้มจางๆ

 

“ถ้ามีอะไรกังวล เธอสามารถพึ่งพาฉันได้ทุกเมื่อ ฉันจะอยู่ข้างหลังเธอ ปกป้องเธอเอง” 

 

คำพูดที่เหมือนหัวหน้าครอบครัวพูดกับภรรยาทำให้อันซูหยวนชะงักเล็กน้อย เธอกระแอมออกมาสองครั้ง ไม่รู้ว่าเพราะเคอะเขินหรือคิดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำหวานจากปากของประธานกันแน่

 

“อะ แอ่ม ถ้าอย่างนั้น...ฉันจะส่งพวกหนูขาวเข้าไปล่าทรัพยากร แต่ว่าทรัพยากรในนั้นไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าอาหาร ฉันลองตรวจสอบแล้วพบว่ามันเป็นเนื้อสัตว์ที่กินได้ทันทีชนิดหนึ่ง”

 

“ถ้าองค์กรนักล่าสกุลจางต้องการเข้าไปรวบรวมทรัพยากรก็ย่อมได้ค่ะ อาหารเหล่านั้นนอกจากจะมีสารอาหารสูงแล้ว มีรสชาติที่ดีแล้ว ก็ยังให้พลังงานเพิ่มขึ้นเล็กๆน้อยๆด้วยค่ะ แม้จะไม่มาก...แต่ถ้าสะสมมากขึ้นทุกวัน อาจจะเป็นเรื่องดีต่อค่าพลังงานค่ะ” 

 

ซูหยวนรีบเข้าเรื่องงานอีกครั้งด้วยท่าทางรีบร้อนไม่เป็นตัวของตัวเอง จางอู่หยางยังสังเกตเห็นหูที่ขึ้นสีแดงระเรื่อของเธอด้วย ทำเอาเขาอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มกว้างกว่าเดิมขึ้นมา

            

ภาพของคนทั้งสองที่เหมือนคู่รักต่างวัยทำให้พนักงานในองค์กรที่แอบดูอยู่อดไม่ได้ที่จะเขินอายตามไปด้วย ใครจะไปคิดว่าประธานจางของพวกเขาก็มีมุมนี้ด้วย สุดท้ายแล้ว...ประธานจางก็ไม่ใช่ปีศาจร้าย หากแต่เป็นมนุษย์ผู้หนึ่งที่มีความรู้สึก เมื่อได้พบมุมมองใหม่ๆเช่นนี้ พวกเขาก็รู้สึกเหมือนว่าสามารถเข้าถึงประธานได้มากกว่าเดิม

 

“ได้ ฉันจะมอบภารกิจเหล่านี้ให้สมาชิกที่เชื่อใจได้”

 

“เข้าใจแล้วค่ะ นี่คือทั้งหมดที่ฉันต้องการจะแจ้งค่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว...”

 

“มีธุระด่วนหรือ?”

 

จางอู่หยางเห็นอีกฝ่ายก็รีบแทรกขึ้นทันที เขารู้ว่าเด็กสาวต้องการจะขอตัวกลับไป แต่นานๆครั้งจะได้พบเธอ เขาไม่อยากให้ซูหยวนกลับไปเร็วขนาดนั้น

 

“คะ? ไม่ค่ะ ช่วงนี้ฉันไม่ได้มีเรื่องด่วนต้องจัดการแล้ว ที่เหลือก็แค่พยายามเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์ครั้งหน้าในอีก 2 เดือน...”

 

“อืม ถ้าอย่างนั้นก็มาคุยกันหน่อยก็แล้วกัน” จางอู่หยางโบกมือ เขาให้คนไปนำ “ชา” ที่ได้มาจากการแลกเปลี่ยนแกนพลังงานครั้งก่อนออกมา

            

ชาเหล่านี้เป็นชาดีจริงๆ สามารถทำให้ผู้ดื่มผ่อนคลายได้ จางอู่หยางเองก่อนหน้านี้ไม่ได้ดื่มมันบ่อยๆ แต่หลังจากนี้เขาจะไม่ต้องตระหนี่มันแล้ว

            

ซูหยวนเองก็นั่งลงตรงข้ามเขา ประธานจางอยากจะพูดคุยกับเธอ เช่นนั้นซูหยวนก็ไม่อาจปฏิเสธได้ อีกอย่าง...เธอก็รู้สึกว่าการพูดคุยกับประธานจางอู่หยางนั้นไม่ใช่เรื่องไม่ดี 

 

ปัญหาทั้งหมดของเธอได้รับความช่วยเหลือจากประธานจางผู้นี้ เขาเป็นเหมือนผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังเธออย่างแท้จริง แน่นอนว่ามีเจ้านายดีขนาดนี้...ซูหยวนย่อมรู้สึกอยากจะทิ้งตัว ปล่อยความกดดันทั้งหมดเอาไว้ที่นี่ สุดท้ายก็คงจะส่งผลต่อหัวใจดวงน้อยๆของเธอไปด้วย

            

ก็นะ...การจะเจอคนที่ตามใจมากขนาดนี้ได้ ไม่ใช่เจอได้ง่ายๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่กำแพงหนาจะถูกกระทบเรื่อยๆจนตอนนี้บอบบางแทบจะแตกสลายแล้วเปิดเป็นประตูกว้างให้อีกฝ่ายเข้ามาได้ง่ายๆอยู่แล้ว

 

“ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พวกเราก็จะไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน ตั้งใจว่าจะไปที่นั่นพร้อมกำหนดการของเธอ เพื่อที่จะได้ไปพร้อมกัน”

 

“แต่ฉันคงไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงของอาณาเขต พวกเราจะไปที่เมืองเล็กซึ่งได้รับมอบหมายเป็นเจ้าเมือง ดังนั้นซูหยวนก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีด้วย แน่นอนว่าฉันจะทิ้งคนไว้ดูแลปกป้องเธออยู่แล้ว ถ้ามีอะไรอยากจะขอให้พวกเขาช่วยก็สามารถเรียกออกมาได้เลย”

 

“แต่คาดว่าคุณชายสี่ของอัศวินหงส์ขาวคงไม่ปล่อยให้เป็นแบบนั้น เขาขอบคุณเธอจากใจจริงที่ช่วยเหลือ แต่ก็นั่นแหละ...ความโลภของผู้คนไม่มีที่สิ้นสุด แล้วก็...ปัญหาใหญ่ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นไม่ใช่พวกคนในเขตอัศวินหงส์ขาว หลังจากเรื่องที่พวกเราจากเขตมลพิษมีทรัพยากรล้ำค่ามาขายให้พวกเขา เชื่อได้เลยว่าอาณาเขตอื่นๆก็ต้องคาดหวังมากแน่นอน”

 

“อาณาเขตอัศวินราชินีเหมันต์เคลื่อนไหวด้วยการส่งบุตรีของตนเองมาเมืองชายแดนที่ติดกับเมืองที่ฉันได้รับมอบ เชื่อว่าจะต้องพยายามเจรจาหรือดึงตัวคน เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลเพราะพวกเรามีแผนการรับมือแล้ว แต่ที่ฉันเป็นห่วงก็คือ...เกรงว่าจะมีคนอื่นต้องการเข้าหาเธอด้วย”

 

“ที่ดินแดนอัศวินพันปีมีการประชุมกันบ่อยครั้งมาก พวกเขาต้องการผลึกเพิ่มพลังชีวิตเพราะนั่นถือเป็นการเพิ่มพลังป้องกันของพวกเขา และเชื่อมโยงไปสู่การเป็นอมตะได้ คาดว่าเขาน่าจะอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีกับอัศวินหงส์ขาวในการเข้ามาที่เมือง เป้าหมายน่าจะเป็นเธอ”

            

จางอู่หยางพูดเช่นนี้ก็เงียบลง เขาอยากจะพูดสิ่งที่ตัวเองคาดเดา แต่ก็กลัวว่าเด็กสาวจะหาว่าเขาใจแคบ เพราะที่เขาคิดเอาไว้นั้นก็คือ...พวกอัศวินพันปีน่าจะวางแผนการเรื่องนี้ด้วยการ “ขอเชื่อมสัมพันธ์” ผ่านการ “สมรส” ของพวกลูกๆหลานๆ 

            

หากเป็นก่อนหน้านี้ อัศวินหงส์ขาวมีเพียงบุตรชายบุญธรรมเท่านั้น นั่นไม่ใช่ปัญหาที่จางอู่หยางต้องสนใจ แต่เวลานี้...อัศวินหงส์ขาวมีบุตรีบุญธรรมด้วย เกรงว่าเจ้าพวกนั้นจะต้องการเชื่อมความสัมพันธ์โดยส่งบุตรชายของตนเองมา

            

ตราบที่ส่งบุตรชายมา ก็แปลว่าทางอัศวินหงส์ขาวต้องส่งหญิงสาวที่เป็นบุตรีบุญธรรมออกไป ซึ่งตอนนี้มีแค่ซูหยวนเท่านั้น หากเป็นเช่นนั้นจริง...ต่อให้เขาต้องถล่มอาณาเขตหงส์ขาว หรือถล่มอาณาเขตอัศวินพันปี จางอู่หยางก็ไม่รังเกียจที่จะลงมือ!

            

เขาชั่งใจอยู่เล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่พูดเรื่องนี้ออกไป เขายังเชื่อว่าท่านอัศวินหงส์ขาวไม่ใช่คนโง่ ถ้าปล่อยซูหยวนหลุดมือไปแล้ว นี่ก็แปลว่าเป็นการส่งเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้อื่นไปด้วย

            

ถ้าอีกฝ่ายโง่เง่าถึงเพียงนั้น คงจะเสียดินแดนไปนานแล้ว!

            

อันซูหยวนคิดถึงคำพูดของประธานจางเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมา การเป็นบุตรีบุญธรรมของอัศวินหงส์ขาวนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย สำหรับข้อเสียคงหนีไม่พ้นเรื่องการเมือง ดีที่เธอไม่ต้องอาศัยที่นั่นตลอดเวลา ขอแค่ในทุกๆ 3 เดือนเธอเดินทางไปเคารพมารดาบุญธรรมบ้าง เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

            

แน่นอนว่าซูหยวนรู้เกี่ยวกับเงื่อนไขนี้ว่าหมายถึงสิ่งใด หากเธอต้องไปทุกๆ 3 เดือน ก็แปลว่าเธอต้องเอาทรัพยากรไปแลกเปลี่ยนที่นั่นด้วย ซึ่งนี่ไม่ใช่ปัญหา มันก็คือความร่วมมือที่ได้ประโยชน์จากทั้งสองทาง 

 

ช่วงแรกๆที่การล่าทรัพยากรในประตูเชื่อมมิติยังไม่มากพอ ซูหยวนจะใช้ผลึกเพิ่มพลังชีวิตและพวกยาต่างๆในการแลกเปลี่ยนอาหารมาก่อน แต่หลังจากนั้น...เธอจะเปลี่ยนเป็นทรัพยากรอย่างอื่นที่พวกเขามีแทน

            

นั่นยังเป็นเรื่องที่ไกลตัวออกไป สารอาหารยังเป็นสิ่งที่ขาดแคลนมากๆในดินแดนนี้ จนกว่าอาหารพวกนั้นจะไม่ต้องเปลี่ยนเป็นสารอาหารระดับสูง แต่เป็นการกินอาหารโดยตรง...เมื่อนั้นเธอจึงจะเชื่อว่ามันเพียงพอสำหรับทุกคน

 

……………………….