LNCrawler

บทที่ 466 วันแห่งการพิพากษา (อ่านฟรี 15 มิ.ย. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 466 วันแห่งการพิพากษา (อ่านฟรี 15 มิ.ย. 69)

บทที่ 466 วันแห่งการพิพากษา

 

​ทุกคนกำลังยืนอึ้ง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพลทหารพิเศษอันจะตอบคำถามทหารหนุ่มผู้นั้นอย่างจริงจัง นี่...เป็นไปได้ด้วยหรือ? วิธีดีๆแบบนี้เปิดเผยได้ด้วยหรือ?

 

อีกอย่าง…การกินอาหารพลังงานสูงจะช่วยปรับสมดุลเเละทำให้กลับมาดูดซับแกนพลังงานอีกครั้งได้เร็วขึ้น? นี่…นี่เป็นเรื่องลี้ลับอะไร!!

 

จริงอยู่ที่อาหารพลังงานสูงหาได้ยาก แต่สำหรับทหารที่มาถึงเขต K ได้อย่างพวกเขาก็การันตีความสามารถได้ส่วนหนึ่งเเล้ว ย่อมต้องมีเงินมากพอจะซื้ออาหารพวกนั้นมากินได้

 

แต่ที่ผ่านมา … พวกเขาคิดว่าการกินอาหารโดยตรงพวกนั้นเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ หากกินของพวกนั้นก็ต้องเสียเวลาขับถ่ายอีก สู้กินอาหารสังเคราะห์ประหยัดเวลาไปเลยไม่ดีกว่าหรือ? ทว่าความจริงแล้ว…การขับถ่ายนั่นคือการขจัดของเสีย ขจัดสารพิษงั้นหรือ?

 

เรื่องนี้เเม้เเต่อาจารย์เติ้งเเละรุ่นพี่หวังก็เพิ่งรู้ ดีที่นักธนูคนนั้นเอ่ยถามขึ้นมา พวกเขาเลยได้ประโยชน์ไปด้วยเลย…

 

“ได้ยินว่าหลังจากนี้ที่โรงผลิตสารอาหารสกุลเจียงจะผลิตสารอาหารสังเคราะห์คุณภาพสูงออกมา โดยยังเก็บกากใยเเละคุณประโยชน์ทั้งหมดไว้เพราะอาหารพิเศษพวกนั้นจะไม่ได้ใช้เเค่ชิ้นส่วนของซากกลายพันธุ์อีก ดังนั้น…ต่อไปอาจจะหาซื้อได้จากที่นั่น”

 

“อ่า...แต่ต้องดูว่าสัญญากับองค์กรนักล่าสกุลจางเป็นอย่างไร ถ้าพวกเขาต้องการมันทั้งหมดก็คงไม่มีเหลือมาขาย ถึงฉันจะชอบอาหารแบบสดๆมากกว่า ทว่าตอนมาทำภารกิจ ถ้าเอาอาหารสดมาทำกินด้วยคงจะยุ่งยากเกินไป อาหารสังเคราะห์สกุลเจียงจึงเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวร้ายนัก…”

 

เมื่อนักขายมืออาชีพได้ลงสนามด้วยตนเอง เธอย่อมขายของได้ทั้งสำหรับเจ้านายแห่งหนึ่ง เเละคู่ค้าอีกแห่งหนึ่งไปพร้อมๆกัน

 

ตอนนี้ทุกคนต่างก็อิจฉาสมาชิกขององค์กรนักล่าสกุลจางที่ได้แต่ของดีๆ โอกาสดีๆ ไปเกือบหมด พวกเขาก็อยากจะเข้าองค์กรนี้บ้างเเล้ว

 

ที่ผ่านมาเพราะคิดว่าการเป็นคนของรัฐบาลมั่นคงกว่า สวัสดิการดีกว่า …. เเต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่แบบนั้นเเล้ว องค์กรนักล่าสกุลจางก็สมกับที่เป็นองค์กรอันดับหนึ่ง ไม่น่าแปลกใจเลยที่มีแต่คนเก่งๆเข้าไปอยู่ การดูเเลของพวกเขานั้นสุดยอดจริงๆ

 

ส่วนอาหารสังเคราะห์ของสกุลเจียง อย่างไรก็ต้องไปฝากตัวเป็นลูกค้าประจำแล้ว เผื่อว่าจะได้สิทธิพิเศษในการซื้ออาหารสังเคราะห์รุ่นใหม่กับเขาก่อนใคร

 

เมื่อทุกคนรู้เเล้วว่าอันซูหยวนไม่ได้เย่อหยิ่งหรือถือตัวเหมือนพวกระดับสูงคนอื่นๆ พวกเขาย่อมกล้าพูดคุยกับเธอมากขึ้น เเละนั่นก็ทำให้ตลอดการเดินทางนี้เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยอย่างสนุกสนาน ดูไม่เหมือนกับกลุ่มที่เพิ่งกลับจากการทำภารกิจใหญ่อย่างการล่าสัตว์ระดับสูงในพื้นที่เขต K เลย ทำเอาทหารรักษาพื้นที่แต่ละเขตได้แต่มองหน้ากันเอง

 

ตอนนี้พวกเขาเผลอคิดไปแล้วว่าพื้นที่ล่าเขต K แท้จริงแล้วอาจจะไม่ใช่งานยากขนาดนั้น ถ้าเป็นพวกเขาที่ถูกเลือกไปทำภารกิจนี้จะดีแค่ไหน

 

ทว่า...นี่ก็แค่ความคิดตื้นเขินเท่านั้น เมื่อคิดให้ลึกกว่านี้พวกเขาย่อมรู้ดีว่าความเสียหายของการทำภารกิจครั้งก่อนเป็นอย่างไร เชื่อได้เลยว่าถ้าตัวเองถูกส่งไปทำภารกิจที่เขต K คงต้องล่ำลาครอบครัวกันเสียให้เรียบร้อย เพราะนั่นหมายความว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้กลับมาทั้งแบบมีชีวิตหรือแม้แต่ร่างไร้ชีวิตเองก็ตาม!

 

ในขณะที่ทางมนุษย์ชาติในเขตมลพิษกำลังตื่นเต้นกับการทำภารกิจใหญ่สำเร็จ ผลลัพธ์ในครั้งนี้ก็ถูกส่งไปถึงกลุ่มคนที่เฝ้ามองดูอยู่เช่นกัน

 

ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ลงมือเพราะรู้สึกว่ามีทหารของตระกูลใหญ่สองสามตระกูลพยายามลงมือก่อกวนแล้ว อีกอย่าง...พื้นที่ล่าเขต K ที่มีเจ้ายักษ์แดงและราชินีตั๊กแตนน้ำกลายพันธุ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการ ไม่ใช่พวกเขาไม่เคยทดสอบฝีมือของพวกมันในก่อนหน้านี้ แต่ความแตกต่างของพลังนั้นมากเกินไป จนสุดท้ายก็เลือกที่จะไม่ไปแตะต้องบริเวณนั้น ถึงจะมีทรัพยากรมากแค่ไหน...ก็ไม่คุ้มค่าที่จะเสียทรัพยากรทั้งหมดที่มีเพื่อล่าพื้นที่นี้

 

ในความคิดของพวกเขา ขอแค่มีคนปั่นป่วนทำให้แผนเสียหายก็น่าจะจบสิ้นแล้ว การทำภารกิจสำคัญนี้ต้องเดินอย่างระมัดระวัง ไหนเลยจะคิดว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นนี้ได้!

 

“ปรากฏว่าราชินีตั๊กแตนน้ำกลายพันธุ์ถูกพลทหารพิเศษคนนั้นเปลี่ยนเป็นสัตว์เลี้ยงของตนเองงั้นหรือ?”

 

เจ้าของเสียงทุ้มเข้ม ใบหน้ามีลายสีขาวและดำสลับกัน ดูสูงส่งและลึกลับอย่างมากจนผู้ที่นั่งอยู่รอบๆไม่กล้าสบตากับเขา

 

“ใช่แล้วครับ คุณชายแห่งอัศวินฮาร์ปี้”

 

ขุนนางคนหนึ่งของอาณาเขตอัศวินฮาร์ปี้กล่าวตอบรับ เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ดูเหมือนว่าทั้งเขาและคุณชายจะดูถูกฝีมือของพวกมนุษย์ในเขตมลพิษมากเกินไปหน่อยแล้ว

 

​ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าคุณชายแห่งอัศวินฮาร์ปี้หรี่ตาลงเล็กน้อย ดวงตาที่เหมือนกับ “อินทรีฮาร์ปี้” หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เผ่าพันธุ์ของพวกเขามาจากการวิวัฒนาการของอินทรีย์ฮาร์ปี้ ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องความเร็ว เป็นจ้าวแห่งท้องนภา ทั้งยังมีกรงเล็บที่แข็งแกร่ง บดขยี้สัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่ามันได้จนเหมือนกับป่นกระดูกสัตว์เล็กสัตว์น้อย

 

​ดวงตาสีเหลืองน้ำตาลจนเหมือนเคลือบสีทองมีประกายไหววูบเล็กน้อย ก่อนจะมองมนุษย์ผู้หนึ่งที่กำลังก้มหน้าจนแทบจะมุดลงไปอยู่ใต้พื้นห้องประชุม

 

​อีกฝ่ายกำลังสั่นกลัว! ก็เหมือนกับลูกนกตัวน้อยที่รู้ว่าตนเองอ่อนแอมากขนาดไหนเมื่ออยู่ต่อหน้าราชาวิหคนี้ อย่างไรก็ตาม...ท่าทางเช่นนั้นกลับเป็นท่าทางที่คุณชายเพียงคนเดียวของท่านอัศวินฮาร์ปี้ชื่นชอบมาก

 

​อ่า...จะบอกว่าเขาเป็นคุณชายเพียงคนเดียวก็คงไม่ถูกต้องนัก ที่จริง...ถ้าต้องเรียกตามตำแหน่ง เขาเป็น “คุณชายสองแห่งอัศวินฮาร์ปี้” แต่เมื่อคุณชายใหญ่ คุณชายสาม คุณชายสี่ พวกมันทั้ง 3 คน “หาย” อย่างไร้ร่องรอยนานนับ 10 ปี ดังนั้นตอนนี้ชื่อเรียกเขาจึงเหลือแค่ “คุณชายแห่งอัศวินฮาร์ปี้” เท่านั้นแล้ว

 

“น่าจะได้เวลาแล้ว..” เขาพูดออกมาเช่นนั้น ทุกคนก็มองหน้ากัน ก่อนที่ขุนนางคนสนิทจะอธิบายเพิ่มเติมเมื่อเห็นสายตาของคุณชายผู้ยิ่งใหญ่

 

“ผู้นำกลุ่มดวงตามารได้ยินคำสั่งของคุณชายแห่งฮาร์ปี้หรือไม่” ได้ยินอีกฝ่ายเรียกตนเอง ผู้นำกลุ่มดวงตามารที่ยังตัวสั่นงันงกก็รีบพรวดพราดเงยหน้าขึ้นมาทันที

 

“คะ คำสั่ง คำสั่งนี้คือ....ขะ ขอ ขออภัยในความโง่เขลาด้วย คือว่า...” ท่าทางที่ดูเหมือนกับคนโง่งมนี้มันอะไร? ถ้าสมาชิกของกลุ่มดวงตามารได้มาเห็นผู้นำของตนเองในสภาพนี้ พวกเขาคงจะงงกันเป็นไก่ตาแตก

 

​อย่าลืมว่าผู้นำกลุ่มดวงตามาร กลุ่มที่ชั่วร้ายเช่นนี้ ย่อมต้องมีความ “ชั่วร้าย” มากกว่าคนอื่นๆ ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าของคุณชายแห่งอัศวินฮาร์ปี้ คนกลับแสดงออกเหมือนกับคนโง่เขลา

 

​แน่นอนว่าเรื่องนี้มีสาเหตุ ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้...หัวหน้ากลุ่มดวงตามารได้เปลี่ยนคนมานับสิบคนแล้ว โดยที่หัวหน้ากลุ่มคนปัจจุบันก็ได้เป็นสักขีพยานของการ “เปลี่ยน” ผู้นำกลุ่มมาตลอด ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเป็นเพียงผู้ติดตามเท่านั้น มองเห็นจากที่ไกลๆว่าผู้นำกลุ่มที่เก่งกาจมากความสามารถตกตายลงอย่างไร

 

​ผู้นำคนแรก ตายเพราะเขาค้านความคิดของคุณชาย ผู้นำคนที่สองตายเพราะเขาตอบรับคำของคุณชายเร็วเกินไป เมื่อภารกิจล้มเหลวจึงถูกสังหารทิ้ง คนที่สามก็ยังตายเพราะแค่ขมวดคิ้วใส่ยามคุณชายเอ่ยถาม คนที่สี่ คนที่ห้า และมาถึงเขาคนที่สิบเอ็ด ตัวเขาไม่รู้เลยว่าจะยังอยู่ในตำแหน่งผู้นำกลุ่มดวงตามารได้อีกนานแค่ไหน

 

​หรือว่า...อาจจะเป็นแค่วันนี้แล้วก็ได้!

 

​นี่เพราะว่าภารกิจที่เขารับไปทำก็ไม่สำเร็จ แถมก่อนหน้านี้ก็ถูกพวกองค์กรนักล่าสกุลจางทำลายฐานลับไปถึง 3 ฐานพร้อมกัน ความเสียหายนี้มากเกินกว่าจะเชื่อว่าตนเองควรได้รับการให้อภัย พูดอีกอย่างก็คือ...เขามาที่นี่เพื่อรับโทษนั่นเอง

 

​คิดไม่ถึงว่าคุณชายแห่งอัศวินฮาร์ปี้ไม่เพียงไม่สั่งฆ่าคนโง่เขลาเช่นนี้ กลับยังใจดีอธิบายให้เข้าใจเพิ่มอีกด้วย

 

“ฉันต้องการให้กลุ่มดวงตามารถล่มเขตมนุษย์ให้ราบคาบ เริ่มจากเขตชั้นใน...ทำให้บาเรียของเขตชั้นในพังให้ได้ พร้อมกันนั้นก็กระจายกันไปเพื่อก่อปัญหาให้ฐานทหารในเขตต่างๆ ทำให้สามารถตัดขาดเส้นทางให้ได้มากที่สุด อ้อ...แล้วก็ปลดปล่อย “เจ้านั่น” ได้เลย”

 

​เมื่อผู้นำกลุ่มดวงตามารได้ยินคำว่า “เจ้านั่น” ที่คุณชายพูดถึง เขาก็รู้ได้ทันทีว่านี่จะเป็นการประกาศสงครามใหญ่ของกลุ่มดวงตามารแล้ว ซึ่งหมายความว่า...หลังจากนี้จะมีกลุ่มดวงตามารหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาทำลายฐานทัพของมนุษย์ชาติได้หรือไม่

 

​กลุ่มดวงตามารได้เข้าร่วมกับคุณชายแห่งอัศวินฮาร์ปี้อย่างลับๆเมื่อประมาณ 7-8 ปีก่อน โดยคุณชายได้สนับสนุนทรัพยากรให้พวกเขามากมาย รวมทั้งวิธีการคิดที่วิเศษจนทำให้พวกเขาแทรกซึมเข้าไปในกองทัพ และสามารถหาข้อมูลดีๆมาให้ได้

 

​“เจ้านั่น” ที่คุณชายพูดถึง แท้จริงแล้วก็คือของที่พวกกองทัพเตรียมเอาไว้ หุ่นรบอินทรีย์ที่พวกเขาภาคภูมิใจนักหนา พวกนั้นคิดว่าเมื่อมีหุ่นรบอินทรีย์แล้ว พวกเขาเพียงควบคุมการต่อสู้จากระยะไกลก็เป็นอันใช้ได้แล้ว ครั้งหน้าก็จะลดจำนวนผู้สูญเสียไปได้อีก แต่กระบวนการควบคุมจากระยะไกลนั้นเป็นจุดอ่อนด้วยเช่นกัน เพราะนั่นหมายความว่า...สัญญาณเหล่านี้ถูกคนอื่นคว้าไปก็ได้

 

​และตอนนี้กลุ่มดวงตามารที่แทรกซึมคนไปในกองทัพจำนวนมากย่อมประสบความสำเร็จในการควบคุมหุ่นรบอินทรีย์แล้ว ต่อให้คนพวกนั้นจะดิ้นรนปรับเปลี่ยนมากมายขนาดไหนก็ไม่สามารถหนีจากเงื้อมือของพวกเขาไปได้

 

​ก็นะ...คนสั่งได้สั่งอย่างมั่นใจ โดยไม่รู้ว่าคนที่ทำรวมถึงปรับเปลี่ยนให้พวกเขา แท้จริงแล้วก็คือคนของกลุ่มดวงตามารเอง! เหอ เหอ เหอ ถึงจะน่าเสียดายที่หากลงมือครั้งนี้แล้ว คนของกลุ่มดวงตามารมากมายอาจจะต้องเปิดเผยตัวตน ทว่า...พวกเขารอเวลานี้มาตลอดเช่นกัน

 

​ทำลายฐานของมนุษย์ที่เขตมลพิษ จากนั้นผลักดันให้พวกเขาต้องพึ่งพากองกำลังใหม่ และนั่นก็คือกองกำลังของเขาที่ขึ้นตรงต่อคุณชายแห่งอัศวินฮาร์ปี้ โดยทรัพยากรทั้งหมดจะถูกส่งมาจากคุณชาย แล้วมนุษย์พวกนี้ก็จะถูกเปลี่ยนเป็น “แรงงานชั้นยอด” คอยรวบรวมแกนพลังงานให้กับคุณชาย

 

​ส่วนตัวเขาและกลุ่มดวงตามารในฐานะผู้รับใช้เผ่าพันธุ์ระดับสูง ย่อมต้องกลายเป็น “ตัวแทน” ในการส่งคำสั่งต่อ พูดให้ถูกก็คือ...พวกเขากำลังจะได้กลายเป็นชนชั้นผู้นำแล้ว จากที่เคยอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ ต่อไปพวกเขาจะเป็นเหมือนราชา!

 

​แค่คิดเท่านี้ก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาแล้ว

 

“รับคำสั่งคุณชายครับ!!” ผู้นำกลุ่มดวงตามารตื่นเต้นมาก ไม่คิดเลยว่าคำอนุญาตให้เริ่มโจมตีจะมาเร็วขนาดนี้ แต่ก็นั่นแหละ...ถ้าพวกเขาไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้พวกสกุลจาง หรือพวกทหารพิเศษเข้าใจผิด คิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นก็แย่น่ะสิ ทางที่ดี...สู้แสดงพลังให้พวกมันรู้สักครั้ง จากนั้น...หลังจากที่พวกมันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ก็ต้องมาเป็นทาสของกลุ่มดวงตามารอยู่ดี

 

“ทรัพยากรได้ให้คนเตรียมเอาไว้แล้ว คิดว่าด้วยของเหล่านั้นน่าจะช่วยการต่อสู้ได้อีกมาก ฉันกำลังคาดหวังผลลัพธ์ที่ดีอยู่นะ”

 

“เข้าใจแล้วครับคุณชาย” คนว่าอย่างนั้นก่อนจะตามทหารประจำตัวคุณชายจากไปเพื่อรับทรัพยากรเตรียมพร้อมการต่อสู้

 

​เมื่อพ้นหลังของมนุษย์หน้าโง่ไปแล้ว ขุนนางที่เข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างดีก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

 

“อุตส่าห์เลี้ยงพวกมันเอาไว้เสียนาน ไม่คิดเลยว่าแท้จริงแล้วจะอ่อนแอกว่าที่คิด”

 

“หึ เรื่องนี้โทษพวกมันคงไม่ได้ทั้งหมด ต้องบอกว่ากลุ่มอื่นๆมีความแข็งแกร่งมากเร็วกว่าปกติ ดังนั้นทำให้แผนการของฉันล้มเหลวไปบางส่วน แต่ก็นั่นแหละ...นี่เป็นแค่เรื่องเล็กๆเท่านั้น กลุ่มดวงตามารก็แค่แขนที่พิการไปนานแล้ว ถูกคนอื่นล้วงข้อมูลได้ขนาดนี้ เชื่อว่าจะต้องมีวิธีการรับมืออยู่แล้ว แม้แต่หุ่นรบอินทรีย์นั่น...น่าจะถูกเตรียมทางแก้ไขเอาไว้แล้วเช่นกัน”

 

“โอ้ ถ้าอย่างนั้น...”

 

“ฉันแค่ต้องการให้ทุกอย่างในเขตมลพิษพังทลายก็เท่านั้น”

 

​ในเมื่อคนของเขตมลพิษแข็งแกร่งเร็วขนาดนี้ เช่นนั้นก็ทำให้พวกมันพังก่อนเสียเลยสิ ถึงจะไม่สาหัสมากนัก แต่การต่อสู้ย่อมต้องเกิดความสูญเสีย ถือว่าเป็นการตัดกำลังคู่ต่อสู้ไปได้อีกมาก

 

​กลุ่มดวงตามารที่จากมาไม่ได้รู้เลยว่าตัวเองถูกมองว่าอย่างไร พวกเขาได้ยินคำสั่งจากผู้นำ และทันทีก็กระตือรือร้นกันมาก ทำท่าทางเหมือนกับว่าในที่สุดวันนี้ก็มาถึงเสียที...

 

“ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันแห่งการพิพากษา!!”

 

“วันแห่งการพิพากษา!!” พวกเขาโห่ร้องอย่างมีความสุข และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ครั้งใหญ่ของมนุษย์ชาติ ที่พวกเขาต้องจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์อีกเรื่อง!

 

 …………………………………