บทที่ 489 พุ่งตรงมา (อ่านฟรี 8 ก.ค. 69)
บทที่ 489 พุ่งตรงมา (อ่านฟรี 8 ก.ค. 69)
บทที่ 489 พุ่งตรงมา
“อย่าพูดแบบนั้น พวกเรามีพลังก็เพื่อปกป้องเด็กๆอย่างพวกเธอ ถ้าเมื่อไรก็ตามที่หนึ่งในนี้ปลุกพลังงานได้ อย่างนั้นก็เท่ากับพวกเราประสบความสำเร็จแล้ว!”
“อายุของพวกเราปาไป 30-40 กันหมด แต่พวกเธอเพียงไม่ถึง 10 ปี หรืออาจจะแค่ 10 ปีนิดๆ ยังมีเวลาที่จะพัฒนาและทำสิ่งดีๆให้มนุษย์ชาติอีกมาก พลังน่ะ...จะได้มาเมื่อไรก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น ทว่า...เวลาชีวิตไม่อาจจะย้อนคืนได้ ดังนั้นจงหวงแหนเวลาชีวิตของพวกเธอเอาไว้ และที่พวกเรากำลังทำก็คือการซื้อเวลาชีวิตของพวกเธอ ดังนั้นอย่าคิดว่าจะตายอีก!!”
พ่ออันพูดไป ไม่รู้ว่าคิดถึงลูกสาวตัวน้อยหรือไม่ ยังมีลูกชายที่เพิ่งเกิดอีก วันนี้เขามาที่นี่ก็เพื่อเด็กทั้งสอง! ดังนั้น...เขาจะไม่ปล่อยให้เด็กๆต้องมาบอกว่าตัวเองควรตายเพื่อให้พวกเขามีชีวิตอยู่ต่อ!
สีหน้าและท่าทางของพ่ออันทำให้เด็กๆหลายคนชะงักไป แม้แต่เด็กสาวที่เตรียมใจจะตายก็ยังน้ำตาไหลออกมาไม่หยุด เธอมีความคิดความอ่านมากกว่าวัยเดียวกันก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่กลัว
ที่เธอต้องพูดเช่นนี้ก็เพราะรู้สึกว่าสถานการณ์ตอนนี้ สมควรเป็นตัวเองที่ต้องเสียสละเพื่อให้คนอื่นมีชีวิตรอด หากพวกลุงๆเหล่านี้ยังพาเด็กน้อยที่ไร้ความสามารถอย่างตนเองไปด้วย ย่อมทำให้ทุกคนตายกันหมด ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจพูดในสิ่งที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่ต้องการออกมา
ไม่คิดเลยว่าจะถูกคุณลุงที่ไม่ได้เป็นแม้ทหารรับเงินเดือนจากทางการตำหนิเอาได้ แถมยังพูดเหมือนว่าพวกเธอเป็นเด็กล้ำค่าที่ไม่ว่าอย่างไรก็เสียไปไม่ได้ด้วย นี่...นี่ช่างไม่เหมือนกับที่เธอเคยได้ยินมาก่อนเลย
ก่อนหน้านี้ทุกคนเอาแต่พูดว่าเธอมาจากครอบครัวผู้เก็บขยะก็เป็นได้แค่ขยะชิ้นหนึ่งเท่านั้น เธออยากจะเข้าเรียนเหมือนกับพวกคุณหนูคุณชายจากตระกูลใหญ่ที่ได้เห็นพวกเขาเข้ามาล่าทรัพยากรอย่างสนุกสนาน มีเหล่าอาจารย์คอยดูแลปกป้องและช่วยชี้แนะแนวทางการพัฒนาจนพวกเขาแข็งแกร่งขึ้น
เธอจำได้ว่าตัวเองแค่แอบฟังไม่กี่ครั้ง แล้วก็ลองฝึกฝนตามนั้น สุดท้ายพบว่าความแข็งแกร่งของตนเองเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดไปด้วย ดังนั้นเธอจึงมีความหวังมาโดยตลอด ขอแค่...ขอแค่ได้ฟังบทเรียนเหล่านั้นเต็มๆ....
น่าเสียดายที่คำภาวนาของเธอไม่ได้เป็นจริง ไม่ใช่แค่อาจารย์ซึ่งมีวิชามากมายในมือไม่ต้องการสอน ขนาดพวกเด็กนักเรียนจากเขตชั้นกลางและชั้นในก็ยังดูถูกเธอ
ไม่ว่าเธอจะมีพรสวรรค์หรือไม่ แต่เมื่อเป็น “ลูกของคนเก็บขยะ” ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะยกระดับตนเองได้ เธอน่ะ...เธอน่ะ ก็เป็นได้แค่คนเก็บขยะรุ่นต่อไปเท่านั้น!!
ถ้าหากต้องอยู่เป็นคนเก็บขยะไปทั้งชีวิต ใช้ชีวิตเพื่อกินอาหารขยะ แล้วก็นอนในห้องพักขยะ จากนั้นก็ออกไปเพื่อเก็บขยะ หาเครดิตเพื่อซื้อ “ขยะ” ไปกิน เช่นนั้นเธอจะมีชีวิตอยู่ต่อทำไม...
“คุณลุง แล้วถ้าฉันมีชีวิตอยู่ต่ออีกหลายสิบปีเพื่อเป็นคนเก็บขยะล่ะคะ...” สาวน้อยยังคงเอ่ยถามต่อไป แต่ขาเล็กๆของเธอก็เริ่มเพิ่มความเร็วขึ้นอีกหน่อยหนึ่งแล้ว
อันเฉินแค่นหัวเราะออกมา เขาไม่ได้ตอบคำถามนี้โดยตรงหากแต่โยนคำถามกลับไป
“รู้ไหมว่าโล่และค้อนของฉัน อาวุธชิ้นแรกสำหรับการล่า...ฉันได้มาได้ยังไง” เมื่อเอ่ยถามประโยคนี้ ดวงตาของอันเฉินมีประกายของความคิดถึงอยู่ไม่น้อย
เขาไม่ได้คิดถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากและน่าอดสูเหล่านั้น แต่เขาคิดถึงช่วงจังหวะชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาล ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะมือของเด็กสาวที่อายุมากกว่าเด็กตรงหน้าเพียงไม่กี่ปี เรื่องนี้ไม่ว่าจะพูดตอนไหนก็จะเป็นความภาคภูมิใจของเขาตลอด
“คุณลุง....ได้มายังไงคะ?”
“ลูกสาวเป็นคนซื้อให้น่ะ”
“ลูกสาว...”
“ใช่ ลูกสาวที่ต้องมาเป็นคนเก็บขยะแทนฉันที่กำลังบาดเจ็บและไม่สามารถออกไปทำงานได้ ลูกสาวของฉันเก็บขยะทั้งกลางวันและกลางคืน ทำงานให้พวกคนระดับสูงกว่าเพื่อหาเงินให้มากหน่อยมาเลี้ยงมารดาพิการและพ่อที่ไม่ได้สติ ทั้งหมดนี้เป็นน้ำพักน้ำแรงของลูกสาวฉันเอง”
“...............” เด็กสาวฟังเรื่องนี้ด้วยท่าทางไม่อยากจะเชื่อ
มีเด็กเก็บขยะที่สามารถหาเงินเพื่อเลี้ยงครอบครัว แล้วยังหาเครดิตซื้ออาวุธราคาแพงให้พ่อได้ด้วยหรือ? ขยะพวกนั้นเป็นขยะแบบไหนกัน? ถ้ามีขยะราคาแพงเช่นนั้น...ทุกคนจะยังต้องมาลำบากเช่นนี้หรือ?
ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่น่าเชื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ทว่า...เด็กน้อยคนหนึ่งเหมือนเพิ่งคิดอะไรได้ เขาเพิ่งร้องไห้อยู่เมื่อครู่ แต่ก็รีบปาดน้ำตาของตนเองทันที
“ผมรู้ ผมรู้แล้ว!! คนเก็บขยะที่กลายเป็นทหารระดับสูงคนนั้น ฮีโร่ที่เก่งที่สุดในรุ่นเยาว์นี้! ผมเคยเจอพี่สาวด้วย เพราะว่าผมเคยไปเล่นกับบ้านของหลิ่วโป ตอนนี้หลิ่วโปได้กลายเป็นนักเรียนของสถาบันในเขตชั้นในเหมือนกัน!!”
เด็กน้อยคนนั้นกระตือรือร้นมากเมื่อพูดถึงหลิ่วโปและเรื่องที่เขาเคยรู้มา พี่ชายหลิ่วโปนั้นชอบเล่าเกี่ยวกับความเก่งกาจของพลทหารพิเศษอัน ฮีโร่หญิงที่เก่งกาจ และเป็นความหวังให้กับมนุษย์ชาติรุ่นต่อไป ดังนั้นเขาก็เลยนับถือพี่สาวให้เป็นต้นแบบของตนเอง เขาเคยประกาศว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นแบบพี่สาวให้ได้ด้วยซ้ำไป!
เมื่อได้รับการยืนยันโดยเด็กหนุ่มข้างๆ เด็กหญิงที่ก่อนหน้านี้หมดแรงจนไม่อยากมีชีวิตต่อก็เริ่มจะมีไฟลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอมีประกายแห่งความหวังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ตอนนั้นเอง...เสียง “กระต๊าก” ที่เหมือนกับตัวแทนของมัจจุราชก็แผดเสียงดังขึ้นอยู่ไม่ไกล!!
“เสียงของไก่หงอนแดงกลายพันธุ์!!”
“อันตรายแล้ว!!”
“เร็วเข้า!! รีบพาเด็กๆไปซ่อนตัว พวกไก่หงอนแดงกลายพันธุ์พวกนี้จับการเคลื่อนไหวได้เร็วมาก ถ้าพวกมันรับรู้ว่ามีการสั่นสะเทือนจะต้องพุ่งเป้ามาทางนี้แน่!!”
“จะเป็นแบบนั้นแน่หรือ?”
“หมายความว่ายังไง...”
“ที่พวกมันมุ่งมาทางนี้...ฉันคิดว่าพวกมันรู้ตำแหน่งของพวกเราแล้วต่างหาก! แม้ว่าพวกเราจะควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวเองได้ ใช้พลังงานลดความแรงในการลงเท้า แต่อย่าลืมว่าพวกเราไม่ได้มากันเอง อีกอย่าง...ต่อให้หนีตอนนี้ คิดว่าพวกเด็กๆจะหลบพ้นการตรวจจับของพวกมันรึไง”
เมื่อได้ยินเพื่อนนักล่าพูดอย่างนั้น ทุกคนก็เข้าใจตรงกัน ปรากฏว่าพวกไก่หงอนแดงกลายพันธุ์พวกนั้นกำลังเล็งพวกตนเอาไว้แล้ว เช่นนั้น....
“หัวหน้าอัน เป็นแบบนี้แล้วพวกเราจะทำยังไงดีครับ ต่อให้อยากจะหนีจากเขต B ไปที่เขต C ก็คงจะทำไม่ได้”
“..................” อันเฉินไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสถานการณ์จะบีบคั้นมาจนถึงจุดนี้ เขาเพิ่งจะให้กำลังใจ มอบความหวังให้เด็กๆไปไม่นาน สุดท้ายแล้ว...สุดท้ายแล้วมันก็เป็นแค่การหลอกลวงหรือ? ชีวิตเด็กๆพวกนี้...เขายังอยากจะปกป้องเอาไว้อยู่นะ!
“สองคน...พาเด็กพวกนี้ไปซ่อน อยู่ให้เงียบที่สุด ฉันจะใช้สารดึงดูดสัตว์ร้ายกับตัวเอง ให้พวกมันตามฉันไป”
“คุณอัน! นั่นไม่ได้นะครับ ถ้าต้องมีคนที่จะเป็นเหยื่อล่อจริงๆ อย่างนั้นให้เป็นผมได้ไหมครับ!”
“ใช่แล้ว คุณอันเป็นหัวหน้าของพวกเรา แล้วก็...ที่ผ่านมาก็เพราะคุณอันและคุณหนูอันที่ช่วยเหลือครอบครัวพวกเรามาตลอด หลังจากนี้ขอฝากครอบครัวให้คุณอันช่วยดูแลด้วย พวกเรามาที่นี่ก็เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าอาจจะไม่ได้กลับไป แต่ครอบครัวของพวกเราทุกคนเข้าใจครับ”
“นั่นน่ะสิคุณอัน อีกอย่าง...เพราะคุณแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาพวกเราแล้ว ถ้าให้คุณอันเป็นคนปกป้องเด็กๆ มีโอกาสมากกว่าที่จะพาเด็กๆไปยังที่ปลอดภัยได้ สำหรับพวกเราน่ะ...ต่อให้ซ่อนตัวจากตอนนี้ไปได้ สุดท้ายแล้วก็คงจะล้มเหลวข้างหน้าอยู่ดี” พวกเพื่อนนักล่าไม่มีใครยอมปล่อยให้อันเหลียงต้องตายก่อน
ไม่ใช่แค่เพราะเขาเป็นพ่อของอันซูหยวนเท่านั้น ทว่า...ที่ผ่านมาทุกคนรู้ดีว่าตัวเองติดหนี้บุญคุณใคร ที่สำคัญที่สุด...เพราะครอบครัวอันแข็งแกร่งกว่าครอบครัวของพวกเขา ถ้าตนเองเป็นคนที่ตายก็ยังมั่นใจได้ว่าครอบครัวอันจะรับผิดชอบ ดูแลทุกชีวิตให้อยู่ได้อย่างดีต่อไป แต่ถ้าครอบครัวอันล้มลง...เช่นนั้นพวกเขาก็จะล้มตามเป็นโดมิโน่ เพราะทุกวันนี้ก็พึ่งพาแค่ครอบครัวอันในการหาเงินอยู่แล้ว
อันเฉินได้ยินพวกเขา เข้าใจทุกอย่างเหมือนกัน แต่...นี่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
“ฉันไม่ได้จะเสียสละตัวเองเพราะไม่อยากให้คนอื่นต้องตาย ทว่า...มันเป็นแผนการที่ดีที่สุดแล้ว ถ้าฉันเป็นคนล่อพวกกลายพันธุ์พวกนี้ออกไป ก็จะถ่วงเวลาได้มากที่สุด ฉันเป็นสายโจมตีและป้องกันไปพร้อมๆกัน ลูกสาวบอกว่าฉันอาจจะต้องเป็นคนที่เสียสละที่สุด และอีกอย่าง...ที่ฝึกมาหนักแบบนี้ก็เพื่อแสดงพลังในวันนี้นี่แหละ”
พ่ออันว่าแบบนั้น สีหน้าของทุกคนล้วนไม่ยินยอม แต่ก็รู้ว่าไม่อาจโต้เถียงอันเฉินได้เลย เหมือนกับที่เขาพูดนั่นแหละ...ถ้าให้พวกตนเป็นเหยื่อล่อ วิ่งหนียังไม่ถึงสิบก้าวก็คงล้มตายแล้ว เช่นนั้นจะล่อพวกมันไปไกลจากที่ซ่อนของเด็กๆได้อย่างไร กลับกัน...หากพ่ออันเป็นคนล่อพวกมันไป น่าจะไปไกลได้หลายสิบถึงร้อยเมตรได้ ความปลอดภัยของคนที่อยู่ข้างหลังก็จะเพิ่มขึ้น
ในขณะที่ทุกคนกำลังลังเลและไม่พร้อมใจอยู่นั้น พวกเขาก็ได้ยินเสียงเท้าของพวกไก่หงอนแดงกลายพันธุ์เข้ามาใกล้เรื่อยๆ พ่ออันคิดจะใช้สารดึงดูดสัตว์ร้ายกับตนเองแล้ว ทว่าเด็กสาวที่ฟังบทสนทนาก่อนหน้านี้เงียบๆก็พูดขึ้น
“พวกเราสู้ไปด้วยกันดีไหมคะ”
“หืม?”
“ต่อให้คุณเป็นเหยื่อล่อแทนพวกเรา แล้วคิดจริงๆหรอว่าพวกเราจะรอดไปได้ สุดท้ายนอกจากไก่หงอนแดงกลายพันธุ์พวกนี้แล้ว ที่นี่ก็มีสัตว์กลายพันธุ์อีกมาก อีกอย่าง...คุณก็รู้ว่าพวกเราเอาแต่ซ่อนตัวอย่างเดียวไม่ได้ พวกเรารับสารพิษโดยไม่มีชุดป้องกันนานๆ สุดท้ายก็จะตายอยู่ดี ดังนั้น...พวกเราสู้ไปด้วยกันดีไหมคะ แม้ว่าพวกเราจะยังอายุน้อย แต่ก็น่าจะพอทำอะไรได้บ้าง”
เด็กสาวพูดออกมาอย่างมีเหตุมีผล ทำให้นักล่าทุกคนมองหน้ากันเองเหมือนต้องการยืนยันความคิด ท้ายที่สุดแล้ว...ดูเหมือนว่าเด็กสาวจะเปลี่ยนความหวาดกลัวของพวกเขาได้จริงๆ นักล่าทุกคนเอาอาวุธของตนเองออกมา จากนั้นก็กระจายตัวไปล้อมรอบพวกเด็กน้อยเอาไว้ หลายคนไปยังตำแหน่งข้างหน้าที่สุด ตั้งใจจะปกป้องเด็กๆพวกนี้ด้วยชีวิต!
พ่ออันเห็นความดื้อดึงในสายตาของทุกคนแล้ว ดังนั้นจึงหยุดมือที่จะใช้สารดึงดูดสัตว์ร้ายไป แต่เขาก็ยังไม่ได้ทิ้งมัน...อย่างน้อยๆก็ควรจะต้องหันเหความสนใจของพวกมันในระหว่างการต่อสู้ เพื่อเปิดช่องให้พวกเขาโจมตีได้!
“กรู้ว!!!”
เพียงไม่ถึงสิบวินาทีหลังจากที่พวกเขาจัดกลุ่มกันเสร็จ ไก่หงอนแดงกลายพันธุ์จำนวนกว่า 7 ตัวก็ปรากฏให้เห็นแล้ว พวกมันกระพือปีกเหมือนมีความสุขเสียเต็มประดาที่จะได้กินอาหารมากมายตรงหน้า
“มากันเยอะเลยนี่ ไอ้พวกเลวเอ้ย!!”
“พวกแกมากันขนาดนี้ก็เพื่อเพิ่มพลังงานให้พวกเราใช่ไหม” พวกเขาโห่ร้อง คล้ายว่าต้องการจะให้กำลังใจตนเองเสียมากกว่า
กรู้ว!!!
เจ้าไก่หงอนแดงกลายพันธุ์ราวกับเข้าใจท่าทางของพวกเขา มันส่งเสียงสวนกลับมา ไม่ใช่แค่นั้น...เท้าที่ใหญ่โตก็กระแทกลงมาด้วย ทำเอาแผ่นดินใต้เท้าของพวกมันยุบลงและเกิดรอยแตกร้าวตรงที่พวกเขารวมกลุ่มอยู่ ดังนั้นกลุ่มที่เพิ่งจะตั้งท่าเตรียมพร้อมเสร็จ เวลานี้กลับกระเด็นกระดอนออกไปจนเละเทะแล้ว
นี่เป็นเพราะความสามารถของพวกเขาอ่อนแอเกินไป ถ้าเป็นซูหยวน...อย่าพูดถึงแผ่นดินใต้เท้าของเธอจะแตกละเอียดเช่นนี้ แค่การกระทืบเท้านั่นก็อาจจะทำให้เท้าของมันแตกยิบไปเสียก่อนแล้ว!
น่าเสียดาย แต่...นี่แหละความต่างชั้นของนักล่าธรรมดาๆกับนักล่าระดับสูง!!
กรู้ว!!
หลังจากที่มันเห็นว่าศัตรูล้มระเนระนาดแล้ว ไก่หงอนแดงกลายพันธุ์ตัวหนึ่งก็เหมือนจะหัวเราะเยาะพวกเขา มันส่งเสียงดังแล้วพุ่งตัวเข้ามา จะงอยปากของมันเข้ามาใกล้คล้ายว่าจะจิกหัวของนักล่าคนหนึ่งให้แตกละเอียดเหมือนแตงโม เพียงแต่...
ฟวับ!!
ยังไม่ทันที่จะงอยปากของมันจะทำร้ายคนอื่นได้ ตอนที่ไม่ทันได้ตั้งตัว...ปากแหลมคมที่มันภาคภูมิใจหนักหนาก็ถูกตัดขาดไปเสียแล้ว
“กระต๊าก!!”
“จี๊ด! นั่นแหละคือเสียงร้องที่พวกแกควรจะมี จี๊ดๆ เอาแต่ กรู้วๆ คิดว่าแข็งแกร่งนักรึไง? ก็แค่ตัวใหญ่กว่าปกติเท่านั้น ทว่าความแข็งแกร่งที่มีแค่นี้...สู้ๆเด็กๆในฟาร์มของพวกเราไม่ได้เลย จี๊ด!!”
ในตอนที่ทุกคนคิดว่าตัวเองกำลังจะตายแล้ว จู่ๆร่างใหญ่สีทองลายขาวพันเป็นเกลียวดูงดงามก็ปรากฏขึ้น มันเท้าเอวเหมือนกับป้าแก่ๆคนหนึ่ง ทว่า...เจ้าสิ่งมีชีวิตตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์!
“นะ นี่ นี่คือ...”
“หนูทองลายขาวของซูหยวนหรือ?” พ่ออันเหมือนจะนึกขึ้นได้ เพราะก่อนหน้านี้สองวัน...เขาต่อสู้หนีตายมาตลอด เจ้าหนูทองลายขาวไม่เห็นปรากฏตัวออกมา ดังนั้นพูดตามตรง...เหมือนเขาจะลืมไปแล้วว่าลูกสาวให้ผู้ช่วยติดตามมาด้วย
หนูทองลายขาวพวกนี้เป็นสัตว์กลายพันธุ์ ปกติแล้วพวกมันจะไม่ปรากฏตัวออกมาให้เห็นง่ายๆ แม้จะไม่ผิดกฎหมายเพราะอันซูหยวนของเขาเป็นพลทหารพิเศษ ทว่าก็ไม่ใช่ทุกคนจะยอมรับการมีอยู่ของมันง่ายๆ หากปรากฏตัวไปทั่ว อาจจะสร้างความตื่นกลัวก็ได้
ดังนั้นนักล่าส่วนใหญ่ที่ติดตามเขามาก็ไม่รู้มาก่อนว่าที่จริงมีหนูทองลายขาวตัวหนึ่งที่รับผิดชอบปกป้องพวกเขาอยู่...
“จี๊ด คนอ่อนแอทุกคนช่วยหลบไปก่อน อีกไม่นานเจ้านายก็จะมาแล้ว...ข้าไม่อยากให้เจ้านายเห็นว่าข้าทำงานไม่ดี จี๊ด!” เจ้าหนูร่างอวบอ้วนพูดเช่นนั้น ทำเอาทุกคนที่ยังสับสนรู้สึกอับอายไปกันหมด
ก็นะ...เมื่อครู่เจ้าหนูขาวเรียกพวกเขาว่ายังไง “คนอ่อนแอ” งั้นหรือ? เอ่อ แม้ว่าพวกเขาจะอ่อนแอจริงๆ แต่อย่างน้อยๆในตอนที่เผชิญหน้ากับสัตว์กลายพันธุ์ถึง 7 ตัวนี้ จะเหลือพวกเขาให้ช่วยต่อสู้ด้วยสักหน่อยไม่ได้เลยหรือ? ทำไมถึงไล่พวกเขาทั้งหมดเลยล่ะ!!
……………………………………