บทที่ 448 ผลของการแข่งขัน (อ่านฟรี 28 พ.ค. 69)
บทที่ 448 ผลของการแข่งขัน (อ่านฟรี 28 พ.ค. 69)
บทที่ 448 ผลของการแข่งขัน
“คุณอา!!”
เสียงแหลมของจางเสี่ยวหนิงไม่เหมือนกับสาวน้อยวัยใสที่ขี้แกล้งก่อนหน้า เธอเพิ่งผ่านสถานการณ์ยากลำบากมา สภาพจิตใจจึงยังไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิม
จางอู่หยางพยักหน้าให้ แต่หญิงสาวก็กระโดดเข้ามากอดเขาเหมือนต้องการที่พึ่ง ปล่อยให้คนร้องไห้สะอึกสะอื้นไปเกือบสามนาที ก่อนที่ทั้งสองจะผละออกจากกัน
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าคุณอาจะต้องไปช่วย แต่ฉันก็ยังกลัวอยู่ดี พวกกลุ่มดวงตามารเหมือนกับพวกโรคจิต ตอนที่พวกมันมองฉันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองมนุษย์ทดลองอยู่เลย”
จางเสี่ยวหนิงฟ้องอย่างไม่พอใจ เธอรู้ว่าในฐานะที่เป็นน้องประธานจาง จะไม่มีใครทำร้ายเธอได้ ครั้งนี้เหมือนกับเป็นครั้งที่เธอซวยมาก ดันไปอยู่ในเหตุการณ์ที่พวกกลุ่มดวงตามารอยากจะหาร่างทดลอง และจุดประสงค์ของพวกเขาก็คือเพื่อนๆของเธอด้วย แต่เนื่องจากเธอติดตามไปทำภารกิจด้วยกัน สุดท้ายก็เลยโดนหางเลขไปด้วย
เมื่อเจ้าพวกนั้นรู้ว่าเธอเป็นใคร แทนที่พวกมันจะปล่อยตัว กลับกลัวว่าจะทำให้ประธานจางโกรธ จึงอยากจะจับเธอไปขังด้วยแล้วทำให้เรื่องเงียบไป เดิมทีพวกเขาคิดจะสร้างหลักฐานว่าจางเสี่ยวหนิงตายเพราะสัตว์กลายพันธุ์ แต่คิดไม่ถึงว่าเมื่อจวนตัว คนของสกุลจางที่ซ่อนตัวอยู่ก็ปรากฏตัวขึ้นมามากมาย
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพวกเขาประมาทเกินไป! แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเลยตามเลย สุดท้าย...ความคิดนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าผิดมหันต์
เพราะตอนนี้กลุ่มดวงตามารของพวกเขาเสียหายหนัก ฐานลับที่ซ่อนมานานหลายสิบปีถูกทำลายในคราวเดียว 3 ฐาน ก่อนหน้านี้ฐานที่ 3 ก็ถูกทำลายไปแล้ว สุดท้ายพวกเขาจะทำตามแผนการที่ตั้งเอาไว้ตั้งแต่แรกได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้ อำนาจในการต่อรองเริ่มลดลงเรื่อยๆ ภายหน้า...กลุ่มดวงตามารก็อาจจะเป็นแค่กลุ่มก่อกวนขนาดเล็กในสายตาของกองทัพและผู้คนแล้ว!
“คุณอาคะ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้นอีก...ฉันสามารถเข้าร่วมองค์กรนักล่าสกุลจางของคุณอาได้ไหมคะ ถ้าอยู่ร่วมองค์กรของคุณอาก็จะปลอดภัยมากขึ้น”
จางเสี่ยวหนิงยังไม่ยอมแพ้ เมื่อมีปัญหานี้ขึ้นมาก็เอามาเป็นข้อต่อรองเพื่อให้ตนเองได้เข้าร่วมองค์กรนักล่าสกุลจาง
แต่น่าเสียดายที่องค์กรนี้ไม่ได้ยอมรับคนเข้ามาเพียงเพราะเส้นสาย ต่อให้เป็นหลานของประธานจางก็ไม่ได้ ดังนั้นที่ผ่านมาเธอจึงไม่สามารถผ่านการทดสอบได้ จำเป็นต้องพัฒนาฝีมือขึ้นไปอีก
แม้จะเป็นแบบนั้น แต่จางอู่หยางก็ส่งคนไปช่วยปกป้องเธออยู่เสมอ ความปลอดภัยของเธอนับว่าเป็นเขาที่ดูแลอยู่ ต่อให้เข้าองค์กรหรือไม่เข้าก็มีค่าเท่ากัน ก็แค่เด็กสาวจอมแสบนี้ต้องการอ้อนวอนขอเขาต่างหาก
“ถ้าอยากจะเข้าองค์กรก็ผ่านการทดสอบให้ได้”
“โถ่ คุณอาคะ! ทำไมคุณอาจะต้องใจร้ายขนาดนี้ด้วย แล้วก็...เนี่ย สาวน้อยคนนี้ก็ยังเข้าไปได้เลย ให้ฉันอยู่ทีมสาวน้อยคนนี้ก็ได้ คุณอาจะได้ปกป้องไปพร้อมๆกันเลย ไม่เสียเวลาแน่นอนค่ะ .... นะคะคุณอา”
จางเสี่ยวหนิงอ้อนวอนด้วยตนเองไม่สำเร็จก็หันมาหาซูหยวน เธอดึงแขนหญิงสาวเข้ามา ทำท่าเหมือนว่าถ้าพวกเธออยู่ด้วยกัน จางอู่หยางก็จะเบาเป็นห่วงมากขึ้น เพราะสามารถส่งนักล่าระดับสูงไปป้องกันได้ในครั้งเดียว
“เธออยู่กับซูหยวนไม่ได้หรอก ล้มเลิกความคิดนี้เถอะ” แต่น่าเสียดายที่จางอู่หยางปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา เขาไม่เปิดโอกาสให้หลานสาวของเขาพูดอะไรอีก
“ความแข็งแกร่งของซูหยวนเพียงพอที่จะรับภารกิจระดับสูง แต่เธอทำได้แค่ภารกิจในเขตระดับต่ำ แถมยังสู้กับพวกกลุ่มดวงตามารไม่ได้ นี่ก็ยืนยันแล้วว่ายังแข็งแกร่งไม่พอ ต้องฝึกอีกมาก”
ได้ยินอาของตนเองพูดเช่นนั้น จางเสี่ยวหนิงก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เลิกแสดงท่าทางอ่อนแอเหมือนก่อนหน้านี้แล้วเปลี่ยนมากอดอกแทน
“น่าเบื่อชะมัดเลย อุตส่าห์บอกพวกเพื่อนๆว่าจะชดเชยให้แล้วแท้ๆ แต่ถ้าให้เข้าองค์กรไม่ได้ก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปชดเชยแล้ว...” หญิงสาวทำแก้มพองเหมือนกับกำลังงอนอย่างหนัก สุดท้ายก็คลี่ยิ้มออกมาอีกครั้งเหมือนเพิ่งนึกเรื่องดีๆได้
“คุณอา ถ้าเข้าร่วมองค์กรไม่ได้ อย่างนั้น...ให้สิทธิพิเศษเล็กๆน้อยๆได้ไหมคะ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวก็ได้ ขอซื้อทรัพยากรในองค์กรได้ไหมคะ ขอซื้อแค่ไม่กี่ชิ้นเท่านั้น...” หญิงสาวต่อรองใหม่อีกครั้ง เธอยังทำมือถูไปมา ทำหน้าตาให้ดูน่ารักกว่าเดิมด้วย
จางอู่หยางเห็นหลานสาวตัวแสบที่พยายามต่อรองให้ได้ก็ถอนหายใจออกมา เขาโบกมือหนึ่งครั้งแล้วพูดตัดรำคาญ
“อยากได้อะไร ไม่ต้องซื้อเอง เดี๋ยวฉันจะซื้อให้”
“โอ้ คุณอาใจดีที่สุดเลยค่ะ ฉันคิดอยู่แล้วว่าคุณอาของฉันดีที่สุด!!” เธอว่าอย่างนั้นก่อนจะหันมาแลบลิ้นให้ซูหยวนแล้วกระซิบบอก
“คุณอาฉันแพ้ทางพวกน่ารำคาญแบบฉันนะ ถ้าเธออยากได้อะไรก็ลองทำเหมือนกันดูสิ อิอิ” จางเสี่ยวหนิงหัวเราะอย่างมีความสุขก่อนจะตามผู้ช่วยประธานจางไปเลือกว่าอยากได้สินค้าอะไร
กฎขององค์กรไม่อนุญาตให้คนนอกซื้อของโดยตรง แต่ไม่ได้ห้ามคนในองค์กรซื้อของไปให้ผู้อื่น ดังนั้นจางอู่หยางจึงไม่ถือว่าเป็นการทำผิดกฎ
เมื่อเห็นว่าหลานสาวตัวแสบไปแล้ว เขาก็หันมามองซูหยวนอีกครั้ง...รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกกับคำของหลานสาวก่อนหน้านี้ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะพูด
“ถ้าเธออยากได้อะไร แค่บอกฉันก็พอ” เพราะจางอู่หยางมั่นใจว่าตัวเองไม่เคยปฏิเสธคำขอของซูหยวนอยู่แล้ว ดังนั้นไม่จำเป็นต้องฝืนตนเองด้วยการแสดงออกแบบแปลกๆเหมือนจางเสี่ยวหนิง
ซูหยวนไม่คิดว่าประธานจางจะเอาเรื่องนั้นมาใส่ใจ ทำให้เธอถึงกับหลุดยิ้มออกมา
“เข้าใจแล้วค่ะ” เห็นรอยยิ้มของเธอแบบนี้ จางอู่หยางก็ชะงักไป
ปกติแล้วซูหยวนก็จะวางตัวดีเสมอ ไม่ทำหน้าบึ้งตึง บางครั้งก็มีรอยยิ้มธุรกิจมอบให้ทุกคน ทว่า...สำหรับเขา รอยยิ้มที่ดูสบายใจของเธอนี้ช่างงดงามจริงๆ และเขาก็ชอบมาก...
เนื่องจากความสำเร็จอย่างสูงในจัดการกลุ่มดวงตามาร ทำให้ชื่อเสียงขององค์กรนักล่าสกุลจางเพิ่มขึ้นอีกมาก เวลานี้ประชาชนมากมายต่างก็คาดหวังว่าจะพึ่งพาองค์กรนักล่าสกุลจางมากกว่ากองทัพเสียอีก
ค่านิยมเช่นนี้ไม่ได้ทำให้องค์กรนักล่าสกุลจางเจอปัญหาใดๆ แต่คนของกองทัพกลับเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง ทั้งๆที่พวกเขาได้รับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน หากแต่ไม่สามารถได้รับการยอมรับจากประชาชนได้ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น...เริ่มมีคนเคลื่อนไหวกับเรื่องนี้แล้วด้วย
“องค์กรนักล่าสกุลจางเก่งขึ้นเรื่อยๆเลย ได้ยินว่าแค่พริบตาเดียวก็ทำลายฐานลับของพวกกลุ่มดวงตามารได้อย่างหมดจรด แถมยังไม่มีใครต้องเดือดร้อนด้วยนะ”
“นั่นน่ะสิ ได้ยินเรื่องนี้มาเหมือนกัน พวกเขาทำลายฐานลับสามแห่งพร้อมกันได้เลย แถมยังจับคนของกลุ่มดวงตามารมาได้จำนวนมาก ถ้าหากพวกกองทัพ หน่วยสอบสวนทำงานได้ดี จะต้องตามหาแหล่งซ่อนตัวอื่นๆของพวกมันได้แน่ ฉันคาดหวังว่าต่อไปนี้พวกเราจะใช้ชีวิตอยู่โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกพวกกลุ่มดวงตามารจับไปทรมานเมื่อไรอีก”
“ทุกคนก็คงเห็นด้วยแบบนั้น อันที่จริง...เรื่องการสอบสวนนี้ฉันก็ไม่ได้อยากจะให้กองทัพเป็นคนจัดการหรอกนะ เพราะสุดท้ายแล้วพวกเขาก็มีความสามารถไม่ได้ครึ่งหนึ่งขององค์กรนักล่าสกุลจางเลย แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้...พวกเขาไม่ได้รับเงินภาษีจากพวกเราด้วย การที่ออกปฏิบัติงานนี้ก็แค่เพราะกลุ่มดวงตามารโง่งม เดินเข้ามาเตะขาของประธานจางเอง”
“ฉันกำลังภาวนาให้มีคนโง่ในกลุ่มดวงตามารมากๆ”
“เหอ เหอ เหอ คำขอของเธอนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังย้อนกลับมาที่กองทัพด้วย ตอนนี้พวกที่โง่และไล่ตามพวกคนร้ายไม่ทันก็คือคนของกองทัพนั่นแหละ”
“เบาๆหน่อยเถอะ ถ้ามีคนของกองทัพได้ยิน พวกเราอาจจะเดือดร้อนก็ได้”
“เราสามารถเปลี่ยนผู้นำได้ไหม ฉันรู้สึกว่าอยากจะให้องค์กรนักล่าสกุลจางเป็นผู้นำของฉัน”
“ทุกคนก็เห็นด้วยกันทั้งนั้นแหละ แต่ประธานจางไม่ต้องการมาวุ่นวายหรอก อีกอย่าง...พวกกองทัพที่ได้ผลประโยชน์ย่อมไม่อยากปล่อยมือหรอกนะ พวกมันไม่ต้องทำอะไร กินๆนอนๆก็ได้รับทรัพยากรที่เก็บจากพวกเราไปแล้ว”
คำวิพากษ์วิจารณ์ที่หนาหูขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ต้องถึงหูของคนที่พวกเขาพูดถึงอยู่ดี และเพราะแบบนั้นจึงทำให้กองทัพโกรธมาก
“พวกองค์กรนักล่าสกุลจางจงใจทำแบบนี้ใช่ไหม? พวกมันอยากจะเป็นผู้ปกครองมนุษย์ชาติหรือ? ถ้าคิดจะทำเพื่ออำนาจของตนเอง ทำไมไม่มาเป็นผู้นำไปเลยล่ะ มาเคลื่อนไหวอยู่ลับหลังแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการต้องการดูถูกพวกเราเลย”
“พวกคนพูดไม่ได้รู้อะไรเลย คิดว่าพวกเราเอาแต่ผลประโยชน์ได้อย่างไร ไม่เห็นหรือว่าพวกเราทำงานหนักกันขนาดนี้ ไม่เห็นหรอว่าพวกเราต้องมาปวดหัวกันขนาดนี้ก็เพราะใครน่ะ!!”
“ทรัพยากรที่ได้จากกลุ่มดวงตามาร พวกเราก็ยังไม่ได้รับอะไรมาเลย มีแค่องค์กรสกุลจางนั่นแหละที่ได้ทั้งหมด แบบนี้ใครกันแน่ที่ได้รับประโยชน์ทั้งหมด”
“ทุกคนใจเย็นๆก่อน นั่นก็แค่คำพูดของประชาชนที่ไม่ได้รู้ความจริงทั้งหมดแค่นั้น หน้าที่ของพวกเรานอกจากจะต้องปกป้องพวกเขา ทำประโยชน์เพื่อมนุษย์ชาติแล้ว ก็ต้องอดทนอดกลั้นให้เป็นด้วย อีกอย่าง...พวกเขายกย่องสกุลจางแบบนี้ เท่ากับแรงกดดันจำนวนมากก็อยู่ที่พวกเขา หากวันหนึ่งพวกเขาไม่ช่วยเหลือพวกเราจัดการ ก็คงจะทำให้ทุกคนผิดหวังกันหมด ตอนนั้น...พวกเรายังให้พวกเขาร่วมมือได้โดยไม่ต้องเอาผลประโยชน์ไปแลกอีก”
ทหารระดับสูงคนหนึ่งพยายามควบคุมความรุนแรงของพวกเพื่อนร่วมงาน แต่คำพูดของเขานั้นจะเป็นความจริงหรือไม่...บางทีตัวเขาอาจจะรู้ดีที่สุดก็ได้
อะไรคือพวกเขาสามารถใช้เสียงประชาชนมากดดันให้ประธานจางคนนั้นตัดสินใจทำงานโดยไม่ยื่นข้อแลกเปลี่ยน? นั่นก็แค่ความฝันลมๆแล้งๆเท่านั้นแหละ จางอู่หยางคนนั้นไม่เคยสนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว เพราะถ้าเขาสนใจ...องค์กรนักล่าสกุลจางคงไม่ยิ่งใหญ่เฉกเช่นทุกวันนี้หรอก
บางครั้ง การทำงานบนเสียงพูดของคนอื่นก็กลายเป็นความล้มเหลว ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของตนเองและเป้าหมายที่ชัดเจน น่าเสียดายที่คนมากมายทำเช่นนั้นไม่ได้ และนี่ก็ทำให้ประธานจางต่างจากผู้นำคนอื่นๆ
สุดท้ายแล้ว คำพูดของเขาก็ช่วยสงบอารมณ์ของพวกลูกน้องและเพื่อนร่วมงานได้จริงๆ อย่างไรเสียพวกเขาก็ทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แล้ว แทนที่จะมาหัวร้อนเสียเวลา สู้เอาไปลงกับการสอบสวนพวกคนของกลุ่มดวงตามารไม่ดีกว่าหรือ?
ถ้าครั้งนี้พวกเขาสามารถทำงานได้ดี ตามสืบจนมีข้อมูลทั้งหมด...น่าจะทำให้กอบกู้ชื่อเสียงของตนเองกลับมาได้บ้าง ในเมื่อองค์กรนักล่าสกุลจางสามารถทำลายฐานลับของกลุ่มดวงตามารได้ 3 แห่ง เช่นนั้นพวกเขาก็น่าจะทำได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ? ไม่สิ! พวกเขาต้องทำให้ได้เหมือนกันต่างหาก!
ตอนนั้นเองที่โชคร้ายทั้งหมดตกลงบนหัวของกลุ่มดวงตามาร พวกเขาไม่สามารถเปิดเผยความจริงได้เพราะลงนามในสัญญาไปแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่อาจทนกับความทรมานที่ได้รับเช่นกัน ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ความสามารถของคนจากกองทัพจริงๆ หากกดดันพวกเขาได้มากพอ กองทัพก็น่าจะได้ประโยชน์ไม่น้อย
เรื่องการหาข้อมูลเพิ่มจากกลุ่มดวงตามารไม่ใช่เรื่องที่ซูหยวนต้องสนใจ หลังจากการทดลองต่อสู้จริงครั้งก่อนก็ทำให้เธอรู้ว่าอาวุธที่ยอดเยี่ยมนั้นดีขนาดไหน
เพื่อให้พลังของเสี่ยวหยูดีขึ้นกว่าเดิม ซูหยวนย่อมมอบทรัพยากรที่ดีสำหรับมันมากมาย เธอกลับเข้าไปในฟาร์มและตามหาทรัพยากรสำคัญต่างๆ และด้วยการทำงานหนักของเธอ
ในที่สุดวันที่ 7 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการแข่งขันหลายรายการก็ได้จบลง ซูหยวนอัพเกรดโรงงานผลิตของตนเองเกือบทุกรายการจนเป็นระดับสูงสุด แถมยังได้รับพื้นที่เพาะปลูกระดับสูงมาอีก 10 กว่าแปลง ในขณะที่ได้รับเหมืองแร่อีกจำนวนมาก
แม้ว่าการได้รับเหมืองแร่นี้หลายคนอาจจะมองว่าไม่จำเป็น ถึงอย่างไรโรงตีเหล็กกล้าก็มีเพียงโรงผลิตเดียว ทว่า...ยิ่งจำนวนเหมืองแร่มากเท่าไร โอกาสที่จะได้รับแร่ระดับสูงก็เพิ่มขึ้นด้วย
ดังนั้นซูหยวนจึงเลือกที่จะขโมยพวกมันมาเป็นของตนเอง ก่อนนี้อัตราการผลิตแร่ระดับสูงอย่างมิธิลอยู่ที่ 1% ของแต่ละเหมืองแร่ แต่เมื่อซูหยวนยกระดับมันด้วยทรัพยากรมากมาย ตอนนี้เหมืองแร่มีอัตราการผลิตแร่ระดับสูงอยู่ที่ 5% ซึ่งทุกๆวันเหมืองแร่จะมีการรีเฟรชใหม่ ทำให้แร่ที่เธออาจจะเคยได้แค่ 5 ส่วนกลายเป็น 40 ส่วนแทน
อ่า...นี่เป็นแค่การคิดคร่าวๆในอัตราที่ได้แร่ถึง 5% ทุกวัน ซึ่งความจริงแล้ว บางวันก็มีแค่ 2% เท่านั้น ขึ้นอยู่กับโชคดีล้วนๆล่ะนะ
……………………………….