LNCrawler

บทที่ 479 คุณหนูรองที่แสนศักดิ์สิทธิ์ (อ่านฟรี 28 มิ.ย. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 479 คุณหนูรองที่แสนศักดิ์สิทธิ์ (อ่านฟรี 28 มิ.ย. 69)

บทที่ 479 คุณหนูรองที่แสนศักดิ์สิทธิ์

 

ซูหยวนเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำแอบอ้างนั้น ก่อนจะเอ่ยถามออกไปเพื่อยืนยัน

 

“คุณหนูรองแห่งภูติสามารถติดต่อจิตวิญญาณต้นไม้โลกได้จริงหรือ? ตอนที่ติดต่อกัน...คุณหนูได้เห็นจิตวิญญาณต้นไม้โลกหรือไม่ หรือว่า...คุณหนูได้รับคำแนะนำอะไรจากต้นไม้โลกหรือ?”

 

เมื่อได้ยินคำถามของซูหยวน หญิงสาวกลับไม่ได้แสดงท่าทางประหม่าอะไร กลับคลี่ยิ้มหัวเราะคิกคัก ท่าทางเหมือนกับคุ้นชินเสียแล้วที่จะถูกถามเช่นนี้

 

ก็นะ...ก่อนหน้านี้ผู้คนมากมายก็อยากรู้เกี่ยวกับจิตวิญญาณต้นไม้โลกที่พวกเขานับถือทั้งนั้นแหละ หากเทียบระดับของภูติและเอลฟ์แล้ว...เผ่าพันธุ์ภูติควรจะมีระดับมากกว่าพวกเอลฟ์เสียอีก

 

อย่างไรก็ตาม...ภูติที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ไม่เหมือนเผ่าภูติที่ซูหยวนเคยเห็นในเกม พวกเขาเป็นเพียงเผ่าพันธุ์ชั้นปลายของพวกภูติเท่านั้น ขนาดจิตวิญญาณต้นไม้โลกยังพูดว่าสัมผัสถึงการเชื่อมต่อธรรมชาติจากเผ่าภูติเหล่านี้ได้น้อยมาก น้อยกว่าพวกเอลฟ์หลายเท่า!

 

ก่อนหน้านี้ซูหยวนไม่ได้ใส่ใจอะไร เธอรู้ว่าในดินแดนนี้...เผ่าภูติคงจะมีความใกล้ชิดกับต้นไม้โลก หรือธรรมชาติมากที่สุดแล้ว ดังนั้นจะได้รับยกย่องก็เป็นเรื่องปกติ ทว่า...พอได้ยินว่าสามารถเชื่อมต่อกระทั่งจิตวิญญาณต้นไม้โลกได้ แต่จิตวิญญาณต้นไม้โลกกลับบอกว่าไม่มีกลิ่นอายต้นไม้โลกที่ตัวของเธอเลย นั่นยิ่งทำให้ซูหยวนมั่นใจว่าคำกล่าวอ้างพวกนี้เป็นแค่...การโกหก!!

 

“จิตวิญญาณภูติเป็นจิตวิญญาณเก่าแก่ ตอนที่ฉันสามารถเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณต้นไม้โลกได้ ฉันก็ยังประหลาดใจเลย...เส้นผมของเขาขาวโพลนหากแต่มีความสว่างและดูทรงพลังมาก”

 

“จิตวิญญาณต้นไม้โลกนั้นใจดี ท่านบอกฉันว่าฉันเป็นคนดีและได้รับการคัดเลือกจากเหล่าธรรมชาติให้เป็นตัวแทนในการดูแลธรรมชาติต่อไป หลังจากนั้นฉันก็ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลครึ่งวัน และพลังเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว! นี่ก็คือ..คำอวยพรที่ฉันได้รับความเมตตามา”

 

“อันที่จริง ฉันก็อยากให้พี่สาวได้รับคำอวยพรเหมือนกันนะ ถ้าหากพี่สาวได้รับภารกิจมอบหมายนั้นมา ฉันก็คงไม่ต้องทำงานเหนื่อยมากขนาดนี้ อย่างไรฉันก็ชอบที่จะเล่นสนุกไปรอบๆมากกว่า เรื่องงานใดๆไม่อยากทำเลยด้วย”

 

“แต่ก็นั่นแหละ...ฉันพยายามให้พี่สาวติดตามฉันไว้ ฉันทำอะไรก็ให้พี่สาวได้ทำด้วย เผื่อว่าจิตวิญญาณต้นไม้โลกจะเห็นความดีของพี่สาวฉันแล้วก็เชื่อมต่อกับเธอ”

 

หญิงสาวเล่ารายละเอียดออกมา สีหน้าท่าทางน่ารักน่าชัง เริ่มจากความดีใจ ความซาบซึ้ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหน้ามุ่ยเพราะต้องแบกรับหน้าที่ยิ่งใหญ่มา

 

แน่นอนว่าถ้าเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องจริง แล้วเธอไม่ได้เจตนาอยากจะรับตำแหน่งสำคัญอะไร เพียงแค่อยากวิ่งเล่นไปรอบๆอย่างปากพูด เช่นนั้นการที่ได้รับงานใหญ่เช่นนี้ก็ถือว่าเป็นภาระไม่น้อย เพราะสุดท้ายมันจะเบียดเบียนความเป็นตัวของตัวเองทั้งหมด แต่...ถ้าคำพูดของเธอเป็นแค่การโกหก เช่นนั้น...จุดประสงค์ที่พูดนี้แปลว่าอะไร!

 

ซูหยวนไม่ได้พูดอะไร จอมโกหกมีวิธีการของตนเอง อีกอย่าง...เธอก็ไม่ใช่คนที่ได้รับผลกระทบด้วย ไม่มีความจำเป็นต้องออกแรงทำอะไร เพียงแต่...คำโกหกพวกนี้ใครจะเชื่อก็เชื่อไป แต่เธอไม่เชื่อและไม่คิดให้ค่ามันด้วย!

 

คุณชายสี่ไม่ใช่พวกทึ่ม เมื่อมองเห็นการแสดงออกของซูหยวน เขาก็เริ่มถอยหลังกลับไปเพื่อมองดูว่าเรื่องนี้มีอะไรผิดปกติบ้าง!

 

สำหรับเขา...ถึงจะชอบเด็กๆจากเผ่าภูตินี้มาก แต่ก็รู้ดีว่าอันซูหยวนไม่ใช่คนธรรมดา ยิ่งกว่านั้น...เขารู้ว่าคนที่เขตมลพิษมีความสามารถอย่างไรบ้าง

 

ก่อนหน้านี้...เพื่อนๆที่ทำงานของน้องสาวบุญธรรมก็ยังช่วยในการตรวจสอบข้อเท็จจริงจนไล่ตามหาคนร้ายที่คิดไม่ดีต่อท่านมารดาบุญธรรมได้ ดังนั้นเมื่อเธอมีท่าทางเช่นนี้...อีกทั้งยังตั้งคำถามออกมาอย่างหาได้ยากอีก เขาก็ต้องพิจารณาใหม่แล้ว!!

 

ทางคุณหนูรองหลังจากที่พูดเรื่องนี้จบก็ยิ้มเก้อไปเล็กน้อย เดิมทีเธอเชื่อว่าทุกคนจะต้องส่งเสียงตื่นเต้นหรืออิจฉาที่เธอได้ติดต่อกับจิตวิญญาณต้นไม้โลก ซึ่งถือว่าเป็นผู้เชื่อมต่อกับเทพเจ้าโดยตรง ทว่า...การแสดงออกของทุกคนกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

 

นอกจากอันซูหยวนที่มีรอยยิ้มตามมารยาทประดับอยู่ สีหน้าของคนอื่นๆก็ดูเรียบเฉยเสียเหลือเกิน…

 

คนพวกนี้...หรือว่าจะไม่รู้จักว่าจิตวิญญาณต้นไม้โลกคือสิ่งใดกันนะ? อ่า...ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ๆ เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้สัมผัสกับธรรมชาติ ย่อมไม่รู้ว่าพลังธรรมชาติแท้จริงแล้วยิ่งใหญ่ขนาดไหน ไม่น่าแปลกเลยที่ปฏิกิริยาของพวกเขาจะไม่เหมือนคนของอาณาเขตแห่งภูติที่ตื่นเต้นมากเมื่อได้ยินการโอ้อวดนี้ของเธอ

 

“คุณหนูแห่งอัศวินหงส์ขาวอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับตำนานจิตวิญญาณต้นไม้โลกของพวกเรา เพราะถึงอย่างไรคุณหนูก็มาจากเขตมลพิษ ที่นั่นคงจะเต็มไปด้วยความมืดมนและไอปีศาจ...ช่างเป็นสถานที่ที่น่าเศร้า”

 

“เนื่องจากเป็นดินแดนที่ถูกจิตวิญญาณต้นไม้โลกทอดทิ้ง ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะเป็นเช่นนั้น...อย่างไรก็ตาม คุณหนูจะต้องหมั่นทำความดีเอาไว้นะ แล้วก็ให้ทุกคนในเขตมลพิษทำความดีกันมากๆด้วย วันหนึ่งอาจจะเรียกความเมตตากลับมาได้ ถึงเวลานั้น...ดินแดนมลพิษก็จะได้ฟื้นคืนกลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนกับแดนสวรรค์ของพวกเราก็ได้”

 

คำพูดแสนดีและสวยหรู ถ้าฟังเพียงผิวเผินก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่เมื่อตีความหมายในนั้น...ซูหยวนกลับรู้สึกเหมือนว่ากำลังถูกตำหนิอยู่เลย

 

ไม่ว่าจะเป็น การที่เธอจะต้องหมั่นทำความดี นี่ไม่ได้แปลว่าเธอไม่ได้ทำดีก็เลยเป็นสาเหตุให้ที่นั่นเต็มไปด้วยมลพิษหรือ? ไหนจะเรื่องที่ต้องพยายามกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้ได้อีก ซูหยวนนึกอยากจะขำกับความคิดเช่นนี้จริงๆ

 

ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้นับเป็นอะไรได้ ต้องขอบคุณความพยายามของเผ่าพันปีที่วางค่ายกลป้องกันเอาไว้รอบๆดินแดน จากนั้นคนที่เป็น “เทพผู้สร้าง” ก็ใช้ประตูเชื่อมมิติของตนเองทิ้งไว้รอบๆพื้นที่นี้ แม้จะยังไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงทั้งหมดของอีกฝ่าย แต่การที่มีประตูเชื่อมมิติมากมมายนั้นก็ยืนยันความคิดของเธอได้บางส่วนแล้ว...

 

“ถ้าคุณหนูรองแห่งภูติบอกว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เป็นเช่นนี้ได้เพราะพยายามทำความดี อย่างนั้น...คุณหนูรองกำลังยืนยันว่าทุกคนที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นคนดีหรือ?”

 

หลังคุณหนูรองแห่งภูติกล่าวจบ เดิมทีซูหยวนคิดจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง ปล่อยให้คุณหนูรองคุยกับคนอื่นๆต่อไป ถึงอย่างไรเธอก็เป็นคน “ใหม่” ของที่นี่ มีคุณหนูคุณชายรวมทั้งขุนนางจากต่างอาณาเขตมากมายต่อแถวรอคุยกับเธออยู่ ดังนั้นถ้าแยกตัวออกไปด้วยสาเหตุอยากทำความรู้จักกับคนอื่นๆบ้างก็ไม่ถือว่าเสียมารยาท

 

อย่างไรก็ตาม...เสียงทุ้มของบุรุษร่างใหญ่ก็แทรกขึ้นมาก่อน อันที่จริง...เขาอดทนฟังและดูท่าทางเล่นสนุกของอีกฝ่ายมานานแล้ว

 

บางคนอาจจะชอบสตรีนิสัยเช่นนี้ แต่ก็มีบางคนไม่รู้สึกรำคาญตาเช่นกัน แน่นอนว่ามันเป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคน ไม่มีถูกหรือผิด ซึ่งเขาสามารถอดทนฟังอย่างใจเย็นเป็นสุภาพบุรุษได้เสมอ ถ้าไม่ใช่เพราะมีคำพูดประหลาดๆกับสหายของเขาก่อน

 

เขาเป็นพวกหัวทึบ ตามที่ขุนนางชอบพูดกัน อันที่จริง…ก็ไม่เชิงหัวทึบจริงๆหรอก

 

ก็แค่เขาสนใจเพียงเรื่องที่ตัวเองสนใจ ถ้าเป็นเรื่องอื่นๆเขาก็ไม่ค่อยยุ่งมาก เวลาคนล้อเล่นหรือพูดอะไรไร้สาระแล้วเขาตามไม่ทันก็เป็นเพราะเขาไม่ได้ฟังตั้งแต่แรก ทว่า...หากเป็นเรื่องที่เขาตั้งใจฟังอยู่ คุณชายห้าคนนี้ก็ไม่ได้โง่จนไม่เข้าใจอะไรเลย

 

เขารู้ว่าประโยคที่พูดออกมาก่อนหน้านี้ไม่มีประโยคไหนเลยที่ผิด ถ้าจะผิด...ก็ผิดแค่บรรยากาศ อารมณ์ของรูปแบบประโยคนั่นแหละที่พูดออกมาแล้วทำให้คนตีความได้หลากหลาย อยากจะเจตนาดี...ก็ตีความดีๆได้ แต่ถ้าอยากคิดให้เป็นแง่ร้ายก็คิดได้เช่นกัน

 

พวกเขาเผ่าพันปีไม่ค่อยเสียเวลาวุ่นวายกับการแสดงละครตลกอะไรพวกนี้ มีชีวิตอยู่ยืนยาวเกินไปจนถ้าต้องมามัวแสดงละครอยู่ก็เสียเวลากันเปล่าๆ

 

ดังนั้น...พอสัมผัสได้ถึงจิตใจที่ไม่ซื่อตรง แล้วยิ่งมาพูดกับสหายของเขา ถ้าเธอหลงคิดมากขึ้นมาก็จะทำให้เสียเวลากับเรื่องไร้สาระแทนที่จะมีความสุขไปอีก!!

 

แม้จะแค่หนึ่งนาที สองนาที หรือแค่ไม่กี่วินาที มันก็ไม่ดีทั้งนั้น!!

 

“คุณหนูรองพูดแบบเหมารวบเกินไป อีกอย่าง...ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้เกิดขึ้นได้เพราะเทพเจ้าผู้สร้าง ร่วมกับเหล่าอัศวินรุ่นก่อนๆเพื่อหาทางป้องกันและจัดการกับศัตรูรอบด้านเหล่านั้น”

 

“บรรพบุรุษแห่งเผ่าพันปีของพวกเราเป็นผู้สร้างค่ายกลป้องกัน อัศวินหงส์ขาวในตอนนั้นก็ทำหน้าที่เยียวยา สนับสนุนหน่วยรบแนวหน้า อัศวินพยัคฆ์ร้ายเป็นแนวหน้าที่สำคัญ ร่วมมือกับอัศวินเหมันต์กับอัศวินแกะทองคำในการยึดดินแดนทั้งจากน่านฟ้า บนดิน และใต้น้ำโดยเผ่าพันปีของพวกเรา”

 

“อัศวินแห่งภูติคอยฟื้นฟูทรัพยากรทั้งหมดให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ภายใต้การปกป้องของพวกเรา และอัศวินฮาร์ปี้ที่คอยตรวจสอบ ลาดตระเวน รวมทั้งยังวางกลยุทธิ์สำหรับการทำศึกในครั้งนี้ ทั้งหมดนี้...เป็นเพราะความดีหรือไม่?”

 

“ทั้งหมดเป็นเพราะความพยายามของทุกคน และเมตตาของท่านเทพผู้สร้างต่างหาก เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นตั้งนานแล้ว ไม่ใช่ว่าดินแดนแห่งนี้เพิ่งถูกสร้างจึงจะมาอ้างเรื่องความดีอะไรนั่นเสียหน่อย”

 

“ที่เขตมลพิษของคุณหนูแห่งอัศวินหงส์ขาว ที่จริงแล้วกลับน่าชื่นชมมากกว่าอีก...ไม่มีเทพเจ้าช่วยเหลือ แต่พวกเขากลับแสดงความแข็งแกร่งของตนเอง ร่วมมือกันเพื่อสร้างฐานมั่นปลอดภัยให้ตัวเองได้ ดูเอาเถิดว่าตอนนี้มีผลึกเพิ่มพลังชีวิตที่ล้ำค่ามาแลกเปลี่ยน แกนพลังงานที่เอาไปปรับใช้กับของมากมาย ทั้งหมดนี่ก็คือความพยายามที่จะต้องชื่นชม!”

 

คุณหนูรองผู้ไม่คิดว่าจะมีคนพูดมากมายขนาดนี้เพื่อตำหนิตนเอง ปกติแล้วเธอก็ใช้ชีวิตเช่นนี้มาโดยตลอด อันที่จริง...เจตนาในการพูดของเธอไม่ได้ต้องการจะตำหนิใครเลยด้วยซ้ำ แต่การโกหกจนเป็นนิสัยนั้นก็แค่พูดเกินจริงไปบ้าง

 

ที่อาณาเขตแห่งภูติก็ไม่เห็นมีคนว่า แถมยังพากันพอใจด้วย ยิ่งรู้ว่าเธอติดต่อกับจิตวิญญาณต้นไม้โลกได้ พวกเขากลับไม่สงสัยเลย นอกจากนี้ก็ยังมีความสุขกันมากขึ้น ในเมื่อเธอตั้งใจจะทำให้พวกเขามีความสุข...แล้วจะถือว่าเป็นเรื่องผิดได้อย่างไร

 

หญิงสาวหน้ามุ่ยลง ไม่รู้ว่าชายคนนี้มีอคติอะไรกับเธอ ก่อนหน้านี้ทุกคนในเขตแห่งภูติบอกว่าเธอควรต้องระวังเผ่าฮาร์ปี้ แต่เมื่อวันก่อน...ตอนที่เธอเจอเขา อีกฝ่ายกลับพูดจาดี ฟังแล้วรื่นหู ไม่เห็นเหมือนพวกคุณชายจากเขตพันปีพวกนี้เลย ดูเหมือนว่าขุนนางของเขตแห่งภูติจะเข้าใจผิดกันแล้ว หรือไม่...เธออาจจะจำสลับกันก็ได้

 

“คุณชายห้าแห่งเผ่าพันปี ท่านพูดแบบนี้เพื่อตำหนิฉันด้วยเรื่องอะไรคะ? ฉันแค่ชวนให้ทำความดีให้มากขึ้นก็ผิดหรอคะ? ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงได้คิดเล็กคิดน้อยถึงขนาดนั้น”

 

“คุณชายห้ารู้เรื่องนี้ไหมคะ...ที่ว่า เส้นทางของทุกคนอาจจะแตกต่างกัน แต่ถ้าสุดท้ายเดินไปถึงเป้าหมายเดียวกันได้ก็น่าจะพอแล้ว ฉันพูดตามภาษาของฉัน...ฉันไม่สามารถทำให้ทุกคนชอบใจกับคำพูดของฉันได้”

 

“แต่ถ้าคุณคิดว่า...คุณสามารถทำความดีได้อยู่แล้ว นั่นก็เพียงพอแล้วค่ะ ฉันแค่พูดให้กับคนอื่นๆเข้าใจ ถ้าคุณหนูแห่งอัศวินหงส์ขาวคิดว่ามีประโยชน์ก็เอาไปใช้ แต่ถ้าไม่มีประโยชน์ก็ทำเป็นเหมือนไม่ได้ยินก็ได้ค่ะ”

 

หญิงสาวพูดความคิดของตนเองออกมาอย่างมั่นใจ การลอยหน้าลอยตาพูดของเธอนั้นทำให้หัวของคุณชายห้าเริ่มร้อนผ่าว...เขารู้สึกเหมือนว่าพวกเขาพูดเรื่องเดียวกัน แต่ก็เป็นคนละเรื่องเดียวกัน อ่า...ช่างน่าปวดหัว วุ่นวายเหลือเกิน!!

 

ซูหยวนรู้แล้วว่าคุณชายห้าไม่อาจต่อกรกับคุณหนูรองผู้นี้ได้ แน่นอนว่าถ้าเธอต้องการ...การประชันฝีปากแล้วกดดันให้ผู้อื่นยอมแพ้นั้น...เธอเองก็มีความสามารถที่จะทำเช่นนั้นได้อยู่ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่รู้ว่านี่เป็นความผิดของตนเอง ถ้าเธอ “ย้ำ”ให้รู้ว่าผิดอย่างไร สุดท้ายแล้วคงจะเจ็บปวดมาก

 

แต่...ซูหยวนไม่เห็นประโยชน์ของการทำลายใบหน้าอีกฝ่าย ถ้าเขตแห่งภูติยอมรับกันได้ เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรไม่ใช่หรือ? เพราะแบบนั้น...เธอจึงพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่คุณชายห้าจะพูดเพื่ออธิบายทั้งหมดอีก

 

“ขอบคุณคุณหนูรองแห่งอัศวินแห่งภูติ เรื่องการทำความดีนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนควรช่วยกันจริงๆค่ะ ถ้าอย่างนั้นก็แยกย้ายกันไปทำความดีกันเถอะนะคะ ต่างคนต่างทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ ไม่มีสิ่งไหนผิดและไม่มีสิ่งไหนถูกจริงๆค่ะ”

 

“อื้ม ใช่แล้ว เข้าใจได้ถูกต้องแล้ว” ซูหยวนเห็นอีกฝ่ายตอบรับก็มองคุณชายห้า ก่อนจะชวนเขาออกไป

 

“คุณชายห้า ครั้งก่อนที่ฉันมอบของให้ ลืมอธิบายว่าของชิ้นนั้นใช้ทำอะไรได้บ้าง ดังนั้นเชิญมาด้านนี้ด้วยกันหน่อยนะคะ”

 

“หือ? อ่า...ได้ เชิญทางนี้เถอะ”

 

คุณชายห้ายังค้างคาใจ แต่เมื่อมองหน้าอันซูหยวน สุดท้ายเขาก็ยอม...ก็นะ ถ้าต้องมองหน้าคุณหนูรองคนนั้นจนเสียอารมณ์ เช่นนั้นให้เขาแยกตัวออกไปคุยกับคนที่รู้เรื่องอย่างคุณหนูคนเดียวของอัศวินหงส์ขาวคงจะดีกว่า

 

“ขอบคุณคุณชายห้าที่ช่วยแก้ต่างให้นะคะ แต่ฉันไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้นหรอกค่ะ”ซูหยวนพาคุณชายห้าออกมา ทิ้งให้คุณชายสี่พี่ชายบุญธรรมของตนเองรับหน้ากับคุณหนูทั้งสอง

 

ก็นะ...แม้ว่าตอนนี้สีหน้าของเขาจะดูไม่ดีนัก และอยากจะตามพวกเธอมาด้วย ทว่า...ก่อนหน้านี้เป็นเขาที่พามารู้จักไม่ใช่หรือ? อย่างนั้นก็ให้เขาดูแลอีกฝ่ายไปเถอะ

 

 

…………………………