LNCrawler

บทที่ 495 ความน่าทึ่งของอาวุธลับ (อ่านฟรี 14 ก.ค. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 495 ความน่าทึ่งของอาวุธลับ (อ่านฟรี 14 ก.ค. 69)

บทที่ 495 ความน่าทึ่งของอาวุธลับ

 

“แผนการนี้มีจุดอ่อน” เธอว่าอย่างนั้น แทรกคำพูดที่มั่นใจของเหลียนเหมยเหม่ยจนอีกฝ่ายชะงักไป

 

“เพราะสามีของคุณหนูเหลียนเป็นคนของกลุ่มดวงตามาร จุดประสงค์ของเขาก็คือการทำให้มนุษย์ทุกคนต้องตาย ดังนั้นถ้าใช้งานมันแล้วทำให้ทุกคนมีโอกาสดื่มยานี้ แปลว่าจะไม่ใช่แค่อันซูหยวนเท่านั้นที่จะผลิตยาพิษออกมา แต่ตระกูลผู้ผลิตยาทั้งหมดก็มีโอกาสด้วย เพราะแบบนั้นแล้ว...ตอนที่สอบสวน พวกเขาจะไม่สงสัยพวกผู้ผลิตยาอีก แต่จะไปสงสัยที่นักล่าหรือลากมาจนถึงฉันแทน” หานหลานฮวาพูดอย่างนั้น เหลียนเหมยเหม่ยก็เม้มริมฝีปากแน่น

            

ตอนนี้คุณหนูหานเข้าใจแล้วว่าทำไมเหลียนเหมยเหม่ยจึงพลาดท่า สุดท้ายความคิดของเธอนั้นดีมาก แต่มักจะถูกอารมณ์นำทางไป 

            

เวลานี้เธอบอกว่าอยากจะทำลายอันซูหยวน แต่กลับมุ่งเป้าไปที่เหลียนซิ่วอิงจึงได้พูดเรื่องการทำยาออกมา ทั้งๆที่ความจริงแล้วมีโอกาสดีๆยิ่งกว่านั้นอยู่ เธอกลับมองข้ามไป...

 

“แต่ยานี้ ฉันคิดว่าฉันสามารถใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้นจะขอรับไว้ก็แล้วกันนะ”

 

“แต่...”

 

“ไม่ต้องห่วง ฉันใช้มันเพื่อทำลายอันซูหยวนแน่นอน แค่อาจจะไม่ส่งผลถึงเหลียนซิ่วอิงทางตรงก็เท่านั้น” เมื่อได้ยินคนพูดชื่อ “เหลียนซิ่วอิง” ออกมาโดยตรง เหลียนเหมยเหม่ยก็ชะงักไป เธอเม้มริมฝีปากแน่น หานหลานฮวาคงรู้แล้วว่าคนที่เธออยากทำลายไม่ใช่แค่อันซูหยวนเท่านั้น

 

“ฉันจะเอายานี้ไปใช้กับพวกกลายพันธุ์ที่ส่งขายให้สกุลเจียง ตอนนี้โรงผลิตสกุลเจียงขยายขนาดใหญ่โตมาก พวกเขารับซื้อซากกลายพันธุ์แทบจะทั้งหมดที่พวกนักล่านำกลับมา ทำให้โรงผลิตอาหารอื่นๆแทบจะไปต่อไม่ได้ หลายโรงผลิตต้องยอมยกให้คนสกุลเจียงดูแลต่อไปและรับเพียงส่วนแบ่งเล็กๆน้อยๆเท่านั้น การที่พวกเขาคุมอำนาจมากแบบนี้ย่อมมีช่องโหว่มาก”

 

“ไม่ว่าจะเป็นช่องโหว่ในการจัดหาทรัพยากรมาผลิต ช่องโหว่ในการตรวจสอบ และการเป็นหนึ่งเดียวแบบนี้ย่อมเกิดคนเกลียดชังสูงมาก สุดท้ายแล้วความเกลียดชังนี้อาจจะนำมาซึ่งความต้องการทำลายก็ได้”

            

เมื่อหานหลานฮวาพูดอย่างนั้น เหลียนเหมยเหม่ยก็ไม่มีอะไรที่ควรจะพูดอีก เธอส่งผงยานี้ให้คุณหนูหานพร้อมกับบอกวิธีใช้ ซึ่งไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย พิษนี้รุนแรงมาก ขอแค่ผสมลงไปเล็กๆน้อยๆก็เพียงพอที่จะทำให้คนกินเข้าไปนั้นได้รับผลกระทบแล้ว

 

“คุณหนูเหลียนผิดหวังหรือ?” หานหลานฮวาหัวเราะออกมา หลังจากที่รับยานั้นมาถือเอาไว้แล้ว สีหน้าของเหลียนเหมยเหม่ยยังดูไม่ดีนัก สุดท้ายเธอจึงเลือกที่จะอธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อย

 

“แม้ว่าการลงมือไปที่โรงผลิตสกุลเจียงจะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับคุณรองเหลียนซิ่วอิง แต่ตราบใดที่อันซูหยวนไม่มีทางรอด เช่นนั้นการจะลงมือกับเหลียนซิ่วอิงก็ไม่ใช่เรื่องยากอีก”

 

“ไม่ใช่ว่าคุณหนูเหลียนถูกตระกูลทอดทิ้งก็เพราะชื่อเสียงและผลประโยชน์หรือ? ถ้าอย่างนั้น...หากคุณหนูเหลียนซิ่วอิงสร้างปัญหาให้ตระกูล การถูกทอดทิ้งจากตระกูลเหลียนก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ? อย่างน้อย...คุณหนูรองก็จะได้รู้ว่าตอนที่คุณหนูถูกทอดทิ้งจากตระกูลนั้นเป็นความรู้สึกแบบไหน”

 

“ซึ่งหลังจากที่ถูกละทิ้งจากตระกูลไปแล้ว ใครจะยังปกป้องเธอได้อีก ถึงเวลานั้น...ดีไม่ดี คุณหนูเหลียนเหมยเหม่ยอาจจะลงมือกับเหลียนซิ่วอิงด้วยตัวเองก็ยังได้!”

 

ไม่ว่าคำพูดของหานหลานฮวาจะเป็นจริงหรือไม่ ในอนาคตตนเองจะได้เป็นผู้ลงมือด้วยตนเองหรือเปล่า ทว่า…เหลียนเหมยเหม่ยไม่ได้มีทางเลือกอื่น เธอแค่นหัวเราะออกมาแล้วก็จากไปทั้งอย่างนั้น 

 

การที่มีสามีเป็นคนของกลุ่มดวงตามาร ไม่อาจจะสนิทสนมกับคนอื่นได้มากเกินไป ไม่อย่างนั้นจะทำให้พวกเขาเดือดร้อนไปด้วย เหลียนเหมยเหม่ยไม่ได้เป็นห่วงคนอื่น ยิ่งไม่ได้ห่วงหานหลานฮวาด้วย แต่เธอแค่กลัวว่าอีกฝ่ายจะหมดโอกาสลงมือแทนเธอต่างหาก!

 

สองคนนั่งเเยกกัน หลานฮวารับของมาเเล้ว เเต่เธอจะได้ใช้หรือไม่ยังขึ้นอยู่กับว่าครอบครัวของเธอกลับมาอย่างปลอดภัยไหม 

 

โชคยังดีที่หานหลานฮวาเป็นผู้สืบทอดสายเลือดหาน เเละมีทักษะในการสร้างกับดักคนหนึ่ง เเม้จะไม่ได้เก่งกาจมากมายอะไร แต่การที่จะติดสินบนใครสักคนเพื่อช่วยชีวิตครอบครัวของตนเองกลับมาก็ยังพอทำได้ 

 

เพื่อเเลกกับโอกาสอยู่รอดสุดท้าย หลานฮวาสัญญาว่าจะใช้แรงงานทำกับดัก 10 ชิ้นให้กับพวกนักล่ากลุ่มหนึ่งที่เพิ่งกลับมาจากพื้นที่ล่าเมื่อพบว่าสถานการณ์ในเขตปลอดภัยกลับมาเป็นปกติแล้ว หากเป็นช่วงเวลาก่อนหน้านี้...พวกนักล่าระดับต่ำพวกนี้จะมีโอกาสซื้อของจากตระกูลหานเสียที่ไหน พวกเขาทำงานตลอดทั้งชีวิตก็ใช่ว่าจะมีเครดิตมากพอสำหรับการซื้อกับดักพลังงาน แน่นอนว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่หลานฮวาจะมาเย่อหยิ่ง

 

เมื่อใช้ให้อันซูหยวนไปทำงานเพื่อตนเองไม่ได้ ร้องขอให้พวกทหารช่วยเหลือครอบครัวโดยเฉพาะก็ไม่ได้เช่นกัน สุดท้ายแล้วเธอจึงต้องจ้างวานคนอื่นด้วยกับดักมหาศาลขนาดนี้ แม้ว่าพวกนักล่าระดับต่ำจะไม่ร้องขอให้เธอต้องออกเงินเพื่อซื้อวัตถุดิบในการสร้างกับดัก แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าวัตถุดิบเหล่านั้นไม่ได้มีอะไรเลย ที่ราคาของกับดักพวกนี้มีราคาสูง แท้จริงแล้วเป็นเพราะทักษะลับที่ตระกูลหานส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่นเท่านั้น

            

นี่เป็นข้อได้เปรียบใหญ่ที่ทำให้ตระกูลหานกลายเป็นตระกูลใหญ่ได้ และน่าจะเพียงพอที่ทำให้ตระกูลหานพยายามฟื้นความยิ่งใหญ่กลับคืนมาได้เหมือนเดิม เพียงแต่...ต้องดูว่าสมาชิกตระกูลหานที่กลับมานั้นมีบุรุษอยู่จำนวนมากหรือไม่ หากมีเพียงสตรีที่กลับมาได้...เช่นนั้นอำนาจของ “ตระกูลหาน” ก็คงจะลดลงไปมาก

            

บางที นี่อาจจะเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้บุรุษยังมีความสำคัญมากกว่าสตรี เธอในฐานะผู้หญิงของตระกูลหาน เมื่อถึงเวลาก็ต้องแต่งงานออกไปนอกตระกูล และวิชาลับเหล่านั้นก็ไม่อาจจะส่งต่อไปได้ มีเพียงเธอที่ยังมีชีวิตเท่านั้นที่จะทำงานหนักโดยทักษะลับเหล่านั้น

            

นี่คือการปกป้องความยิ่งใหญ่ของตระกูล เป็นวิธีที่ตระกูลใหญ่ทำกันมาตลอด ดังนั้นต่อให้มีการแต่งงานข้ามตระกูล พวกผู้หญิงที่เปลี่ยนนามสกุลไปแล้วก็ทำประโยชน์อะไรให้ตระกูลสามีมากไปกว่าตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้

            

พวกนักล่าไม่ได้ทำงานดีนัก หานหลานฮวารอจนกระทั่งข้ามวันจึงจะปรากฏร่องรอยของตระกูลหานกลับมา ช่วงเวลานั้นเป็นเธอที่ต้องอดทนอย่างยากลำบาก และแน่นอนว่าความทรมานนี้ยิ่งเพิ่มความเกลียดชังไปที่อันซูหยวนมากขึ้นอีก!!

            

ทางด้านซูหยวน หลังจากวันแรกไปรายงานภารกิจให้กับพวกผู้นำ อยู่ช่วยพวกเขาจัดการบางอย่างเสร็จแล้ว ก็ถูกจ่าสิบโทรุ่ยเรียกไปพบที่ห้องทดลองสำรอง ซึ่งห้องทดลองหลักถูกถล่มราบคาบ เนื่องจากพวกกลุ่มดวงตามารมีเป้าหมายเป็นหุ่นรบอินทรีย์ ดังนั้นพวกเขาย่อมต้องเล็งที่นั่นก่อนเป็นที่แรก

            

จ่าสิบโทรุ่ยเห็นเธอมาแล้วก็กระตือรือร้นเป็นที่สุด เขารีบเอาเอกสารกองโตออกมาก่อนจะถามเธอโดยตรง

 

“ซูหยวน วิธีการคิดพวกนี้เป็นเธอที่ออกแบบใช่ไหม? ไม่ต้องปิดบังหรอก วิธีการเขียนเรียบเรียงที่เป็นระเบียบและเข้าใจได้ง่ายนี้คงจะมีแค่เธอแล้วที่ทำได้ ฉันไม่ได้ถามเพราะจะตำหนิอะไร และรู้สึกว่ามันคงจะปกติมากถ้าเธอจับสังเกตได้ว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติ เพียงแต่...ช่วยมาอธิบายเพิ่มเติมหน่อยได้ไหม กระบวนการใช้พันธะเคมีเข้าไปแทนพันธะของนิวคลีโอไทด์ แต่ยังบังคับให้พวกมันเกิดเป็นพันธะโควาเลนซ์....บลาๆ” 

            

จ่าสิบโทรุ่ยปากบอกว่าอยากจะรู้ข้อมูลจากซูหยวน ทว่าตนเองกลับพูดไม่หยุดอย่างตื่นเต้นเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมง ถ้าไม่ใช่เพราะความเงียบเข้าปกคลุมทั้งห้อง แม้แต่พวกนักวิจัยที่กำลังศึกษาร่วมกับจ่าสิบโทรุ่ยเองก็ยังไม่กล้าพูดแทรก บางทีจ่าสิบโทรุ่ยอาจจะยังไม่รู้ตัวก็ได้ว่าเขาเพิ่งทำอะไรลงไป

            

เมื่อเห็นว่าทุกสายตากำลังมองมาที่ตนเอง แม้แต่ซูหยวนก็ยังกอดอกมองนิ่งๆ จ่าสิบโทรุ่ยจึงดึงสติกลับมาได้ เขา...ดูเหมือนจะตื่นเต้นเกินไปหน่อย

            

กระบวนความคิดนี้มันช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ ซูหยวนคิดนอกกรอบไปไกลแล้ว ถ้าเป็นพวกเขา...อ่า คงจะเป็นพวกเขาไม่ได้หรอก เพราะหากเป็นพวกเขาจริง วิธีการคิดรับมือก็น่าจะถูกพวกกลุ่มดวงตามารจับได้ตั้งแต่แรก พวกเขาคงจะโยนให้ฝ่ายเทคนิคจัดการกับโปรแกรม เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการสร้าง “หุ่นรบอินทรีย์” ขึ้นมา แต่เป็นความผิดพลาดจากการควบคุมต่างหาก

            

ถ้าไม่ใช่เพราะถูกแทรกแซง ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่พวกเขากำหนดเอาไว้ สุดท้ายแล้วจะเป็นอาวุธที่ทรงพลังมากกว่าเป็นอาวุธทำลายล้าง

            

แต่ก็นั่นแหละ ทุกอย่างเกิดขึ้นก็เพื่อเตือนให้พวกเขารู้ว่าโลกใบนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ สิ่งที่พวกเขาเรียกว่าสมบูรณ์แบบแล้ว แท้จริงอาจจะตรงกันข้ามเลยก็ได้ ดังนั้น...ซูหยวนที่คิดใช้การ “ทำลายเซลล์” ด้วยสารเคมีจึงเป็นวิธีการที่น่าทึ่งมากๆ

            

ตอนที่จ่าสิบโทรุ่ยและคนอื่นๆเห็นกระบวนการทำงานในตัวยาเป็นครั้งแรกก็ยังคิดว่าพวกนั้นใส่ “สารอินทรีย์” เข้าไป หรืออาจจะเพิ่มเซลล์เข้าไปเพื่อทำลายระบบภายใน แต่ไม่ได้คิดว่านี่เป็นแค่การยิงสารเข้าไปเสริมศักยภาพต่างหาก

            

สำหรับความคิดนี้ พวกเขาได้มารู้ภายหลังจากที่อ่านบทวิเคราะห์ เนื่องจากผู้ผลิตและผู้ทดลองแสวงหาความสมบูรณ์แบบ กระทั่งจับ DNA ของมนุษย์ทดลองลงไปเพื่อเพิ่มความสามารถในการฟื้นฟู ดังนั้นจึงเสี่ยงมากที่จะเกิดการ “กำจัด” สิ่งใดๆที่เป็นสารพิษ หรืออาจจะเป็นพิษต่อร่างกาย 

            

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการรับมือได้ จึงเปลี่ยนวิธีคิด ให้เป็นการ “เพิ่มศักยภาพ” ของการละลายเลือดแทน ก็เหมือนกับที่ระบบในร่างกายมีกระบวนการไม่ให้เลือดแข็งตัวอยู่ข้างใน พวกมันมีสารเคมีชนิดหนึ่งที่สั่งร่างกายตลอดให้จัดการจนเกิดความสมดุล 

 

ทว่า...เมื่อมีสารของซูหยวนยิงเข้าไปข้างใน แทนที่จะเพิ่มระดับการรักษาของเหลวในร่างกายให้เป็นสมดุล ร่างกายจะถูกสื่อสารให้ต้องรีบๆเพิ่มความเหลว ดึงน้ำเอามาใช้ในระบบหมุนเวียนเพื่อรักษาระดับและต้องการให้เอาตัวรอดได้ สุดท้าย...ผลก็คือน้ำมากเกินไปแต่ DNA ยังไม่รู้ สมองเทียมจึงได้พังและทำลายตัวเองอย่างรวดเร็ว!

            

แน่นอนว่าพูดเช่นนี้เหมือนจะง่าย แต่กระบวนการทั้งหมดยังต้องศึกษาอีกหลายขั้นกว่าจะออกมาเป็นเช่นนี้ ถ้าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากช่วยกันศึกษา คงจะไม่สำเร็จออกมาได้

            

โดยซูหยวนเองก็ยังเป็นแค่คนคิดแนวทาง เธอไม่ได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้งขนาดที่จะไปจับเซลล์ต่างๆในร่างกายออกมาเอง ก็แค่ได้อ่านเอกสารมากมายมาแล้ว และคิดว่าใช้วิธีเช่นนี้น่าจะดีก็เท่านั้น

            

สุดท้ายเมื่อโครงการเสร็จแล้ว เธอถึงเพิ่งได้อ่านว่าพวกเขาทำอย่างไร ใช้วิธีการแบบไหน ซึ่งคนของประธานจางมีแต่พวกที่เก่งมาก และเก่งมากๆ ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะเอาแนวคิดของเธอไปต่อยอดจนได้ผลลัพธ์เช่นนี้ในเวลาอันสั้น 

 

“เอ่อ เอาเป็นว่า...พวกเราทุกคนในที่นี้อยากจะรู้กระบวนการคิดและทำมันโดยละเอียดขึ้น ตอนนี้ที่องค์กรนักล่าสกุลจางส่งมา ส่วนใหญ่เป็นวิธีการผลิตสารเคมีพวกนี้แล้ว ซึ่งพวกเราได้ทำความเข้าใจและน่าจะเริ่มการผลิตของตนเองได้ในอีก 1 เดือนข้างหน้า เพียงแต่...กระบวนความคิดนี้น่าสนใจมาก ถ้าพวกเราสามารถเข้าถึงแก่นแท้ความคิดได้ ก็อาจจะเอาไปประยุกต์กับเรื่องอื่นๆได้อีก”

            

จ่าสิบโทรุ่ยเขินอายอยู่บ้าง แต่เขาเป็นนักวิจัยคนหนึ่ง รวมทั้งพวกที่เหลือรอดและมารวมตัวกันที่นี่ล้วนเป็นนักวิจัยระดับสูงทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อจ่าสิบโทรุ่ยพูดจบ คนอื่นๆก็พยักหน้ารับเพื่อยืนยันว่าพวกเขาเองก็เห็นด้วย

            

หญิงสาวที่ถูกรุมล้อมคิดเล็กน้อย เรื่องนี้ประธานจางตัดสินใจว่าจะมอบให้กองทัพดูแลต่อไป แต่เรื่องส่วนแบ่งยังเรียกเก็บ 40 ต่อ 60 จากโครงการที่จะใช้หุ่นรบอินทรีย์ในอนาคต หลังจากที่พวกเขาผลิตหุ่นรบอินทรีย์ในอนาคต พร้อมกับขายพวกมันออกไป จำเป็นต้องมอบ “สารทำลายหุ่นรบอินทรีย์” ไปด้วย โดยถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ สารทำลายพวกนี้ไม่จำเป็นต้องใช้งานเลย ระบบที่ควบคุมจะสั่งไม่ให้ทำร้ายพวกมนุษย์กันเองอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมา...สารทำลายหุ่นรบอินทรีย์ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

            

การรับ 40 ส่วนของรายได้ทั้งหมดไม่ใช่ “กำไร” นั่นจะทำให้สกุลจางมีรายได้ก้อนโตอย่างต่อเนื่องแน่ หลังจากเทียบข้อดีข้อเสียแล้ว หุ่นรบอินทรีย์ที่เป็นเหมือนกับหุ่นรบอมตะนี้น่าจะพาตระกูลใหญ่หลายตระกูลไปถึงเขต N จากที่ไม่เคยไปได้ และนั่นจะสร้างการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดให้เขตมลพิษแน่นอน

            

ตอนนี้มีแค่พวกสกุลจาง ทหารระดับสูง และกลุ่มที่แข็งแกร่งอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่รู้จักกับ “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์” แต่เพราะมีจำนวนน้อยมากนี้เองก็เลยทำให้ดินแดนของพวกเขาถูกดูแคลนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นมาตลอด หลังจากนี้...สถานการณ์น่าจะดีขึ้น แล้วก็เอาทรัพยากรจำนวนมากมายมาที่นี่ได้

            

อ่า...พูดถึงจุดนั้นก็คงจะต้องรออีกกว่า 10 ปี เพราะหุ่นรบอินทรีย์ไม่ได้ผลิตได้ง่ายๆเช่นกัน หรือต่อให้มันผลิตออกมาได้จำนวนมาก มนุษย์จะอาศัยแค่ความแข็งแกร่งของหุ่นรบอินทรีย์เพื่อเข้าไปเขตแดนศักดิ์สิทธิ์หรือ? แน่นอนว่าเข้าไปได้ แต่เข้าไปก็ไม่มีอำนาจใดๆ อาจจะเข้าไปเพื่อไปตายก็เท่านั้น

            

ถึงเวลานี้จางอู่หยางจะเป็นเจ้าเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งในเขตอัศวินหงส์ขาว แต่ที่นั่นเพียงพอจะมอบทรัพยากรทั้งหมดให้มนุษย์ชาติที่อ่อนแอด้วยหรือ?

            

ความคาดหวังที่จะใช้หุ่นรบอินทรีย์ในตอนนี้ อาจจะมีแค่การช่วยยกระดับของมนุษย์ชาติที่เหลืออยู่ให้แข็งแกร่งขึ้น จากนั้นก็เร่งความเร็วในการพิชิตเขตพื้นที่ล่าต่างๆ ขยายพื้นที่ปลอดภัยออกไปจนกว่าจะถึงเขตดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เพียงเท่านั้นก็น่าจะทำให้เขตมลพิษของพวกเขามีขนาดใหญ่โตแทบจะเท่ากับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว

            

ตราบเท่าที่มีทรัพยากร มีพื้นที่จำนวนมาก และมนุษย์ที่กำเนิดมาใหม่ๆไม่ต้องตายเพราะความอดยาก เชื่อว่ามนุษย์ก็มีความแข็งแกร่งมากพอที่จะพัฒนาจนอาจจะไล่ตามความแข็งแกร่งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้!

 

 

……………………………………….