LNCrawler

บทที่ 469 เจ้านายที่ใจดี (อ่านฟรี18 มิ.ย. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 469 เจ้านายที่ใจดี (อ่านฟรี18 มิ.ย. 69)

บทที่ 469 เจ้านายที่ใจดี

 

“เจ้านั่นเล่นสนุกเกินไปแล้ว เสียงดังทะลุมาจนถึงห้องนี้เลย เดี๋ยวก็ทำให้พวกทหารทั่วไปกลัวกันหมดหรอก” พลทหารพิเศษคนหนึ่งบ่นออกมาอย่างไม่จริงจังนัก เขายังคลี่ยิ้มจางๆออกมาอีกด้วย

 

“ก็นะ ใครใช้ให้เจ้านั่นเก็บกดมานานกันล่ะ ตั้งเเต่การสอบสวนครั้งก่อนที่ทำคนเสียสติไปเกือบร้อย ตอนนั้นก็ไม่มีงานอะไรให้เขาทำอีกเลย นานๆทีจะได้ลงมือสักครั้งย่อมต้องทำเต็มที่นั่นเเหละ”

 

“อืม เเต่พวกกลุ่มดวงตามารนั่นไม่เท่าไร ทำไมยังมีคนนอกกลุ่มดวงตามารโดนด้วยกันล่ะ” เมื่อได้ยินคำถามนั้น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของพลทหารพิเศษคนที่เลือกทั้ง 3 คนออกมาก็ปรากฎขึ้นน้อยๆ 

 

“ทั้งสามคนนั้นเป็นคนของตระกูลใหญ่ที่มีปัญหากับรุ่นน้องอัน เเม้ว่าในบรรดานักเรียนจำนวนมากจะมีคนจากตระกูลไห่เเเละตระกูลอื่นๆที่ไม่ชอบรุ่นน้องของพวกเรา แต่พวกเขาไม่ได้มีเจตนาสังหาร หรือก็คือ … พวกเขาไม่ใช่คนที่รับคำสั่งฆ่ามาโดยตรง”

 

ได้ยินคำตอบเช่นนั้น ทุกคนก็อ้าปากค้างอย่างไม่อยากเชื่อ นี่หมายความว่ายังไง ทางนั้นโดนริดรอนอำนาจไปมากขนาดนี้เเล้ว ยังคิดจะเเก้เเค้นอีกหรือ ตอนนี้ควรจะเอาตนเองให้รอดก่อนหรือไม่ หรือว่า….หน่วยสืบสวนทำงานไม่ได้เรื่องกันล่ะ

 

ก่อนหน้านี้พวกเขาพยายามป้อนข้อมูลให้อีกฝ่ายจำนวนมากไปแล้วนะ ทั้งโกงเงินกองทัพ ออกคำสั่งมิชอบ รังแกคนธรรมดา เเถมยังลงมือกับผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างไม่ยุติธรรมอีก ด้วยข้อหามากมายเช่นนั้น สมควรทำให้ตระกูลไห่ถอดอีกฝ่ายจากตำแหน่งผู้นำตระกูลเเล้ว เเล้วทำไมยังมีความสามารถสั่งการคนอื่นอีกล่ะ

 

อืม…หรือว่าตราบใดที่ยังมีตระกูลไห่ก็ยังจะมีคนสนับสนุนช่วยเหลือใช่ไหม ถ้าอย่างนั้น…พวกเขาอาจจะต้องเริ่มเล่นสนุกกับตระกูลไห่เเทนเเล้ว…

 

ในใจของพลทหารพิเศษหลายคนคิดเช่นนั้น ใครมอบความกล้าให้พวกมันต้องการเป็นศัตรูกับรุ่นน้องพลทหารพิเศษของพวกเขากันล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องดูว่ามีความอดทนเพียงพอที่จะรับมือกับเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่!!

 

“ในเมื่อเป็นคนชั่วช้าขนาดนั้น ก็ควรจะต้องสอบสวนให้ละเอียดหน่อย ฉันจะไปบอกกับเจ้านั่นให้ลงมือให้ดี อย่าปล่อยให้ข้อมูลเล็ดรอดออกไปได้เเม้เพียงเรื่องเล็กๆก็ตาม”

 

หึ หึ หึ ถ้าบอกเจ้านั่นเกี่ยวกับเจตนาร้ายของอีกฝ่ายต่อรุ่นน้อง เชื่อเถอะว่า “เหยื่อ” นั้นคงจะร้องขอความตายมากกว่าการอยู่ต่อ เดี๋ยวพวกมันจะได้รู้เองว่านรกบนดินเเท้จริงเป็นอย่างไร

 

หลังจากจัดการเรื่องพวกเเฝงตัวเข้ามาเเล้ว ทหารพิเศษคนอื่นๆก็เข้าไปในพื้นที่ล่าเพื่อช่วยซูหยวนเเสดงละครอีกเล็กๆน้อยๆ

 

ตอนนี้นักเรียนทั้งหมดได้อยู่รวมกันที่นี่เเล้ว พวกเขาไม่รู้ว่าที่นี่เป็นพื้นที่ลับ เป็นเขตเชื่อมมิติ เเต่เข้าใจว่าเป็นสถาณที่ที่พลทหารพิเศษสร้างขึ้นมาเพื่อการเเข่งขันของพวกเขา ดังนั้นจึงคิดว่าพลทหารพิเศษเเข็งแกร่งมาก มากถึงกับสร้างโลกอีกใบขึ้นมาได้เลย!

 

ไม่ใช่เเค่พวกนักเรียนเท่านั้นที่คิดเช่นนี้ อาจารย์บางคนที่ไม่รู้ก็ตกตะลึงกับพื้นที่สุดลูกหูลูกตานี้เหมือนกัน พวกเขาเเต่เดิมเเล้วก็หวาดกลัวพลทหารพิเศษมาก เเต่ตอนนี้ยิ่งหวาดกลัวมากกว่าเดิม

 

ท้องฟ้าสะอาดสว่างสดใส กลิ่นอายในนี้ไม่มีมลพิษมากมายเหมือนข้างนอกนั่น เเม้จะเป็นกลิ่นเค็มประหลาด หากเเต่ดีกว่าข้างนอกที่เน่าเหม็นจนเป็นมลพิษ!

 

เสียงคลื่นกระทบฝั่งที่เหมือนดนตรีกำลังบรรเลงเพลงอันไพเราะ ยังมีเสียงซวบซาบที่เกิดจากลมธรรมชาติพริ้วไหว…

 

“ที่นี่เหมือนกับดินเเดนเเห่งความหวังเลย ...” 

 

อาจารย์หลายคนที่เชื่อเรื่องดินเเดนเเห่งความหวัง ดินเเดนที่เคยงดงามในอดีตพึมพำออกมา หลายคนเป็นอาจารย์สอนวิชานี้  ... วิชาประวัติความเป็นมาของการกลายพันธุ์ หรือที่พวกนักเรียนเรียกว่า “วิชากระตุ้นความเพ้อฝัน” ซึ่งชื่อเรียกพวกนี้พวกเขาก็รู้ดี ถึงอย่างนั้นก็ไม่คิดจะตำหนินักเรียน เพราะสุดท้ายแล้ว...มันก็เป็นวิชาที่เพ้อฝันจริง        ๆ

 

ในฐานะคนเป็นอาจารย์แล้ว เขาก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่าบรรยากาศที่สุดวิเศษเช่นนั้นจะมีอยู่จริง ถึงอย่างนั้น....ตอนนี้พวกเขาก็ได้รู้แล้ว ในชีวิตหนึ่ง...พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้เห็นมันกับตา!! แต่ใครจะคิดว่าพลทหารพิเศษพวกนี้กลับทำพวกมันขึ้นมาได้

 

“ที่นี่มีพลังงานอัดแน่นมาก เเค่หายใจก็เหมือนได้เอาของเสียออกมาเเล้ว”

 

“ที่นี่เป็นที่เเบบไหนกันเเน่ พลทหารพิเศษพวกนี้สร้างมันขึ้นมาได้จริงหรือ?”

 

“ถ้าพวกเขาทำมันขึ้นมาจริง ย่อมแปลว่าระดับของพวกเขาสูงมาก มากกว่ามนุษย์ทั่วไปเเล้ว ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ผ่านมาตัวเองมั่นใจอะไรอยู่ ถ้าคนกลุ่มหนึ่งสร้างดินเเดนสวรรค์ขึ้นมาได้ ฉันยังทำได้เเค่เฝ้าฝันถึงมันเท่านั้น”

 

“ฉันคิดว่าควรใช้ช่วงเวลานี้เพื่อฝึกฝน…”

 

“ฝึกฝนตนเองหรือ? นี่เป็นพื้นที่เเข่งขันของเด็กๆที่โชคดีเหลือเกินพวกนี้ พวกเราเป็นอาจารย์มีหน้าที่ดูเเลความปลอดภัยเด็กๆไม่สามารถทำตามใจได้ ตอนนี้แค่มองดูเด็กรุ่นหลังได้โอกาสพัฒนาตนเองไปก็ดีเเล้ว”

 

“นี่….นี่…เฮ้อ นั่นก็ถูกต้องแล้ว” 

 

พวกอาจารย์ต่างพูดคุยเกี่ยวกับความลึกลับเเละทรงพลังของสถานที่แห่งนี้ แน่นอนว่าพวกนักเรียนก็เช่นเดียวกัน เสียงของทุกคนจึงดังจอกแจกจอเเจ ทำเอาคิ้วของพลทหารพิเศษที่ปกติไม่ค่อยวุ่นวายข้องเกี่ยวกับใครกระตุกถี่ๆด้วยความหงุดหงิด

 

“หลิ่วโป นายคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร” 

 

ในสถาบันเเผนเเละกลยุทธ์ นักเรียนชายคนหนึ่งถามหลิ่วโปเพราะอยากรู้อยากเห็น การเรียกทุกคนมารวมตัวกันอย่างกะทันหันนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ ในใจเขาคิดว่านี่เหมือนกับการพานักเรียนมาอยู่ในการควบคุมมากกว่า

 

หลิ่วโปรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ข้างนอกดี เพราะเจ้านายได้เรียกทุกคนที่ทำงานให้ตนเองมาที่นี่ด้วย ทั้งหมดก็เพื่อปกป้องพวกเขา เหลียนซิ่วอิงเองก็ถูกเรียกมาในฐานะนักเรียนคนหนึ่ง พวกเขาอยู่ไกลกัน หากเเต่ยังสามารถสบตาสื่อความหมายถึงกันได้

 

เขาคิดเล็กน้อย เพื่อนคนนี้เป็นคนฉลาด ต่อให้ไม่บอกความจริงก็คงรู้ในสักวัน ที่สำคัญ…เเทนที่จะโกหกแล้วต้องถูกจับผิด สู้มอบข้อมูลเล็กๆน้อยๆ แล้วเปลี่ยนให้มาเป็นฝ่ายตนเอง คอยช่วยปิดบังเรื่องน่าจะดีกว่า

 

“ตอนนี้ข้างนอกกำลังเกิดเรื่อง พวกเราถูกเรียกมารวมกันเพื่อความปลอดภัย”

 

“ห๋า โอ้…อืม....” 

 

เด็กหนุ่มอ้าปากค้างเมื่อได้ยินเช่นนี้ ถึงเขาจะรู้สึกผิดปกติจากก่อนหน้า เเค่ไหนเลยจะคิดว่าเป็นเรื่องผิดปกติที่รุนเเรงเช่นนี้

 

“เกิดเรื่องใหญ่ถึงกับต้องพาทุกคนมาซ่อน เเถมยังเเยกกลุ่มคนบางกลุ่มออกไป ดูเหมือนว่า…กลุ่มดวงตามารจะเคลื่อนไหวงั้นหรอ?”

 

“ใช่”

 

“อ่า ให้ตายสิ!! ทำไมต้องเป็นตอนนี้ด้วยนะ รอให้พวกเราเรียนจบก่อนไม่ได้เลยรึไงไอ้พวกเวร! แต่ว่า…เรื่องนี้พวกพบทหารพิเศษกับพวกระดับสูงคิดดีจริงๆ เเทนที่จะเปิดเผยความจริงออกไป สู้ให้ทุกคนไม่รู้น่าจะดีกว่า เพราะถ้าคนรู้มาก เดี๋ยวก็มีพวกตัวดีที่คิดว่าตัวเองจะต้องรีบกลับไปช่วยตระกูล เข้าใจว่าเเข็งแกร่งเสียมากมาย สุดท้ายกลับไปเป็นตัวถ่วงเเทน เหอ เหอ เหอ มีเยอะเสียด้วยนะคนเช่นนั้น ต้องระวังให้ดี…”

 

เเม้จะรู้ความจริง แม้จะเป็นห่วงตระกูล แต่เขารู้ถึงขีดจำกัดตนเองดี ตอนนี้ที่ควรทำคือการไม่พาตัวเองไปเป็นตัวถ่วงให้กับตระกูลหรือพวกทหาร เมื่อพวกเขามั่นใจว่าปกป้องพวกตนได้ ก็สามารถสู้ได้โดยไม่ต้องระเเวงข้างหลัง 

 

ในฐานะนักวางแผนเเล้ว เเผนการนี้ยอดเยี่ยมที่สุด เเถมยังไม่ให้ศัตรูรู้ว่าพวกเขารู้ล่วงหน้าด้วย

 

ถามว่าทำไมถึงคิดว่านี่เป็นการหนีล่วงหน้า นั่นก็เพราะ…พวกเขายังประกาศออกไปว่านี่เป็นการเเข่งขัน คล้ายว่าต้องการหาข้ออ้างเพื่อไม่ให้คนของกลุ่มดวงตามารรับรู้ได้ 

 

ส่วนทางฝั่งกลุ่มดวงตามารเองก็เช่นกัน คนของพวกเขายังซ่อนตัว เเฝงอยู่ในกลุ่มของอาจารย์เเละนักเรียน นี่แปลว่าอะไร? ย่อมต้องแปลว่าพวกเขายังไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน เเผนการนี้น่าจะต้องเริ่มพร้อมกัน ขณะนี้พวกเขาแค่กำลังรอเวลาเท่านั้น

 

พิจารณาอย่างถี่ถ้วน นักเรียนหนุ่มก็เข้าใจทุกอย่าง หลิ่วโปพยักหน้ารับเช่นกัน…เเปลว่าอีกฝ่ายเข้าใจได้ถูกต้องเเล้ว

 

“ในเมื่อรู้เเล้วก็ช่วยกันให้ดี อย่าให้เกิดปัญหาก่อน เจ้านายของฉันใจดี เเต่คนอื่นๆในกองกำลังพิเศษคงไม่ใช่เเบบนั้น”

 

“โอ้ หลิ่วโป…นายว่าเจ้านายตัวเองใจดีงั้นหรือ? ฉันคิดว่าเรื่องนี้นายค่อนข้างเข้าข้างเข้านายของตนเองเกินไปหน่อยนะ”

 

เพื่อนหนุ่มส่ายหน้า ถ้าเจ้านายของอีกฝ่ายใจดี เช่นนั้นคงไม่มีใครใจร้ายอีก จริงอยู่ที่เธอไม่ได้กระทำความผิดใดๆ เเต่จากที่เขาเคยได้ยินผลงานของอีกฝ่ายมาเป็นเวลานาน…ดูเหมือนจะเรียกว่าโหดเหี้ยมได้ด้วยซ้ำ เขาเองยังสาบานว่าจะมีเรื่องมีปัญหากับใครก็ได้ เเต่จะให้มีปัญหากับเจ้านายอันของหลิ่วโป เขาขอหนีไปเสียยังจะดีกว่า

 

“.........” หลิ่วโปไม่ตอบ เพียงมองอีกฝ่ายด้วยใบหน้านิ่งเรียบ ทำให้เจ้านั่นหัวเราอยู่คนเดียว

 

สำหรับคนฉลาดหน่อยก็อาจจะเหมือนชายหนุ่ม รู้สึกสงสัยเกี่ยวกับการเรียกตัวอย่างกะทันหัน เเต่เพราะฉลาด…ย่อมไม่สร้างปัญหาเพิ่ม พวกเขายอมทำตามกติกาการเเข่งขันที่ถูกสร้างอย่างกะทันหันนี้อย่างดี

 

เมื่อจัดการกับพวกนักเรียนทั้งหมดเเล้ว ซูหยวนกับพลทหารพิเศษคนอื่นๆก็มีหน้าที่สำคัญกว่าที่ต้องไปทำ 

 

อย่างไรทางเข้าที่นี่ก็มีเเค่ทางเดียว ขอเเค่เฝ้าประตูให้ดีย่อมไม่มีใครสามารถเข้าไปก่อเรื่องได้ คนที่อยู่ในนั้นทั้งหมดล้วนเป็นคนดี ไม่สิ! อาจจะไม่ใช่คนดีทั้งหมด เพราะถึงอย่างไรนิยามคำว่า “ดี” ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอยู่เเล้ว 

 

สุดท้ายคงบอกได้แค่ว่า…คนที่อยู่ในนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกกลุ่มดวงตามาร ไม่มีเจตนาทำลายมนุษย์ชาติเหมือนพวกนั้น ย่อมไม่ก่อเรื่องใหญ่จนทำให้ผิดเเผน ดังนั้นซูหยวนจึงผ่อนคลายมาก 

 

เธอเองก็โยนครอบครัวเเละคนที่ต้องการปกป้องเข้าไปในที่แห่งนั้นด้วย ปล่อยราชาหนูทองลายขาวเเละเเมลงกัดกินจำนวนหนึ่งไว้ที่นั่น รวมทั้งเฝ้าระวังอยู่ด้านนอกพร้อมกับทหารระดับสูงหลายคนที่กองทัพส่งมาโดยเฉพาะ 

 

“เอาล่ะ ตอนนี้รุ่นน้องน่าจะไม่กังวลเกี่ยวกับที่นี่อีกแล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไปลุยที่บ้านของพวกมันบ้างดีกว่า” 

 

พลทหารพิเศษคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เขารอเวลานี้มานานเเล้วเช่นกัน ไอ้พวกกลุ่มดวงตามารใช้ช่วงเวลาที่ผ่านมาอย่างสนุกสนานจริงๆ พวกมันคงคิดว่าตนเองเเข็งเเกร่งหนักหนา หารู้ไม่ว่าความจริงเเล้ว…หัวของพวกมันอยู่ในมือของพวกเขามาโดยตลอด 

 

ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ลงมือเพราะอยากรู้ไอ้คนลึกลับที่อยู่เบื้องหลังของมันว่าเป็นใครกันเเน่ โชคดีจริงๆที่สุดท้ายเเล้วพวกมันก็เฉลยด้วยตนเอง เพราะองค์ชายผู้ต้องสงสัยสามคนหายตัวไปเเล้ว 2 เหลือเเค่คุณชายเเห่งอัศวินฮาร์ปี้คนเดียวเท่านั้น ตอนนี้จึงไม่จำเป็นต้องสงสัยใครอีก

 

เรื่องนี้พลทหารพิเศษไม่ได้รู้ด้วยตัวเอง พวกเขาเพียงสงสัยว่าน่าจะมีคนจากดินเเดนศักดิ์สิทธิ์สนับสนุนอยู่เบื้องหลังเท่านั้น เเต่ไม่รู้ว่าพวกมันเป็นใคร จนกระทั่งไม่กี่วันก่อนได้รับข้อมูลอย่างใจกว้างจากองค์กรนักล่าสกุลจาง

 

พวกเขารู้ว่าข้อมูลนี้ไม่ได้ให้เปล่า ไม่ได้ให้เพราะความเสน่หา แต่เป็นการมอบให้เพราะพวกเขามีจุดประสงค์เดียวกันในตอนนี้ นั่นคือปกป้องอันซูหยวน!

 

หากเป็นก่อนหน้านี้ องค์กรนักล่าสกุลจางทำอะไรต้องมีข้อแลกเปลี่ยน มีค่าใช้จ่ายสูงลิ่ว เเต่เพราะข้อมูลพวกนั้นมันเป็นข้อมูลสำคัญจริงๆ สุดท้ายกองทัพก็จ่ายไปไม่น้อยเเล้ว

 

ทว่าข้อมูลนี้…เพื่อปกป้องอันซูหยวนที่อยู่ในพื้นที่สว่างมากเกินไป เเม้เเต่สกุลจางก็ยังกลัวว่าจะปกป้องเธอตลอดเวลาได้ไม่ดี การให้ข้อมูลพวกเขาไว้ด้วย จะทำให้กองกำลังพิเศษทั้งหมดช่วยกันจับตามองอีกฝ่ายไว้ เเละนั่นจะเพิ่มความปลอดภัยของอันซูหยวนได้แน่นอน

 

สำหรับพลทหารพิเศษ พวกเขาต้องการปกป้องรุ่นน้องกันอยู่เเล้ว ดังนั้นเรื่องนี้ไม่นับเป็นการเเลกเปลี่ยนอะไร พวกเขาจะถือว่าพลทหารพิเศษติดหนี้พวกองค์กรนักล่าสกุลจางหนึ่งครั้ง ในอนาคตจะต้องชดเชยให้แน่นอน 

 

ส่วนเรื่องการดูเเลอันซูหยวน นี่เป็นหน้าที่ของพวกเขาพี่น้องอยู่เเล้ว ตระกูลจางจำเป็นต้องได้หน้าขนาดนั้นเลยหรือ?!!

 

………………………………