LNCrawler

บทที่ 478 ดอกโมเบียศักดิ์สิทธิ์ (อ่านฟรี 27 มิ.ย. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 478 ดอกโมเบียศักดิ์สิทธิ์ (อ่านฟรี 27 มิ.ย. 69)

บทที่ 478 ดอกโมเบียศักดิ์สิทธิ์

 

สำหรับเผ่าพันปี ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของพวกเขาก็คือพวกปีศาจจากอเวจี โดยพวกมันเป็นเผ่าพันธุ์หนึ่ง เหมือนกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่อยู่เขตมลพิษ แต่เผ่ามนุษย์อยู่ใกล้ชายเขตของอาณาเขตอัศวินหงส์ขาว ในขณะที่พวกเขาอยู่ติดกับพวกปีศาจอเวจี

 

บาเรียเเละค่ายกลของเผ่าพันปีทำให้สามารถปกป้องดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ แต่…ทุกอย่างมีช่องโหว่เสมอ พวกเผ่าอเวจีพยายามที่จะเข้ามาในเขตของพวกเขา เพื่อที่จะขโมยทรัพยากรทั้งหมดไป เจ้าพวกนี้มี “เทพปีศาจ” ของตนเอง เเละพวกมันก็ถือว่าเทพผู้สร้างของดินเเดนศักดิ์สิทธิ์เป็นศัตรูกับเทพปีศาจของพวกมันด้วย ดังนั้นจึงอยากจะทำลายพื้นที่แห่งนี้ให้สิ้นซาก

 

บางที…ลักษณะดินเเดนเช่นนี้ อาจจะเป็นเหตุหลักที่ทำให้อัศวินคนอื่นๆไม่ต้องการรุกล้ำดินเเดนของพวกเขา เพราะถ้าได้รับดินเเดนนี้ไป ..ก็เหมือนว่าต้องรับภาระใหญ่นี้ไปด้วย

 

พวกปีศาจอเวจีพวกนี้ เมื่อมีระดับสูงขึ้นก็จะใช้เพลิงอเวจีได้ เเละเพลิงอเวจีนี้เอง ก็เป็นพลังต่อสู้ที่ขัดขวางการรักษาอยู่เสมอ

 

ซึ่งสาเหตุที่ทำให้อัศวินพันปีคนปัจจุบันมีเเขนเหลือเพียงข้างเดียวก็เพราะเพลิงอเวจีนี้! ถ้าตอนนั้นมียาสมานเเผลของคุณหนูแห่งอัศวินหงส์ขาว…อัศวินของพวกเขาจะได้รับความอัปยศเช่นนั้นหรือ?

 

เพราะไม่ต้องการใช้น้ำอมตะที่ท่านเทพผู้สร้างทิ้งไว้ เขาจึงจำใจตัดเเขนตนเองทิ้ง ไม่ปล่อยให้มันเน่าเเละลุกลามจนถึงแก่ชีวิต

 

เมื่อรู้ว่าของขวัญชิ้นนี้ล้ำค่าขนาดไหน ทุกคนก็พร้อมใจกันมองไปที่คุณชายห้าอีกครั้ง

 

“ดี ดีจริงๆที่คุณชายห้ามี “สหาย” ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้!!”

 

“ฮึ่ม! ช่างดีเหลือเกินจริงๆ!!” แม้ว่าปากจะบอกว่าดี แต่น้ำเสียงของพวกเขาเริ่มมีอารมณ์แปลกๆแทรกเข้ามาด้วย เห็นแบบนั้น...คุณชายห้าก็รู้สึเหมือนหลังของเขาเริ่มหนาวเย็นขึ้นเล็กน้อย คล้ายกับว่ามีใครบางคนอยากจะเลาะกระดองที่แข็งแกร่งของเขาออกเป็นชิ้นๆ!!

 

ยาวิเศษที่สามารถช่วยรักษาบาดแผลจากพลังอเวจีของพวกปีศาจอเวจี หากเป็นแค่บาดแผลเล็กๆน้อยๆก็ช่างมันเถอะ พวกเขาจะคว้านเนื้อคว้านหนังอย่างไรก็ได้ แต่ที่เกิดความสูญเสียมากๆ ไม่ใช่เพราะบาดแผลใหญ่ แล้วก็เกิดจากการต่อสู้ของพวกระดับสูงหรอกหรือ?

 

ดังนั้นยาวิเศษนี้จึงเหมือนเป็นหลักประกัน เมื่อทหารระดับสูงหรือแม้แต่ท่านอัศวินออกหน้าไปต่อสู้ ในสถานการณ์ที่พลิกผันได้...พวกเขาอาจจะเอาชนะ เด็ดหัวศัตรูที่แข็งแกร่งมาด้วยก็ได้!!

 

ความตื่นเต้นของพวกเขาเข้าใจได้จริงๆ แต่คุณชายห้าก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองทำผิดอะไร ความเป็นจริงแล้ว...เรื่องนี้ถือเป็นเขาที่สร้างประโยชน์ด้วยไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมทุกคนจึงมองตนเองด้วยสายตาเช่นนั้น...ทำราวกับว่าเขาเป็นคนทำความผิด!!

 

“เอาล่ะ คุณชายห้า...ในเมื่อยานี้เป็นของวิเศษเช่นนี้ พวกเราก็ควรจะรีบส่งไปเก็บไว้ในคลังสมบัติของอาณาเขต เผื่อว่ามีใครรู้เกี่ยวกับสมบัตินี้แล้วจะต้องการมาขโมย หากเป็นเช่นนั้นจริง..นี่จะกลายเป็นความเสียหายที่มากขึ้น”

 

“นอกจากนี้...ในเมื่อคุณชายเป็นถึงสหายของคุณหนูแห่งอัศวินหงส์ขาว เช่นนั้นขอได้โปรดติดต่อกับคุณหนูอีกครั้งเพื่อสอบถามว่าพวกเราสามารถมีความร่วมมือดีๆเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนยาล้ำค่านี้หรือไม่?”

 

ขุนนางคนหนึ่งถอนหายใจออกมา คุณชายจอมทึ่มของพวกเขาคงจะทำได้ดีที่สุดแค่นี้แล้ว แต่ถ้าฟังเรื่องราวที่คุณชายเล่ามา...คุณหนูท่านนี้เป็นคนเด็ดขาดมาก แยกแยะความชอบและความเกลียดชังได้ชัดเจน ดังนั้น...ในตอนที่พวกเขายังอยู่ฝั่ง “ความชอบ” ก็ควรจะรักษาเอาไว้ให้ดี อย่าได้ย้ายไปอยู่ฝั่ง “เกลียดชัง” เหมือนคุณชายรองแห่งอาณาเขตฮาร์ปี้เลย...

 

“โอ้ เข้าใจแล้ว ยาระดับสูงนี้เป็นของดีจริงๆ แล้วก็...ตอนที่ฉันมอบผลึกบาเรียระดับสูงให้ คุณหนูแห่งอัศวินหงส์ขาวดูจะชื่นชอบมันไม่น้อย แล้วก็...เธอน่าจะสนใจเกี่ยวกับเรื่องการทำค่ายกลด้วย ที่เขตมลพิษของเธอไม่มีอาวุธค่ายกล พวกเราอาจจะใช้เรื่องนี้เป็นการแลกเปลี่ยน” คนตัวใหญ่กล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุม ซึ่งขุนนางทุกคนก็พยักหน้ารับ

 

ก็นะ...คุณชายของพวกเขาดีทุกอย่าง จะเป็นความคิด นิสัย หรืออื่นๆ น่าเสียดายแค่อย่างเดียวก็คือ...คุณชายเป็นคนที่ไม่รู้วิธีในการเข้าหาหญิงสาวแบบ “คนรัก” เลยจริงๆ เสน่ห์ด้านนี้ของเขาหายไปหมด แม้ว่ารูปร่างจะดูดีแค่ไหน สุดท้ายก็เปลี่ยนผู้หญิงดีๆทุกคนให้กลายเป็นเพื่อนได้ทั้งนั้น

 

ไม่น่าแปลกใจเลยเมื่อได้ยินว่าคุณชายห้าของพวกเขาเปลี่ยนคุณหนูแห่งอัศวินหงส์ขาวเป็น “สหาย” อีกครั้ง ทุกคนจึงได้เน้นคำว่า “สหาย” ด้วยความเจ็บใจถึงขนาดนั้น

 

เรื่องที่คุณชายห้าได้ของดีไปไม่น้อยนั้นถึงหูของท่านอัศวินหงส์ขาวเช่นกัน แน่นอนว่าเธอไม่ได้ตำหนิเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ก็แอบผิดหวังเมื่อได้รู้ว่าอันซูหยวนมีคนที่ตนเองสนใจแล้ว

 

เดิมที...ที่อัศวินหงส์ขาวอยากจะเปิดโอกาสให้หญิงสาวได้รู้จักกับคนของอัศวินพันปีก็เพราะรู้จักนิสัยของอีกฝ่าย และที่สำคัญ...แม้ว่าจะไม่ใช่อาณาเขตหงส์ขาว แต่ขอให้เธออยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ต่อไปได้ มีความผูกพันกับที่แห่งนี้ เธอก็คงจะไม่ละทิ้งที่นี่ไปง่ายๆ

 

เธอไม่ได้โง่เหมือนกับคนอื่นๆที่คิดว่าคนจากเขตมลพิษเป็นคนที่ระดับต่ำกว่า อย่าลืมว่าที่เขตมลพิษก็มีทรัพยากรของพวกเขา แต่เป็นทรัพยากรที่คนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่อาจจะออกไปหาได้ ในขณะที่เมื่อไรก็ตาม...คนของเขตมลพิษอยากจะสร้างปัญหา ก่อสงครามขึ้นมา พวกเขาที่ทำได้แค่ตั้งรับ แล้วถ้าพ่ายแพ้ต่อสงครามนี้...คนของเขตมลพิษก็ยังเข้าไปล่าทรัพยากรจากดินแดนของตนเองได้

 

เวลานี้...พวกตนไม่ต่างอะไรกับการถูกขังอยู่ในคุก ดังนั้นถ้าสามารถทำให้คนของเขตมลพิษผูกพันกับที่นี่ได้ แล้วอยากสนับสนุน แลกเปลี่ยนกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ นั่นคงจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนกว่า!

 

ถึงจะน่าเสียดาย แต่เรื่องนี้ทำอะไรไม่ได้...

 

“ท่านแม่ ท่านคิดว่ายาที่น้องอันให้ทางนั้นไปจะทำให้พวกเขาสนใจหรือไม่ครับ”

 

คุณชายสี่เอ่ยถามด้วยความลังเล พวกอัศวินพันปีพวกนั้นไม่ค่อยสนใจเรื่องยารักษาเท่าไร พวกเขามั่นใจว่าตัวเองแข็งแกร่งมากพอ ดังนั้น...แม้แต่อาณาเขตหงส์ขาวเองก็ตีตลาดยาของพวกเขาไม่ได้มากนัก

 

คนมีอำนาจมากที่สุดคิดเล็กน้อย สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมา...นี่เป็นเพราะเธอเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าผลตอบรับจะเป็นอย่างไร สำคัญมากกว่านั้นก็คือ...เธอยังไม่รู้เลยว่ายานั้นเป็นยาอะไร

 

“เอาเถอะ เดี๋ยวในงานเลี้ยงก็คงจะรู้ผลเองว่าพวกเขาสนใจหรือไม่ แต่ว่า...ในงานเลี้ยงนี้ พยายามอย่าให้มีปัญหา มีเรื่องน่าแปลกอยู่หนึ่งอย่างก็คือ...ธิดาของอัศวินราชินีเหมันต์ไม่ได้มาเข้าร่วมด้วย ทั้งๆที่ปกติแล้ว แม้จะไม่อยากเป็นมิตรกันนัก แต่เธอก็ไม่ควรพลาดโอกาสแสดงตัว ทว่า...พวกเขาส่งมาแค่ขุนนางคนหนึ่งเท่านั้น ฉันอยากจะให้ตรวจสอบการเคลื่อนไหวของเสวี่ยจิงไปพร้อมๆกันด้วย”

 

“เสวี่ยจิงงั้นหรือ?”

 

คุณชายสี่เมื่อนึกถึงหญิงสาวผู้งดงามคนนั้นก็ต้องรู้สึกขนลุกชัน ไม่ใช่เพราะหลงใหลในความงามของเธอ แต่ที่เขาขนลุกก็เพราะบรรยากาศสูงส่งที่อีกฝ่ายปล่อยออกมามากกว่า

 

เจ้าตัวเป็นคนที่ถือในยศของตนเองมาก เหมือนกับราชินีเหมันต์ที่มีความเชื่อว่าตนเองเหนือกว่าอัศวินคนอื่นๆ เพราะเธอมีตำแหน่งเป็นถึง “ราชินี” ไม่น่าแปลกใจเลยที่ความเชื่อพวกนี้จะถูกส่งต่อไปยังลูกของเธอด้วย และนั่นก็ทำให้การพูดคุยกับอีกฝ่ายเป็นเรื่องยุ่งยาก

 

“การที่คุณหนูน้ำแข็งคนนั้นไม่มาถือเป็นเรื่องดีสำหรับทุกคน...”

 

คุณชายสี่พึมพำออกมา ซึ่งทำให้อัศวินหงส์ขาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ แน่นอนว่าเธอเข้าใจดีเลยว่าความรู้สึกเช่นนั้นมันคืออะไร ก็เหมือนกับที่ทุกวันนี้เธอไม่ถูกกับราชินีเหมันต์นั่นแหละ เหตุผลหลักๆก็มีเรื่องที่หมันไส้ท่าทางของอีกฝ่ายด้วย!

 

“แต่ในบรรดาคุณหนูที่มานี้ คุณหนูใหญ่และคุณหนูรองจากเผ่าแห่งภูติก็มาด้วย คิดว่าน้องอันซูหยวนจะเป็นเพื่อนกับอีกฝ่ายได้อย่างดีเลย”

 

ไม่คิดถึงคนจากเขตอัศวินราชินีเหมันต์ที่ทำให้รู้สึกขนลุกขนพองแล้ว คุณชายสี่กลับมาคิดถึงหญิงสาวผู้งดงามทั้งสองคนจากอาณาเขตแห่งภูติแทน

 

สำหรับเขา ทั้งสองเป็นหญิงสาวที่งดงาม น่ารักน่ามอง และเป็นคนที่สามารถเชื่อใจได้ ถึงคุณหนูรองจะดูน่ารักมากกว่าคุณหนูใหญ่ก็เถอะ แต่ไม่ว่าจะคนไหนก็ล้วนแล้วแต่คบหาเป็นเพื่อนได้ทั้งนั้น

 

เมื่อได้ยินบุตรชายกล่าวเช่นนั้น อัศวินหงส์ขาวก็คิดเล็กน้อย เธอรู้ว่าที่ลูกชายพูดนั้นไม่ผิด แต่กลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่น่าวางใจเอาเสียเลย

 

แน่นอนว่าเด็กทั้งสองคนทำตัวน่ารักจริงๆ และก็เหมือนกับที่ทุกๆคนคิด คุณหนูรองแห่งภูติดูน่าคบหามากกว่า ในขณะที่คุณหนูใหญ่อาจจะถูกสอนมาเข้มงวดกว่า ทำให้เธอไม่ค่อยแสดงความสดใสของตนเองออกมา

 

ตอนนั้นจำได้ว่าอายุกันเพียง 14 และ 13 ปีเท่านั้น คุณหนูใหญ่แห่งภูติกลับมีบรรยากาศเหมือนคนโต เว้นระยะห่างจากทุกคนเล็กน้อย เข้าสังคมไม่ค่อยเก่ง ทว่า...คุณหนูรองกลับสดใสร่าเริงเหมือนเด็กน้อย ไปที่ไหนก็สนิทสนมได้กับทุกคน และที่สำคัญ...รู้สึกว่าเธอหน้าตางดงามกว่าอยู่ส่วนหนึ่งด้วย เลยทำให้ทุกคนชมชอบเจ้าตัวมากกว่า

 

“อืม แต่ก็ต้องดูแลให้ดี คุณหนูทั้งสองไม่ได้เจอกันมา 5-6 ปีแล้ว ตอนนี้เติบโตเป็นสาวทั้งคู่ อาจจะมีนิสัยบางอย่างที่เปลี่ยนไป วันเดียวยังเปลี่ยนใจคนได้ ดังนั้นอย่ายึดมั่นว่าพวกเธอจะเหมือนเดิมทั้งหมด” ได้ยินมารดาบุญธรรมกล่าวเช่นนั้น คุณชายสี่ก็พยักหน้ารับ หากแต่เขาไม่ได้ใส่ใจเท่าไรนัก

 

คนจะเปลี่ยนไปมากมายขนาดนั้นได้เสียที่ไหน สำหรับเขา...เด็กสาวแห่งแดนภูติทั้งสองก็เป็นคนที่คบหาด้วยได้มากที่สุดแล้ว ยิ่งถ้ายืนคู่กับเสวี่ยจิงคนนั้น...ยิ่งต่างกันราวฟ้ากับเหว!

 

งานรับรองถูกจัดขึ้นในตอนเย็นค่ำของวัน เพื่อที่จะได้แสดงความสวยงามยามค่ำคืนให้เหล่าผู้มาเยือนได้เห็นด้วย แม้ว่าวัฒนธรรมของที่นี่จะไม่เหมือนกับโลกยุคก่อน ทว่า...ซูหยวนที่มาเข้าร่วมก็รู้สึกว่ามันให้บรรยากาศที่ครื้นเครงเหมือนกัน

 

เริ่มจากการเข้างานเลี้ยง เธอจะต้องสวมกำไลที่มีรูปหงส์ขาวไว้ที่ข้อมือ เป็นสัญลักษณ์ว่าเธอก็คือคนของดินแดนอัศวินหงส์ขาว สิ่งนี้คล้ายกับบัตรประจำตัวประชาชนในสมัยก่อน ซึ่งคนของเผ่าอื่นๆก็จะมีสัญลักษณ์ของพวกเขาเช่นกัน

 

เผ่าอัศวินพันปี จะมีสัญลักษณ์คือสายรัดข้อแขนเหนือขึ้นจากข้อศอก ลวดลายเป็นเหมือนกับลายที่แขนของพวกเขา หากแต่มีสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งนอกจากพวกมันจะเป็นสัญลักษณ์ประจำเผ่าแล้ว ก็ยังเป็นอุปกรณ์ที่ลงค่ายกลป้องกันเอาไว้ด้วย ดังนั้นทุกคนที่สวมใส่สิ่งนี้ จะเท่ากับถือโล่ป้องกันเอาไว้ 1 ชั้น

 

สำหรับเผ่าแห่งภูติ พวกเขาจะสวมมงกุฎช่อดอกไม้สีขาวสะอาดบนหัว ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้พวกเขาสามารถสื่อสารกับธรรมชาติได้มากขึ้น

 

มันถูกสร้างมาจากทรัพยากรที่ได้ในพื้นที่ล่าของพวกเขา ดอกไม้สีขาวสว่างนี้ก็เป็นดอกไม้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพุ่มไม้รอบๆต้นไม้โลก พวกมันถูกมองว่าเป็น “ข้าราชบริพาร” ของต้นไม้โลกนั่นเอง แต่นั่นก็แค่ความเชื่อเท่านั้น...

 

ซูหยวนลองถามจิตวิญญาณต้นไม้โลกเกี่ยวกับดอกไม้ชนิดนี้ แม้ว่าเธอจะรู้จัก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะยอมรับว่าพวกมันเป็นลูกน้องของตน ... เอาเถอะ เรื่องความเชื่อดีๆพวกนี้ ต่อให้เป็นจริงหรือไม่ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธรุนแรงเกินไปนัก หลายอย่างมองว่าเป็นสีสันได้ก็พอแล้ว

 

สำหรับสาเหตุที่เธอต้องสนใจสัญลักษณ์ของคนจากอาณาเขตแห่งภูตินั้น แท้จริงแล้วเป็นเพราะคุณชายสี่ได้พาคนมาทำความรู้จักกับเธอต่างหาก

 

สัญลักษณ์บนหัวของอีกฝ่ายถูกมองเห็นในทันทีเพราะมีความโดดเด่นมาก เมื่อคุณชายสี่พาคนมารู้จัก ทั้งสองคนที่เป็นถึงคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองแห่งภูติก็แนะนำตนเองให้เธอรู้ แถมยังแสดงความยินดีกับเธอด้วยของขวัญอย่าง “ดอกโมเบีย” ซึ่งเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของพวกเขาด้วย

 

“ดอกโมเบียนี้เป็นดอกไม้จากพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา พวกมันเป็นเหมือนกับผู้รับใช้จิตวิญญาณโลก ถ้าคุณเป็นคนดีและมีโชค...อาจจะสามารถติดต่อจิตวิญญาณต้นไม้โลกผ่านดอกโมเบียพวกนี้ก็ได้นะ”

 

หญิงสาวผู้เป็นคุณหนูรองของอัศวินภูติอธิบายให้ซูหยวนฟัง ท่าทางของเธอสดใสและเป็นกันเองมาก ทำให้คุณชายสี่มองดูอย่างพอใจ เหมือนกับว่าเขาได้หาเพื่อนเล่นที่แสนดีมาให้ลูกสาวได้สำเร็จอย่างไรอย่างนั้น

 

ทว่า...รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซูหยวน หากเป็นคนที่สนิทกับเธอจริงๆย่อมรู้ดีว่ารอยยิ้มนี้ไม่ใช่รอยยิ้มที่น่ามองนัก แต่น่าเสียดาย...คนพวกนี้ไม่ได้รู้ความจริงเสียหน่อย

 

“ครั้งหนึ่งฉันโชคดี ได้รับการตอบรับจากจิตวิญญาณต้นไม้โลกด้วย น่าเสียดายที่พี่สาวของฉันยังไม่มีโอกาสนั้น ถ้าหากเธอสามารถเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณต้นไม้โลกได้ การฝึกฝนอาจจะพัฒนาไปมากกว่านี้แล้ว น่าเสียดายจริงๆ...”

 

หญิงสาวว่าอย่างนั้นก่อนจะเข้าไปกอดเอวหญิงสาวอายุมากกว่า ซูหยวนเห็นได้อย่างชัดเจนว่าดวงตาของคุณหนูใหญ่แห่งภูติสั่นไหวเล็กน้อย เธอกำลังรู้สึกเศร้าจากสิ่งที่น้องสาวพูด แต่เรื่องนี้...เธอโชคร้ายเอง ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่ตัวเองไร้ความสามารถ...

 

 ………………………