LNCrawler

บทที่ 483 ไม่ใช่คนใน (อ่านฟรี 2 ก.ค. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 483 ไม่ใช่คนใน (อ่านฟรี 2 ก.ค. 69)

บทที่ 483 ไม่ใช่คนใน

 

“ก่อนอื่นเลย ฉันต้องขอขอบคุณทุกคนที่มาที่นี่ เนื่องจากเป็นการต้อนรับเเบบกระทันหันเกินไปหน่อย ดังนั้นอาจจะมีหลายอย่างที่ขาดตกบกพร่องไป ฉันในฐานะเจ้าภาพงานเลี้ยงนี้ต้องขออภัยไว้ด้วย อย่าได้ติดใจถือสาเอาความ เเละคิดว่าเป็นเจตนาร้ายจากพวกเราเลย” อัศวินหงส์ขาวนั่งไปสักพัก ชมการเเสดงสองรายการก็เริ่มพูดขึ้น 

 

อันที่จริง…จะบอกว่าเป็นการชมการเเสดงก็ไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากการเเสดงสองอย่างที่ผ่านมาก็เป็นแค่การเล่นดนตรีสองเพลงเท่านั้น เเค่พอกล่อมให้บรรยากาศเปลี่ยนเป็นครื้นเครงสนุกสนาน ส่วนทุกคนก็กินดื่มเเละสนทนาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยอัศวินหงส์ขาวเองก็ฟังบทสนทนาเหล่านั้นไปด้วย

 

เธอได้รับรายงานเกี่ยวกับการโต้เเย้งกันเมื่อครู่นี้ของพวกเด็กๆแล้ว ยังรู้เรื่องสำคัญที่สุดอย่างการที่บุตรีบุญธรรมของตนครอบครองใบต้นไม้โลกด้วย เป็นการตบหน้าคนจากเขตภูติที่รุนเเรงที่สุด 

 

เชื่อได้เลยว่าหลังจากนี้พวกเขาจะต้องมาที่อาณาเขตหงส์ขาวเพื่อเจรจาความร่วมมือ หรือไม่ก็อาจจะมาเพื่อหาเรื่องก็สุดเเล้วเเต่ว่าใครจะโลภมากหรือหวาดกลัวมากกว่า ทว่า…อัศวินหงส์ขาวไม่ได้กลัวเลย

 

สาเหตุที่พวกภูตอยู่อย่างสงบสุขได้ นั่นไม่ใช่เพราะอ้างตัวว่าตนเองเชื่อมต่อกับธรรมชาติได้ อีกทั้งพลังของผู้เชื่อมต่อธรรมชาติคนเเรกที่เป็นตำนานก็ทรงพลังมากจริงๆ สาเหตุที่ถูกเรียกว่าเผ่าภูติ ไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นภูติจริงๆ หากเเต่เป็นเพราะว่าพวกเขาก็คือเผ่าที่มีพลังใกล้เคียงกับพวกภูติมากที่สุดแล้ว ดังนั้นคำนิยามจึงออกมาเป็นเช่นนี้ 

 

อัศวินแห่งภูติคนเเรกเป็นตำนานที่ทำให้ทุกคนไม่กล้ามีปัญหาด้วย เขาไม่เพียงเเค่รับรู้ทุกการเคลื่อนไหวผ่านธรรมชาติได้เท่านั้น ซึ่งแค่สิ่งนี้ก็ทำให้พวกเขาช่วยเหลือในการตรวจสอบสถานการณ์ของศัตรูได้ ก็ยังสามารถควบคุมธรรมชาติได้หลากหลายอีกด้วย 

 

คิดไปคิดมาเเล้วก็เหมือนกับที่อันซูหยวนทำได้ สามารถควบคุมสัตว์บางชนิดได้ เเละก็ยังควบคุมพวกพืชเพื่อใช้ในการต่อสู้ได้ด้วย พลังธรรมชาติที่เข้าข้างเขาทำให้คนเหมือนเป็นอมตะ ใช้พลังได้ไม่มีวันหมด เเต่นั่นก็เเค่เรื่องในอดีตเท่านั้น…

 

เพื่อให้การต่อสู้จบลง อัศวินแห่งภูติเป็นคนเเรกที่สละชีวิตของตนเอง เขาได้อัญเชิญจิตวิญญาณแห่งต้นไม้โลกไปกับตนด้วย เพื่อให้สามารถระเบิดพลังครั้งใหญ่ เเละนั่นก็ทำให้จัดการพื้นที่ ยึดมาเป็นของดินเเดนศักดิ์สิทธิ์ ได้หลายร้อยไร่ด้วยการระเบิดเพียงครั้งเดียว 

 

แต่เพราะเป็นเเบบนั้น…จิตวิญญาณต้นไม้โลกจึงหายไปพร้อมกับเขาด้วย ตอนนี้เหลือเพียงอนุสรณ์ของตำแหน่งต้นไม้โลกเดิม ซึ่งถูกก่อสร้างเป็นหอคอยสูงใหญ่ พวกเขาคาดหวังว่าต้นไม้โลกจะกลับมากำเนิดในตำแหน่งเดิมอีกครั้ง นอกจากนี้...รอบๆหอคอยสูงก็ยังปลูกต้นโมเบียเอาไว้ เพื่อให้พวกมันช่วยสื่อสารไปถึงจิตวิญญาณต้นไม้โลกให้

 

นั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ปัจจุบัน…อัศวินเเห่งภูติทุกรุ่นกำลังรอการตอบรับนี้ และเพราะนานหลายร้อยปีก็ยังไม่มีการตอบรับกลับมา พวกเขาจึงมีความขัดแย้งกันเองเสมอ เนื่องจากต่างคนก็คิดว่าตัวเองมีโอกาสจะได้รับการยอมรับจากจิตวิญญาณต้นไม้โลกมากกว่า

 

บางคนตำหนิว่าเป็นเพราะอัศวินเเละพวกของเธอปัจจุบันนี้อ่อนเเอเกินไป ต้นไม้โลกจึงไม่ยอมรับเสียที กระทั่งคุณหนูรองพูดออกมาว่าเธอเจออะไร 

 

เนื่องจากกล่อมให้ตัวเองเชื่อว่าที่ทำอยู่ถูกต้องแล้ว ดังนั้นตอนที่พวกอัศวินภูติเชิญคนของเขตแกะทองคำมาตรวจสอบ ก็พบว่าไม่สามารถสัมผัสได้ถึงเจตนาร้ายเลย ดังนั้นทุกคนจึงเชื่อเธอ

 

ทว่า…คนที่จิตวิญญาณต้นไม้โลกเรียกไปพบจะไม่ได้รับของวิเศษใดๆเลย นั่นเป็นไปได้ด้วยหรือ? กลับกัน...เมื่อเทียบกับมนุษย์ผู้นี้ ไม่ใช่ว่าต่างกันราวฟ้ากับเหวหรืออย่างไร?

 

เพราะฉะนั้น...หากบุตรีบุญธรรมของเธอเป็นถึงผู้ที่จิตวิญญาณต้นไม้โลกเลือกที่จะมอบพลังให้ อย่างนั้น...เผ่าแห่งภูติจะนับเป็นอะไรได้อีก พวกเขาแทนที่จะสร้างปัญหา กลับอาจจะต้องมานั่งคุกเข่าเคารพบูชาอันซูหยวนแทน เพื่อหวังว่าจะได้รับพรจากธรรมชาติเสียมากกว่า

 

แม้ว่าคนมากมายจะมีความโลภ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าสร้างปัญหาให้กับคนที่เป็นคนที่ถูกเลือกโดยจิตวิญญาณต้นไม้โลกหรอก ตอนนี้ที่ต้องรับมือก็มีแค่เรื่องการเจรจาอย่างไรให้ได้ประโยชน์และไม่ถูกหลอกให้เสียเปรียบก็เท่านั้น

 

“ในเมื่อทุกคนมาถึงที่นี่แล้ว อาณาเขตของพวกข้ามีทรัพยากรไม่มากมายนัก แต่ก็ยังสามารถหาของดีๆมาให้ได้บ้าง ผลึกความเย็นและผลึกหยดน้ำระดับสูงเหล่านี้มอบให้ทุกคน ถือเป็นของขวัญต้อนรับแขกที่มาเยือนก็แล้วกันนะ นอกจากนี้...พวกเรายังมียาระดับสูงสองสามชนิดที่ขึ้นชื่อในเขตของพวกเรามอบให้ไปด้วย”

            

อัศวินหงส์ขาวมอบของดีประจำเขตให้กับทุกคน แน่นอนว่ามันไม่ได้ล้ำค่าควรบ้านควรเมือง แต่นี่เป็นการรับรองของเจ้าบ้าน ไม่ใช่เธอที่ขอให้พวกเขามา แต่เป็นพวกเขาที่อยากจะมาเอง ดังนั้นของขวัญพวกนี้ไม่จำเป็นต้องทำให้หวือหวามากเกินไปนัก

 

“ท่านอัศวินหงส์ขาว ท่านอัศวินพันปีได้ฝากความห่วงใยมาให้ท่าน ขอให้ท่านดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงตลอดไป นี่คือของขวัญที่พวกเราเตรียมมาครับ” คุณชายห้าแห่งอัศวินพันปีกล่าวเป็นคนแรก ท่าทางจริงจังสุขุมของเขาทำให้พวกคุณหนูทั้งหลายได้แต่มองตามด้วยความชื่นชม

            

ปกติแล้วอัศวินพันปีเหล่านี้ก็น่าคบหาอยู่แล้ว พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์แห่งผู้ปกป้อง ไม่ว่าจะในประวัติศาสตร์หรือยุคสมัยนี้ก็ล้วนแต่มีชื่อเสียงในทางดีเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะอาณาเขตของพวกเขาติดกับเขตปีศาจอเวจี เชื่อเถอะว่าคงไม่มีใครกล้าพูดว่าอาณาเขตของพวกเขาเป็นอันดับหนึ่งถ้าเขตของอัศวินพันปีบอกว่าตนเองเป็นเขตที่สอง

            

น่าเสียดายที่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยจากการรุกรานของพวกปีศาจอเวจี ดังนั้นจึงยังมีอันตรายใหญ่ที่คอยทำลายอาณาเขตอัศวินพันปีอยู่

            

เมื่อตัวแทนของอัศวินพันปีลงมือแล้ว คนอื่นๆก็เริ่มเอาของขวัญมาให้ท่านอัศวินกันบ้าง เป็นของดีบ้าง ดีปานกลางบ้าง หรือว่าดีในระดับสุดยอดบ้าง

            

แม้แต่ตัวแทนของเผ่าฮาร์ปี้อย่างคุณชายเพียงคนเดียวที่เหลือรอดก็ยังมอบของขวัญให้เธออย่างไม่ตระหนี่ ยังคงรักษาชื่อเสียงดีงามของตนเองเอาไว้ได้ แน่นอนว่ามันเป็นการแสดงหรือไม่...สองสาวจากเขตอัศวินหงส์ขาวคนหนึ่งและเขตแกะทองคำคนหนึ่งย่อมทราบดี บรรยากาศรอบตัวอีกฝ่ายดูอย่างไรก็คลื่นไส้อยู่เสมอ เจ้าตัวคิดซับซ้อนวกวนหลายตลบ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสีของความมืดมนมากกว่าดี...

             

จนกระทั่งการมอบของขวัญมาถึงตัวแทนแห่งภูติ ก่อนหน้านี้ตัวแทนยังเป็นคุณหนูใหญ่เนื่องจากเธอถือเป็นคนที่อายุมากกว่า การส่งเธอมาที่นี่ก็เพื่อให้เธอได้แสดงตัวตนมากขึ้น อาจจะมีข่าวดีเรื่องการสู่ขอจากคุณชายของอาณาเขตอื่นๆก็ได้ ทว่า...เมื่อเกิดเรื่องก่อนหน้านี้ คุณหนูรองที่ถูกตำหนิและยังไม่ได้แก้ต่างกลับเป็นคนคว้าของขวัญชิ้นโตนั้นมาท่ามกลางสายตาของทุกคน โดยเฉพาะคนจากเขตแห่งภูติ

 

“คุณหนูรอง นี่...”

 

“ฉันจะเป็นคนมอบของขวัญนี้เอง พี่สาวก็เห็นด้วยแล้ว”

 

“คุณหนูใหญ่...”

 

“ในเมื่อน้องรองต้องการ ถ้าอย่างนั้นก็ให้น้องได้เป็นคนมอบของขวัญชิ้นนี้เถอะ” คุณหนูใหญ่ของอาณาเขตแห่งภูติกล่าวเช่นนั้น ทุกคนก็เม้มริมฝีปากแน่น

            

คุณหนูทั้งสองของท่านอัศวินนี้ช่างไม่แตกต่างกันเลย คนหนึ่งทำตามใจตัวเอง มีความเชื่อของตนเองและไม่คิดจะฟังความจากผู้อื่น ในขณะที่คุณหนูอีกท่านก็เป็นคนยอมคน เรื่องถูกผิดเป็นเช่นไรไม่รู้ แต่ถ้ามีคนอื่นอยากจะเอาเรื่อง เช่นนั้นก็ปล่อยให้พวกเขาได้สร้างเรื่องตามใจ ตัวเองแค่ไม่อยากขัดคนอื่นเท่านั้น

            

ช่างเป็น...เวรกรรมของเขตแห่งภูติเหลือเกิน

            

เมื่อได้รับคำอนุญาตแล้ว คุณหนูรองก็ก้าวออกไปข้างหน้าพร้อมกับกล่องของขวัญ เธอมองไปยังท่านอัศวินหงส์ขาว ไม่แม้แต่จะมองอันซูหยวนด้วยซ้ำ

            

ทางด้านอันซูหยวนเองก็ไม่ได้สนใจเช่นกัน การแสดงของคุณหนูรองหลังจากนี้จะนับเป็นอะไรได้ ถ้าเธออยากจะพูดอะไรก็ให้พูดไปเสียเถอะ อย่างไรคนที่ฟังก็ไม่ใช่คนที่จะเก็บเอาไปใส่ใจ เรื่องของเธอเป็นอย่างไรก็ได้ข้อสรุปแล้ว หากยังคิดว่าคนอื่นจะเชื่อคำพูดของตนเองอีก เช่นนั้นก็เท่ากับมองว่าคนอื่นเป็นแค่สุนัขโง่งมไร้สมองแล้ว

 

“ท่านมารดาได้เตรียมของขวัญที่มีค่าเพื่ออวยพรให้กับท่านอัศวินหงส์ขาว ขอให้ท่านปลอดภัยและใช้ชีวิตอย่างราบรื่นหลังจากนี้ นี่ก็คือ...ผ้าไหมฟ้าแห่งแดนภูติ เมื่อสวมใส่จะช่วยให้ท่านสามารถสื่อสารกับธรรมชาติได้ พลังงานในร่างกายของท่านจะลดลงมากเมื่อกำลังต่อสู้ อีกอย่าง...มีโอกาสมากที่ท่านจะได้รับความรักจากธรรมชาติเหมือนกับท่านอัศวินแห่งภูติคนก่อน”

            

คุณหนูรองพูดเท่านั้น ดูแล้วไม่เหมือนว่าจะสร้างปัญหา แต่ซูหยวนกลับกำลังรอชม “คำสอน” ดีๆจากอีกฝ่าย ซึ่งเธอก็ไม่ผิดหวังจริงๆ

 

“อ่า แต่ว่าท่านอัศวินหงส์ขาว...ดูเหมือนผ้าไหมฟ้าแห่งแดนภูตินี้จะไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับท่านอีกแล้ว ในเมื่อที่อาณาเขตมี “ใบของต้นไม้โลก” อยู่ ดังนั้นเมื่อเกิดสงครามใหญ่ แค่ท่านใช้ใบของต้นไม้โลกนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ท่านกลายเป็นอมตะในสงครามแล้ว เว้นเสียแต่ว่า...ใบต้นไม้โลกนั่นจะเป็นแค่ของบุตรีบุญธรรมของท่าน เอ่อ และอาจจะเป็นของเขตมลพิษ...”

 

“ฉันไม่ได้จะคิดมากอะไร แต่ก่อนหน้านี้คุณหนูที่ท่านเพิ่งรับเข้ามาก็โกรธคุณชายแห่งฮาร์ปี้เพียงเพราะเขาได้รับของจากกลุ่มคนที่ไม่หวังดีต่อเขตมลพิษ ความรักที่ลึกซึ้งต่อบ้านเกิดขึ้นน่าชื่นชมมาก แต่อาจจะนำมาซึ่งการแยกแยะไม่ได้”

 

“พวกเราผู้คนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่ร่วมกันอย่างสันติมาเป็นเวลานานแล้ว ร่วมกันปกป้องกันและกันจากผู้รุกรานข้างนอก กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นดินแดนที่ทุกคนรู้ว่าพวกเรามีกัน 7 อัศวินผู้ปกป้อง และไม่ว่าจะด้วยเงื่อนไขใด...พวกเราจะไม่ทำลายดินแดนของพวกเรากันเอง”

 

“ฉันได้ยินว่าก่อนหน้านี้เขตมลพิษกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้สนิทสนมกลมเกลียวกันเช่นทุกวันนี้ อาจจะมีใครบางคนที่เคยสู้กับคนของเขตมลพิษด้วยซ้ำ เพราะถึงอย่างไรก็ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้รุกรานดินแดนของพวกเราอยู่ ดังนั้น...กลัวว่าคุณหนูท่านนี้จะคิดมาก แล้วต้องการเอาคืนกระทั่งคนในดินแดนอัศวินหงส์ขาว...”

            

หญิงสาวพูดไปพร้อมกับทำหน้าเศร้าไป ซูหยวนรู้สึกชื่นชมกับกระบวนการคิดเช่นนี้มาก อย่างน้อยๆคุณหนูรองคนนี้ก็รู้ว่าไม่อาจปฏิเสธการมีอยู่ของ “ต้นไม้โลก” ที่เธอนำออกมาได้ แต่กลับชี้ประเด็นอื่น และทำให้มันดูน่ากลัวมากขึ้น

            

จากที่คิดว่าควรจะร่วมมือ ปกป้องเธอ คุณหนูรองกลับชี้ให้เห็นว่า...พลังของซูหยวนทั้งหมด แท้จริงแล้วไม่ใช่พลังที่ซื่อสัตย์ แต่มันเป็นเหมือนเหรียญสองคม เมื่อไรก็ตามที่อันซูหยวนเห็นดีเห็นงามด้วยก็สามารถมอบพลังให้ใช้ในการต่อสู้ได้ แต่เมื่อไรก็ตามที่อันซูหยวนไม่เห็นด้วย หรือถ้ามีปัญหาระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์กับเขตมลพิษ อันซูหยวนที่เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง สุดท้ายแล้วจะไม่เลือกปกป้องเขตมลพิษก่อนหรือ?

           

 การเปลี่ยนให้เธอกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ของอีกฝ่ายนี้เป็นแผนการที่ดี น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือ...คุณหนูรองไม่ได้รู้ว่าอันซูหยวนได้ทำอะไรไปก่อนหน้านี้

            

ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์? ทรงพลัง? ระเบิดเวลา? อะไรก็ช่างเถอะ! แต่ซูหยวนเป็นคนเดียวที่มอบน้ำอมตะ ฟื้นคืนชีวิตให้อัศวินหงส์ขาวกลับมาอีกครั้ง 

            

ทั้งๆที่นั่นเป็นน้ำอมตะ เป็นน้ำตาเทพ ที่ต่อให้เธอบากหน้าไปขอจากอัศวินคนอื่นๆ พวกเขาก็ไม่มีทางยกให้ง่ายๆ แต่ซูหยวนกลับทำเช่นนั้น 

            

อีกอย่าง....สำหรับเรื่องสงครามในอนาคต เธอก็ไม่คิดว่าซูหยวนจะเป็นคนที่เห็นแก่พวกพ้องของตนเองจนไม่ดูอะไรเลย ไม่เหมือนกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์...สำหรับพวกเขาแล้ว ต่อให้เรื่องราวภายในบาดหมางกันแค่ไหน ภาพลักษณ์ที่แสดงออกมาภายนอกกลับเป็นการรักกัน ปกป้องกันและกัน แม้ทางนั้นจะเป็นคนผิดก่อนก็ต้องช่วยเหลือคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก่อน

            

หลายครั้งที่เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นมา แต่พวกเขาก็อยู่กันเช่นนี้มานานแล้ว สุดท้ายก็ช่วยคนผิดแล้วเป็นศัตรูกับผู้อื่นก่อน หลังจากนั้นค่อยมาจัดการคนภายในกันเอง

            

ทางเขตมลพิษไม่ได้เป็นเช่นนั้น พวกเขาค่อนข้างมีเหตุผล แม้ว่าจะยังไม่รู้เกี่ยวกับอนาคต กระนั้น...การปฏิเสธเธอเพียงเพราะความกลัวก็ไม่ใช่อัศวินหงส์ขาวเสียด้วย

            

หลังจากจบเสียงของคุณหนูรอง คนมากมายก็กระซิบกระซาบกันเกี่ยวกับประเด็นนี้ หลายคนรู้สึกว่าคำพูดของคุณหนูรองไม่ได้ผิดเลยสักนิด พวกเขาตื่นเต้นที่เห็นว่ามีคนได้รับการยอมรับจากต้นไม้โลก แต่พวกเขาลืมคิดไปเสียสนิทเลยว่าคนๆนั้นไม่ใช่คนของเขตศักดิ์สิทธิ์ และมีโอกาสมากที่จะถูกหักหลังเสียด้วย!

 

“คุณหนูผู้นี้ก็คือ...คุณหนูรองแห่งเขตภูติหรือ? คนที่บอกว่าเคยพบจิตวิญญาณต้นไม้โลกใช่หรือไม่?” ท่านอัศวินคลี่ยิ้มในขณะที่ถามเกี่ยวกับตัวตนของหญิงสาว

            

ท่าทางที่ดูสูงส่งกว่า มากไปด้วยประสบการณ์มากกว่านี้ กดข่มคุณหนูรองได้เป็นอย่างดี จากที่เธอกำลังตื่นเต้นกับ “บท” ที่ได้คิดนวนมาจัดการคน ตอนนี้กลับค่อยๆคืนสู่ความสงบอีกครั้ง รู้สึกคล้ายกับว่าคำพูดของตนเองก่อนหน้านี้ไม่ได้มีความหมายต่อหน้าอัศวินหงส์ขาวเลย...

 

“ท่านอัศวิน เป็นฉันเองค่ะ”

 

“อืม ก็คิดอยู่ว่าทำไมถึงให้คุณหนูที่ไหนก็ไม่รู้ออกมาเป็นตัวแทนของเขตได้ ฉันเองก็จำคุณหนูรองไม่ค่อยได้ ปกติแล้วเห็นเพียงคุณหนูใหญ่ เนื่องจากเป็นคุณหนูที่อัศวินแห่งภูติแต่งตั้งขึ้นมาก่อน...เรื่องนี้ฉันก็ยังคิดว่าคุณหนูรองโชคดีไม่น้อย ถ้าไม่ใช่เพราะได้เข้าพบจิตวิญญาณต้นไม้โลก ก็คงจะไม่ได้รับความนิยมขนาดนี้ ถือว่า “ทำดี” มาไม่น้อยเลย ใช่ไหมจ๊ะ”

            

คำพูดของท่านอัศวินหงส์ขาวดูอ่อนโยนเป็นมิตร แต่ทำไมคุณหนูรองฟังแล้วมันมีบางอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่ถูกต้องอยู่ด้วย...

 

…………………………………..