บทที่ 446 ใช้เสียงต่อต้าน (อ่านฟรี 26 พ. ค. 69)
บทที่ 446 ใช้เสียงต่อต้าน (อ่านฟรี 26 พ. ค. 69)
บทที่ 446 ใช้เสียงต่อต้าน
พวกเขาพูดเสียงดัง ทำเหมือนตัวเองกำลังถูกรังแกอยู่อย่างไรอย่างนั้น เรียกความสนใจของพวกนักวิจัยจากฐานวิจัยอื่นๆให้มาสนใจจำนวนมาก
หลายคนที่ไม่รู้เรื่องก็ยังพยักหน้าเห็นด้วยเพราะที่ผ่านมาพวกเขาก็มีความร่วมมือกันอย่างดี แถมยังได้เห็นผลผลิตจากการวิจัยของอีกฝ่ายที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ชาติมากจริงๆ ฐานวิจัยดีๆแบบนี้จะเป็นฐานลับของพวกกลุ่มดวงตามารได้อย่างไร
เพราะพวกนักวิจัยของฐานแห่งนั้นพากันส่งเสียงโวยวายโดยมีจุดประสงค์เพื่อดึงความสนใจอยู่แล้ว เมื่อพวกเขาเห็นว่ามีคนเข้ามามุงมากเข้าก็ยิ่งพอใจมาก การจะหยุดพวกองค์กรนักล่าสกุลจางด้วยกำลังนั้นเป็นไปไม่ได้เลย พวกเขาจะแข็งแกร่งสู้คนสกุลจางได้อย่างไร ถึงอย่างนั้น...ถ้าต้องสู้ด้วยผู้คนล่ะ? ต่อให้เป็นสกุลจางก็ไม่ควรเมินเฉยต่อชื่อเสียงของตนเองใช่ไหม?
“พวกคุณองค์กรนักล่าสกุลจางตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ ทำไมถึงคิดจะมาใส่ความพวกเราเช่นนี้ ที่ผ่านมาพวกเรานั้นพยายามทำเพื่อมนุษย์ชาติเหมือนกันนะ”
“การพัฒนาวิจัยเกี่ยวกับพลังงานก็มีส่วนช่วยในการสร้างบาเรียไม่ใช่หรือ? ไหนจะโมเดลการพัฒนาการจ่ายพลังงานไปที่พื้นที่ล่าต่างๆ ทั้งหมดล้วนเป็นผลงานของพวกเราเท่านั้น”
“วันนี้พวกคุณจู่ๆก็สงสัยแล้วอยากบุกรุกเข้าไป ไม่รู้หรือว่าพวกเรากำลังพัฒนางานตัวใหม่ที่สำคัญอยู่ หากสำเร็จจะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ชาติมาก แต่ถ้าถูกขัดขวางจนงานนี้ไม่สำเร็จ นี่ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของมนุษย์ชาติเลยนะ องค์กรนักล่าสกุลจางที่ทำเพื่อมนุษย์ชาติมาตลอดคงไม่อยากเห็นภาพแบบนั้นใช่ไหม?”
เมื่อได้ยินตัวแทนของฐานวิจัยพูดเช่นนั้น คนมากมายที่มุงดูอยู่ก็เริ่มแสดงความคิดเห็นขึ้นมาบ้าง อันที่จริง...ในฐานะนักวิจัยเหมือนกัน พวกเขาเข้าใจดีเลยว่าระหว่างการทดลองใดๆ ไม่ต้องการให้คนนอกเข้ามาวุ่นวาย
ไม่ใช่แค่เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาทำเรื่องผิดพลาดเท่านั้น แต่ยังต้องการป้องกันไม่ให้มีใครเข้ามาลอกงานของตนเองด้วย แม้ว่าคนที่มาจะเป็นประธานจางขององค์กรนักล่าสกุลจาง กระนั้นก็มีโอกาสที่พวกเขาจะขโมยแนวความคิดไปอยู่ไม่ใช่หรือ?
อีกอย่าง ทั้งหมดนี้เป็นความลำเอียงของเหล่านักวิจัยเหมือนกัน ถ้าพวกเขายอมให้คนนอกมารังแกนักวิจัยเช่นนี้ได้ ต่อไปก็อาจจะมีคนบุกเข้ามาเพื่อหวังทำลายพวกเขาอีกก็ได้ไม่ใช่หรือ?
ที่นี่คือเขต I ที่มีแต่นักวิจัยเท่านั้น ถ้าพวกเขามากมายขนาดนี้รวมตัวกันแล้วยังหยุดจางอู่หยางไม่ได้ อย่างนั้นก็ยกเขต I นี้ให้องค์กรนักล่าสกุลจางไปเลยสิ ไม่จำเป็นต้องมีนักวิจัยเช่นพวกเขาหรอก!
“ประธานจาง ถ้าคุณต้องการตรวจสอบฐานวิจัยก็ควรจะต้องรอคนของภาครัฐไม่ใช่หรือ?”
“นั่นน่ะสิ การบุกเข้ามากะทันหันแบบนี้ อาจจะทำให้การทำงานของพวกนักวิจัยลำบากขึ้นก็ได้ หากทำให้ความสำเร็จล่าช้า แค่นี้ก็เป็นผลเสียแล้วนะครับ”
“องค์กรนักล่าสกุลจางมีหลักฐานอะไรมาใส่ร้ายพวกนักวิจัย คุณคิดว่านักวิจัยอย่างพวกเราๆจะมีความสามารถในการทำลายมนุษย์ชาติหรือไง? อีกอย่าง...ดูท่าทางของพวกคุณสิ ในฐานะเป็นนักล่าก็จะใช้ความแข็งแกร่งมากดดันนักวิจัยอ่อนแออย่างพวกเราได้หรือ? ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น...ปัญหาก็คือที่นี่เป็นเขตนักวิจัยนะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา...พวกคุณที่เป็นนักล่าก็รับผิดชอบไม่ไหวอยู่ดี”
“พวกเรานักวิจัยดูแลกันเองมาตลอด หลายคนก็เคยร่วมงานกับพวกเขา ถ้าพวกเขาเป็นคนของกลุ่มดวงตามารจริงๆ จะให้ความร่วมมือและพัฒนาผลงานไปกับพวกเราหรือ?”
“ถูกต้องแล้ว ฐานของพวกเราก็เคยทำงานกับพวกเขาเหมือนกัน ฐานแห่งนี้มีนักวิจัยที่ยอดเยี่ยมมากมาย ดังนั้นเมื่อได้พูดคุยกับพวกเขาแล้วก็ทำให้งานวิจัยสำเร็จเป็นจำนวนมาก”
“พูดตามตรง ฉันไม่คิดเลยว่าฐานวิจัยหนึ่งจะเป็นฐานลับของพวกกลุ่มดวงตามารได้ ฐานวิจัยมีแต่นักวิจัยทั้งนั้น อีกอย่างก็เป็นสถานที่ที่ผู้คนเข้าออกมากมาย หากต้องการสร้างฐานลับของกลุ่มดวงตามาร เช่นนั้นก็น่าจะไปตั้งที่ลับตาคนสิ ไม่อย่างนั้นก็แปลว่ายอมเสี่ยงจะถูกพบเจองั้นหรือ?”
“ฉันคิดเหมือนกัน คำพูดนี้มีเหตุผลมาก” ต่างคนต่างแสดงความคิดของตนเอง แต่ทั้งหมดล้วนเป็นการปกป้องพวกเดียวกัน จางอู่หยางยังคงนิ่งสงบ เขาไม่โต้ตอบอะไรเลย เพียงยืนมองนักวิจัยที่ดิ้นรนด้วยรอยยิ้มหยัน
นักวิจัยที่มีส่วนรู้เห็นออกตัวก็เรื่องหนึ่ง แต่นักวิจัยที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้รู้เรื่อง แต่โง่งมกระโดดออกมาปกป้องคนผิด เช่นนี้แล้วช่างน่าหัวเราะเสียจริง!
จางอู่หยางเป็นคนที่ชอบคุยกับคนฉลาด เขาจะจดจำพวกที่กระโดดออกมาเหมือนคนโง่พวกนี้เอาไว้ ภายภาคหน้าจะไม่ร่วมมือใดๆกับพวกเขาอีก ถือว่าเป็นการสั่งสอนที่กล้ามีข้อกังขากับเขา!
โชคดีที่ในบรรดาเหล่านักวิจัยไม่ได้มีแค่คนโง่ พวกเขารู้ดีว่าถ้าประธานจางมาที่นี่ด้วยตนเองเช่นนี้ย่อมไม่มีเรื่องผิดพลาด ถ้าองค์กรนักล่าสกุลจางเข้าใจผิด พวกเขาก็คงชดเชยให้เป็นก้อนใหญ่ เผลอๆอาจจะดีกว่าก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ แต่การที่ฐานวิจัยนี้ออกมาต่อต้านประธานจางจนถึงที่สุด...เห็นได้ชัดว่ามีความผิดปกติสูงมาก
“ประธานจางมาที่นี่ด้วยตนเองไม่มองว่าเป็นโอกาสแทนหรือ? ถ้าสามารถแสดงงานวิจัยที่ล้ำค่าเหล่านั้นให้ประธานจางเห็นจนอยากร่วมมือด้วย แบบนี้จะเป็นประโยชน์มากกว่าอีก”
“จริงด้วย ที่ฐานของพวกเราพยายามส่งคำเชิญให้ประธานจางมาแทบทุกวัน ถ้าจู่ๆประธานจางอยากจะเข้าไปเยี่ยมชม พวกเราก็ยินดีอยู่แล้ว ใครจะมาขวางทางประธานอยู่แบบนี้”
“ฐานวิจัยนี้ผิดปกติมาก ก่อนหน้านี้ก็ไม่ค่อยรับแขกอยู่แล้ว ต่อให้จะเคยร่วมมือกับฐานวิจัยอื่น แต่ก็เป็นการไปฐานข้างนอก ไม่เคยให้คนนอกเข้ามาทำงานในฐานเลย หรือว่าความจริงแล้วมีอะไรซ่อนอยู่กันแน่”
“ฉันไม่คิดอะไรมาก เพราะฉันไม่รู้เรื่องอื่นๆนอกจากการวิจัย แต่นอกจากเรื่องพวกนั้นแล้ว...ฉันรู้อีกอย่างก็คือ ประธานจางถูกต้องทั้งหมด”
มีพวกต่อต้านแต่ก็มีพวกที่เคารพบูชาจางอู่หยางจนเหมือนลัทธิหนึ่ง เสียงของทั้งสองฝั่งเริ่มแตกออก พวกเขาเริ่มต่อสู้กันเองทางความคิด อย่างไรก็ตาม...จางอู่หยางไม่ได้เสียเวลามากนักกับการโต้แย้งคำพูดของพวกนักวิจัย วันนี้ที่เขามาก็เพื่อ “ทำลาย” ไม่ได้มาฟังคำอธิบายอะไรทั้งนั้น
ดาบใหญ่ในมือของจางอู่หยางยังคงสะพายเอาไว้ตลอด เขาไม่แม้แต่ขยับมันด้วยซ้ำ แต่จู่ๆก็เกิดคลื่นลมกรรโชกรุนแรง จากนั้นก็มีประกายสีดำมืดตกลงมา
ไม่ว่าพวกนักวิจัยจะยินยอมหรือไม่ แต่แรกกระแทกนี้ก็ได้ทำลายหลังคาฐานวิจัยของพวกเขาด้วยการโจมตีเดียว ผ่าฐานวิจัยนี้ออกเป็นสองฝั่ง และในที่สุดก็เปิดเผยให้เห็นห้องลับใต้ดินจากแนวผ่าของดาบยักษ์นั้น
พลังโจมตีที่รุนแรงนี้ทำให้นักวิจัยในฐานกระเด็นออกไปรอบๆ และบางคนก็ตกตายไปอย่างโชคร้ายโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ในขณะที่นักวิจัยฐานอื่นๆที่ก่อนหน้านี้ปากดีมาตลอด เวลานี้หนีหัวซุกหัวซุนเพื่อไปซ่อนตัวอยู่ในฐานวิจัยของพวกตน หวังว่าจางอู่หยางคนนั้นจะไม่ลงมือมั่วๆจนทำให้พวกเขาต้องตายไปด้วย
อันซูหยวนมีสายตาที่ดี เธอเห็นประธานจางเชื่อมต่อกับดาบของเขา ปรากฏเป็น “จิตวิญญาณดาบ” แล้วส่งมันโจมตีออกไป การเชื่อมพลังงานและจิตวิญญาณของดาบนี้ทำให้การโจมตีรุนแรงมาก แม้จะยังไม่ได้เอาดาบออกมาใช้ก็ตาม สิ่งนี้ทำให้ซูหยวนนึกชื่นชมเขามากไปกว่าเดิมอีก
“นั่นก็คือฐานลับของพวกมัน!”
“แท่นพลังงานสูงที่พวกกลุ่มดวงตามารเป็นเจ้าของอยู่ในห้องลับใต้ดินนั้น พวกเขาลงมือได้!” คนขององค์กรนักล่าสกุลจางเห็นเป้าหมายทันทีหลังประธานของตนลงมือในครั้งเดียว
พวกคนของกลุ่มดวงตามารเองก็รอรับมืออยู่แล้วเช่นกัน พวกมันวิ่งไปที่แท่นพลังงานก่อนจะกดเปิดใช้งานทันที ส่งผลให้กระแสพลังงานเริ่มผันผวน และเหมือนกับครั้งก่อน....พวกกลายพันธุ์ที่ถูกกำจัดไปก่อนหน้านี้กลับค่อยๆถูกกระตุ้นให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
ปกติแล้ว ในเขต I นี้กลายเป็นฐานวิจัยก็เพราะทางการร่วมมือกับภาคเอกชนในการถ่ายเทพลังงานและสารเคมีบางอย่างที่พวกกลายพันธุ์ไม่ชอบ ทำให้พวกมันหนีไปและไม่ยอมขึ้นมาบนดิน ซึ่งการทำเช่นนี้จะเป็นเหมือนการโยนทรัพยากรออกไปจำนวนมากในทุกๆวัน แต่ถ้าสามารถทำประโยชน์อย่างฐานวิจัยได้ ก็ถือว่าคุ้มค่า...
พวกกลุ่มดวงตามารวางแผนที่จะทำลายสถานที่สำคัญนี้ตั้งแต่แรกแล้ว พวกมันแฝงตัวมาอยู่ในฐานการทดลองก็เพื่อที่จะทำลายนวัตกรรมทั้งหลายของมนุษย์ชาติ หากพวกฐานการทดลองเหล่านี้ถูกทำลายในครั้งเดียว เช่นนั้นโอกาสพัฒนาของมนุษย์ชาติก็จะล่าช้าขึ้นอีกเป็นสิบๆปี
หรือบางที...กว่าจะถึงตอนนั้น มนุษย์ก็ไม่เหลือรอดอยู่แล้วแม้เพียงคนเดียว!
พวกมันตั้งฐานลับของตนเองในชั้นใต้ดินก็เพื่อรอโอกาสนี้ เมื่อเปิดใช้แท่นพลังงานก็ทำให้พวกสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดินหาพลังงานใหม่เจอ และพวกมันก็กรูกันเข้ามาราวกับหิวกระหายอย่างหนัก
ส่วนใหญ่พวกที่อยู่ในเขต I ตอนนี้ก็มีแต่พวกที่อาศัยใช้ดิน หรือหยั่งรากไว้ใต้ดินเท่านั้น ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะเห็นรากแก้วรากฝอยมากมายของพืชพุ่งเข้ามาที่แท่นพลังงาน พยายามดูดกลืนพลังงานอย่างหิวกระหาย ในขณะที่มีไส้เดือนกลายพันธุ์ตัวยาวเองก็เหมือนกับแข่งกันเข้ามาหาอาอาหารด้วย
เพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น ไส้เดือนกลายพันธุ์บางตัวก็ยกระดับขึ้นแล้ว หลังจากนี้พวกมันก็ไม่ต้องกลัวมนุษย์หรือสารเคมีที่พวกนั้นใช้อีกต่อไป ร่างทั้งร่างขยายขนาดจนใหญ่ขึ้น ไม่ใช่แค่นั้น...แต่ยังงอกขาแหลมคมออกมาจากตัวด้วย เวลานี้มันไม่ต่างอะไรกับไส้เดือนเครื่องจักรสังหารเลย
“กรี๊!!”
ฉึก!! ฉึก!!
“กรี๊ด!! / อ๊าก!!”
เสียงกรีดร้องของพวกมนุษย์ผสมผสานไปกับเสียงของสัตว์กลายพันธุ์ที่กำลังกินอาหารอย่างมีความสุข ขาแหลมคมที่เหมือนกับมีดของไส้เดือนกลายพันธุ์แทงเข้าที่ร่างกายของมนุษย์โดยไม่สนใจว่าจะทำให้ถึงตายหรือไม่ พวกมันเพียงแค่ต้องการอาละวาด แก้แค้นที่ตนและพวกพ้องต้องซ่อนตัวอยู่ใต้ดินตลอดเวลา
สุดท้ายพวกคนของกลุ่มดวงตามารที่กลัวตายก็วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ในขณะที่พวกบ้าคลั่งกางแขนหัวเราะร่วน พวกมันตัดสินใจที่จะตายอยู่แล้ว หากการตายของตนเองสามารถเพิ่มระดับให้พวกไส้เดือนกลายพันธุ์หรือพืชกลายพันธุ์พวกนี้ได้ ก็ถือว่าเจตนารมณ์สำเร็จแล้ว!
สถานการณ์ของฐานวิจัยลับที่พวกกลุ่มดวงตามารครอบครองอยู่เปลี่ยนเป็นทุ่งสังหารทันที พวกไส้เดือนกลายพันธุ์พยายามจะออกมาจากหลุมใต้ดินที่เป็นห้องลับ อย่างไรก็ตาม...สมาชิกองค์กรนักล่าสกุลจางไม่ยอมปล่อยให้เป็นเช่นนั้นแน่
พวกเขาต้องการถล่มพวกมันให้ราบคาบ เหยียบย่ำพวกกลุ่มดวงตามารที่บังอาจมากระตุกหนวดเสือ ทำให้พวกมันรู้...ต่อให้มีของล้ำค่าอย่างแท่นพลังงานอยู่ แต่การมาต่อกรกับองค์กรนักล่าสกุลจางนั้นไม่ต่างอะไรกับการเอาความพยายามมาทิ้ง
จะไม่ปล่อยให้พวกมันฆ่ามนุษย์ได้แม้เพียงคนเดียว พวกที่จะต้องตายก็คือพวกมันนั่นแหละที่กล้ามาแตะต้องพวกเขา กล้าทำให้ประธานของพวกเขาโกรธ!
“ประธาน...เอ่อ พี่จางคะ ฉันขอลองทักษะใหม่ได้ไหม”
อันซูหยวนเกือบจะเรียกประธานว่าประธานจางแล้ว ก่อนจะนึกขึ้นได้เมื่อเห็นคิ้วของบุรุษตรงหน้ากระตุกเล็กน้อย เธอจึงเปลี่ยนเป็น “พี่จาง” อย่างรวดเร็ว แล้วก็เปลี่ยนสีหน้าของจางอู่หยางได้ทันที
“เอาสิ” เมื่อได้รับคำอนุญาต ซูหยวนก็เอาธนูของตนเองออกมา
นี่เป็นการใช้ธนูเทพที่ได้จากต้นไม้โลกเป็นครั้งแรก แถมธนูนี้ก็สามารถยกระดับได้ เธอเอาน้ำบริสุทธิ์และน้ำตาเทพให้ธนูนี้ดูดซับจำนวนมากแล้ว ตอนนี้ก็กำลังคาดหวังกับมันไม่น้อยเลย...
เมื่อมือของเธอสัมผัสกับธนู แสงสีเขียวและสีทองอ่อนๆก็ผสานรวมกันเหมือนเป็นหนึ่งเดียว เธอยังไม่ได้เรียกพลังธรรมชาติออกมาด้วยซ้ำ ทว่าพลังธนูที่อยู่ในระดับสูงเช่นนี้ย่อมส่งผลให้การโจมตีของเธอมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกหลายสิบเท่า
ฝนดาวตก!
ซูหยวนเอาลูกศรออกมาจำนวนมาก ใช้มันอย่างไม่คิดเสียดาย เพราะตอนนี้เธอสามารถสร้างหัวลูกศรได้เองแล้ว ส่วนเรื่องไม้ที่จะเอามาทำเป็นก้านธนู นี่ไม่ใช่เรื่องยาก...เธอมีต้นไม้ในฟาร์มมากมาย แค่ตัดกิ่งก้านที่ไม่มีประโยชน์ หรือใช้แค่เปลือกไม้จากในฟาร์มก็ทำให้มีก้านธนูจนใช้ผลิตอย่างไรก็ไม่มีวันหมดแล้ว
ตู้ม ตู้ม ตู้ม!!
สมาชิกองค์กรนักล่าสกุลจางรอตรวจสอบเผื่อถ้ามีพวกมันหลงเหลือจะได้เข้าไปร่วมวงด้วย ทว่า...หลังจากที่ซูหยวนโจมตีด้วยทักษะระดับสูงแล้ว ภาพที่เห็นก็คือการพังทลายของแท่นพลังงาน ที่ปกติแล้วไม่น่าจะพังจากการลงมือง่ายๆ ส่วนพวกกลายพันธุ์ที่กำลังยกระดับอย่างมีความสุข...เวลานี้ก็กลายเป็นปุ๋ยนอนอยู่ก้นหลุมเสียแล้ว
จบแล้ว!! จบแล้วหรือ? นี่มัน....จะจบเร็วเกินไปหรือไม่!!
ความคิดนี้ปรากฏอยู่ในหัวของผู้ชมทุกคนที่คาดหวังว่าพวกเขาจะได้เห็นการต่อสู้อันดุเดือด แม้ว่านี่จะเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดเหมือนกัน แต่มันเป็นความดุเดือดที่...อธิบายไม่ถูกจริงๆ
………………………