บทที่ 488 ไม่มีความหวัง (อ่านฟรี 7 ก.ค. 69)
บทที่ 488 ไม่มีความหวัง (อ่านฟรี 7 ก.ค. 69)
บทที่ 488 ไม่มีความหวัง
“ว่าแต่...สถานการณ์ที่เขตปลอดภัยเป็นยังไงบ้างแล้ว มีสัตว์เลี้ยงของรุ่นน้องรายงานข่าวให้ฟังบ้างไหม” เมื่อพูดคุยเรื่องตนเองจบแล้ว รุ่นพี่ก็เอ่ยถามถึงสถานการณ์สำคัญต่อทันที
ทางนี้ถล่มฐานมั่นของกลุ่มดวงตามารแล้ว เชื่อว่าพวกมันก็น่าจะขาดกำลังสนับสนุนไปไม่น้อย แต่พวกกลุ่มดวงตามารตัดสินใจเลือก “วันพิพากษา” แล้ว ดังนั้นพวกเขาจะไม่ยอมหยุดมือเด็ดขาดจนกว่าตัวเองจะตกตายไปด้วย พวกที่ตัดสินใจเช่นนี้แหละคือพวกตัวปัญหาที่แท้จริง พวกมันจะก่อเรื่องได้มากมายนัก...
ซูหยวนเองก็ถอนหายใจออกมาเมื่อนึกถึงเรื่องที่รู้จากหนูทองลายขาว สถานการณ์ที่เขตปลอดภัยไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ขนาดว่าพวกกลุ่มดวงตามารยังไม่ได้ใช้ “อาวุธลับ” ของพวกเขาเลย เขตปลอดภัยก็มีคนตายไม่น้อยแล้ว ดีที่พวกเขารู้เรื่องเร็ว ไม่อย่างนั้นก็คิดภาพไม่ออกเลยว่ามันอาจจะกลายเป็นวันแห่งการพิพากษา เป็นวันแห่งการทำลายล้างจริงๆ
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ไม่น้อย พวกกลุ่มดวงตามารเริ่มใช้สารดึงดูดสัตว์ร้าย หวังให้พวกมันเข้ามากดดันจากข้างนอก ทำให้พื้นที่ล่าเขต A ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ปลอดภัยก่อนหน้านี้เริ่มทวีความรุนแรงหนักขึ้น
อีกอย่าง...พวกมันก็ส่งคนลอบเข้ามาในเขตปลอดภัยอยู่เสมอ บางคนไม่ได้เปิดเผยตัววันแรก แต่หลังจากที่พวกทหารกวาดล้างเขตปลอดภัยชั้นในได้สำเร็จ ตอนที่พวกเขาคิดว่าเขตปลอดภัยชั้นในกำลังจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยจริงๆ ก็มีคนของกลุ่มดวงตามารที่ก่อนหน้านี้ซ่อนตัวอยู่ปรากฏขึ้นอีกครั้งแล้วถล่มทำลายสถานที่สำคัญๆอีก
ตอนนี้เท่ากับเป็นสงครามจิตวิทยาขนาดย่อม กลายเป็นเรื่องที่ทหารทั้งหมดต้องหวาดระแวงกันเอง ไม่แม้แต่พวกตระกูลใหญ่ๆทั้งหลายด้วย
ได้ยินว่าตระกูลไห่ที่เคยมีปัญหากับเธอก็เจอการทำลายจากภายในเหมือนกัน มีคนจากกลุ่มดวงตามารซ่อนอยู่ในบ้านของพวกเขา
ตอนที่พวกเขาเฝ้าระวังการโจมตีจากภายนอก ไม่รู้ว่าทำไมทรัพยากรในคลังจึงหายไปจนหมดเหมือนถูกยกเค้า ดังนั้นทุกคนจึงเร่งตามหาคนของกลุ่มดวงตามารที่ซ่อนอยู่ ฆ่าคนไปมากมายแต่ก็ยังตามจับตัวไม่ได้ ส่วนของที่หายไปมีทั้งอาวุธและอุปกรณ์สำคัญๆจำนวนมาก ดังนั้นกำลังรบของพวกเขาที่ลดลงทำให้ต้องอพยพคนของตระกูลไปอยู่รวมกับตระกูลใหญ่ตระกูลอื่น
ดีที่หลายตระกูลยังมีน้ำใจช่วยเหลือยามยาก ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็คงจะล้มตายกันหมดแล้ว ทว่า...ต่อให้ยังรอดพ้นวิกฤตินี้ไปได้ การไม่เหลือทรัพยากรใดๆในตระกูลอีกก็ทำให้พวกเขากลับมาเป็น “ตระกูลใหญ่” ที่มากไปด้วยอำนาจได้ยากแล้ว…
เรื่องนี้ทำให้ตระกูลใหญ่มากมายรู้สึกหวาดกลัวไปด้วย พวกเขารู้ดีว่าบ้างครั้งการต่อสู้ที่ดุเดือด มีการนองเลือดจนเกือบท่วมทั้งตระกูลก็อาจจะดีกว่าการที่พวกเขาไม่เเม้เเต่จะได้สู้ด้วยซ้ำ …
อย่างน้อยๆก็ได้พยายามที่จะปกป้องตระกูลเเละคนของตนเอง ทั้งยังมีโอกาสยังมีความหวังที่จะเอาชนะได้ แต่เมื่อทุกอย่างหายไป เเม้เเต่อาวุธที่จะสู้ก็ไม่เหลือเเบบนี้…พวกเขายังจะทำอย่างไรได้ เหมือนต้องยอมถอยอย่างอัปยศอดสูเพียงอย่างเดียวเท่านั้น!
เหมือนกับการตอกย้ำความโหดร้ายของผู้ลงมือ เพราะหลังจากนั้นไม่นานตระกูลหาน ตระกูลอี้ เเละอีกสามตระกูลก็ถูกยกเค้าเช่นกัน เเม้จะไม่ได้เเย่เท่าตระกูลไห่ แต่ก็ยืนหยัดสู้ตามลำพังไม่ได้เเล้ว จำเป็นต้องรวมกลุ่มกับตระกูลอื่นๆเพื่อปกป้องตนเอง
สำหรับเหตุผลว่าทำไมต้องเป็นตระกูลเหล่านั้นก็ไม่มีใครในเขตปลอดภัยรู้เลย เว้นเสียแต่สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆที่กำลังรับรางวัลใหญ่จากการทำภารกิจยกเค้าบ้านคนรวยด้วยการกินน้ำบริสุทธิ์ระดับสูงด้วยความตื่นเต้น พลังของพวกมันเพิ่มขึ้นอีกมาก จากเป็นแค่กองพลตัวเล็กๆของเจ้านาย ก็มีระดับสูงพอกับพวกหัวหน้างานกันเเล้ว…
“ที่เขตปลอดภัยพวกทหารคงจะดูแลกันอยู่ แล้วที่เขตพื้นที่ล่าที่พวกนักเรียนซ่อนอยู่มีปัญหาบ้างไหม”
“มีพวกแมลงตัวเล็กๆอยากจะมาก่อกวนอยู่ น่าจะรู้ข่าวหลังจากเห็นว่าพวกที่ส่งไปยังสถาบันต่างๆไม่ได้กลับมาก็เลยตามสืบเรื่อง การเคลื่อนไหวของพวกนักเรียนก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ปิดบังด้วย พวกนั้นจะตามมาก็ไม่แปลก แต่จำนวนที่เหลือมีเพียงน้อยนิด ไม่พอให้พวกหนูขาวกลายพันธุ์ทุกตัวได้ทำงานด้วยซ้ำ”
“โอ้ ดีจริงๆที่มีกองทัพตัวน้อยๆเป็นของตนเอง” รุ่นพี่หยอกเย้า ซึ่งซูหยวนก็แค่ยิ้มรับเท่านั้น
ตอนนี้ปัญหาหนักยังคงอยู่ที่เขตปลอดภัยนั่นแหละ สำหรับพื้นที่ล่าส่วนอื่นๆ พวกทหารที่ประจำเขตไม่ใช่พวกอ่อนแอ อีกทั้งพวกเขามีการซ้อมแผนรับมือกรณีฉุกเฉินเอาไว้บ้างแล้ว ทำให้หลายแห่งเปิดใช้งานหลุมหลบภัย บางแห่งก็สู้จนขับไล่พวกกลายพันธุ์ไปได้
ซึ่งหน้างานพวกนั้น เธอเพียงแค่ต้องเชื่อมั่นในความสามารถของมนุษย์ชาติ ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยต่อสู้จนสร้างเป็นพื้นที่ปลอดภัยได้ เช่นนั้นทำไมจะปกป้องมนุษย์ชาติเอาไว้อีกไม่ได้กันล่ะ!
“เรื่องข้างนอกไม่ค่อยน่าเป็นห่วงแล้ว แบบนี้รุ่นน้องจะยังต้องกลับไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อีกไหม หรือว่าจะกลับไปที่พื้นที่ล่าก่อน”
“คิดว่าจะกลับไปพื้นที่ล่าก่อนค่ะ ฉันได้บอกกับท่านอัศวินไว้แล้วว่าจะกลับไปจัดการกับปัญหาที่เขตมลพิษก่อนแล้วจึงจะเอาทรัพยากรกลับมาแลกเปลี่ยนใหม่”
“โอ้ ดีเลย ถ้าอย่างนั้นก็กลับไปเถอะ ถือว่าเป็นวันพักผ่อน” รุ่นพี่ตบบ่าปลอบใจเธอ
เขารู้ว่าการเข้าไปอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่เรื่องง่าย เทียบกับการอยู่ในเขตมลพิษแล้ว...ที่นั่นแม้จะมีพวกมดแมลงอยากจะสร้างปัญหา แต่ก็ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงอะไร
ซูหยวนอยู่ช่วยพวกรุ่นพี่พลทหารพิเศษอีกเล็กน้อย แต่ครึ่งวันก็พบว่าไม่มีอะไรทำแล้ว พวกเขาไม่ยอมให้เธอแตะงานจุกจิกพวกนี้อีก แถมการที่เธออยู่ก็ทำให้พวกเขาเสียสละเวลางานเพื่อมาดูแลเธออีกด้วย ดังนั้นหลังจากที่เขียนผังความสัมพันธ์ของคนสำคัญๆในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้หัวหน้ากองกำลังพิเศษแล้ว เธอก็ขอตัวจากไปทันที
หญิงสาวย้อนกลับไปตามทางพร้อมกับกองกำลังตั๊กแตนน้ำกลายพันธุ์และฝูงสุนัขทมิฬที่นำโดยเสี่ยวหยิน ไม่ต้องให้พวกหนูทองลายขาวทำงานด้วยซ้ำ พวกนั้นก็ลงมือจัดการขับไล่สัตว์กลายพันธุ์ที่ถูกล่อมาโดยสารดึงดูดสัตว์ร้ายได้เป็นจำนวนมาก คลายความกดดันของทหารประจำเขตไปไม่น้อย
ไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอจะได้รับคำชื่นชมไปตลอดทาง พวกเขาเรียกเธอว่า “ธารแห่งความหวัง”!
เนื่องจากก่อนที่จะได้เห็นว่าเธอมาถึง พวกเขาจะได้เห็นแสงสีเงินที่ร่วงลงมาจากท้องฟ้า เป็นพลังงานผสมกับพลังธรรมชาติที่เรียกออกมาใช้ผสมในการต่อสู้ของเธอ ซึ่งด้วยการโจมตีเดียวก็ทำลายชีวิตของพวกกลายพันธุ์ไปได้มากกว่า 300 ตัวแล้ว เรียกว่าทำเอาพวกที่อยู่ชิดกำแพงค่ายล้มตายระเนระนาดไปหมด หลังจากนั้นก็ยังถูกตามซ้ำโดยสัตว์เลี้ยงที่ทรงพลังอีกที
ยิ่งถอยหลังกลับไปใกล้พื้นที่ปลอดภัยมากเท่าไร พลังที่เหลือเฟือของเธอก็ยิ่งแสดงผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมออกมา เพราะสัตว์กลายพันธุ์พวกนั้นอ่อนแอมาก เมื่อสัมผัสได้ถึงออร่าของสัตว์กลายพันธุ์ระดับสูงจำนวนมาก ยังไม่ทันจะได้โจมตี พวกมันก็วิ่งหางจุกตูดกันไปหมดแล้ว
ต่อให้มีสารดึงดูดสัตว์ร้ายก็ยังทำให้พวกมันสนใจไม่ได้เลย เปรียบเทียบง่ายๆก็อย่างเช่น...อาหารดีๆที่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกินให้ได้ กับ “ชีวิตน้อยๆ” ของพวกมัน คิดว่าจะเลือกอะไร? สุดท้ายก็ต้องเลือกรักษาตัวรอดเป็นยอดดีอยู่แล้ว!!
“หัวหน้า ตอนนี้พวกเราถูกไล่จนจะไปนอกเขต B แล้วนะครับ ถ้าหลุดไปที่เขต C ล่ะก็....”
“ไม่เป็นไร ต่อให้หลุดไปที่เขต C พวกเราก็สู้ได้ แค่ปกป้องเด็กๆพวกนี้เอาไว้ให้ได้ก็พอแล้ว ถ้าไปข้างหน้าไม่ได้ก็ฝ่าไปข้างหลัง พาไปส่งที่เขต D ให้ได้ ที่นั่นมีคนของลูกสาวฉันอยู่”
น้ำเสียงของชายวัยกลางคนไม่มีความกังวลใจใดๆเลย ในสถานการณ์ที่ข้างหน้าซึ่งเป็นสถานที่ปลอดภัยถูกปิดกั้นด้วยฝูงสัตว์กลายพันธุ์มากกว่าสามสิบตัว ส่วนด้านหลังก็เป็นพื้นที่ของสัตว์กลายพันธุ์ที่อันตรายยิ่งกว่า แต่ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาจะดวงซวยเผชิญหน้ากับพวกมันหรือไม่
ถ้าโชคดีก็อาจจะรอดพ้นสายตาพวกมันไปได้ แต่ถ้าโชคร้ายขึ้นมา...แน่นอนว่าถ้าคนเป็นหัวหน้ากลุ่มแสดงท่าทางลังเลออกมาแม้เพียงนิดเดียว ขวัญและกำลังใจของสมาชิกในทีมทั้งหมดจะต้องเสียไปด้วย โดยเฉพาะตอนที่พวกเขายังมีชีวิตของเด็กตัวน้อยๆพวกนี้ที่ต้องปกป้องเอาไว้ให้ได้ด้วย
พ่ออันซึ่งรู้ว่าตัวเองไม่ได้แข็งแกร่งเหนือกว่าใคร เขาไม่ได้มีพรสวรรค์เหมือนกับลูกสาวที่จะฆ่าพวกกลายพันธุ์ได้เพียงกระพริบตา แต่เขาก็ตัดสินใจมาที่นี่แล้ว...
ลูกสาวต้องไปทำงานใหญ่ รวมทั้งพวกที่มีฝีมือมากมายก็ต้องปกป้องคนสำคัญเอาไว้ นั่นไม่ใช่ความผิดของพวกเขา แต่...พวกคนที่อ่อนแอดูเหมือนไร้ค่าพวกนี้มีความผิดหรือ?
ตั้งแต่ตอนที่ตัดสินใจจะมาที่นี่ พวกเขาทุกคนก็ยอมรับกันไว้แล้วว่าอาจจะไม่มีโอกาสกลับไปพบเจอครอบครัวอีก ทว่า...ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ช่วยเหลือไปมากกว่า 30 คน แล้ว ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วไม่ใช่หรือ?
“หัวหน้า ถ้าต้องไปต่อ...อย่างนั้นก็ชลุยกันเถอะครับ อย่าให้พวกมันกดดันมาใกล้เกินไป ไม่อย่างนั้นอาจจะมีเด็กๆถูกลูกหลงได้”
“ฉันรู้แล้ว” อันเฉินไม่คิดมากอีกต่อไป เขาโบกมือออกคำสั่งทันที
แน่นอนว่าในมือของเขาที่มีค้อนและโล่เวอร์ชั่นอัพเกรดก็คือคนที่จะต้องเคลื่อนไหวเป็นคนแรก ค้อนสีเงินสะท้อนแสงยกขึ้นสูง จากนั้นก็ใช้พลังงานเสริมกำลังของกล้ามเนื้อ เพียงคนเดียวก็บุกตรงไปข้างหน้า ตีแตกฝูงสัตว์กลายพันธุ์ทั้ง 5 ตัวให้แตกกระเจิงไปได้
“ตามมาอย่าหลุดเด็ดขาด!” เขาตะโกนสั่ง
พวกนักล่าระดับต่ำซึ่งติดตามกันมาตั้งแต่เป็นนักล่ายาจก ทว่าบัดนี้ทุกคนมีอาวุธครบมือและพร้อมสำหรับการต่อสู้มากกว่าเก่ารีบทำตามพ่ออันทันที คนที่ทำหน้าที่ป้องกันก็ป้องกัน คนที่ต้องพาเด็กๆหลายสิบคนไปข้างหน้าก็ต้องพาไป
เด็กๆพวกนี้หนีกระเจิงออกมาเมื่อเขตปลอดภัยชั้นนอกถูกพวกกลุ่มดวงตามารไล่ฆ่า บางคนก็เสียพ่อแม่เพราะปกป้องตนเอง บางคนหนักกว่านั้น...พ่อแม่ของพวกเขายังทำงานอยู่ในเขตพื้นที่ล่า ให้ลูกๆพักอยู่ในบ้าน และจนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้เจอกันอีกตลอดไป...
ประตูบ้านพักถูกระบบเปิดออก บังคับให้ทุกคนออกมาจากที่ซ่อนเพราะมีสัญญาณว่าจะเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ ห้องที่เป็นเหมือนแคปซูลนั้นมีข้อดีตรงที่ถูกควบคุมโดยทางการทั้งหมด เมื่อพวกเขาต้องการให้ออกมาจากที่พักก็แค่ยกแคปซูลขึ้น
เด็กๆที่รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ถูกโยนออกมา แน่นอนว่าหลังจากนั้นมันก็ระเบิดจริงๆ ทว่า...พวกเด็กๆเหล่านี้รอดจากความตายครั้งหนึ่งมาได้ แต่หลังจากนั้นล่ะ...ใครจะดูแลพวกเขา
เมื่อไม่รู้จะพึ่งใคร เด็กๆก็วิ่งวนไปรอบๆ เสียงร้องไห้ เสียงขอความช่วยเหลือดังระงมไปหมด ตอนแรกนั้นเขตพื้นล่ายังไม่ถูกกดดันจากภายนอก เนื่องจากการก่อการร้ายนี้เริ่มจากเขตปลอดภัยก่อน ทำให้พวกเขาวิ่งหนีตายออกไปข้างนอก
และใช่แล้ว...เด็กๆพวกนี้คือพวกที่หลงทางมาอยู่ในเขตพื้นที่ล่า ก่อนหน้านี้มีทหารคอยปกป้องพวกเขาบ้าง แต่ด้วยจำนวนของสัตว์กลายพันธุ์ที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างกะทันหันทำให้พวกเขาหลายคนเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเด็กๆไปแล้ว
ดีที่สามารถส่งต่อให้กลุ่มของพ่ออันเฉินได้ ทว่า...พวกเขาจะรอดไป หรือพ่ออันและพวกเด็กๆจะเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ก็ยังไม่มีคนรู้
“พวกคุณลุงอย่าทิ้งพวกเราเหมือนพวกพ่อแม่และพวกน้าทหารได้ไหม ฮือๆ”
เด็กน้อยคนหนึ่งวิ่งไปร้องไห้ไป เสียงของเขาฟังแล้วหดหู่เป็นอย่างมาก ด้วยอายุแค่นี้...กลับต้องมาเห็นภาพคนที่ปกป้องตนเองล้มลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปมในจิตใจของพวกเขาคงยากที่จะฟื้นคืนแล้ว...
“ให้พวกลุงๆทิ้งพวกเราเอาไว้ดีกว่านะ” อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เด็กๆหลายคนร้องไห้ กลับมีเด็กสาวคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“พูดอะไรแบบนั้น ถ้าลุงๆทิ้งพวกเราไปอีก พวกเราก็ไม่มีใครแล้ว...” เด็กหนุ่มที่ยังน้ำตานองหน้ารีบพูดขึ้นด้วยความกลัว ทว่าเสียงเย็นชาของหญิงสาวกลับดังขึ้นมาเรียกสติ
“พวกเราไม่จำเป็นต้องมีใคร และพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ต่ออีกแล้ว พวกเราน่ะ...ไม่มีค่าพอที่จะให้ใครมาสละชีวิตเพื่อเราอีกแล้วล่ะ”
“สุดท้ายรอดไปได้แล้วยังไง? รอดไปได้ก็ทำได้แค่เก็บขยะเหมือนพ่อแม่เท่านั้น ในเขตปลอดภัยตอนนี้...การเก็บขยะไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้ใครเลย กลับกัน...ถ้าพวกลุงๆยังอยู่ พวกเขาจะช่วยปกป้องคนอื่นๆได้...มีเด็กมากมายที่ใช้พลังงานได้ เด็กๆพวกนั้นจะเป็นกำลังให้มนุษย์ชาติต่อไป”
พ่ออันชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงของเด็กหญิงคนหนึ่งที่อายุเพียง 7-8 ปีเท่านั้น กลับพูดออกมาได้ถึงขนาดนี้ เขารู้สึกราวกับได้เห็น “ลูกสาว” ของเขาซ่อนอยู่ในตัวของเธอ ทั้งๆที่อายุน้อยแค่นี้กลับคิดได้ไกลเหลือเกิน เพียงแต่...ถ้าเป็นลูกสาวของเขา เธอจะไม่ยอมแพ้แบบนี้
ชายวัยกลางคนกัดฟันกรอด แม้ว่าสถานการณ์จะย่ำแย่แค่ไหน แต่เขาก็ไม่อยากให้เด็กน้อยอายุเท่านี้หมดหวัง! สุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็คือเรื่องของอนาคต ทว่าหากยอมแพ้ตรงนี้ ไม่แม้แต่จะก้าวไปข้างหน้า เช่นนั้น...ก็แปลว่าไม่มีหวังแล้วน่ะสิ!
…………………………………