LNCrawler

บทที่ 447 เสี่ยวหยู (อ่านฟรี 27 พ.ค. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 447 เสี่ยวหยู (อ่านฟรี 27 พ.ค. 69)

บทที่ 447 เสี่ยวหยู

 

การต่อสู้นี้จบลงอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันที่พวกกลุ่มดวงตามารจะได้หัวเราะอย่างพอใจเมื่อเห็นความเสียหาย พวกเขาก็ลงไปนอนกองอยู่ใต้หลุมกันหมดแล้ว ส่วนคนที่ยังรอดชีวิตก็เป็นคนขององค์กรนักล่าสกุลจางช่วยกันจับไว้

            

นอกจากพวกกลุ่มดวงตามารแล้ว ที่ฐานนี้ก็มีนักวิจัยดีๆอยู่เช่นกัน พวกเขาไม่ได้รู้เรื่องความลับเบื้องหลังฐานวิจัยของตนเอง เพียงแค่เห็นว่าฐานวิจัยนี้รับนักวิจัยก็เลยสมัครเข้ามา บางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีห้องใต้ดินอยู่ ดังนั้นเมื่อพวกเขารู้ความจริงว่าตนเองทำงานให้กับพวกกลุ่มดวงตามารก็หวาดกลัวกันมาก

           

 บางคนเป็นเด็กนักเรียนที่เพิ่งจบใหม่ด้วยซ้ำ พวกเขาเพิ่งเข้ามาทำงานไม่นานนี้ พอรู้ว่าตัวเองอยู่ฝ่ายพวกชั่วช้าก็เป็นลมหมดสติไป ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับพวกเขาจริงๆ

            

แต่คนเหล่านี้...ถ้าพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่คนผิด พวกเขาก็อาจจะถูกส่งไปใช้แรงงานชั่วพักชั่วครู่เพราะมีข้อห้าร่วมสนับสนุนฐานของกลุ่มดวงตามารด้วยความไม่รู้ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ความผิดร้ายแรงอะไร

            

อันซูหยวนไม่ได้สนใจวิธีการจัดการเรื่องราวหลังจากนั้น เธอมองดูธนูในมือของตนเองที่เหมือนได้ยินคำว่า “เยี่ยม” หลุดออกมาจากมัน

            

แม้ว่าระบบจะแจ้งเตือนเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว มีความเป็นไปได้ที่ธนูระดับสูงจะพัฒนาจิตวิญญาณของตนเองให้สูงขึ้น แต่ซูหยวนก็ไม่ได้คิดว่ามันจะพัฒนาอย่างรวดเร็วเช่นนี้ คงต้องขอบคุณน้ำตาเทพแล้วกระมัง 

 

เพราะได้รับน้ำตาเทพ...เวลาที่ควรจะต้องใช้มากกว่านี้ก็ลดลง ผ่านไปเพียงไม่กี่วันก็ทำให้ธนูระดับสูงนี้สื่อสารกับเธอได้แล้ว

 

“เมื่อครู่เป็นเสียงของแกหรอ” ซูหยวนตัดสินใจลองสื่อสารกับอีกฝ่ายในใจ รออยู่เกือบ 3 วินาที ในที่สุดธนูก็ตอบกลับมาในใจเช่นกัน

 

“ใช่แล้วเจ้านาย เมื่อวันก่อน...จิตวิญญาณของข้าตื่นรู้ครั้งใหญ่ทำให้รู้วิธีการสื่อสารกับท่านนอกจากปล่อยพลังงานออกมา แต่ว่า...ข้ายังมีเรื่องที่อยากจะขอเจ้านายอยู่ด้วย”

 

“ขอฉัน?”

 

“ใช่แล้ว ข้าเป็นธนูที่จงรักภักดีต่อท่านเพียงคนเดียว แต่...นอกจากข้าแล้วก็มีผู้รับใช้ท่านมากมาย ข้าเกรงว่าเมื่อท่านเรียก ข้าจะตอบสนองได้ไม่ทันท่วงทีเพราะยังสับสนอยู่ เช่นนั้น...ได้โปรดมอบชื่อให้ข้าด้วย เจ้านาย...” 

            

ซูหยวนไม่คิดว่าเจ้าธนูนี้จะมีคำร้องขอกับเขาด้วย แต่คิดดูแล้วก็เข้าใจได้...เมื่อมันมีจิตวิญญาณกับเขาแล้ว คงจะได้ยินเธอเรียกเสี่ยวหยินเสี่ยวหยาง หรือฉายาต่างๆของพวกราชาหนูทองลายขาว แต่ตนเองยังถูกเรียกว่าธนูระดับสูงๆ เช่นนี้คงจะทำให้มันน้อยใจ

 

“ได้ ถ้าอย่างนั้น...ชื่อของแกก็คือเสี่ยวหยูก็แล้วกัน เพราะมีสีเขียวใสเหมือนกับหยกระดับสูง แล้วก็เข้ากับพวกเสี่ยวหยินเสี่ยวหยางด้วย”

            

เมื่อได้รับชื่อดีๆเช่นนั้น เจ้าธนูสีเขียวสว่างก็มีความสุขมาก มันลอยขึ้นจากมือของเธอก่อนจะพุ่งเข้าไปในตัวซูหยวนแล้วหายไป จากนั้นก็ปรากฏตัวอีกครั้งราวกับใช้เวทย์มนต์

 

“เนื่องจากระดับของข้าเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นธนูจิตวิญญาณระดับสูง ข้าจึงควบคุมร่างกายของตนเองได้ด้วย หลังจากนี้เสี่ยวหยูขอรับใช้เจ้านายไปทั่วนิรันดร์!”

            

เจ้าเสี่ยวหยูตอบกลับอย่างมีความสุข ภาพที่ทุกคนเห็นตอนนี้ก็เหมือนซูหยวนมองดูธนูของตนเอง จากนั้นธนูหายไปแล้วก็ปรากฏขึ้น แล้วก็หายไปแล้วก็ปรากฏขึ้น ช่างเป็นภาพที่แปลกประหลาดเหลือเกิน

            

อย่างไรก็ตาม...มีคนที่รู้เรื่องเกี่ยวกับการต่อสู้อยู่บ้าง โดยเฉพาะคนของสกุลจางที่ตอนนี้เบิกตากว้างด้วยความตกใจ 

 

“จิตวิญญาณแห่งธนู! คุณอันคนนี้มีพรสวรรค์มากจริงๆ ถึงกับปลุกจิตวิญญาณแห่งธนูได้แล้ว!”

 

“นั่นเป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว คุณอันเป็นนักเรียนสายตรงของอาจารย์เติ้ง แถมยังฝึกทักษะธนูระดับสูงถึง 3 ทักษะแล้ว จะปลุกจิตวิญญาณได้เมื่อไรก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น แต่...แค่ตกใจที่ทำได้รวดเร็วถึงเพียงนั้น”

 

“เฮ้อ อัจฉริยะก็คืออัจฉริยะจริงๆ จัดการโจมตีครั้งเดียวก็ทำลายแท่นพลังงานได้ ช่างเป็นพลังที่น่ากลัวมาก”

 

“นั่นก็สมกับที่เป็นคนที่ประธานจางเลือกมาด้วยตนเองไม่ใช่หรือ?”

 

“อืมๆ”

            

ความเก่งกาจของซูหยวนที่โจมตีเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำลายฐานกลุ่มดวงตามารนั้นไม่ได้ทำให้ผู้คนตกใจมากเกินไป อาจจะเพราะพวกเขาได้ยินชื่อเสียงของเธอมาก่อนแล้ว ย่อมไม่ผิดหวังกับผลงานที่ยิ่งใหญ่ของเธอนี้ 

 

อีกอย่าง...คนระดับสูงขององค์กรก็เคยมีคนเห็นซูหยวนต่อสู้ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์มาก่อนแล้ว รู้ว่าซูหยวนเป็นคนที่แข็งแกร่งมาก ดังนั้นภาพนี้จึงไม่ทำให้พวกเขาประหลาดใจอะไร

            

นักล่าของสกุลจางไม่ตกใจ ไม่ได้แปลว่าทุกคนที่นี่จะยอมรับได้ ถ้าการโจมตีของประธานจางทำให้พวกเขาหัวใจกระเด็นออกไปเนื่องจากความตื่นเต้น ทุกคนรู้ว่าประธานจางเป็นปีศาจร้าย เขาโจมตีอยู่ในระดับนี้ก็เป็นบุญตาที่ได้เห็นแล้ว แต่...เด็กสาวคนนี้เป็นใคร? ทำไมจู่ๆมนุษย์อย่างพวกเขาก็ปรากฏปีศาจตัวน้อยขึ้นมาอีกได้กันล่ะ!

            

ต้องบอกว่าตอนที่ประธานจางแสดงความสามารถออกมาใหม่ๆ ผู้คนมากมายต่างหวาดกลัวเขา หลายคนอยากจะกำจัดเขาเพื่อไม่ให้กลายเป็นอันตรายต่อไปด้วยซ้ำ ถึงกับระดมกำลังคน แม้แต่พวกรัฐบาลกลางก็ยังวางแผนที่จะจำกัดการเคลื่อนไหวของเขา ผ่านมานานขนาดนี้แล้วจึงสามารถยอมรับจากใจจริงได้ 

 

“กลับกันเถอะ” 

 

จางอู่หยางโบกมือเพียงครั้งเดียว ไม่รู้ว่าเขาได้ยินความคิดของผู้อื่นหรือไม่ แต่การแสดงออกของเขานี้ทำให้ทุกคนที่แอบมองอยู่ได้รับคำอธิบายทั้งหมด

           

 คนของประธานจาง! ปีศาจตัวใหญ่กับปีศาจตัวน้อยอยู่ด้วยกัน เช่นนั้นพวกเขาจะกล้าลงมือกับเธอหรือ?

            

มีแผ่นหลังของประธานจางคอยปกป้องอยู่เช่นนี้ ใครจะกล้าเข้าไปยุ่งกับปีศาจน้อยนั่นกัน แม้จะกลัวว่าอนาคตของเธออาจจะกลายเป็นอันตรายต่อมนุษย์ชาติ ทว่า...ปัญหาคือพวกเขามีความกล้าพอที่จะลงมือหรือเปล่า

           

 อันซูหยวนดึงความคิดของตนเองกลับมา หลังจากที่เธอเชื่อมจิตวิญญาณกับธนูในมือแล้วก็จมอยู่กับกระบวนการดูดซับพลังของกันและกัน นี่ก็เพื่อให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารได้มากขึ้น แน่นอนว่าเรื่องพวกนั้นไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเกินไป การจะรู้ใจกันเหมือนเป็นหนึ่งเดียวยังต้องอาศัยเวลาด้วย

            

ตั้งแต่มาถึงจนทำลายฐานลับของกลุ่มดวงตามารเสร็จสิ้น กินเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น โดย 9 นาทีแรกเป็น 9 นาทีที่เปิดโอกาสให้พวกมันได้ดิ้นรน เสียเวลาฟังคำพูดของพวกมัน แต่ความจริงแล้วเป็นการดึงความสนใจของผู้คนจำนวนมาก ทำให้คนพวกนี้ได้เห็นว่าพลังของพวกเขาแข็งแกร่งขนาดไหน

            

ถ้าไม่สร้างให้เป็นเรื่องใหญ่ ก็สั่งสอนพวกมันให้รู้จักความหวาดกลัวไม่ได้น่ะสิ! ดังนั้นจางอู่หยางจึงทนฟังอยู่ได้พักหนึ่งก่อนจะลงมือ

            

ความเร็วนี้ทำให้ทุกคนต้องแหวกทางให้พวกเขา ไม่มีใครไม่หวาดกลัวเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังที่แข็งแกร่งเช่นนี้! ซึ่งซูหยวนก็รับรู้ว่านอกจากพวกนักวิจัยที่อยากรู้อยากเห็นแล้ว เหมือนจะมีผู้ทรงพลังที่ซ่อนตัวอยู่อีกจำนวนหนึ่ง คนพวกนี้เองก็มาที่นี่เพื่อชมเรื่องสนุกด้วย พวกเขาคงไม่ใช่คนของกลุ่มดวงตามาร แต่ก็ไม่ได้เป็นมิตรต่อองค์กรนักล่าสกุลจาง 

            

เพราะจางอู่หยางไม่ได้ลงมือในที่สาธารณะมานานแล้ว ความสามารถของเขาเป็นเพียงสิ่งที่บอกต่อๆกันมาเท่านั้น หลายคนหวาดกลัวเพราะคำเล่าลือ แต่เพราะเวลานานเช่นนี้...ทำให้เริ่มมีคนคิดว่าความแข็งแกร่งเช่นนั้น แท้จริงแล้วอาจจะเป็นแค่เรื่องโกหกก็ได้

            

ดังนั้นการแสดงพลังของเขาให้ทุกคนได้เห็นอีกครั้ง เป็นการยืนยันให้พวกที่ตั้งข้อสงสัยได้เข้าใจ จางอู่หยางก็คือปีศาจตัวจริง ถ้าเขาลงมือ...ก็จะไม่มีคำว่าผิดพลาด!

            

เมื่อกลุ่มของจางอู่หยางเดินกลับออกมา ตอนนั้นพวกทหารที่เพิ่งจะประชุมกันเสร็จก็ยกโขยงกันมาแล้ว พอเห็นองค์กรนักล่าสกุลจางกำลังแบกทรัพยากรกลับไป โดยเห็นเป็นแท่นพลังงานที่ชำรุดขนาดใหญ่ สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไป

            

พวกเขารู้ดีว่าจางอู่หยางน่าจะจัดการปัญหานี้ได้เร็ว ดังนั้นพวกเขาจึงรีบร้อนกันมา อย่างน้อยๆในฐานะของกองกำลังเพื่อมนุษย์ชาติ พวกเขาก็ควรจะมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาบ้าง สำคัญที่สุดก็คือ...พวกเขาควรจะได้มีส่วนแบ่งในการเก็บเกี่ยวด้วย

            

หากกลุ่มคนตรงหน้าไม่ใช่องค์กรนักล่าสกุลจาง พวกเขาคงไม่กระตือรือร้นที่จะรีบมาโดยไม่มีแผนการล่วงหน้าเช่นนี้หรอก แต่เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่าองค์กรนักล่าสกุลจางสามารถจัดการปัญหานี้ได้โดยที่พวกเขาแทบไม่ต้องทำอะไร จึงวิ่งมาเพื่ออยากขอส่วนแบ่ง ทว่า....สิ่งที่พวกเขาไม่คิดก็คือ องค์กรนักล่าสกุลจางจัดการปัญหาเร็วขนาดนี้เลย?

            

พวกเขายังไม่ได้ลงมือช่วยเหลืออะไร แต่อยากจะได้ทรัพยากรจากฐานของพวกกลุ่มดวงตามาร โดยเฉพาะแท่นปล่อยพลังงานนี้ อย่างนั้น....ยังจะสามารถขอส่วนแบ่งได้ไหม?

 

“เอ่อ นี่ก็คือ....ส่วนที่จะต้องเก็บไปเป็นหลักฐาน...”

 

“ถอยไป!” 

 

นักล่าคนที่กำลังแบกของหนักโบกมือ พวกทหารพวกนี้เพิ่งจะโผล่หน้ามาแท้ๆ แต่กลับพูดถึงเรื่องหลักฐานอะไรให้วุ่นวาย ดูก็รู้ว่ามีเจตนาอะไรกันแน่ ช่างน่าไม่อายจริงๆ!

 

“ฉันคือหัวหน้าภารกิจนี้ พวกเรามาเพื่อจัดการกับฐานลับของกลุ่มดวงตามาร สิ่งที่พวกคุณกำลังโยกย้ายก็คือสิ่งที่จะเอามาเป็นหลักฐานในการจับกลุ่มและสืบหาเบาะแสของกลุ่มดวงตามารต่อไป เช่นนั้นขอให้ทุกคนวางทรัพยากรพวกนี้ลงด้วย โปรดให้ความร่วมมือกับรัฐบาล” 

 

คนที่เป็นหัวหน้าใหญ่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แม้เขาจะรู้ว่านี่เป็นการกระทำที่หน้าด้านมาก แต่ก็เป็นคำสั่งที่ได้รับมาจากผู้นำอยู่ดี พวกเขาไม่อาจปล่อยให้องค์กรนักล่าสกุลจางได้รับทรัพยากรทั้งหมดไปเพียงคนเดียว

 

“พวกสมาชิกกลุ่มดวงตามารถูกจับไว้แล้ว อยากตามหาเบาะแสก็ไปหาจากพวกนั้น ส่วนนี่เป็นสินสงครามของพวกเรา ไม่ใช่ว่ามีกฎในการล่าอยู่หรือ? ตราบเท่าที่เป็นของที่ล่ามาได้ในเขตพื้นที่ล่าก็จะกลายเป็นของผู้ล่าน่ะ หรือว่า...เพื่อผลประโยชน์พวกนี้ กองทัพคิดจะใช้กฎหมายเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์งั้นหรือ?”

            

หนึ่งในคนของสกุลจางพูดขึ้นมาอย่างมีเหตุผล พวกเขาทำเช่นนี้มากี่ครั้งแล้ว ทุกครั้งที่มีการล่าทรัพยากร หรือการจัดการกับพวกอันธพาล ทรัพยากรพวกนั้นก็ไม่ต้องคืนให้ส่วนกลาง ยังสามารถรับเอาไว้เองได้ ทว่า...แท่นพลังงานนี้คงจะอยู่ในความต้องการของพวกรัฐบาลกลางเหมือนกัน จึงได้พยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามาเช่นนี้

 

“เรื่องนี้...”

 

“ส่งผู้นำของพวกแกมาที่องค์กร ถ้าอยากจะคุยเรื่องผลประโยชน์ก็มาให้ตรงตามจุดประสงค์ ไม่อย่างนั้น...” จางอู่หยางหรี่ตาลง 

 

เขาไม่ชอบที่มาพูดจาวกไปวนมาแบบนี้ สำหรับนักธุรกิจแล้ว...ถ้าอยากได้ผลประโยชน์ก็มาพูดคุยเรื่องการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน

            

แม้ว่าพวกทหารอยากจะพูดอะไรอีกสักหน่อย แต่สายตาของจางอู่หยางบ่งบอกว่าถ้าไม่อยากตายก็เงียบไปเสียเถอะ ทุกคนจึงไม่กล้าพูดอะไร ทำได้แค่มองตามหลังกลุ่มนักล่าพวกนั้นไปด้วยความอิจฉาเท่านั้น

 

“หัวหน้า พวกเราจะทำยังไงดีครับ”

 

“ทำยังไง? ก็ไปแจ้งผู้นำสิ จะทำยังไงได้ หรืออยากจะจับพวกองค์กรนักล่าสกุลจางล่ะ? ต่อให้พยายามจับกุมพวกเขา หรือพวกเขายอมให้จับกุมได้ แต่ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา...พวกระดับสูงไม่มีใครยอมมารับปัญหากับพวกเราหรอก เดี๋ยวก็อ้างว่าไม่ได้สั่งการอีก”

            

หัวหน้าหน่วยภารกิจพูดด้วยสีหน้ามืดมน ดูเหมือนว่าเขาจะมีประสบการณ์ไม่ค่อยดีนักกับการทำงานให้กองทัพครั้งก่อนๆ และแน่นอนว่าคำพูดของเขาก็เตือนสติลูกน้องได้เป็นอย่างดี จนสุดท้ายทุกคนก็พากันกลับไปที่ฐาน

            

ไม่ใช่แค่หน่วยเดียวที่เจอสถานการณ์เดียวกัน หน่วยอื่นๆยิ่งเลวร้ายกว่า...เพราะจางอู่หยางส่งคนไปมาก ดังนั้นเมื่อกองทัพไปถึงก็พบแค่สมาชิกกลุ่มดวงตามารที่ถูกจับมัดแน่นทิ้งไว้ ส่วนทรัพยากรทั้งหลายนั้นถูกโยกย้ายไปเมื่อไรก็ไม่ทราบได้ กลายเป็นสิ่งที่พวกเขาได้กลับมาก็คือคนเท่านั้น...

            

หลังจากที่พวกเขาไปทำลายฐานลับของกลุ่มดวงตามารแล้วกลับมายังเขตปลอดภัย ที่องค์กรนักล่าสกุลจาง...หลังจากส่งนักล่าระดับสูงไปรับจางเสี่ยวหนิงกลับมา งานนี้ก็ไม่มีอะไรผิดพลาด แถมกลุ่มดวงตามารก็ถูกถล่มเละไปสามแห่งด้วย ทำเอาผู้คนต่างก็ฮือฮากันใหญ่

            

จากที่เคยพูดเล่นว่าจะแตะใครก็ได้แต่ห้ามแตะประธานจาง ก่อนหน้านี้หลายคนไม่เข้าใจ แต่เวลานี้พวกเขาเชื่อตามนั้นกันหมดแล้ว

 

………………………………