LNCrawler

บทที่ 491 รีดเลือดจากปู (อ่านฟรี 10 ก.ค. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 491 รีดเลือดจากปู (อ่านฟรี 10 ก.ค. 69)

บทที่ 491 รีดเลือดจากปู

 

“ฮ่าๆ ไอ้พวกโง่เอ้ย คิดจริงๆหรือว่าพวกแกจะเอาชนะได้ ภาพที่พวกแกเห็นตอนนี้ก็แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นแหละ แท้จริงแล้ว...อาวุธลับของพวกเรายังไม่ได้ถูกใช้งานด้วยซ้ำ” พวกกลุ่มดวงตามารกล่าวอย่างมีเลศนัย รอยยิ้มลึกลับของมันทำให้พวกนักล่ารู้สึกใจคอไม่ดีอย่างน่าประหลาด

 

​ซูหยวนเองก็สัมผัสได้ถึงความมั่นใจแปลกๆของพวกนั้นเช่นกัน การที่พวกมันกล้าปรากฎตัวออกมาเผชิญหน้ากับพวกนักล่าแม้แต่ตอนที่เธออยู่ด้วยนั้น พวกมันก็ต้องมีแผนการอยู่แล้ว

 

​เธอไม่รีบร้อนลงมือ อยากรู้ว่าแผนการอะไรที่พวกมันกำลังตั้งใจจะควักออกมาสู้ด้วย

 

​ไก่ลาวาที่เกือบจะพุ่งเข้าไปจิกหัวของพวกมันก็หยุดลงเนื่องจากเจ้านายยังไม่อนุญาตให้สังหาร พวกมันแม้จะยังเด็กและไม่ค่อยรู้เรื่องมากนักเมื่อเทียบกับพวกหนูทองลายขาวที่มีระดับสูงกว่า ทว่า...พวกมันก็ถูกฝึกฝนกันมาอย่างหนักแล้ว ถ้าเรื่องการควบคุมอารมณ์กระหายอยากจะฆ่านี้ยังควบคุมไม่ได้ หนูทองลายขาวคงไม่ปล่อยพวกมันออกมาทำงานกับเจ้านายหรอก

 

​สัตว์ผู้รับใช้ของเจ้านายมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหนูทองลายขาวที่เพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง และมีการยกระดับจนแม้แต่พวกสุนัขทมิฬเสี่ยวหยินก็ยังไล่ตามไม่ทัน มีพวกสุนัขทมิฬที่ใช้งานได้ดีเช่นกัน กระทั่งแมลงกัดกินเองก็กินมากจนยกระดับไปอยู่ระดับสูง

 

ลำพังแค่สามสายพันธุ์นี้ก็เพียงพอที่จะทำลายล้างโลกได้ หากไม่ใช่เพราะเจ้าไก่ลาวายังต้องการประสบการณ์ทำงานจริง เจ้าพวกนี้ก็น่าจะได้อยู่ในฟาร์มตลอดไปแล้วล่ะ

 

“แกก็คือพลทหารพิเศษอันใช่ไหม?” รอยยิ้มของพวกมันยกขึ้นสูงเมื่อได้เห็นอันซูหยวนชัดๆ ตั้งแต่แรกพวกมันก็เห็นว่าอันซูหยวนเดินทางมาอย่างไร

 

​คนที่มาพร้อมกับสัตว์กลายพันธุ์ได้ เป็นที่รักและเคารพของสัตว์กลายพันธุ์ กลุ่มดวงตามารของพวกเขารู้ดีว่ามีไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนของกองกำลังพิเศษ โดยก่อนหน้านี้พวกเขาเคยเผชิญหน้ากับพลทหารหนุ่มที่ค่อนข้างจิตไม่ปกติ คนผู้นั้นมีสัตว์เลี้ยงรอบตัวมากมายก็จริง แต่ไม่อาจควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จเช่นนี้ ถ้าคนที่จะทำได้ระดับนี้ตามข้อมูลแล้วก็มีแค่ “พลทหารพิเศษอัน” เท่านั้น

 

​และที่พวกเขาต้องออกมาหยุดเธอเอาไว้ แทนที่จะซ่อนตัวแล้วรอโอกาสฆ่าพวกที่กำลังหนีตายกลุ่มอื่น นี่เป็นเพราะคำสั่งพิเศษนั่นเอง

 

​หลังจากที่การลงมือเริ่มจะถึงจุดสุดท้าย ในที่สุดก็ถึงเวลาที่พวกเขาจะใช้ “สิ่งนั้น” แล้ว โดยเจ้าสิ่งนั้นเป็นอาวุธลับชิ้นสุดท้ายของพวกเขา และมันจะมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมหากว่าเป็นการลงมือกับพวกระดับสูง

 

​ขอเพียงพวกที่มีความสามารถตกตายก่อน การพัฒนาของมนุษย์ชาติก็จะถูกหยุดชะงัก และมีโอกาสมากที่พวกมันทั้งหมดจะขาดแคลนทรัพยากรจนกระทั่งถูกพวกกลายพันธุ์บุกทำลาย!

 

“โอ้ รู้จักฉันด้วยสินะ” ซูหยวนไม่ปฏิเสธตัวตนของตนเอง เพียงเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อมองดูพวกมันเท่านั้น

 

“หยวนหยวน พวกมันตั้งใจปรากฏตัวออกมาเพราะลูกแน่ ดังนั้นน่าจะเตรียมแผนการบางอย่างเอาไว้แล้ว ลูกจะต้องระวังตัวนะ”

 

พ่ออันประหม่าเล็กน้อย เขาไม่ต้องการเห็นศัตรูพุ่งเป้ามาที่ลูกสาวของตนเองเช่นนี้ แม้ว่าเธอจะแข็งแกร่ง แต่ในฐานะพ่อแล้ว...เขาที่ต้องดูลูกถูกรุมทำร้ายโดยไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้ นั่นก็คือความเจ็บปวดอย่างหนึ่งเช่นกัน

 

“เข้าใจแล้วค่ะ พ่อไม่ต้องกังวล” เธอบอกเขาอย่างใจเย็น ท่าทางไม่กังวลใจจริงๆ ทำให้พ่ออันไม่อาจพูดอะไรได้อีก

 

​ทางด้านกลุ่มดวงตามาร พวกมันไม่ได้สนใจบทสนทนาของคนเหล่านั้น เพียงแค่ส่งสัญญาณให้พรรคพวกเตรียมนำของขวัญชิ้นโตออกมา

 

​สิ่งที่ซูหยวนเห็นก็คือสิ่งประดิษฐ์ที่คุ้นเคยจำนวน 5 ตัว พวกมันเอาสิ่งนี้ออกมาได้มากมายก็แปลว่าที่ห้องวิจัยน่าจะถูกพวกมันทำลายจนเสียหายเกือบหมดแล้ว แต่ก็น่าจะเป็นเช่นนั้นจริง...สุดท้ายแล้วการที่ฝ่ายศึกษาวิจัยเป็นที่แรกที่ถูกพวกมันทำลายไม่ใช่แค่เพราะต้องการจะก่อความวุ่นวายด้วยการโยนสิ่งมีชีวิตทดลองออกไปเท่านั้น ทว่า...พวกมันยังต้องการของสำคัญบางอย่างของกองทัพด้วย

 

​ไม่ใช่แค่จุดที่ซูหยวนอยู่เท่านั้น ทว่าเวลานี้ทุกคนได้เห็นแล้วว่าพวกมันเอาสิ่งประดิษฐ์อย่าง “หุ่นรบอินทรีย์” ผลงานที่เหล่าทหารภาคภูมิใจมากที่สุดออกมา

 

​จากที่หลบๆซ่อนๆเพื่อหาจังหวะโจมตี เวลานี้พวกมันออกมากลางที่สาธารณะอีกครั้งพร้อมกับหุ่นรบอินทรีย์ที่ถูกประดิษฐ์มาแล้วอย่างดีนั้น

 

“ท่านผู้นำ เกิดอะไรขึ้นครับ หรือว่าพวกมันคิดจะให้หุ่นรบอินทรีย์ที่ขโมยไปออกมาจัดการกับพวกเรา?” ทหารระดับสูงคนหนึ่งถามด้วยความกังวลใจ

 

“ท่านผู้นำ หุ่นรบอินทรีย์พวกนี้ถูกพัฒนาไปไกลมากแล้ว พวกมันได้รับการบรรจุยีนส์เด่นที่ไม่ว่าจะเรื่องความแข็งแกร่งในการโจมตี ความยืดหยุ่นจนทำให้ไม่อาจจะคาดเดาวิธีโจมตีได้ หรือแม้แต่เรื่องการฟื้นฟูร่างกาย ตอนนี้พวกมันก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งมีชีวิตอมตะเลย ไม่รวมเรื่องที่พวกมันได้รับการบรรจุวิธีการต่อสู้ที่หลากหลาย ถ้าพวกมันหันมาจัดการพวกเรา...นี่ไม่เท่ากับการทำลายล้างจริงๆหรือ?”

 

“ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกมันมั่นใจว่าจะทำลายมนุษย์ชาติได้ แท้จริงแล้วพวกมันวางแผนที่จะควบคุมหุ่นรบอินทรีย์ที่พวกเราพัฒนามาโดยตลอดนี่เอง”

 

“ไส้ศึกของพวกมันกระจายอยู่ทุกที่ สุดท้ายแล้วก็ยังมีอยู่ในฝ่ายวิจัยอีกหรือ? นี่น่ะ...จะไม่เป็นอะไรจริงๆใช่ไหม?” หลายคนแสดงความกังวลใจออกมา นี่เป็นเพราะพวกเขารู้ว่าครั้งหนึ่งหุ่นรบอินทรีย์เคยถูกคลื่นสัญญาณก่อกวนมาก่อนแล้ว แม้ว่ากองทัพจะบอกว่าเก็บพวกมันกลับมาพิจารณาเพื่อแก้ไขทั้งหมด แต่...ใครจะยังเชื่อมั่นในตัวกองทัพอีก?

 

​ไม่ใช่ว่าแม้แต่ผู้นำก็ยังมีคนของกลุ่มดวงตามารแฝงอยู่หรือ? ถ้าเขาเคลื่อนไหวด้วยตัวเองแล้วจัดการควบคุมหุ่นรบอินทรีย์เหล่านี้ เท่ากับว่า...เป็นกองทัพที่จ่ายทรัพยากรทั้งหมดเพื่อช่วยกลุ่มดวงตามารในการทำลายมนุษย์ชาติน่ะสิ!!

 

“อย่ากังวล พวกเราตั้งค่าไม่ให้พวกมันทำร้ายมนุษย์ได้ ดังนั้น...”

 

​คนเป็นผู้นำพูดไม่ทันจบ กลุ่มดวงตามารก็เริ่มออกคำสั่งควบคุมด้วยตัวพวกมันเองแล้ว จากนั้นหุ่นรบอินทรีย์เกือบสิบตนก็พุ่งมาหาเหล่าทหารด้านหน้าที่ทำหน้าที่ปกป้องประชาชนอยู่

 

​พวกมันเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วอย่างมาก ทำให้พริบตาเดียวก็เข้าปะทะกับพวกทหารแล้ว แม้ว่าทหารหลายคนจะป้องกันตัวได้ และโจมตีโต้กลับพวกมัน แต่...ปัญหาก็คือ การฟื้นฟูของพวกมันถูกพัฒนาให้แข็งแกร่งจนถึงที่สุดแล้ว!!

 

​คำว่า “ตั้งค่าไม่ให้ทำร้ายมนุษย์” กลืนลงคอกลับไปไม่ทัน สีหน้าของผู้นำคนนั้นบ่งบอกทุกอย่างแล้ว แผนการทั้งหมดที่พวกเขาจะใช้รับมือกับกลุ่มดวงตามารพังไม่มีชิ้นดี นี่...เหมือนกับการตบหน้าพวกเขาเลยไม่ใช่หรือ?

 

​ก่อนหน้าที่จะสร้างหุ่นรบอินทรีย์นี้ พวกเขาได้ไปขอเงินจากองค์กรนักล่าสกุลจางซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ได้เงินมาทำโครงการนี้มากมาย ตอนนั้นอีกฝ่ายได้เตือนแล้วว่าการพัฒนาหุ่นรบอินทรีย์ที่มากเกินไปอาจจะกลายเป็นดาบสองคม ถึงอย่างไรก็ไม่ควรจะมอบการพัฒนาเหนือมนุษย์ให้ ทว่า...พวกเขาพัฒนาแล้วจะหยุดการพัฒนาได้อย่างไร

 

ดังนั้นจึงบอกให้ประธานจางคนนั้นมั่นใจว่าพวกเขาจะควบคุมพวกมันได้ หรือถ้าเกิดเรื่องผิดพลาด...พวกมันก็จะไม่อาจทำลายมนุษย์ได้เด็ดขาด

 

​มาวันนี้ ทุกอย่างที่ประธานจางคาดการณ์เอาไว้เกิดขึ้นทั้งหมด และเป็นพวกเขาที่ทำตามสัญญาไว้ไม่ได้เลย!!

 

“ท่านผู้นำแย่แล้วครับ คน คนของเราถูกหุ่นรบอินทรีย์พวกนี้จัดการเกือบหมดแล้ว พวกเรากำลังจะปกป้องประชาชนเอาไว้ไม่ได้แล้วครับ!!”

 

“ไปเรียกคนประดิษฐ์พวกมันมา! อย่างไรก็ต้องมีจุดอ่อนบ้าง จะต้องมี...จุดอ่อนในการทำลายหุ่นรบอินทรีย์อยู่แน่!!” เสียงของผู้นำเข้มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าอย่างไร...พวกเขาก็ต้องปกป้องประชาชนเอาไว้ให้ได้!

 

“ดะ ได้ครับท่านผู้นำ แต่ว่า...”

 

“ไม่มีแต่! ไปเรียกพวกมันมาที่นี่ ให้พวกมันวางแผนในการลงมือ ฉันจะไปช่วยทหารข้างล่าง!”

 

ผู้นำตอนนี้ไม่อาจอยู่เฉยได้อีกต่อไป ภาพที่เขาเห็นก็คืออาวุธล้ำค่าที่มั่นใจหนักหนากำลังจัดการคนของตัวเองไปทีละคนสองคนราวกับใบไม้ร่วง ทหารเหล่านี้ที่ติดตามเขาได้ก็ต้องมีฝีมือในระดับหนึ่งแล้ว กลับถูกพวกมันทำร้ายจนบาดเจ็บอย่างง่ายดาย แบบนี้แล้วเขาจะยังอยู่เฉยได้หรือ?

 

“ท่านผู้นำ นั่นมันอันตรายเกินไปแล้วครับ ท่านผู้นำโปรดอยู่ในที่ปลอดภัย...”

 

“ไร้สาระ! ถ้าฉันลงไปจะต้องยื้อเวลาเอาไว้ได้แน่ ให้พวกนักวิจัยพวกนั้นคิดวิธีจัดการสิ่งประดิษฐ์ของตนเองออกมาให้ได้ พวกมันเป็นคนทำให้เกิดช่องโหว่แบบนี้ ก็ต้องปิดช่องโหว่พวกนี้ได้แน่นอน” คนเป็นผู้นำพูดแค่นั้นก็กระโจนออกไปทันที ทิ้งให้พวกทหารระดับสูงมองหน้ากันไปมา

 

​แน่นอนว่าใช้เวลาไม่นานหัวหน้านักวิจัยอย่างจ่าสิบโทรุ่ยก็ถูกพามาแล้ว ยังมีคนของฝ่ายประดิษฐ์ถูกพามากันเกือบทั้งหมดด้วย พวกเขาเห็นภาพความเสียหายที่เกิดจากหุ่นรบอินทรีย์แล้วเช่นกัน ถึงจะภาคภูมิใจกับสิ่งประดิษฐ์ที่ทรงพลังของตนเอง ทว่า...เมื่อถูกเอามาใช้ผิดประเภทเช่นนี้ก็ทำให้รู้สึกแย่เช่นกัน

 

“เร็วเข้า รีบบอกวิธีในการจัดการหุ่นรบอินทรีย์พวกนี้! ไม่อย่างนั้นพวกเราจะตายกันหมด!” ทหารระดับสูงคนหนึ่งตวาดออกมาเสียงดัง ทำเอาพวกห้องวิจัยตัวสั่นเทิ้มไปพร้อมๆกัน

 

​เหอะ!! พูดก็ง่ายน่ะสิ บอกแค่ให้พวกเขาหาวิธีมาอย่างเดียวก็ง่ายน่ะสิ! ทำไมพวกแกไม่มาเป็นคนคิดหาวิธีในการจัดการเองเสียเลยล่ะ! ไม่รู้หรือว่ามันทำไม่ได้ง่ายๆน่ะ!!

 

​ต่อให้คิดวิธีได้ แต่ตอนนี้ห้องวิจัยถูกทำลายทั้งหมด พวกเขายังจะผลิตอะไรออกมาได้หรือ? แถมในการสร้างของแต่ละอย่างก็ต้องใช้เวลา ไม่พูดถึงกระบวนการคิดที่จะสรรหาวิธีมาจัดการเลย กว่าจะรับมือกับหุ่นรบอินทรีย์พวกนี้ได้...เวลานั้นทุกคนคงจะตายกันหมดแล้ว!

 

“จ่าสิบโทรุ่ย ว่าอย่างไร!” เสียงของรองผู้นำกล่าวถามซ้ำ กดดันคนเป็นหัวหน้าห้องวิจัยเรื่องหุ่นรบอินทรีย์จนเส้นเลือดปูดบนขมับ

 

“เรื่องนี้จำเป็นต้องคิดวิธีย้อนกลับ ในเมื่อปัญหาก็คือการถูกศัตรูควบคุมได้ง่ายเกินไป เช่นนั้นก็จะต้องหาวิธีในการเจาะการควบคุมของหุ่นรบอินทรีย์ ซึ่งถ้าให้ผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคมาจัดการก็น่าจะ…”

 

“จ่าสิบโทรุ่ย! นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราอยากจากคุณ คุณน่าจะรู้ดีว่าพวกเราต้องการวิธีการแก้ปัญหาแบบไหน ไม่ใช่การโยนงานไปให้คนอื่นแบบนี้! เรื่องที่ขอให้ฝ่ายเทคนิคช่วยนั้นพวกเราเรียกมาเเล้ว พวกเขาก็พยายามเจาะเข้าไปในอุปกรณ์จ่ายคำสั่งอยู่ เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่พวกคุณซึ่งเป็นผู้คิดค้นพูดออกมาได้หรือ? ไม่มีอย่างอื่นที่จะจัดการเเล้วรึไง ถ้าอย่างนั้นโปรเจคนี้คิดออกมาโดยไม่มีเเผนรับมือเลยหรือ?”

 

ถูกตั้งคำถามเช่นนี้ จ่าสิบโทรุ่นก็อยากจะตอบเหมือนกันว่าวิธีการรับมือของเขาก็คือการป้อนระบบออกคำสั่งไม่ให้ทำร้ายมนุษย์แล้วไงล่ะ แต่ทำไมคนที่ป้อนข้อมูลนั้นกลับเป็นคนของกลุ่มดวงตามารได้ เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของพวกเขาหรือหน่วยตรวจสอบกันเเน่ มาถึงตอนนี้ก็จะโยนมาให้พวกเขาที่เป็นนักวิจัยอย่างเดียว น่าขำจริงๆ!

 

ในใจคิดเช่นนั้น แต่จ่าสิบโทรุ่ยจะกล้าพูดได้ยังไง เขาทำได้แค่ต้องพยายามคิดให้ดีที่สุด คิดให้มากที่สุดก็เท่านั้น

 

ท่ามกลางการถูกไล่ต้อนเพียงฝ่ายเดียว เสียงหัวเราะของพวกกลุ่มดวงตามารก็ยิ่งตอกย้ำความโหดร้ายของสถานการณ์นี้มากขึ้น ตอนนั้นเองที่จู่ๆ รองผู้นำเเละทหารระดับสูงก็ได้รับการติดต่อจากองค์กรนักล่าสกุลจาง

 

“ท่านรองฯ ผู้ช่วยของประธานจางติดต่อมาครับ พวกเขาบอกว่ามีเรื่องสำคัญที่อยากจะติดต่อเร่งด่วน เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกลุ่มดวงตามาร…”

 

ได้ยินเช่นนั้น รองผู้นำก็ขมวดคิ้วมุ่น หากเป็นคนอื่นที่ติดต่อมา เเม้ว่าจะเป็นคนจากตระกูลใหญ่ขนาดไหน เเต่ในเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่กองทัพจะต้องให้หน้าพวกเขา

 

ดังนั้นก่อนหน้านี้จึงถูกปฏิเสธกันเกือบทั้งหมด ทว่า…คนที่ติดต่อมาคือคนของประธานจางคนนั้น แม้ไม่อยากจะพูดคุยกับใคร ไม่อยากรับเเขก แต่ใต้ชื่อของผู้คุ้มหัวของพวกเขา อย่างไรก็ต้องให้หน้า!

 

“เชิญให้เข้ามาเถอะ” เขาหันหลังกลับไป จ่าสิบโทรุ่ยเห็นว่าเป็นโอกาส รีบสั่งให้ลูกน้องช่วยกันคิดหาทางรอดทันที

 

ทางด้านรองผู้นำ เขาให้คนของจางอู่หยางไปรอในห้องรับรองเเล้ว เเต่เเทนที่อีกฝ่ายจะนั่งรอดีๆ คนกลับยืนรอพวกเขาด้วยสายตาราบเรียบ คล้ายว่าไม่ต้องการเสียเวลาพูดคุยกับตนเองเช่นกัน

 

“ไม่ทราบว่า …”

 

“เข้าเรื่องเลยเเล้วกัน ประธานให้มาเจรจาว่ากองทัพสามารถจ่ายได้เท่าไร” คนพูดเเทรกขึ้นมาห้วนๆ ท่าทางเหมือนผู้อยู่เหนือกว่าทำให้คนเกลียดชังได้จริงๆ แต่…จ่ายหรือ? ในสถานการณ์เช่นนี้ยังให้พวกเขาจ่ายอะไร!

 

เห็นว่ารองผู้นำไม่ได้เข้าใจความหมายทั้งหมด ชายร่างสูงจึงพูดเพื่อขยายความให้เขา จะได้ไม่เสียเวลาโต้กันไปมาอีก

 

“องค์กรของพวกเรามีวิธี “หยุด” หุ่นรบอินทรีย์พวกนี้ กองทัพยินดีที่จะจ่ายให้เท่าไรเพื่อเเลกพวกมัน”

 

“!!!!”

 

เเม้ว่าคำพูดทุกคำของอีกฝ่ายจะใช้ภาษาธรรมดาๆ ไม่ต้องคิดทบทวนให้ซับซ้อน แต่…ทำไมเขาถึงไม่เข้าใจเลยล่ะ!! 

 

………………………………